creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

เขว (Sway)



หนังสือแนวจิตวิทยาที่ว่าด้วยการตัดสินใจ ซึ่งเน้นตัวอย่างและคำอธิบายที่ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจของคนเรานั้น "เขว" ไปจากเหตุผลได้อย่างไร และได้เพียงใด ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ดูเหมือนเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างกลัวการสูญเสีย ความยึดติด อำนาจของการตีตรา ความสำคัญและสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับความคาดหมายของผู้อื่น ฯลฯ เหล่านี้ ผู้เขียนพยายามบอกเราว่า พวกมันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราเยอะกว่าที่เราคิด และอธิพลของมันก็ยากที่จะกำจัดออกไปได้ง่าย ๆ ทำไมผู้ชมในรายการเกมเศรษฐีของฝรั่งเศสกว่าครึ่งจึงจงใจหลอกผู้แข่งขันและทำให้ผู้แข่งขันเชื่อว่าพระอาทิตย์โคจรรอบโลก (สำเร็จเสียด้วยสิ) ทำไมไม่มีใครหยุดฟังโจชัว เบลล์ที่ใส่กางเกงยีนส์ชักสตาดิวาริอุส (ราคา 3.5 ล้าน USD) เล่นเพลงของบาคแบบฟรี ๆ ที่สถานีรถไฟกรุงวอชิงตัน ทำไมนักศึกษาเอ็มบีเอที่ฮาร์วาร์ดจึงแข่งกันประมูลธนบัตร 20 เหรียญด้วยราคาที่สูงถึง 200 เหรียญ อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังเหตุการณ์หรือคำถามเหล่านี้ที่ดึงให้เราหลุดไปจากเหตุผล นั่นแหละครับคือประเด็นที่หนังสืออภิปราย ถ้าคุณหยิบหนังสือขึ้นมานั่งอ่านบนเตียง เตรียมตัวซุกใต้ผ้าห่มอย่างดี สไตล์การเขียนกระชับ เข้าเรื่องเร็ว และอ่านสนุกจะทำให้คุณเพลิดเพลินกับเรื่องราวจนทำให้คุณเขวไปจากการนอนได้ 3-4 ชั่วโมงอย่างไม่รู้ตัว

ผมให้




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2554    
Last Update : 12 มิถุนายน 2554 14:45:42 น.
Counter : 1583 Pageviews.  

รู้ไว้...ไม่โง่



ถ้าข้อมูลในหนังสือเล่มนี้เป็นความจริง อ่านแล้วก็ค่อนข้างช๊อคครับ สิ่งที่ทำให้ช๊อคประการแรกเลยสำหรับผมคือ ผมบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอันไหนจริงอันไหนลวงหลอก นี่แสดงให้เห็นความเขลากับการที่ไม่เคยตั้งคำถามในความเชื่อบางด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่หลุดออกมาจากปากผู้เชี่ยวชาญ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนกันนะ อย่างเราไปหาหมอ หมอบอกให้งดนั่นงดนี่กินนั่นกินนี่ เราก็ทำตามเพราะ "เชื่อ" ว่านั่นนี่คงจะดี บางทีดูโทรทัศน์ ก็เข้าใจอะไรบางอย่างไปตามโฆษณา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นแค่โฆษณาจะเอาอะไรมากไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะตรงข้ามกันขนาดนี้ ข้อมูลในหนังสือ "รู้ไว้...ไม่โง่" ของ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา พลิกกลับด้านสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาแบบกลับหัวกลับหางทีเดียว เช่น น้ำมันไม่อิ่มตัวไม่ดี อิ่มตัวดี น้ำมันถั่วเหลืองเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันที่เป็นพิษง่าย (ไม่ว่าจะโดยการจับกับไฮโดรเจน หรือออกซิเจน) กะทิดี กินแล้วไม่อ้วน (เพราะโมเลกุลไม่ยาวถูกแปรรูปเป็นพลังงานที่ตับ) นมโคไม่ดีเพราะโมเลกุลยาว สะสมในร่างกาย ยิ่งถั่วเหลืองนี่แล้วใหญ่ พออ่านรายการพิษแทบจะเป็นลม อ่านแล้วสรุปได้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย การอ้างอิงข้อมูลของผู้เขียนค่อนข้างน่าเชื่อถือครับ (แต่ก็บอกไม่ได้ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหนนะ) นับว่าโชคดีที่ผมไม่เคยบ้าจี้ไปตามกระแสสุขภาพอะไรพวกนี้อยู่แล้ว และเป็นพวกไม่ชอบกินวิตามิน กินยา หรือทาครีม ทำให้ไม่ค่อยถูกหลอกตามนิยามของผู้เขียน สไตล์การเขียนที่พูดตรงไปตรงมา บางจุดมีใส่อารมณ์แอบดราม่าด่าฝรั่งด่าหมอ และด่าแบบไม่อ้อมค้อมช่วยเพิ่มสีสันให้หนังสืออ่านเพลิน แต่ในภาคที่ดร.ณรงค์ แกอวยน้ำมันมะพร้าวจนเป็นยาเทวดานั้นผมก็สงสัยเหมือนกันว่ามันมีอะไรที่มีฤทธิ์ครอบจักรวาลขนาดนี้ด้วยเหรอ ทั้งกิน ทั้งดม ทั้งทากันแดด ชโลมตัว แถมเอาไปใช้แทน KY เจลก็ยังได้ดีเพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ฯลฯ สนใจลองหามาใช้ เอ้ย! อ่านกันครับ

ผมให้




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2554    
Last Update : 12 มิถุนายน 2554 14:07:03 น.
Counter : 1431 Pageviews.  

Chess Mysteries of Sherlock Holmes



ปัญหาตรรกะหลายข้อของ Smullyan ถูกจัดให้ขึ้นหิ้งในฐานะปัญหาคลาสสิกไปแล้วครับ สไตล์ของเล่มนี้เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว มีส่วนผสมลงตัวหอมหวานชวนปวดหัวของ logic puzzle, chess puzzle และ retrograde analysis ผูกเรื่องโดยใช้ตัวละครนักสืบชื่อดังจากปลายปากกาของดอยล์ คุณเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ร่วมถกปริศนาลึกลับที่ปรากฏบนกระดานหมากรุกกับคุณหมอวัตสัน (เนื้อเรื่องคุณหมอเป็นผู้เล่า) บางข้อผมนำไปตั้งเป็นโจทย์ปัญหาเล่นกับเพื่อน ๆ ในห้องหว้ากอ (แม้จะมีคนเล่นด้วยไม่มากนัก - -") ลองดูตัวอย่างสักข้อจากปกของ Hutchinson (ปกรูปบนฉบับของ Random House) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่บอกแนวหนังสือเล่มนี้ได้ดี ก่อนมาเป็นรูปนี้ ตาสุดท้ายคือฝ่ายดำเดิน ถามว่าดำเดินจากไหนไปไหน แล้วตาก่อนหน้านั้นขาวเดินอะไร (เฉลยอยู่ย่อหน้าถัดไป)



ดูเหมือน impossible ใช่มั้ยครับ เพราะดำมีเหลืออยู่แค่ตัวเดียวคือคิง และคิงเดินจาก b7, b8 ไม่ได้แน่ ครั้นจะเดินจาก a7 ก็แปลว่ามันต้องเดินหนีบิชอบรุกนะสิ แต่บิชอบไปรุกตรงนั้นได้ยังไง เพราะเบี้ยขาว h1 ดันมาอุดทางเอาไว้ ปริศนาทั้งหมดจะคลี่คลายทันทีถ้าคุณพิจารณาความเป็นไปได้ว่า ด้านล่างของรูปคือฝั่งดำ และบิชอบตัวนั้นมาจากเบี้ยขาว f2 หรือ g2 ที่ได้โปรโมตเป็นบิชอบที่ g1 สำหรับคนที่มองหาหนังสือฝึกทักษะเชส เล่มนี้ "ไม่" แนะนำ เพราะมันไม่ช่วยให้คุณเล่นเชสเก่งขึ้นเลย แต่ถ้าคุณมองหาหนังสือลับสมองประลองปัญญาและฝึกการให้เหตุผล เล่มนี้ "ไม่" ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ผมให้




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2554    
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 12:18:33 น.
Counter : 1188 Pageviews.  

แมวน้อยอยากนิพพาน (The Cat Who Went to Heaven)



นิทานเรื่องนี้พูดถึง ศิลปินผู้อ่อนโยน แมวมุ่งมั่น หญิงชราใจดี กับพระที่ยึดติดเปลือกภายนอกแต่สุดท้ายยอมศิโรราบต่อปาฏิหาริย์ Elizabeth Coatsworth เรียบเรียงออกมาได้อย่างงดงามและจบลงอย่างซาบซึ้งใจ ขอคัดลอกบทเพลงที่แปด (ฉบับยังไม่แปล) มาทิ้งท้ายครับ

This is too great a mystery
For me to comprehend:
The mercy of the Buddha
Has no end.
This is too beautiful a thing
To understand:
His garments touch the furthest
Grain of sand.

ผมให้




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2554 23:39:50 น.
Counter : 1285 Pageviews.  

Cracking the Einstein Code



ในงาน Texas Symposium ที่ Dallas ปี 63 นักคณิตศาสตร์หนุ่มไร้นามชาวนิวซีแลนด์ Roy Kerr พูดผลงานเกี่ยวกับผลเฉลยชุดสมการสนามสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่เขาหาคำตอบได้สำเร็จ (ซึ่งต่อมาเรารู้ว่านั่นคือคำบรรยายที่สมบูรณ์ของ spinning black hole) ด้วยเวลาประมาณ 10 นาที และไม่มีผู้ใดสนใจรับฟัง จนทำให้นักทฤษฎีสัมพัทธภาพแนวหน้าคนหนึ่งแห่งยุค Achilles Papapetrou อดรนทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นบอกกับผู้ฟังคนอื่น ๆ ว่าสิ่งที่ Kerr ค้นพบนั้นเขาและผู้ร่วมงานค้นหาอย่างล้มเหลวมากว่าสามสิบปี หนังสือ Cracking the Einstein Code ของ Fulvio Melia ศาสตราจารย์ฟิสิกส์และดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาเล่มนี้ เล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงยุคทองของสัมพัทธภาพซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี 1960 ถึง 75 หลังจากไอน์สไตน์ตายไปแล้ว คำว่าโค้ดของไอน์สไตน์ในชื่อหนังสือหมายถึงสมการ 6 สมการที่เมื่อแก้ออกมาจะบ่งบอกบรรยายรูปทรงของกาลและอวกาศ ถึงแม้ Schwarzchild เป็นคนแรกที่ถอดโค้ดได้ภายในไม่กี่เดือน แต่วัตถุของชวาซชิลด์ก็ดูเป็นอุดมคติเกินไป Melia บอกว่า "holy grail (จอกศักดิ์สิทธิ์) ของสัมพัทธภาพ" คือ คำบรรยายกาลอวกาศรอบวัตถุที่หมุน ซึ่งต้องรออีกเกือบครึ่งศตวรรษกว่า Kerr จะค้นพบผลเฉลยดังกล่าว บรรยากาศความพยายามของบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรงในยุคนั้นนั่นแหละครับคือสาระหลักที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ ควบคู่ไปกับความหมายและคำอธิบายพื้นฐานของสัมพัทธภาพและหลุมดำ ที่มาของหนังสือ Melia เล่าไว้ในบทนำว่าเริ่มจากคำเชิญให้ไปร่วมงานวันเกิดปีที่ 70 ของ Kerr และรู้สึกว่าเรื่องราวของ Kerr ไม่ค่อยถูกกล่าวขานถึงมากนักในแง่บุคคล ทำให้เขาอยากบอกเล่าออกมา ในหลายบท Kerr อาจจะเป็นพระเอกหลัก แต่ Melia ก็เก็บบรรยากาศเรื่องราวยุคทองของสัมพัทธภาพเอาไว้อย่างครบครัน ทั้งอิทธิพลทางความคิดที่ Kerr ได้รับ อิทธิพลจากความคิดของ Kerr ที่คนอื่นได้รับ และโศกนาฏกรรมเกี่ยวเนื่อง (เช่น ตอน Boyer ถูกฆ่าเพราะนักศึกษา Whitman ผู้เจ็บป่วยจากเนื้องอกในสมองส่วนไฮโปทาลามัสทำให้เกิดความแปรปรวนทางอารมณ์ลุกขึ้นมายิงคนเล่น) ใครสนใจเหตุการณ์ช่วงดังกล่าวก็ขอแนะนำ ภาพประกอบหาดูยากก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชอบหนังสือเล่มนี้ครับ

ผมให้




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2554 2:09:24 น.
Counter : 1003 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.