creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ตำนานเสาไห้



เรื่องสั้นเรื่องนี้ของคุณแดนอรัญ แสงทอง อิงอยู่กับตำนานนางตะเคียนทอง ที่ถูกตัดเตรียมมาสร้างวังต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ก็เดินทางมาได้ถึงแค่สระบุรี บริเวณอำเภอเสาไห้ ซึ่งก็ได้ชื่อตามตำนานคือเสานางตะเคียนทองร้องไห้ หนังสือเล่มเล็ก ๆ เบียร์สิงห์ทิ้งไว้ให้อ่านหลังจากเขาอ่านจบ (ระหว่างนั่งปิ้งหมูย่าง) เขาชอบสำนวนของแดนอรัญ บอกว่าภาษามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลื่นไหล สละสลวย และอยากรู้ว่าผมคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเนื้อเรื่องบ้าง ตอนแรกผมปฏิเสธว่ายังไม่อยากอ่าน แต่วันนี้หยิบติดมือไปด้วยตอนพักกินข้าว ความที่บางเหลือเกินก็อ่านจบในไม่กี่สิบนาที ผมไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ นอกจากคิดเพียงว่าเป็นการนำเสนอตำนาน ตกแต่งเรื่องราว ยืดขยายระยะเวลาด้วยพงศาวดารที่วาบราวแสงแฟลชเป็นช่วง ๆ เพื่อจุดประสงค์ขับเน้นให้เห็นว่าแม่นางเสียสละอะไรมากแค่ไหน ทำไมต้องร้องไห้ อันที่จริงก็ดูเหมือนขาดความสมเหตุสมผล เมื่อคิดว่าหล่อนมีประสบการณ์นับพันปีที่ควรจะชืดชากับอารมณ์หรืออ่อนไหวต่อโลกธรรม ไหนจะยังมีฤทธิ์ที่พรรณนาไว้ต้นเรื่องซึ่งดูไม่ช่วยอะไร มีจุดหนึ่งที่อ่านแล้วผมสงสัยเต็มประดา คุณแดนอรัญบรรยายว่าหล่อนเป็นวิญญาณมีอายุหนึ่งพันปี [มา] อาศัยอยู่ในตะเคียนทอง (นิวาสสถาน) ที่มีอายุหนึ่งพันปี ในตอนแรกนี่ อะไรดลใจให้เธอสิงสู่เลือกอยู่อาศัยในเมล็ดตะเคียนครับ

เบียร์สิงห์ให้
ผมให้
น้องหน่อยให้




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2554    
Last Update : 23 สิงหาคม 2554 13:09:08 น.
Counter : 1818 Pageviews.  

Simply Complexity



หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาหนังสือแนะนำเบื้องต้นว่า Complexity, Complex System หรือ Complexity Science คืออะไร? มีประโยชน์ด้านไหน? หนังสือแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกตอบคำถามว่า Complexity Science คืออะไร ถึงแม้นิยามในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนนัก แต่ผู้เขียน Neil Johnson ก็ชี้ให้เห็น key components ของสิ่งที่เรียกว่า Complexity ต้องมีอะไรบ้าง อาทิ เป็นระบบที่กลุ่มของ agent หลาย ๆ ตัวมีปฏิสัมพันธ์กัน, agent สามารถปรับตัวหรือปรับกลยุทธ์ตามประสบการณ์ของมันได้, ระบบเช่นนี้เป็นระบบเปิด, ระบบแสดงออกถึงสมบัติราวกับ "มีชีวิต" มีการแสดงออกถึงปรากฎการณ์ที่ emergent ออกมาจากกลุ่มที่ชวนให้ประหลาดใจโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ควบคุมหลักหรือ "invisible hand", ระบบจะเคลื่อนไหลไปมาระหว่างพฤติกรรมมีระเบียบและไร้ระเบียบ (ใครที่เคยได้ยินทฤษฎี chaos ก็จะได้ทราบว่า chaos เป็นผลลัพธ์รูปแบบหนึ่งของ Complex System) ในภาคแรกนี้ผู้เขียนยังบรรยายให้เห็นถึงประโยชน์ของความไร้ระเบียบ (แกบอกว่าเราต้องขอบคุณความไร้ระเบียบที่ทำให้การสูดอากาศเข้าปอดครั้งต่อไปของเรายังมีออกซิเจนอยู่ในนั้น) และด้วยความที่ระบบเคลื่อนไหวไปมาระหว่างความมีระเบียบและไร้ระเบียบทำให้บางช่วงขณะ ระบบเป็นระบบที่สามารถทำนายได้ ส่วนภาคที่สอง เป็นการยกตัวอย่าง Complex System ในชีวิตประจำวัน 6 เรื่อง ได้แก่ ตลาดหุ้น, การจราจร, การหาคู่ครอง, สงครามและการก่อการร้าย, การแพร่กระจายของโรคติดต่อ และควอนตัมฟิสิกส์ ดูเหมือนแต่ละเรื่องจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ยาก ๆ แต่ตามชื่อหนังสือนั่นแหละครับ simply ผู้เขียนเน้นอธิบายง่าย ๆ และไม่ลงลึกในรายละเอียดมาก ตัวอย่างก็เป็นการเปรียบเทียบเสียมากกว่า ทำให้มันเป็นหนังสือที่ใครก็อ่านได้ และไม่ต้องการความรู้พื้นฐานเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น อันนี้เป็นจุดเด่นมากครับ แต่ก็มาพร้อมจุดด้อยสำหรับผู้อ่านบางกลุ่มที่พอมีพื้นฐานบ้าง อาจรู้สึกว่าหนังสือน่าเบื่อไปสักนิด เพราะพูดซ้ำย้ำแนวความคิดเดิม ๆ ในบริบทที่แตกต่างออกไป กระนั้นก็มีจุดกระดุ้นความสนใจอยากรู้อยากเห็นเป็นระยะ ๆ

ผมให้




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2554    
Last Update : 2 สิงหาคม 2554 23:55:57 น.
Counter : 1547 Pageviews.  

ดุลยภาพมรณะ (The Fatal Equilibrium)



ผมไม่ค่อยประทับใจเล่มแรกเท่าไร เศรษฐศาสตร์ฆาตกรรม (Murder at the Margin) พออ่านจบก็ไม่คิดหยิบเล่ม 2 มาอ่านต่อ ผ่านไป 3 ปี นึกอยากอ่านนิยายฆาตกรรมแบบแตกต่างบ้างก็หยิบดุลยภาพมรณะขึ้นมา เล่มนี้สนุกกว่าเล่มแรกมาก ทั้งการสอดแทรกหลักคิดแบบเศรษฐศาสตร์ และการใช้ทฤษฎีอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่พลิกผันมาเป็นจุดกำเนิดของเหตุฆาตกรรม รวมทั้งสอดคล้องกับพฤติกรรมของฆาตกรได้อย่างแยบคาย จึงสนุกด้วยรสทั้งแบบ fiction และ non-fiction ในคราวเดียวกัน เหตุการณ์ตอนนี้เกิดขึ้นในฮาร์วาร์ด มีการฆาตกรรมผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่กำลังจะเข้าประเมินเลื่อนฐานะเป็นอาจารย์ประจำและคณาจารย์ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในการประเมินดังกล่าว เป็นศึกในรั้วมหาวิทยาลัยดังและแวดวงวิชาการที่ตัวเอกของเรื่อง นักสืบเฉพาะกิจ ศาสตราจารย์สเปียร์แมน (ซึ่งเชื่อว่าผู้เขียนใช้ตัวตนของมิลตัน ฟรีดแมน เป็นต้นแบบ) จะค้นหาความจริงได้อย่างไรต้องลองหามาอ่านกันครับ

"ไม่มีวิธีไหนจะเพลิดเพลินและง่ายต่อการซึมซับหลักเศรษฐศาสตร์หนัก ๆ มากไปกว่าการอ่านเรื่องสืบสวนที่น่าทึ่ง ชวนติดตาม และเขียนขึ้นอย่างดีเยี่ยมเรื่องนี้" มิลตัน ฟรีดแมน

ผมให้




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 15:18:58 น.
Counter : 1600 Pageviews.  

Everything Is Obvious*



เล่มนี้เป็นหนังสือแนว social science ที่เขียนได้ฉลาดมากครับ อยากซื้อแจกบรรดานักคิดนักวิจารณ์บ้านเรา (เป็นแค่โวหารนะ เพราะผมไม่มีปัญญาซื้อแจกใคร) โดยเฉพาะนักวิจารณ์ที่ชอบออกมาพูดวิเคราะห์ว่าทำไม ทำไมสังคมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมวัยรุ่นถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเหตุบ้านการเมืองจึงเป็นอย่างที่มันเป็น ส่วนคนฟังก็ฟังไปพร้อมพยักหน้า อืม ... จริงแฮะ จริง จริง ... ดูเหมือนคำอธิบายมันก็เห็นอยู่และสอดคล้องกับสามัญสำนึก นี่แหละครับที่มาของชื่อหนังสือ "everything มันช่าง obvious ซะเหลือเกิน" ทำไมภาพโมนา ลิซา จึงเป็นไอคอนหลักตัวหนึ่งของงานศิลปะ คุณนักวิจารณ์ศิลป์ก็บอกว่า "แหม มัน obvious" ด้วยเทคนิคอย่างโน้น องค์ประกอบอย่างนี้ มีหลักคณิตศาสตร์ซ่อนเร้นตรงนั้น ก็ว่ากันไป ส่วนคนฟังก็เออออตาม พยักหน้าบอกตัวเองว่า "มัน obvious จริง ๆ แฮะ" (อีกทั้งสอดคล้องกับ common sense ในแง่ที่ว่าภาพมันดัง มันต้องเป็นภาพที่ครอบครองสมบัติบางอย่างที่ทำให้มันดัง ซึ่งเป็นสมบัติที่ภาพอื่นไม่มี) กรณีภาพเขียนโมนา ลิซาของดาวินชี ผู้เขียนหนังสือ ศาสตราจารย์ Duncan J. Watts ตั้งคำถามที่กระทุ้งความ obvious อย่างแรงว่ามัน obvious จริงเหรอ หรือมันเริ่ม obvious ตั้งแต่เมื่อไร พร้อมตั้งข้อสังเกต โมนา ลิซา เธอเพิ่งมาเริ่มสวยเอาตอนต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ทั้ง ๆ ที่ดาวินชีวาดไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ทั้งนี้ทั้งนั้นความสวยของเธอที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษต้องขอบคุณ Vincenzo Peruggia ที่ขโมยภาพนี้จาก Louvre เพื่อขายให้อิตาลี (ภาพของชาวอิตาเลียนควรถูกแสดงที่อิตาลีสิ!) หลังจากขโมยพี่แกเก็บภาพไว้ 2 ปี ก่อนถูกจับตอนขายให้ Uffizi Gallery ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ โมนา ลิซา ถึงแม้เธอจะสวยเท่าเมื่อครั้งดาวินชีวาด แต่เธอก็มิได้ดังและถูกวิเคราะห์ให้เห็นซึ้งถึงความสวยงามเท่ากับที่เธอเป็นอยู่ในปัจจุบันเลย นักวิจารณ์ในศตวรรษก่อนหน้านั้นมองไม่เห็นความงามเลิศเลอเช่นนี้เหรอ เพราะองค์ประกอบของเทคนิคต่าง ๆ มันก็คงอยู่ของมันมาแบบนั้นตั้งแต่ต้น การขโมยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ obvious แต่เป็นปัจจัยที่ผลักดันทำให้ที่เธอดัง หลังจากที่เธอดังความงามที่ควรจะ obvious มาตั้งแต่ 2-300 ปีก่อนก็ได้ obvious ขึ้นมา ทีนี้กูรูก็แห่กันอธิบายได้เป็นวรรคเป็นเวรเลยว่าทำไมภาพนี้สุดยอด แต่พอรวมคำอธิบายทั้งหมดแล้วเราจะพบว่ามันเป็น circular reasoning (เช่นเดียวกับการพยายามอธิบายหรือตอบคำถามว่าทำไมหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ถึงขายดี) ครึ่งแรกของหนังสือ Duncan J. Watts พยายามชี้ให้เราเห็นถึงความล้มเหลวในการอธิบายของ common sense ในเรื่องต่าง ๆ (เช่น คำอธิบายที่เกี่ยวเนื่องกับ Halo effect, Mathew effect ฯลฯ) รวมถึงการทำนาย การวางแผน และวางนโยบาย ครึ่งหลังของหนังสือประยุกต์เข้ามาสู่โลกของธุรกิจและสังคมศาสตร์ รายละเอียดเยอะมาก มีตัวอย่างประกอบชัดเจนในโลกธุรกิจจริง เช่น กรณี Betamax ของโซนี่ ไปทำอีท่าไหนพลาดพ่าย VHS ของ Matsushita (เป็นตัวอย่างของ strategy paradox ซึ่ง Raynor อธิบายว่า เหตุผลหลักของความล้มเหลวของกลยุทธ์ ไม่ใช่เพราะมันเป็นกลยุทธ์ที่แย่ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่ปรากฎว่าเป็นกลยุทธ์ที่ผิด) นอกจากมียังมีประเด็นการใช้ common sense อธิบายความยุติธรรม ตัวอย่างที่ยกเรื่องรถชนคนตายหลายศพเป็นตัวอย่างชัดเจนมากที่ผลลัพธ์ทำให้เราเขวจากเหตุผลและเมื่อผสมโรงกับ common sense แล้ว ผู้เขียนบอกว่านำไปสู่ logical conundrum ฯลฯ โดยภาพรวมหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ วิธีที่เรารู้และวิธีที่อธิบายความรู้ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ

ผมให้

*Once You Know The Answer




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2554 15:44:56 น.
Counter : 1146 Pageviews.  

Chases and Escapes



เป็นหนังสือคณิตศาสตร์ที่รวบรวมปัญหา pursuit-and-escape ไว้อย่างครบครัน โดย Paul J. Nahin อีกทั้งเต็มเปี่ยมด้วยสีสันและบรรยายกาศประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เหล่านักคณิตศาสตร์หยิบยกปัญหาเหล่านี้มา "เล่น" กัน เริ่มตั้งแต่ปัญหาคลาสสิกข้อแรกที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของปัญหาหลบหนีไล่ล่า คือปัญหาเรือโจรสลัดไล่เรือพ่อค้าของ Pierre Bouguer (1698-1758) จนมาถึงปัญหาคลาสสิกสมัยใหม่ อย่างปัญหาหญิงสาวพายเรือหนีผู้ชายในบึง หรือปัญหาไล่จับสิ่งที่มองไม่เห็น หรือปัญหาหนีสิงโตของ Rado ซึ่งปัญหาหลังนี้มาพร้อมกับคำตอบอันชาญฉลาดของโปรเฟสเซอร์ Besicovitch สำหรับปัญหาหนีสิงโต Rado ตั้งคำถามว่า ในพื้นที่จำกัดวงกลม คนที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่ากับอัตราเร็วสิงโต จะหลบหนีสิงโตพ้นหรือไม่ เมื่อสิงโตใช้วิธีไล่โดยการรักษาให้จุด ศ.ก. ของวงกลม ตัวเอง และตัวคน มีสมบัติอยู่บนเส้นตรงเดียวกันตลอดเวลา (พิจารณาทั้งคนและสิงโตเป็นจุด) ซึ่งคำตอบถูกเชื่อกันมานานว่าคนหนีไม่ได้ กระทั่ง Besicovitch หาทางหนีให้คนได้อย่างสุดยอด (ใครอยากรู้คำตอบ หาบทที่ 4 Seven Classic Evasion Problems ของหนังสือเล่มนี้มาอ่านนะ) พื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ใช้สำหรับผู้อ่านคือแคลคูลัสระดับมหาวิทยาลัยขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะแคลคูลัสในรูปเชิงขั้ว และการแก้สมการอนุพันธ์เล็กน้อย อันที่จริงนักเรียน ม.ปลาย ที่ไม่เป็นโรคกลัวสมการและพร้อมที่จะเรียนรู้เนื้อหาเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก็สามารถอ่านได้นะครับ

สำหรับใครที่อยากชิมโจทย์แนวนี้แบบง่าย ๆ ผมขอฝากทิ้งท้ายด้วยปัญหาของมาร์ติน การ์ดเนอร์ (ที่สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องใช้แคลคูลัส) การ์ดเนอร์บอกว่ามีหมา 4 ตัวอยู่ที่จุดมุมของสี่เหลี่ยมจตุรัส หมาแต่ละตัวจะวิ่งไล่หมาอีกตัวที่อยู่ติดกับมันในทิศทวนเข็มนาฬิกา (สมมติทั้งสี่มุมคือ 1 2 3 4 เรียงวนในทิศทวนเข็มนาฬิกา ความหมายของโจทย์คือ หมา 1 ไล่หมา 2, หมา 2 ไล่หมา 3, หมา 3 ไล่หมา 4, และหมา 4 ไล่หมา 1) โดยหมาทุกตัววิ่งในทิศพุ่งตรงไปยังตัวที่มันกำลังไล่ตลอดเวลา ถามว่าระยะทางที่หมาแต่ละตัววิ่งตั้งแต่เริ่มจนจับหมาอีกตัวได้เท่ากับเท่าไร

ผมให้




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2554 15:43:35 น.
Counter : 1001 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.