creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่ม 1-2



หนังสือขายดีถล่มทลายของ ทพ.สม สุจีรา เล่มแรกถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง จนมีกระแสระงับพิมพ์พร้อม ๆ กับคราวที่ผมวิจารณ์หนังสือ "ฟิสิกส์นิวตัน" ของผู้เขียนท่านนี้ (ฟิสิกส์นิวตันนั้นระงับพิมพ์จริง ๆ ขณะที่ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็นแค่ชะลอเล็กน้อยในช่วงนั้น - แต่การหยุดพิมพ์ฟิสิกส์นิวตันก็ดูเหมือนไม่ส่งผลอะไรมากมาย เพราะสุดท้ายผู้เขียนก็เปิดคอร์สกวดวิชาซึ่งไม่แน่ว่าประกอบด้วยองค์ความรู้อย่างเดียวกันอยู่ดี กรณีนี้ ถ้าเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ถูกต้องตามหลักวิชาฟิสิกส์ ผมก็กราบขออภัย) สำหรับวิจารณ์บางส่วนของไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่มแรก ด้านศาสนา ผมเขียนลงบล็อกไว้บ้างแล้วในกลุ่มบล็อกศาสนา ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ แนะนำให้คุณลองอ่านจากบล็อกของ ดร.บัญชา รายละเอียดตาม link ด้านล่างนี้ครับ

     วิทยาศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน : กรณี "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
     ตัวอย่างข้อผิดพลาดในหนังสือฟิสิกส์นิวตัน
     ตัวอย่างข้อผิดพลาดในไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่ม 1
     กฎแห่งกรรม (ที่ผิดเพี้ยน)
     เจตสิก (ที่ผิดเพี้ยน)
     รูปกลาปไม่ใช่เซลล์
     อิทัปปัจจยตาไม่ได้แปลว่าสิ่งสัมพัทธ์
     อาคาร 31 ชั้น
     Hypercube อาศัยอยู่ใน 4D แต่ไม่ใช่มิติของเวลา
     สหชาติธรรม
     โลก 3
     อริยสัจ 4
     เวลาของคนกับสัตว์

มาถึงเล่ม 2 เล่มนี้ผมรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งกับ ดร.ชัยวัฒน์ ด้วยตรรกะวิบัติที่แกเขียนอย่างเลิศหรูในคำนิยม แกว่า "โดยส่วนตัวผมเองชื่นชม สนับสนุน และให้กำลังใจแก่ผู้เขียนหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เพราะหนังสือที่มีเนื้อหาเช่นนี้ ผู้เขียนควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้จริงในระดับที่เชื่อถือได้ทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนา" ตรรกะในประโยคนี้บอกว่า ' ใครก็ตามที่เขียนเนื้อหาเยี่ยงนี้ ก็ควรจะเป็นผู้รู้ และนั่นเป็นเหตุให้ฉันชื่นชมผู้เขียนท่านนี้' ถ้าคุณไม่หลงไปกับสำนวนโวหาร คุณจะพบตรรกะที่ผิด เพราะสรุปความเป็นผู้รู้จากเรื่องที่เขียน ไม่ได้ตรวจสอบความเป็นผู้รู้จากความถูก-ผิดของเรื่องที่เขียน ซึ่งเรื่องที่ผู้เขียนเขียนนั้นเป็นเรื่องที่สามารถตรวจสอบความถูก-ผิดได้ง่ายมาก ในด้านวิทยาศาสตร์ ก็ตรวจสอบกับตำราเรียนวิทยาศาสตร์ ในด้านพุทธศาสตร์ ก็ตรวจสอบกับคัมภีร์พุทธเถรวาท (ไม่ใช่ตรวจสอบกับมติของใครคนใดคนหนึ่ง) ฉะนั้นความในประโยคดังกล่าวของแกก็เปรียบเทียบได้กับพูดว่า "ลาตัวที่กำลังร้องเพลง Habanera จาก Carmen ของ Bizet เป็นลานักขับตัวจริง เพราะเพลงนี้ร้องยากมาก" (ในความเป็นจริง นอกจากโฆษกขึ้นมาประกาศว่าลากำลังร้องเพลง Habanera แล้ว ก็ไม่มีผู้ชมท่านใดฟังออกเลยว่ามันกำลังโก่งคอในเสียงโซปราโน)

ลองดูประโยคต่อมา "ผู้เขียนเป็นทันตแพทย์ ซึ่งหมายความว่าจะต้องศึกษาวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากพอที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์ต่ออย่างลงลึกไปอีกดังเช่นทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัม...ดังนั้นผมจึงไม่สงสัยว่าผู้เขียนจะไม่รู้วิทยาศาสตร์มากพอสำหรับการเขียนหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับกาลามสูตร คุณจะสงสัยหรือไม่สงสัยความรู้ของใคร คุณต้องพิจารณาตัวความรู้ของคนนั้นครับ ไม่ใช่ "แค่" พิจารณาจากพื้นฐานการศึกษาของคนคนนั้นอย่างเดียว เพราะโวหารในตรรกะเช่นนี้กำลังบอกว่า "นักเรียนวิทยาศาสตร์ทุกคนเป็นผู้มีความรู้วิทยาศาสตร์ในระดับที่ไม่ต้องตั้งข้อสงสัย" อันนี้โชคร้ายหน่อยที่ผมสงสัย และผมก็ใช้ตรรกะ (ที่ผิดเช่นกัน) ว่า "ขนาดฟิสิกส์พื้นฐานอย่างฟิสิกส์นิวตันยังเข้าใจผิด แล้วฟิสิกส์สมัยใหม่จะไปเหลือเหรอ"

ประโยคต่อมาแกว่า "ส่วนทางด้านพุทธศาสนา ผู้เขียนก็ได้สัมผัสกับพุทธศาสนาอย่างลงลึกถึงระดับปฏิบัติธรรมและฝึกวิปัสสนากรรมฐานด้วยตนเอง...ดังนั้นผมจึงยิ่งไม่สงสัยว่าผู้เขียนจะไม่รู้พุทธศาสนามากพอสำหรับเขียนหนังสือเล่มนี้" ประโยคนี้นอกจากตรรกะที่ผิดแล้วยังแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนคำนิยมตกอยู่ภายใต้มายาคติ 'นักปฏิบัติ' อีกด้วย ประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอันดับแรกคือ คำสอนของพระพุทธศาสนาได้แก่คำสอนของพระพุทธเจ้า (และพระสาวก) และคำสอนของพระพุทธเจ้าถูกเก็บบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถา (โดยหน้าที่แล้วคัมภีร์อรรถกถาทำหน้าที่เหมือนพจนานุกรมสำหรับอ่านพระไตรปิฎกนั่นแหละครับ) ฉะนั้น การตรวจสอบว่า "คำสอน" ใดเป็นพุทธเถรวาทจริงหรือไม่จริง เราทำได้ง่าย ๆ (แม้กระทั่งกับผู้ที่ไม่ได้เป็นนักปฏิบัติ) โดยการตรวจสอบกับคัมภีร์ ไม่ใช่ตรวจสอบกับประสบการณ์ของคนนั้นคนนี้ เพราะคนนั้นคนนี้ที่ 'อ้างว่า' ปฏิบัติ ก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน บางสำนักถึงกับขัดแย้งสำนักอื่นก็มี ตรรกะทำนองว่า "เขารู้ธรรมะ เพราะเขาปฏิบัติธรรมะ" จึงต้องมองให้ลึกผ่านมายาคติ (ที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะบังตาและครอบงำ ดร.ชัยวัฒน์ ได้) โดยตั้งคำถามว่า เขาปฏิบัติธรรมะของใคร? ธรรมะของพระพุทธเจ้าใช่มั้ย? ถ้าใช่ งั้นสบายล่ะ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ามีบันทึกปริบัติไว้พร้อม เราก็ตรวจสอบความเห็นของผู้ปฏิบัติกับความรู้ปริยัติ มีบันทึกวิธีปฏิบัติไว้ด้วย เราก็ตรวจสอบวิธีปฏิบัติของผู้ปฏิบัติ แถมคัมภีร์ยังมีบันทึกปฏิเวธไว้อีก ว่าผลที่ได้เป็นลำดับ ๆ นั้นเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติธรรมะแล้วโง่มากขึ้น โลภมากขึ้นเป็นปฏิเวธ งั้นก็ไม่ใช่ศิษย์ของพระพุทธเจ้าล่ะครับ

ขอพูดถึงคำนิยมคร่าว ๆ เท่านี้ และขอวิจารณ์เนื้อหาในหนังสือเล่ม 2 เล็กน้อย

เนื้อหาในหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่ม 2 เดินตามรอยเล่มแรก และมีการกลับไปอ้างอิงหนังสือของผู้เขียนเองอีกหลายเล่ม (อ่านไปก็ขำไป) ถึงแม้เชิงอรรถจะเพียบ แต่ก็เพียบแบบแปลก ๆ ส่วนมากเป็นคำแนะนำบุคคลที่ผู้เขียนหยิบคำพูดขึ้นมาอ้างว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร แต่มิได้อ้างอิงเอาไว้ประกอบการค้นคว้าว่าคำพูดดังกล่าวพูดไว้ที่ไหน ในบทที่ 2 พูดถึงไอน์สไตน์เสียอย่างกับเป็นพระอริยะ เช่น (หน้า 14) "ในทางพระพุทธศาสนา ขณะบรรลุเข้าสู่จตุถฌาน สรรพเสียงรอบข้างจะดับไป ซึ่งไอน์สไตน์สามารถบรรลุเข้าสู่ฌานนี้ได้โดยที่ไม่ต้องปฏิบัติกรรมฐาน" ตามตำราถ้าจิตไม่ยึดเสียงเป็นอารมณ์นั้น จิตในฌานแรกก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วครับ หรือคนนั่งเหม่อลอยที่จิตยึดภาพความคิดหวานฟุ้งซ่านเป็นอารมณ์ไม่ยอมปล่อย พวกนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาเหมือนกัน (หน้า 26) "...และภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาญาณขั้นสูงสุด ไอน์สไตน์เกิดปัญญาญาณระดับนี้โดยไม่ได้นับถือพุทธศาสนา" อ่านแล้วว้าว ไอน์สไตน์เรานี่น้อง ๆ ปัจเจกพุทธเจ้าทีเดียว และยังมีจุดที่ผิดจากปริยัติของเถรวาทมากมายเช่นเคย เช่น หน้า 29 บอกว่า "สติซึ่งเป็นเจตสิก (องค์ประกอบของจิต)" ผิด เพราะ เจตสิก ไม่ใช่องค์ประกอบของจิต แต่เป็นนามธรรมที่เกิดประกอบกับจิต ถ้าพูดในขันธ์ 5 จิต คือ วิญญาณขันธ์ ส่วน สติ เป็นสังขารขันธ์, หน้า 43 บอกว่า "แต่ถ้าจิตไม่ขึ้นมารับอารมณ์เสียอย่าง เวทนา ตัณหา ก็ไม่เกิด อุปาทานไม่มี" ผิด เพราะ จิตที่ไม่รับอารมณ์ไม่มี ความหมายหนึ่งของจิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แม้แต่จิตของพระอรหันต์ที่เข้านิโรธสมาบัติก็มีนิพพานเป็นอารมณ์ ส่วนเวทนานั้น นอกจากนิโรธสมาบัติแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องมี เพราะ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เป็นสหชาตธรรม เกิดร่วมกัน

หน้า 74 บอกว่า "ผู้ปฏิบัติธรรมที่สามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทาน แม้เพียงชั่วครู่ ทำสมาธิจนเข้าสู่ปฐมฌาน เมื่อนั้นจะเริ่มเข้าใจว่าจิตกับสมองเป็นคนละส่วนกัน นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจะมีสมาธิที่สูงมากโดยกำเนิด อาจสามารถเข้าสู่สภาวะนี้ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติกรรมฐาน" แบบนี้นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกตายแล้วคงไปเกิดเป็นพรหมกันหมดกระมัง เพราะเธอได้ปฐมฌานกันถ้วนหน้า ในสภาวะฌานที่จริงนั้นจิตจะรู้อยู่แค่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เช่น สีแดง สีเหลือง อากาศ น้ำ แสงสว่าง ศพ เมตตา รูปนามในอดีต ฯลฯ แม้คำว่าฌานสามารถใช้ในความหมายของลักขณูปนิชฌาน หมายถึง วิปัสสนาได้ แต่ก็ไม่สอดคล้องกับคำว่าปฐมฌานอยู่ดี, ที่เชิงอรรถหน้าเดียวกันนั้นบอกว่าหลวงพ่อชา "เป็นศิษย์เอกพระอาจารย์มั่น" อันนี้กล่าวเกินจริงไปสักนิด อย่างน้อยถ้าเป็นศิษย์เอกก็น่าจะอยู่นิกายเดียวกัน (หลวงปู่ชาเป็นมหานิกาย หลวงปู่มั่นเป็นธรรมยุติ) จริงอยู่ประเด็นนิกายนี่ไม่สำคัญ แต่ถ้าพูดว่าศิษย์เอก ผมคิดว่า (อาจจะคิดผิดก็ได้นะ) คนทั่วไปนึกถึง หลวงปู่สิงห์, หลวงปู่เทศก์, หลวงปู่ขาว, หลวงปู่ฝั้น, หลวงปู่แหวน, หลวงปู่ดูลย์ ฯลฯ มากกว่า เหล่านี้เป็นศิษย์รุ่นแรก ๆ

หน้า 10 บอกว่า "โลภะเป็นกิเลสขั้นสูง รองจากมานะ (ความถือตัว) ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ขึ้นเหนือระดับโสดาบันไม่ได้เพราะตัดโลภะไม่ขาด และถ้าจะบรรลุถึงขั้นอนาคามีและอรหันต์ต้องตัดมานะให้ขาดสะบั้น" จุดนี้ผิด ผมขอยกตัวอย่างสังโยชน์ 10 (ตามสุตตันตนัยนะครับ เพราะอภิธรรมนัยท่านจัดไว้ไม่เหมือนกัน) แบ่งเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ หรือสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่ 1 สักกายทิฏฐิ 2 วิจิกิจฉา 3 สีลัพพตปรามาส 4 กามราคะ 5 ปฏิฆะ และอุทธัมภาคิยสังโยชน์ หรือสังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่ 6 รูปราคะ 7 อรูปราคะ 8 มานะ 9 อุทธัจจะ 10 อวิชชา สังโยชน์นี่คือธรรมที่ผูกกรรมไว้กับผล คราวนี้พิจารณามรรค 4 คือ โสดาปัตติมรรค, สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค กับ อรหัตตมรรค ตำราเขียนไว้ชัดเจนว่า โสดาปัตติมรรค หมายถึง มรรคที่เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ตัวแรกได้ สกทาคามิมรรค ก็ยังละได้แค่ 3 ตัวแรกบวกกับราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง ส่วนอนาคามิมรรคจึงเป็นมรรคที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ได้ หมายความว่า อนาคามิผล หรือ พระอนาคามียังละได้เพียงโอรัมภาคิยสังโยชน์นะครับ พระอนาคามียังละมานะไม่ได้ ส่วนที่เขียนว่าโลภะเป็นกิเลสต่ำกว่ามานะนั้น ผมไม่เคยเจอ แต่ถ้าพิจารณาจากอนุสัย 2 ตัวคือ ภวราคานุสัย (โลภะเจตสิก) กับ มานานุสัย (มานเจตสิก) สองตัวนี้ต้องใช้อรหัตตมรรคประหารเหมือนกัน

สุดท้าย ผมอยากจะบอกว่าผมไม่ได้ต่อต้านหนังสือแนวนี้แม้แต่น้อย เช่นเดียวกับที่ผมไม่ได้ต่อต้านลาผู้พยายามร้อง Habanera ผมแค่ต่อต้านเนื้อหาที่ผิด ๆ ซึ่งพร้อมที่จะส่งมอบเข้าสู่หัวสมองน้อย ๆ ของผู้อ่าน คำว่า "เนื้อหาผิด ๆ" ก็ไม่ได้หมายถึงการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลผิด ๆ นะครับ แต่หมายถึงเนื้อหาวิชาการ-ไม่ว่าจะพุทธหรือวิทย์-ที่สามารถตรวจสอบความถูกหรือผิดได้จริง เช่น ถ้าเขียนทฤษฎีสตริงบอกว่าอนุภาคมูลฐานคือสตริง ไม่ว่าทฤษฎีนี้จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่สำคัญ (ถ้าเรานิยามความจริงได้นะ) ตราบเท่าที่ทฤษฎีนี้พูดแบบนี้จริง ๆ จุดนี้ต่างหากที่ผมให้ความสำคัญ ส่วนใครจะแสดงความเห็นอย่างไรต่อทฤษฎีสตริงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งแยกออกจากกัน โดยใจจริงแล้วผมสนับสนุนหนังสือแนวนี้ที่มีเนื้อหาที่ถูกต้องและมีการวิจารณ์โดยผู้เขียนที่แยบคาย ถ้าลาร้องเพลง Habanera ได้ผมก็อยากฟัง ผมอยากฟัง Habanera ที่มีเนื้อร้องและทำนองอย่าง Habanera (ส่วนจะตีความพลิกพลิ้วอย่างฟิลิปป้าหรืออนุรักษณ์อย่างคัลลัสก็ไม่ว่ากัน) แต่ไม่ใช่ Habanera ที่มีความเป็น Habanera แค่เพียงจากการที่โฆษกออกมาพูดว่าต่อไปนี้ท่านจะได้รับฟัง Habanera เท่านั้นเอง

ผมให้

บันทึก

เดือนที่แล้วผมเจอ ดร.บัญชา ในงานบรรยายของ Jin Akiyama แกถาม "เป็นไง ได้อ่านไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็นเล่ม 2 ยัง" ผมตอบว่ายังไม่พร้อมอ่านเลยครับพี่ แล้วก็พูดกันอีกเล็กน้อย (ก่อนงานเริ่ม) ถึงหนังสือเล่มใหม่ของ ดร.ชัยวัฒน์ "อ๋อ เห็นแล้วครับ แต่ยังไม่ได้ซื้อเลย" (จนนะ) เวลาล่วงมาถึงสัปดาห์ที่แล้ว ดร.น้อย หยิบหนังสือกาลานุกรมของพระพรหมคุณาภรณ์ขึ้นมาฝากถึงโต๊ะทำงาน (ขอบคุณอีกทีครับ) ถามเหมือน ดร.บัญญา เปี๊ยบ แถมบอก "พี่อ่านแล้วเขียนวิจารณ์ลงบล็อกเลย ผมรออ่าน" ผมตอบ คงไม่วิจารณ์อะไรมากล่ะ อาจเขียนถึงในกลุ่มหนังสือแนะนำพอหอมปากหอมคอพอ




 

Create Date : 15 มีนาคม 2554    
Last Update : 15 มีนาคม 2554 15:57:40 น.
Counter : 6569 Pageviews.  

ดนตรี พื้นที่ เวลา



หนังสือรวมบทความ 15 บทความจากวารสารเพลงดนตรีในช่วงปี พ.ศ. 2548-2553 ของอติภพ ภัทรเดชไพศาล ตามที่ผมอ่านแล้วเข้าใจนะครับ ทั้ง 15 บทความโดยภาพรวมก็คือรอยประทับของการเมือง สังคม อำนาจ และความรู้บนสื่อหรือศิลปะที่เรียกว่าดนตรี ผู้เขียนมองเรื่องราวต่าง ๆ ทางสังคมผ่านเพลงซึ่งเป็นผลผลิตทางสังคม โดยมีมิติที่พูดถึงปลีกย่อยหลากหลายมากมาย ทั้งปัญหาชาตินิยม ชาตินิยมชนกลุ่มน้อย ปัญหาชายแดนภาคใต้ ปราสาทพระวิหาร ปัญหาชนชั้น การขึ้นมามีอำนาจของชนชั้นกลาง ปัญหาการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกและการครอบงำของอำนาจรัฐที่ปรากฏชัดในเพลง รวมถึงการครอบงำของเพลงที่ปรากฏชัดในตัวคนฟัง ความหมายของเพลงที่ไม่เป็นอิสระจากพื้นที่และเวลา ฯลฯ บางบทความผมอ่านแล้วก็เห็นแย้ง และรู้สึกว่าคุณอติภพจับผิดมากเกินไป อย่างตอนจับผิดเนื้อร้องเพลง "ราตรีสวัสดิ์" ของฟักกลิ้ง ฮีโร่ ท่อนแร็พงี้ผมว่าเราจะไปยึดความเป๊ะ ๆ ไม่ได้ ถ้าเปิดใจกว้างอีกนิดยอมรับว่าเนื้อหาแร็พทั้งหลายบางทีภาษาก็พาไป ไม่จำเป็นต้องค้นหาลัทธิอะไรที่ซ่อนให้มากความ (จริงอยู่ที่ลัทธิเหล่านั้นอาจมีรอยประทับบางอย่างบนเนื้อหาภาษา แต่ก็ไม่ได้มีความหมายเข้มข้นพอที่จะถือสาหาความจริงจัง) กับในบางบทความผมรู้สึกสับสนระหว่าง "ความมีอิทธิพล" กับ "การครอบงำ" ผมไม่มองว่าการที่สิ่งหนึ่งมีอิทธิพล (หรือเป็นปัจจัย) ต่ออีกสิ่งหนึ่งคือการครอบงำสิ่งนั้นเสมอไป (ผมไม่คิดว่าใบไม้ที่แบใบหงายรับแสงอาทิตย์เป็นเพราะดวงอาทิตย์ไปครอบงำมัน) ผมจึงไม่เข้าใจคำพูดทำนองว่า "แต่ประเด็นอยู่ที่มายาคติที่พื้นที่และเวลาได้สร้างมัน (หมายถึง ดนตรี ใช่มั้ยครับเนี่ย?) ขึ้นมาครอบงำพวกเราต่างหาก!" นอกเหนือจากส่วนที่อ่านไม่เข้าใจและส่วนที่เห็นแย้ง หนังสือเล่มนี้ชี้ชวนให้คิด พามองย้อนกลับไปในอดีต และทำให้เราเห็นภาพสังคมที่ปรากฏอยู่บนดนตรีได้น่าสนใจดีครับ

ผมให้




 

Create Date : 10 มีนาคม 2554    
Last Update : 10 มีนาคม 2554 16:35:38 น.
Counter : 1234 Pageviews.  

พระไทย ใช่เขาใช่เรา? นิพพาน-อนัตตา ฉบับเพียงเพื่อไม่ประมาท



อันที่จริงหนังสือเล่มนี้ ท่านเจ้าคุณไม่ต้องออกมาชี้แจงก็ได้ เพราะคำบรรยายของท่านในประเด็นดังกล่าวกระจ่างชัดอยู่ในหนังสือเล่มอื่นหลายเล่มอยู่แล้ว ชัดชนิดที่ถ้าคุณไม่จงใจเข้าใจความหมายของท่านให้ผิด ก็ไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่ท่านพูดผิดได้เลย แต่คงด้วยเหตุเพียงเพื่อไม่ประมาทตามชื่อหนังสือนั่นแหละครับ ท่านจึงต้องพูดซ้ำย้ำกันอีกที พระไทย ใช่เขาใช่เรา? เป็นข้อตอบโต้บทความเรื่อง "อัตตา อนัตตา นิพพาน" คอลัมน์ "ธรรมวิจัย" ของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ในเนชันสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน 2552 ซึ่งผู้เขียนบทความพูดทำนองเปรียบเทียบกรณีนิพพานว่า ธรรมกายบอกนิพพานอัตตา พระพรหมคุณาภรณ์บอกนิพพานอนัตตา หลวงตาบัวบอกนิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาและอนัตตา แต่นิพพานเป็นนิพพาน ในการแก้ข้อผิดพลาดจากบทความดังกล่าวของท่านเจ้าคุณก็ยึดสไตล์เดิมของท่าน คือชี้แจงละเอียดเป็นประเด็น ๆ อย่างประณีต (ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือของท่านคงเข้าใจคำว่าประณีตที่ผมพูดถึง แกจะไม่ใช้สำนวนโวหารทำความให้คลุมเคลือ) การชี้แจงแต่ละประเด็นอยู่ในรูปแบบบอกเล่าจากหลักฐานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ไม่พูดเลื่อนลอย และไม่พูดโดยอิงประสบการณ์ส่วนตัว ผมชอบและศรัทธาพระที่สอนว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร และเวลาจะวินิจฉัยปัญหาใดก็มองกลับไปที่คำสอนของพระพุทธองค์ซึ่งถูกบันทึกรวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก มากกว่าพระหรือคนที่สอนโดยพยายามคิดคำพูดเก๋ ๆ ของตัวเองขึ้นมา แล้วอ้างความเป็นพุทธศาสนาที่หาหลักฐานอ้างอิงอะไรมิได้

ผมให้




 

Create Date : 10 มีนาคม 2554    
Last Update : 12 มีนาคม 2554 0:29:37 น.
Counter : 1349 Pageviews.  

หนึ่งวันผจญภัยในดินแดนคณิตศาสตร์มหัศจรรย์



หนังสือเล่มนี้ผมซื้อเป็นที่ระลึกตอนฟังผู้เขียนคนหนึ่ง โปรเฟสเซอร์ จิน อะกิยะมะ มาบรรยายที่ไทย เนื้อหาในหนังสืออยู่ในโชว์ของแกประมาณ 70-80% เป็นเกร็ดคณิตศาสตร์เกี่ยวกับเรขาคณิตเสียส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับน้อง ๆ มัธยมต้น แต่คนที่โตขึ้นมาหน่อย (หรือไม่หน่อย) ก็สามารถอ่านหาความเพลิดเพลินได้ครับ และอาจจะมีสักเรื่องสองเรื่องที่คุณไม่รู้ ผมได้เทคนิคตัดเอาช่องดำออกจากกระดานหมากรุก 4x4 ด้วยการตัดเพียงทีเดียวเป็นความรู้ใหม่ หนังสือน่าจะหายากสักนิด เพราะดูจากข้อมูลการพิมพ์ แปลตั้งแต่ตุลาคม 52 แต่ไม่เคยเห็นในร้านหนังสือทั่วไปเลยแฮะ (หรือผมอาจจะไม่ค่อยมองปกที่เป็นการ์ตูนก็ไม่รู้เหมือนกัน) หนังสือสนับสนุนพิมพ์โดยสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รูปแบบการเขียนเป็นกึ่งนิยาย เด็ก ๆ 3 คน อิจิโระ ไจ๋ กับ คิโน ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์คณิตศาสตร์ และเยี่ยมชมนิทรรศการในแต่ละห้อง เพื่อเรียนรู้ความมหัศจรรย์ของคณิตศาสตร์ในห้องนั้น ๆ เกี่ยวกับระวัติของจิน อะกิยะมะ แกระดับซูเปอร์สตาร์ในญี่ปุ่นอยู่แล้วครับ สนใจดูจาก link ได้เลย (มีตัวอย่างบทที่ 1 ฉบับภาษาอังกฤษให้อ่านกันด้วย)

     Jin Akiyama's Mathematics
     บทที่ 1 Fat Triangles & Flattened Bagels
     MATH SPECTACLE SHOW By Professor Dr. Jin Akiyama (21-02-2011)

ขอแซวเกี่ยวกับชื่อหนังสือสักนิด ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ (หนังสือนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ) ชื่อ A Day's Adventure in Math Wonderland พอมาเป็นชื่อไทย "Adventure" ก็เป็น "การผจญภัย" ... "เอ่อ มีภัยอะไรอยู่ในพิพิธภัณฑ์คณิตศาสตร์หรอฮะ" (เด็กแบ๊วถาม) "ผจญภัย ก. ออกไปเสี่ยงสู้ภัยอันตราย" (เด็กแบ๊วแอบเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ 2542) ผมแซวเล่น ๆ ครับ บางทีเราก็ชินกับคำสำเร็จรูปแบบนี้ เป็นธรรมดาของภาษาที่มีคนใช้ (อันที่จริงพจนานุกรม Cambridge ให้นิยาม adventure ไว้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็น activity ที่อันตราย แค่เป็น activity ที่ unusual, exciting and possibly dangerous)

ผมให้




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2554 19:58:17 น.
Counter : 2638 Pageviews.  

เมืองบ้าป้าย ไฮเวย์สกปรก บ้านเมืองรกรุงรัง



หนังสือเล่มนี้ของคุณนิธิ สถาปิตานนท์ และคณะแนวร่วม พูดถึงปัญหา "ป้ายอาละวาด" ทั่วทุกหัวระแหงในประเทศไทย ร่วมกับปัญหาไฮเวย์ที่คุณชัย ราชวัตร บอกว่า "ทางหลวงบังคับให้ผู้สัญจรมองเห็นแต่ทางหลวงกับป้ายโฆษณาเท่านั้น!!" และปัญหาบ้านเมืองที่รกรุงรังทั้งจาก "ป้าย" จากการรุกล้ำทำกินอย่างไร้ระเบียบ จากการวางผังวางโครงสร้างตามใจฉัน ฯลฯ หนังสือจึงแบ่งเป็น 3 ภาคหลักตามปัญหา 3 อย่าง และปิดท้ายด้วยภาคที่ 4 เมืองในฝัน ว่าการควบคุมดูแลภูมิทัศน์ในนานาประเทศที่ดูแล้วเจริญตานั้นเป็นอย่างไร ถ้าผมมองหนังสือเล่มนี้ในแง่กระบวนการแก้ปัญหาทั่วไป ผมว่ามันทำได้ดีใน 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนชี้ปัญหา บทความหลากหลาย กัดเจ็บ และภาพแสบ ๆ ทำให้ใครก็ตามเห็นซึ้งถึงปัญหาเลยล่ะครับ และขั้นตอนสุดท้ายคือจุดหมายหรือเป้าหมายหลังจากแก้ปัญหา ภาพเมืองต่าง ๆ ที่ถ่ายและบรรยายมาต่างก็ยั่วเย้าให้ใคร ๆ ก็อยากให้บ้านตัวเองเป็นแบบนั้น แต่ขั้นตอนตรงกลาง วิธีการหรือกระบวนการนำไปสู่ภาพสุดท้ายนั้นกลับมิได้ถูกเน้นเท่าไร มีพูดถึงบ้างเล็กน้อยใน 2 บทความขนาดย่อมของชญา ปัญญาสุข (อุปนายก สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย) กับ ผศ.รัชค ชมภูนิช (คณะบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์) จุดนี้ซึ่งเป็นจุดที่น่าจะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้การนำเสนอเรื่องราวแตกต่างออกไปจากการฟัง "คนกลุ่มหนึ่งบ่น" จึงขาดหายไป ... หลังจากอ่านจบผมตอบคำถามหนึ่งซึ่งหนังสือมิได้ถาม ทุกเช้าผมจะเดินไปทำงานใช้เส้นทางเข้าใน ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มันเป็นภาพจำลองที่ชัดเจนของสิ่งที่คุณนิธิพูดถึงใน "เมืองบ้าป้าย ไฮเวย์สกปรก บ้านเมืองรกรุงรัง" เต็มตา ก็เล่นฝึกให้เคยชินกันตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัยแบบนี้ สภาพที่เราเห็นในภาพถ่ายแต่ละหน้าของหนังสือคงไม่ใช่อะไรที่แปลกเท่าไหร่กระมัง (ผมมีรูปที่เคยถ่ายไว้มาอวด) พูดว่าคนมันก็เดินออกมาจากเบ้าที่หลอมมันนั่นแหละ


เนื้อหาสาระในหนังสือนั้นดีเยี่ยม แต่มีจุดที่ผมรับไม่ค่อยได้อยู่ครับ หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกมีบทความที่อยู่ผิดตอน เช่น บทความตอนป้ายไปอยู่ในตอนไฮเวย์ ซึ่งทาง สนพ. มี "ป้าย" เล็ก ๆ แทรกขออภัยและสารภาพว่าหนังสือควรถูกกำจัดทิ้งและจัดการใหม่ แต่ด้วยเสียดายทรัพยากรหรือเสียดายทุนผมไม่ทราบ สนพ. จึงขอ "อะลุ่มอล่วย" ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะปรับปรุงในฉบับพิมพ์ครั้งหน้า ความรู้สึกผมฟังดูไม่จริงใจนะ ถ้าคิดว่าไหน ๆ จะกำจัดทิ้งแต่เสียดายของทำไมไม่ปรับราคาลงมาล่ะ หนังสือของคุณโคตรแพงเลยครับ

ผมให้




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2554 14:07:28 น.
Counter : 1558 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.