creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ภาษากล ภาษาซน



นั่งอ่านหนังสือ (The Link) จนเบลอกับศัพท์เรียกชื่อยุค ชื่อไอ้ตัวประหลาด ๆ ถึงตี 1 เมื่อคืนวาน พอจะลุกไปอาบน้ำ น้ำที่ห้องผมดันไม่ไหล หงุดหงิดมากครับ ลงไปโวยวายกับป้าข้างล่าง แกก็ตามช่างมาดูให้ พอช่างมา ช่างบอกรอแป๊ปนึง ระหว่างรอจะอ่านเล่มเดิมต่อก็ปวดหัว หันซ้ายหันขวา สแกนหากวาดตามองไปรอบห้อง ได้เล่มนี้ของ ดร.บัญชา คาดว่าอ่านสนุกหายเครียดแน่ หนังสือชื่อภาษากลภาษาซน เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่พี่ชิว (ดร.บัญชา) ผู้ใจดีมอบให้เมื่อนานมา หายเครียดจริง ๆ ครับ อ่านไปขำไปกับอารมณ์ขันและภูมิรู้อันกว้างขวางนอกเหนือไปจากด้านวิทยาศาสตร์ของแก กระนั้นในหนังสือที่ว่าด้วยภาษา ก็ยังแอบมีวิทย์ มีคณิตปนมานิด ๆ นะ แต่ผมว่ามันสะท้อนตัวตนอย่างหนึ่ง คือการเป็นคนอ่านมากและอ่านกว้างหลากหลายแนว ภาษากล ภาษาซน ก็เป็นผลผลิตจากแนวหนึ่ง ในเล่ม มีพูดถึงแง่มุมต่าง ๆ ของตั้งแต่ภาษาไทย อังกฤษ สันสกฤต ภาษาของชาวอินูติ (การเรียกชื่อหิมะแบบต่าง ๆ) ไปจนถึงอักษรภาพไอยคุปต์ ทั้งภาษาปกติ และภาษาไม่ปกติ (เช่น คำผวน หรือโคลงกล) มีบทหนึ่ง แกยกคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงชาติไทยโดยคุณ น. บุญศรี ที่เขียนไปหาแฟรงค์ ฟรีแมน ซึ่งกระทั่งแฟรงค์ ฟรีแมนยังชมเชยด้วยใจจริง ทิ้งทายว่าใครเจอจุดที่ต้องแก้ไขก็แนะนำมาด้วย ผมอ่านแล้วก็ชื่นชมกับความไพเราะและไม่เจอจุดแก้ไข ส่วน ดร.บัญชา เองก็ไม่ได้เขียนว่าแกเจอแต่ประการใด แต่! ผมคิดว่าแกเจอนะ ก็ในบทนี้ ข้อความก่อนหน้าในวงเล็บแกเขียนไว้ว่า "ชโย ไม่ใช่ ไชโย" ส่วนในสำนวนแปลนั้นเขียนว่า "CHAIYO!" ตรงนี้คำว่า ชโย มันอาจเป็นคำอุทานที่เปล่งแสดงความยินดี (เหมือน ไชโย) และมีความหมายเดียวกับไชโยคือ ชัยชนะ ขณะเดียวกัน ชโย ยังอาจทำหน้าที่เป็นคำลงท้ายคำประพันธ์ (เช่น ถาวรยศอยู่คู่ไทย เชิดชัย ชโย) ส่วน chaiyo ไม่มีความหมายในภาษาอังกฤษอะไรอยู่แล้ว (มั้ง) งั้นจากคำแนะนำของพี่ชิว ผมว่าถ้าจะเกลา ก็เกลา chaiyo เป็น chayo เป็นไง ... หนังสือเล่มนี้อ่านไป ฮาไป ทึ่งไป ได้ความรู้ใหม่ ๆ สนุกดีครับ สำหรับวันที่ผมอ่าน มันจะไม่สนุกก็ตรงกว่าน้ำจะมา ปาไปตี 4

ผมให้




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2554    
Last Update : 5 ตุลาคม 2554 23:53:44 น.
Counter : 1027 Pageviews.  

Incognito




หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคำถามว่าคุณคือใครในมุมมองของ neuroscience สิ่งที่นิยามตัวคุณคือสิ่งที่คุณคิด หรือคือจิตสำนึกของคุณใช่หรือไม่? ผู้เขียน David Eagleman บอกว่าจากการศึกษาการทำงานของสมองในปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่าจิตสำนึกนั้นมีอำนาจควบคุมเพียงน้อยนิดต่อจักรกลทางชีวภาพที่สร้างตัวคุณขึ้นมา และพฤติกรรมของคุณไม่อาจเป็นอิสระจากมัน อีกทั้งมีความคิดที่คุณไม่สามารถคิดได้ พฤติกรรมที่เราแสดงออกมานั้นเป็นผลลัพธ์จากการต่อสู้กันของหน่วยที่ขัดแย้งกันและมีความสัมพันธ์กับก้อนเนื้อสมองทางกายภาพ ด้วยการผูกพันอย่างซับซ้อนกับปัจจัยทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม มนุษย์เราถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามว่า free will มีหรือไม่ น้ำเสียงของผู้เขียนชัดเจนว่า "ไม่" ด้วยการยกตัวอย่างหลากหลายว่าจิตสำนึกของเรารับรู้ทีหลัง หลังจากกิจกรรมที่มีการตัดสินใจได้เกิดขึ้นแล้วในสมอง (แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งว่า free will อาจมีบทบาทในการยับยั้งการกระทำ หรือ veto power) ในบทท้าย ๆ ของหนังสือจึงเป็นปัญหาที่สืบเนื่องกับ free will โดยตรง นั่นคือมุมมองในแง่ของกฎหมาย คุณจะระบุได้อย่างไรว่าคน ๆ หนึ่งกระทำความผิด ในเมื่อไม่มี free will ถึงตรงนี้ผมอ่านแล้วค่อนข้างโน้มเอียงไปทาง argument ของผู้เขียนมากทีเดียวครับ เพราะประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการค้นหาความถูกผิดเป็นเรื่องของเทคโนโลยี คุณ Whitman หลังจากที่ฆ่าภรรยาและแม่ของตัวเองแล้ว ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกมหาวิทยาลัย Texas ใน Austin ยิงคนตายอีก 13 บาดเจ็บ 33 ต่อมาเมื่อพบจดหมายสารภาพกับไดอารีที่แสดงให้เห็นความรู้สึกถึงความผิดปกตัวในตัวของแกเองที่แกเองก็รู้สึกได้ และเมื่อมีการผ่าตัดสมองของ Whitman คุณหมอพบก้อนเนื้อ (glioblastoma) ใต้โครงสร้างที่เรียกว่า thalamus และกดดันส่วน amygdala (ซึ่งรู้กันว่า การกระทบกระเทือนต่อส่วนนี้ทำให้เกิดความแปรปรวนของอารมณ์และการเข้าสังคม) จากคนปกติธรรมดา ต้องลุกขึ้นมาฆ่าแม่และเมียที่ตัวเองรักเพราะก้อนเนื้อในสมองโดยที่เขาไม่อาจยับยั้งได้ (ลองเปรียบเทียบกับอาการ coprolalia ของ Tourette's syndrome สิครับ free will ที่ไหนก็มายับยั้งการโพล่งคำพูดไม่ได้) แบบนี้คุณคิดว่า Whitman ถ้าไม่ถูกฆ่าตายในที่เกิดเหตุเสียก่อน แกสมควรได้รับโทษขนาดไหน หรือผิดมั้ย (กับการที่เขาโชคร้ายมีเนื้องอกในสมอง) ในทรรศนะของผู้เขียน การตั้งคำถามว่า Whitman ผิดมั้ย จึงเป็นการตั้งคำถามที่ผิด เพราะถ้าหากเทคโนโลยีของเราไม่ดีพอที่จะตรวจพบเนื้องอกและความรู้เกี่ยวกับ amygdala ยังไม่มี ลูกขุนก็พูดว่าผิดได้เต็มปากอย่างไม่มีข้อค้างคาใจ หาก Whitman ไปเกิดผิดยุค พฤติกรรมต่ำช้านี่ก็กลายเป็นผลงานจากการครอบงำของซาตานไป (อีกกรณีตัวอย่างคือ กรณีของ Kenneth Parks ที่ศาลตัดสินให้ homicidal somnambulism ไม่มีความผิด) และเมื่อเราตระหนักว่าเทคโนโลยีของเราเดินหน้าไปเรื่อย ๆ มุมมองต่อพฤติกรรมของคนที่จะใช้ระบุว่าถูกผิดก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เช่นนี้การถามหา blameworthiness จึงไม่สมเหตุสมผล และเพื่อป้องกันผู้อ่านเข้าใจว่าผู้เขียนปกป้องคนกระทำผิด คุณ Eagleman จึงใช้พื้นที่อีกหลายหน้าในการอธิบายว่าคำถามที่ถูกต้องคืออะไร และการไม่ถามหา blameworthiness ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการจับคนที่กระทำสิ่งเลวร้ายออกจากท้องถนน หรือไม่มีการลงโทษนะ ถ้าคุณสนใจประเด็นนี้ หยิบเฉพาะเนื้อหาในบทที่ 6 มาอ่านก่อนได้เลยครับ

หนังสืออ่านสนุก และอ่านง่ายกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมาก เป็นหนังสือ pop neuroscience ซึ่งเขียนโดย neuroscientist ที่ไม่มีศัพท์แสง neuroscience มากจนทำให้ผู้อ่านความรู้ ม.ปลาย บ่ายหน้าหนี

ผมให้




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2554    
Last Update : 10 ตุลาคม 2554 1:50:37 น.
Counter : 1258 Pageviews.  

Chess Traveller's Quiz Book



รูปตำแหน่งของโจทย์ทั้ง 200 ข้อในเล่มนี้นำมาจากเกมแข่งขันจริง ๆ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นเกมระหว่างใครกับใคร ปีไหน ณ สถานที่ใด โจทย์มีตั้งแต่ระดับง่าย (แต่ไม่ถึงกับง่ายมากนัก) ไปจนถึงยาก บางข้อยากชนิดกุมขมับกันเลยทีเดียว (มีหลายข้อที่คุณต้องคิดไปไกลกว่า 10 ทีข้างหน้า) ลักษณะโจทย์แตกต่างจากที่คุ้นเคยกันทั่วไปเล็กน้อย ประเภท x to move and mate in y ซึ่งการรู้จำนวนทีล่วงหน้า บางทีก็เป็นคำใบ้ชั้นเลิศอยู่ในตัวเหมือนกัน แต่ถ้า x to play and win หรือ draw แบบนี้จะสมจริงเหมือนอยู่ในเกมจริงมากกว่า เพราะคุณหมดสิทธิ์ที่จะนำปัจจัย mate in y มาช่วยตัดทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ทิ้ง สำหรับคนชอบ chess หรือชอบหาอะไรขบคิดลับสมอง เล่มนี้น่าสนใจครับ

ผมให้




 

Create Date : 08 กันยายน 2554    
Last Update : 8 กันยายน 2554 19:00:03 น.
Counter : 1059 Pageviews.  

คุณจะกินแมวของตัวเองไหม? (Would You Eat Your Cat?)



เมื่อเปรียบเทียบกับเล่มแรกของผู้เขียนท่านนี้ที่เนชั่นบุ๊คส์แปลออกมา คือ Einstein's Riddle ไขสุดยอดปริศนา ปัญหาระดับโลก ซึ่งเป็นหนังสือรวมปัญหาที่ (บางทีถูกพิจารณาว่า) ก่อให้เกิด paradox ผมคิดว่า 'คุณจะกินแมวของตัวเองไหม?' มีคุณภาพดีกว่าเยอะครับ อย่างน้อยก็ไม่ได้เฉลยโจทย์ด้วยตรรกะป่วย ๆ ดังหลายข้อที่ผมได้วิจารณ์ไว้ในเล่มก่อน สำหรับปัญหาในเล่มนี้ที่ Jeremy Stangroom นำมาชวนผู้อ่านคิด เป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์ เช่น คุณคิดว่าการกินแมวของตัวเองหลังจากที่มันตายอย่างมีความสุขผิดมั้ย ควรมีเซ็กส์ตอนเมามั้ย คนเรามีเจตจำนงเสรี (ผู้แปลใช้คำว่าเจตจำนงอิสระ) จริงหรือ ถ้าไม่มี เราสมควรรับผิดชอบต่อผลจากการกระทำรึเปล่า เราควรเลือกปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือคนขี้เหร่หรือไม่ ฯลฯ ปัญหาทั้งหมด 25 ข้อ ผู้เขียนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. ทางตันทางจริยธรรม เป็นปัญหาทางจริยธรรมที่ต่างคนก็คิดแตกต่างกันไปตามแนวความคิดหรือทฤษฎีที่ตัวเองยึดถือ (แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่ยึดถือนั้นเป็นทฤษฎีอะไร) 2. สิทธิและความรับผิดชอบ ขอบเขตที่เหมาะสมของเสรีภาพส่วนบุคคลอยู่ตรงไหน 3. อาชญากรรมและการลงฑัณฑ์ 4. สังคมและการเมือง ปัญหาทุกข้อ สนุกครับ เหมาะที่จะหยิบยกมาถกกันในหมู่เพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเถียงเอาจริงจังหรือเถียงเอามัน (ส์) แต่ก็มีรูปแบบและวิธีการเขียนที่ผมรู้สึกขัดเคืองใจบางประการ เช่น ผู้เขียนเหลือทางเลือกหรือคำตอบของปัญหาไว้ให้ 2 ทาง ทั้ง ๆ ที่คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่งในสองทางนั้น เช่น คุณจะเลือกฆ่า 1 คน หรือฆ่า 5 คน ในปัญหาคนขับรถไฟ จริงอยู่ที่สุดท้ายแล้วโจทย์บังคับให้ผลลัพธ์ของการกระทำลงเอยออกมา 2 แบบ และคุณต้องเป็นผู้กระทำ บางคนอาจเลือกแบบใดแบบหนึ่งด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง แต่คำถามของผมคือจำเป็นด้วยเหรอที่เราต้องเป็นผู้เลือก (นี่ไม่ขัดแย้งกับความจำเป็นที่เราต้องเป็นผู้กระทำนะครับ) ถ้าผมเป็นคนบังคับรถไฟ ผมอาจเลือกโยนเหรียญสุ่มทายหัวก้อย ปล่อยให้พระเจ้าหรือความสุ่มเป็นผู้เลือก อาจจะด้วยเหตุผลว่าผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของทั้งสองฝ่าย ผมไม่ได้บอกว่าคำตอบแบบสุ่มนี้ถูกต้องหรือเจ๋งนะ ผมแค่บอกว่ามันมีคำตอบที่ 'เป็นอื่น' นอกเหนือจากตัวเลือกที่ผู้เขียนเปิดช่องทางเอาไว้ให้ อีกประการ การที่บังคับให้เราต้องตัดสินว่าถูกหรือผิดอย่างชัดเจนก่อให้เกิดข้อขัดแย้งภายในตัว เพราะบางเรื่องมันทั้งถูกและผิดในเวลาเดียวกันได้ เป็น fuzzy การใช้ตรรกะก็ต้องใช้ตรรกะที่เป็น fuzzy หรือในบางสถานการณ์ เช่น คำถามว่าเกลียดคนกับเกลียดผู้หญิง แบบไหนแย่กว่ากัน ตรงนี้ผู้เขียนยัดคำว่า 'แย่' มาให้เสร็จสรรพแล้ว และให้เราเลือกว่า 'อันไหนแย่กว่าอันไหน' ทั้ง ๆ ที่เราควรตั้งคำถามก่อนว่ามัน 'แย่' จริงหรือกับการที่ใครบางคนเกลียดผู้หญิง หรือเหยียดผิว คุณไม่มีสิทธิเกลียดคนอื่นหรือ ถ้าเราตัดคำว่าแย่ (ที่ผู้เขียนยัดมาให้) ออกไป เราอาจได้คำตอบที่แตกต่าง ถึงแม้มิติที่ผู้เขียนเสนอคำตอบนั้นค่อนข้างคับแคบ แต่ก็พูดได้ว่าเพียงพอสำหรับหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่จะจุดประกายเริ่มต้นชวนให้ขบคิดขยายความให้กว้างขวางต่อไป

ผมให้




 

Create Date : 03 กันยายน 2554    
Last Update : 3 กันยายน 2554 10:47:34 น.
Counter : 1768 Pageviews.  

1968 เชิงอรรถการปฏิวัติ



สำหรับผู้อ่านที่ความรู้ประวัติศาสตร์ช่วงเหตุการณ์ปฏิวัติ may 1968 ในฝรั่งเศสเป็นง่อย (อย่างผม) และคาดหวังว่าจะได้ซึมซาบซึมซับกับบรรยากาศแห่งการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงบ้างอะไรกับใครเขาบ้าง กลับต้องฝืนทนอ่านอย่างงุนงงและปวดกบาลแสนสาหัส ด้วยบทความที่เปรียบเสมือนเชิงอรรถซึ่ง (ผม) จับต้นชนปลายได้น้อยเหลือเกิน อ่านเล่มนี้คล้ายการเล่นต่อจิ๊กซอที่มีแต่ภาพเบลอ ๆ จบแต่ละบทต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าตะกี้ (กู) อ่านอะไรไป สำนวนการเขียนของธเนศ เอื่อย เนิบนาบ ไม่มีความสนุกสนาน แม้จะมีบ้างที่สะท้อนอารมณ์ขันแบบตลกร้ายของผู้เขียนออกมา แต่ก็เป็นตลกลึก ซึ่งคงมีเพียงคนกลุ่มหนึ่งหัวที่ร่องอหายให้คนอีกกลุ่มหนึ่งดูว่ารสนิยมขำอันสูงล้ำด้วยภูมิปัญญาและชั้นเชิงทางภาษานั้นเป็นเยี่ยงไร อ่านจบแล้วถอนหายใจ ทำไมต้องเขียนให้ยากขนาดนี้ เขียนให้ใครอ่านกัน ผมยินดีรับนะครับ สำหรับข้อโต้แย้งว่านั่นเป็นเพราะผมอ่อนด้อยเอง หรือเป็นไปได้ว่าบางทีคนเขียนกับคนอ่าน (หมายถึงผม) อยู่ในโลกที่ห่างกันเกินไป The Thomas Crown Affair ของแกคือสตีฟ แม็คควีน ส่วนของผม เพียร์ซ บรอสแนน ครับ

ผมให้




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2554    
Last Update : 31 สิงหาคม 2554 17:17:50 น.
Counter : 1302 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.