creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

The Link



หลายวันก่อนตอนเดินเล่นในร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ น้องคนหนึ่งชี้ที่รูปฟอสซิลสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งแล้วบอกว่าไอด้า แอบอายครับ เพราะเราไม่รู้จักไอด้า ด้วยความอยากรู้จักจึงซื้อเล่มนี้มาอ่าน The Link ผู้เขียนอุทิศหนังสือให้ Ida และหน้าปกเป็นรูปฟอสซิลกระดูกมือของ Ida คิดว่าคงรู้เรื่องกันล่ะ แต่เมื่ออ่านจบ เนื้อหาส่วนใหญ่กลับไม่ได้พูดถึง Ida มากอย่างที่คาดหวังนัก หนังสือเริ่มต้นบทแรกด้วยแฟนตาซีเกี่ยวกับชีวิตของหนูน้อยไอด้าในยุคราว 50 ล้านปีที่ผ่านมา ก่อนเธอโชคร้ายจมลงในทะเลสาปเขตป่าฝนเนื่องจากแก๊สพิษ ซึ่งทะเลสาปแห่งนี้ฝังและเก็บรักษาร่างของเธอไว้ถึง 47 ล้านปีก่อนการค้นพบ สองบทแรกพูดถึงเรื่องของ Jorn Hurum ที่ได้เห็นภาพถ่ายไอด้าครั้งแรกจาก fossil fair ที่ Hamburg ในปี 2006 และการติดต่อขอซื้อผ่านนายหน้า Perner หลังจากที่เจ้าของ (อ่านแล้วก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร) ขุดมันขึ้นมาจาก Messel Pit ในเยอรมัน และเก็บไว้เชยชมเป็นสมบัติส่วนตัวถึง 25 ปี ราคาซื้อขายครั้งนั้นสูงมากครับ เมื่อเทียบกับฟอสซิลที่มิวเซียมซื้อโดยทั้วไป (ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญ) นั่นคือไอด้ามีราคาถึง 1 ล้านเหรียญ และพูดถึงการจัดทีมผู้เชี่ยวชาญศึกษาไอด้าก่อนเปิดเผยแก่แวดวงวิทยาศาสตร์และสาธารณะชน บทที่ 3-7 แทบไม่เกี่ยวข้องกับไอด้าโดยตรงเลย บทเหล่านี้เล่าถึงโลกยุค Eocene ซึ่งเป็นยุคที่ไอด้ามีชีวิตอยู่ ในแง่ต่าง ๆ เช่น เป็นยุคที่ร้อนมาก เต็มไปด้วยป่าเขตร้อนทั้งโลก เป็นยุคที่ anthropoid ถือกำเนิดขึ้นมาจาก prosimian สิ่งมีชีวิตมีขนาดเล็ก เพราะความที่มันร้อนมาก ดังนั้นการระบายความร้อนจึงเป็นเรื่องใหญ่ สัตว์ตัวเล็กระบายความร้อนดีกว่า และที่ยุคนี้มันร้อนมากเพราะ methane ice ปลายยุค Paleocene ละลาย แล้วพอพ้น Eocene โลกก็กลับมาเริ่มเย็นอีกครั้ง ตามเหตุผล 4-5 ข้อ (ดูได้ในหน้า 52) นอกจากนี้ยังเพิ่มข้อมูลซากสิ่งมีชีวิตที่พบใน Messel Pit อีกมหาศาลพร้อมศัพท์แสงที่อ่านเราก็ไม่แน่ใจว่าจะออกเสียงถูกอีกเพียบ (คิดว่าบทเหล่านี้ ถ้ามีรูปประกอบคงอ่านสนุกกว่านี้นะครับ) บทที่ 6 กับ 7 พยายามตอบคำถามว่าไพรเมตเกิดขึ้นมาได้ยังไง วิวัฒนาการของไพรเมตเป็นยังไง ฉะนั้นสำหรับผม บทที่ 3-7 จึงเหมือนลอกตำราเรียนมา สำหรับคนที่ไม่สนใจว่า Allagnathosuchus ลำตัวยาว 4-5 ฟุต หรือ Asiathosuchus ยาวถึง 16 ฟุต พลิกข้ามโลดเลยครับ อ่านจบแล้วก็จำอะไรไม่ได้อยู่ดี (แต่ถ้าคุณอ่าน อย่างน้อยหากมีคำถามเกี่ยวกับตัวพวกนี้ ก็พอรู้ล่ะว่าจะเริ่มพลิกหามันจากตรงไหน)

บทที่พูดถึงตัวไอด้าจริง ๆ จัง ๆ คือบทที่ 8 บทนี้พูดถึงสมมติฐาน 4-5 แนวทางวิวัฒนาการของไพรเมต และหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ของ Hurum ชื่อ Philip Gingerich โปรเฟสเซอร์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับไพรเมตยุค Eocene ซึ่งเป็นผู้เสนอสมมติฐาน adapiform เชื่อว่าไอด้านี่แหละครับ คือ link ระหว่าง adapiform (prosimian) กับ anthropoid ไอด้าเป็นฟอสซิลของไพรเมตเด็กเพศเมีย ที่รู้ว่าเด็ก เพราะฟันเธอมี 2 ชุด ผลจากการฉายรังสีเอ็กซ์เผยให้เห็นฟันอีกชุดที่พร้อมจะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม ที่รู้ว่าเพศเมีย เพราะเธอไม่มีกระดูก os penis ซึ่งไพรเมตทุกชนิดมีกระดูกที่อวัยวะเพศชาย (ยกเว้นคนนะครับ มีแนวคิดหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมคนไม่มี os penis ก็เพราะเป็นไปตามหลัก handicap คือ เอาไว้แสดงให้เพศเมียเห็นว่า ถึงฉันไม่มีกระดูก ฉันก็ทำให้มันแข็งได้ ถ้าฉันทำให้มันแข็งใช้การได้ โดยไม่ต้องพึ่งกระดูก นั่นหมายความว่าฉันแข็งแรงยังไงล่ะ หรือในมุมมองของเพศเมีย เธออยากผสมพันธุ์ใช่มั้ย? ถ้าใช่ ทำให้แข็งสิ!) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่เรารู้จากฟอสซิลของไอด้า เช่น เธอเป็นพวกกินผลไม้ ทั้งจากโครงสร้างฟันและอาหารที่เหลืออยู่ในกระเพาะ ชื่อไอด้าเป็นชื่อเล่นที่ Hurum ตั้งชื่อตามชื่อลูกสาวของแกเอง สำหรับบทสุดท้าย พูดถึงเหตุการณ์การเตรียมพร้อมของคณะของ Hurum ที่จะเปิดเผยเรื่องราวของไอด้าต่อสายตาชาวโลก

The Link บางบทน่าเบื่อมาก อ่านไม่สนุกเลย โดยเฉพาะบทที่เป็นวิชาการจ๋า (เขียนโดย Colin Tudge ยกเว้นบทวิชาการบทที่ 8 ที่อ่านแล้วสนุก) ส่วนบทที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการค้นพบนั้น Josh Young (ชื่อเขาไม่ได้ขึ้นปกหนังสือ) เขียนได้อ่านสนุกและตื่นเต้นดีครับ ข้อเสียอีกประการคือ การพูดวนไปวนมา เน้นข้อมูลเดิม ๆ อย่างเช่น missing link คืออะไร นี่พูดซ้ำ 2-3 รอบ หรือความสมบูรณ์ของฟอสซิลที่ Messel pit โดยเฉพาะการเป็นฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดของไอด้า หรือข้อด้อยจากการที่มันไม่ได้มาจาก africa ก็พูดซ้ำจนอาจกระตุ้นต่อมรำคาญได้เหมือนกัน

ผมให้




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2554 16:33:56 น.
Counter : 1075 Pageviews.  

เหตุผลของธรรมชาติ



ปกหลังหนังสือโปรยคำถามเหล่านี้ ทำไมเราถึงแพ้ท้อง ทำไมเราจึงมีไข้ ทำไมไข้มาลาเรียทำให้เรานอนซม แต่ไข้หวัดทำให้เราไอและจาม ทำไมไฟฉายย่อส่วนเป็นจริงไม่ได้ ทำไมคนเมืองร้อนจึงชอบกินอาหารเผ็ด กำเนิดการหายใจด้วยออกซิเจน (เอ ข้อนี้ไม่อยู่ในรูปประโยคคำถามแฮะ) ทำไมปลวกต้องสร้างจอมปลวกใหญ่ ทำไมเราต้องกิน ทำไมทารกหัวใจจึงเต้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ ทำไมเรากินอาหารสามมื้อต่อวัน แต่งูเหลือมกินหนึ่งมื้อต่อเดือน หูช้างและอัณฑะคนคล้ายกันตรงไหน ทำไมอัณฑะจึงหดเล็กเมื่อเราโกรธ ทำไมนกฟลามิงโกยืนขาเดียว ทำไมเราเบื่ออาหารเวลาเราป่วย และคำถามทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกันยังไง ... หนังสือเล่มที่ 2 ของคุณหมอชัชพลพาคุณสำรวจคำถามเหล่านี้ผ่านวิวัฒนาการ เพื่อหาเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง หนังสือเรียบเรียงสไตล์ตั้งคำถามเป็นกระทู้แล้วสืบสวนเงื่อนงำย้อนกลับไปในอดีตอันเป็นที่มาของพฤติกรรม รูปแบบคำถามคำตอบที่สอดคล้องต่อเนื่องกันไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล ผมเชื่อว่านอกจากผู้อ่านจะได้รับข้อมูลโดยตรงจากเนื้อความที่คุณหมอเขียนแล้ว รูปแบบเช่นนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการคิดที่เป็นระบบโดยเฉพาะผู้อ่านเยาวชน หนังสือเขียนสนุกครับ และมากด้วยอารมณ์ขันแบบพอดี ๆ ไม่ใช่ฮาแทรกสาระ แต่เป็นสาระแทรกอมยิ้ม ไม่ใช่ตำราเรียนมาตรฐาน แต่เป็นหนังสือวิชาการที่ใครก็อ่านได้ และควรอ่าน

หลายวันก่อน เพื่อนใน facebook คนหนึ่งเขียนสถานะว่า "พบงูในน้ำกลางดึกตอนเดินออกไปเอาท่อส่งน้ำ น่ากลัวมาก ที่น่ากลัวกว่านั้นคือระหว่างเดินฝ่าน้ำกลับมาถึงบ้านพบว่า.. หำหดไปเยอะมาก เข้าใจว่าน้ำที่นี่เย็น และคงอายงูในน้ำนั่น.." หนังสือเล่มนี้มีคำตอบด้วยนะ กรณีนี้ scrotal sac ตึง มันจะดึงไข่หดเข้ามาใกล้ท้องเพื่อรักษาความอบอุ่นให้ไข่ ก็เล่นลงไปลุยน้ำนี่ ไม่เท่านั้น พอเกิดความกลัวจากการเจองู ความกลัวก็เป็นปัจจัยให้ถุงอัณฑะตึงดึงไข่ขึ้นมาอีกตัวเหมือนกัน เป็นการเตรียมพร้อมในโหมด fight or flight เพราะจะห้อยต่องแต่งไว้นอกตัวไม่ได้ อันตรายครับ เสี่ยงสูญพันธุ์

ผมให้




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2554 19:05:59 น.
Counter : 1326 Pageviews.  

The Invisible Gorilla



เขียนโดยโปรเฟสเซอร์จิตวิทยา 2 คน Christopher Chabris กับ Daniel Simons ทั้งคู่ได้รับรางวัล Ig Nobel ปี 2004 จากการทดลองที่แสดงให้เห็นว่า 'เมื่อคนเรามุ่งความสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก มันจะทำให้เรามองข้ามสิ่งอื่นไปได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งสุภาพสตรีในชุดลิงกอริลลา' การทดลองเป็นแบบนี้ครับ เขาให้ผู้เข้ารับการทดลองดูวีดีโอที่มีนักศึกษาชุดดำกับนักศึกษาชุดขาวส่งลูกบาสเกตบอลให้ในกลุ่มสีเดียวกัน ภารกิจคือนับว่าในกลุ่มนักศึกษาชุดขาวนั้น มีการส่งต่อบอลทั้งหมดกี่ที โดยระว่างดูวีดีโอ จะมีตัวละครอีกตัวหนึ่งคือผู้หญิงสวมชุดกอริลลาเดินออกมายืนทุบอกกลางจอ และเดินหลบฉากออกไปอย่างสง่าผ่าเผย มิได้หลบ ๆ ซ่อน ๆ แต่ประการใด หลังวีดีโอจบ ผู้ที่ทดลองจะถูกถามว่านับการส่งต่อลูกบอลได้กี่ที ซึ่งส่วนใหญ่ตอบถูกต้องนะครับ แล้วคำถามต่อมาคือ คุณเห็นอะไรผิดสังเกตมั้ย เห็นกอริลลามั้ย ปรากฎว่าประมาณ 50% ไม่เห็นกอริลลา และเชื่อว่าถ้ามีกอริลลาจริง ตัวเองต้องมองเห็นแน่นอน จนต้องเอาวีดีโอมาฉายให้ดูซ้ำนั่นแหละครับถึงจะยอมรับว่ามีกอริลลาจริง และประหลาดใจว่าตัวเองมองไม่เห็นได้อย่างไร การทดลองนี้ได้รับการทำซ้ำหลายรอบ หลายแบบ หลายคณะวิจัย ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน คือคนประมาณครึ่งหนึ่งจะมองไม่เห็นกอริลลา และคนที่มองเห็นก็ไม่อยากเชื่อว่าคนที่มองไม่เห็นจะมองไม่เห็นจริง ๆ (อาจคิด 'ขนาดฉันยังเห็น เธอก็ต้องเห็นสิ เป็นใครก็ต้องเห็น ชัดเจนขนาดนั้น ถ้าเธอบอกว่าเธอไม่เห็น งั้นเธอโกหก' - ซึ่งเหตุการณ์จริงที่ถอดแบบมาจากความคิดแบบนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับนายตำรวจในเรื่องเล่าเรื่องแรกของหนังสือ) คำอธิบายเกี่ยวกับ invisible gorilla เป็นเนื้อหาในบทแรก เป็นตัวอย่างของ illusion of attention ที่แสดงให้เห็นว่าคนเรามี inattentional blindness บทที่เหลือของหนังสือ นำเสนอ illusion ต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น illusion of memory ในบทที่ 2 ความทรงจำของเราไม่เหมือนกับสิ่งที่เราพบเห็นจริง เราเชื่อว่าเราจำได้ในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรา โดยเฉพาะความทรงจำที่กระจ่างชัดในทุกรายละเอียด ก็มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความเป็นจริง กล่าวคือเราจำได้จริง แต่สิ่งที่เราเก็บไว้ว่าเป็นความทรงจำนั้นอาจจะไม่จริง คนเรามี change blindness (และ change blindness blindness), บทที่ 3 พูดถึง illusion of confidence ที่ทำให้เรามีแนวโน้มตัดสินความสามารถของคนอื่นจาก confidence ที่เขาแสดงออกมา เช่น เราเชื่อถือหมอที่มีความมั่นใจมากกว่า หมอที่ต้องพลิกตำราเวลาวินิจฉัยโรค ทั้ง ๆ ที่การศึกษาหลายชิ้นพบว่า confidence ไม่ได้สะท้อน ability (บทที่ 3 นี้มีชื่อบทว่า what smart chess players and stupid criminals have in common นั่นก็คือ ความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองที่สูงกว่าความสามารถจริงของตัวเองครับ), บทที่ 4 illusion of knowledge เราคิดว่าเรารู้มากกว่าที่เรารู้จริง ๆ ทำให้การประเมินประมาณและทำนายต่าง ๆ ในระบบซับซ้อน แม้โดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาก็ผิดไปจากความจริงมาก บทนี้ยกกฎของ Hofstadter มาเป็นตัวอย่างด้วยครับ "It always takes longer than you expect, even when you take into account Hofstadter's Law." (กฏเป็น self reference ซะด้วย), บทที่ 5 พูดถึง illusion of cause ว่าสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันไม่ได้แปลว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน ตัวอย่างเช่นการรายงานการศึกษาของ Dr. David Weeks ที่ BBC รายงานจั่วหัวว่า "Sex Keeps You Young" เนื้อความบอก ยิ่งมีเซ็กส์มากก็ยิ่งทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ นั่นคือการศึกษามันบอกความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครั้งของการมีเซ็กส์กับการดูอ่อนกว่าวัย พบว่าตัวแปรสองตัวนี้มีความสัมพันธ์กัน คนที่มีเซ็กส์มากคือคนที่มีโอกาสดูอ่อนกว่าวัยมาก ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า การมีเซ็กส์มาก ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยมาก เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจจะมาจากการที่คนที่ดูอ่อนกว่าวัยมีโอกาสมีเซ็กส์มากกว่าก็ได้ illusion ในบทนี้มาจากกระบวนการ selective matching, บทที่ 6 บทนี้พลิกอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็นรวดเดียวเลยครับ โดนใจมาก illusion of potential ไม่ว่าจะเป็น Mozart effect การฟังเพลงของ mozart ช่วยให้สมองดีขึ้น หรือ subliminal message ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค หรือ ข้อความที่บอกว่าเราใช้ความสามารถของสมองแค่ 10% หรือ เล่นเชสทำให้เก่งขึ้น ฯลฯ (ดูบางตัวอย่างที่เขียนลงเฟสบุ๊ค ที่นี่) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น illusion of potential ที่เกิดจากการที่คนเราอยากเก่งขึ้น อยากฉลาดขึ้น และเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาศักยภาพของสมองด้วยวิธีทางลัดได้ (สมองคนเราสามารถเรียนรู้ได้ พัฒนาได้ครับ แต่ไม่มีทางลัด ถ้าคุณอยากเก่งอะไร ก็ฝึกฝนอันนั้น นักหมากรุกที่สามารถจดจำตำแหน่งหมากบนกระดานได้มากถึง 32 ตำแหน่งจากการดูเพียงแวบเดียว ไม่ได้จำตัวเลขมากกว่า 7 หลักดีกว่าคนปกติทั่วไป) และถึงแม้จะมีงานวิจัยออกมาขัดแย้งกับความเชื่อเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะโอบกอดความเชื่อดังกล่าวที่ว่ามีศักยภาพซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวที่สามารถปลดปล่อยออกมาได้ง่าย ๆ อยู่ดี

หนังสือเขียนโดยยกตัวอย่างเรื่องเล่าจากข่าวประกอบกับงานวิจัยที่มีการอ้างอิงอย่างน่าเชื่อถือ อ่านสนุก และอ่านแล้วทำให้ย้อนกลับมาพิจารณา illusion ที่เกิดกับตัวเองได้ (บ้าง) อ่านจบเล่มนี้รู้สึกว่าฉลาดขึ้น (จากการอ่านที่ช่วยเปิดหูเปิดตา) และโง่ลง (จากการรู้ว่ามันอาจเป็น illusion) ในเวลาเดียวกัน

ผมให้




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2554 12:28:03 น.
Counter : 1633 Pageviews.  

ผูกนิพพานโลกีย์



นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!

ผูกนิพพานโลกีย์ เป็นตำราโบราณที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คุณอภิลักษณ์ พบเข้าโดยบังเอิญที่วัดไผ่ล้อม จ.ตราด ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยกามฉบับชาวบ้านแบบไทย ๆ บันทึกทั้งการดูลักษณะ ชะตาราศีที่เนื่องด้วยกาม เกิดวันเดือนปีนี้ จู๋เล็กจู๋ใหญ่จู๋แบบไหน จิ๋ม แคม ของสตรีเป็นเช่นใด นิสัยใจคออย่างไร (ขอเรียนให้ทราบว่าที่ใช้คำว่าจู๋กับจิ๋ม มิใช่เพราะกระดากในการพิมพ์คำว่าควยหรือหี แต่เพราะจู๋กับจิ๋มมันน่ารักดี ฟังดูเป็นของเด็กไร้เดียงสา อันว่าเหมาะกับภาพลักษณ์ไม่เจนโลกีย์ของผมมากกว่า :P) ซึ่งส่วนนี้ ผู้เขียนเองได้ตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายกับตำราตรีภพ (อาจจะเป็นพระราชนิพนธ์ในพระจอมเกล้าฯ) หรือตำรานรลักษณ์พระนางประทุมเทวี นอกจากนี้ยังมีส่วนวิธีการร่วมรัก การเล้าโลม ตามจุดต่าง ๆ เวลาต่าง ๆ ด้วยขั้นตอนที่เห็นภาพชัดซะเกือบจะเสียวตาม "เมื่อจะสมโยคให้กอดประทับเข้าถึง ๒ ที ให้หยิกอก ๓ ที ให้ย่ำยีปาก ๔ ที ให้กอดทั่วสรรพางค์ ๕ ที ให้บิดนม ๖ ที ให้จูบทั่วหน้า ๗ ที ให้เอาลึงค์เกลือกโยนี ๘ ที ให้เอาลึงค์หยอดลงครันถ้วน ๙ ที ท่านทำตามกลมาเถิด"

หนังสือมีส่วนที่เป็นต้นฉบับผูกนิพพานโลกีย์โบราณ มีส่วนปริวรรตที่ทำเป็นภาษาสมัยใหม่ และส่วนวิเคราะห์ อธิบายขยายความ บรรยายภาพเกี่ยวกับเพศศาสตร์ในบริบทสังคมไทยโดยผู้เขียนหนังสือ มีอยู่ 3-4 จุดที่อ่านแล้วผมเห็นต่างจากผู้เขียนหนังสือ (1.) คำว่านิพพานในชื่อ ผู้เขียนว่าเป็นการใช้ในความหมายสวรรค์ หรือดินแดนแห่งความสนุกสนาน (หน้า 40) ซึ่งแน่นอนครับ มันไม่ได้ใช้ในความหมายของพุทธที่แปลว่าดับ หรืออาการเย็นลง มิฉะนั้นมันจะกลายเป็นดับโลกีย์ หรือโลกีย์แห่งความดับก็ว่าไป แต่คำว่านิพพานนอกจากความหมายของคำแล้วยังเป็น symbol ในทางพุทธที่คนส่วนใหญ่รับรู้ว่าเป็น "จุดสุดยอด" หรือ "จุดสูงสุด" หรือ "เป้าหมาย" จึงสะท้อนนัยของเป้าหมายเชิงโลกีย์มากกว่าครับ เพราะวิธีการต่าง ๆ เมื่ออ่านแล้วจะพบว่านิพพานโลกีย์ให้ความสำคัญกับการให้กำเนิดลูกอย่างมาก จะเอากันท่าไหน เวลาไหน กับใครที่มีเต้านมแบบไหนสีอะไร เบ้ซ้าย เบ้ขวา ก็เพื่อให้ได้ลูกที่ดี แถมบางบทจะเอากันนี่ยังต้องบริกรรมคาถา! (2.) ผู้เขียนหนังสือเข้าใจความหมายของนิพพานผิดจากหลักพุทธศาสนา อันนี้ขอท้วงติงเล็กน้อย หน้า 42 "คำว่านิพพานก็เช่นเดียวกัน ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นมรรคาแห่งความหลุดพ้น" ผิดนะครับ ลองดูในอริยสัจ 4 นิพพานเป็นผล ไม่ใช่เป็นมรรค นิพพานไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น ทางแห่งความหลุดพ้นคือสัจจะที่ 4 แต่นิพพานเป็นสัจจะที่ 3 คือนิโรธ หมายถึงสภาวะที่หลุดพ้น (3.) ผมสะดุดใจกับการเขียนว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ควรศึกษาเพื่อก้าวไปสู่ "มาตรฐาน" ที่สังคมยอมรับ (หน้าที่ 22) สิ่งนี้ผมเห็นต่างว่าเพศมันไม่มี "มาตรฐาน" และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะก้าวไปสู่ "มาตรฐาน" มีกลิ่นลัทธิอาณานิคมฝั่งแน่นเชียวครับ ขอสะกิดติ่งประเด็นนี้ไว้เท่านี้ (4.) ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าผูกนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์อวัยวะเพศของคนไทย ที่บ่งชี้ถึงการเก็บข้อมูลสถิติ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยนะ อย่างน้อยก็อ่านแล้วไม่เชื่อ ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรทำให้สรุปแบบนั้นได้เลย มันออกแนวตำราโหราศาสตร์ดาด ๆ และใช้วาทศิลป์เพื่อความสวยงามกับความสนุกสนานในการอ่านมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำอย่างนั้น 2 ที อย่างนี้ 3 ที ต่อด้วย 4 ที ฯลฯ อะไรพวกนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเรียงตามความงามของตัวเลขมากกว่า หรือการแบ่งลักษณะของจิ๋มตามตำราที่เอาวันเดือนปีเกิดบวกกันแล้วคูณ 3 ตามจำนวนภพ และหาร 8 ตามจำนวนทิศ (ตำรามันเขียนไว้เองว่าตามจำนวนทิศ) แล้วดูเศษซึ่งจะบอกถึงลักษณะของอวัยวะเพศหญิงและอุปนิสัย ฉะนั้นด้วยคณิตศาสตร์ระบบ mod 8 มันก็มีจำนวนอยู่แค่ 0-7 หมายความว่าจะมีจิ๋มแค่ 8 แบบ นิสัยแค่ 8 อย่าง เป็นไปได้เหรอ มันไม่ใช่หลักสถิติอะไรเลย แถมถ้าเราคิดต่อว่าวันมี 7 วัน เดือนมี 12 เดือน ปีมี 12 ปี รวมกันแล้วเป็น 31 ลบไปอีก 2 (เพราะผลรวมจะเป็น 1 กับ 2 ไม่ได้) เหลือ 29 ซึ่งหาร 8 ไม่ลงตัวจึงมีบางกลุ่มมากกว่าบางกลุ่ม เห็นว่ามันไม่ได้เริ่มจากการสำรวจว่าจิ๋มมี 8 แบบ บางแบบพบมาก บางแบบพบน้อย แต่เป็นการใช้ทิศไปทำให้กลายเป็น mod 8 เท่านั้นเอง

มีข้อสังเกตขำ ๆ 2 ข้อ พอเฮฮา (1.) การพิมพ์ คำว่า "หี" ในหนังสือ สำหรับส่วนที่เป็นปริวรรตคงเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องรักษาอักษรตามต้นฉบับ เช่น "ถ้าหญิงหีใหญ่หลวงมีหมอยมากนัก เลี้ยงผัว ผัวมิรักมักเล่นชู้" แต่พอเป็นคำว่า "หี" ที่อยู่ในบทเขียน ผู้เขียนเลี่ยงไปใช้ "..." แล้วทำเชิงอรรถ (ดูเชิงอรรถที่ 36) ว่ามันคือคำประสมอักษร "ห" กับสระอี เอ...นี่สะท้อนอะไรหรือเปล่านะ (2.) ทำไมตำราไทย ตำราอินเดีย ชอบผู้ชายจู๋เล็ก ในคัมภีร์พฤหัตสํหิตา บางข้อว่า "ผู้มีองคชาตเล็ก เป็นคนมีทรัพย์แต่ไม่มีลูก องคชาตโตไร้ทรัพย์" ตำรานรลักษณ์พระนางประทุมเทวีว่า (อ่านเป็นโครงสี่สุภาพนะฮะ) "องคชาตใครเล็กสั้น หนึ่งนา, นิ้วหัตถ์นิ้วบาทา เล็กพร้อม, ประเสริฐเลิศปัญญา สูงสุด, นักปราชญ์บัณฑิตพร้อม ใหญ่กว้างทางธรรมฯ"

หนังสือน่าเก็บสะสมอย่างยิ่ง และหลายประเด็นที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาพูดคุยก็น่าสนใจยิ่งเช่นกัน

ผมให้




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2554 12:10:08 น.
Counter : 3316 Pageviews.  

Am I a Monkey?



หนังสือ am i a monkey? six big questions about evolution ของโปรเฟสเซอร์ Francisco Ayala เนื้อหาประกอบด้วย 6 บท เป็นการตอบคำถาม 6 คำถาม (1.) ฉันเป็นลิง (monkey หมายถึง ลิงมีหาง) ใช่มั้ย? ตอบ ไม่ใช่ คนเป็น primate ลิงก็เป็น primate แต่คนไม่ใช่ลิงไม่ว่าจะมีหางหรือไม่มีหาง คนกับลิงไม่มีหาง (ape) มีบรรพบุรุษร่วมกันซึ่งไม่ใช่คน คนแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบันวิวัฒนาการมาจากคนสายพันธุ์ Home erectus เมื่อราว 4 แสนปีที่แล้ว (2.) ทำไมวิวัฒนาการถึงเป็นทฤษฎี? ตอบ วิวัฒนาการเป็นทั้งข้อเท็จจริงและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์คืออะไร ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์คือการสังเกตการณ์ที่ได้รับการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทั่วไปนั้นความรู้หรือข้อสรุปดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างปราศจากข้อกังขาที่มีเหตุผล และข้อสรุปที่ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวก็เป็นข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานรองรับจากการสังเกตการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากมาย อีกทั้งทฤษฎีวิวัฒนาการยังเป็นทฤษฎีที่สามารถทดลองเพื่อทดสอบผลสืบเนื่องของทฤษฎีได้อีกด้วย เช่น การตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดกันหรือมีบรรพบุรุษร่วมกันใกล้กว่า ว่ามีความคล้ายคลึงกันมากกว่าสายพันธุ์ที่มีบรรพบุรุษร่วมกันไกลกว่า (3.) DNA คืออะไร? ตอบ กรดนิวคลีอิกที่บรรจุข้อมูลพันธุกรมของสิ่งมีชีวิต มันให้คำอธิบายสำหรับวิวัฒนาการทางชีวภาพผ่านการกลายพันธุ์ที่อยู่รอด (4.) นักวิทยาศาสตร์ทุกคนยอมรับวิวัฒนาการหรือไม่? ตอบ แน่นอนอยู่แล้ว กระนั้นก็ตอบภายใต้สำนวนว่า those who know professionally the evidence for evolution cannot deny it ต้อง know แบบ professionally นะ เพราะหลักฐานชัดเจนมาก เช่น โครงสร้างกระดูกของเต่า นก ม้า ค้างคาว คนและวาฬที่คล้ายกันมาก ทั้ง ๆ ที่เหล่านี้มีวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันเหลือเกินในสิ่งแวดล้อม อย่างกระดูกแขนขาของนกที่ใช้บิน คนใช้เขียนหนังสือ หมาใช้วิ่ง วาฬใช้ว่ายน้ำ เรามองเห็นความเหมือนเปรียบเทียบกันเป็นชิ้น ๆ ได้เลย ซึ่งถ้าให้วิศวกรเก่ง ๆ สักคนออกแบบกระดูกเฉพาะทางมาให้หมาสำหรับวิ่ง หรือในนกสำหรับบิน มันจะได้ขาหรือปีกที่ดีกว่าที่เป็นอยู่และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานมากกว่า ทั้งหมดนี้จึงไม่ make sense เลยในแง่ของการมี designer แต่ make sense ในแง่ของวิวัฒนาการ (5.) ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร? ตอบตรง ๆ ว่า ไม่รู้ หนังสือเล่มไหนก็ตามที่พยายามจับประเด็นนี้ คงเลี่ยงพูดถึงการทดลองของ Stanley Miller ที่เอาสารอนินทรีย์ต่าง ๆ มาผสมกันแล้วทำให้เกิดองค์ประกอบทางอินทรีย์ไม่ได้ คำตอบมาตรฐานจึงเป็น เราไม่รู้ว่าชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีความเป็นไปได้ว่ามันเกิดขึ้นเองได้ด้วยกระบวนการตามธรรมชาติที่ไม่ต้องถูกแทรกแซงโดยปัจจัยเหนือธรรมชาติ (6.) คนเราสามารถเชื่อในวิวัฒนาการและพระเจ้าพร้อมกันได้มั้ย? ตอบ ได้ ฟังอย่างนี้อย่าเพิ่งคิดว่าคุณโปรเฟสเซอร์ Ayala นี้ดูไม่มั่นและแข็งกร้าวเหมือนคุณโปรเฟสเซอร์ Dawkins ที่ปฏิเสธพระเจ้าหัวชนฝานะครับ ถึงแม้คำตอบของแกคือได้ แต่ก็เป็นได้ภายใต้เงื่อนไขว่าศาสนาต้องถอยหลายก้าวด้านการตีความคัมภีร์ตามตัวอักษร เพื่อให้ศาสนาเปิดพื้นที่ยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการ ก็มีการยกคำพูดของนักคิด พระสงฆ์องค์เจ้าหลายคนที่ยอมเปิดพื้นที่ให้กับวิทยาศาสตร์ อาทิ Pope John Paul II, Aubrey Moore ("Darwinism appeared, and, under the guise of a foe, did the work of a friend." ในแง่ที่ช่วยตอบคำถามสุดแสบของ David Hume) หรือคำกล่าวของ Augustine ที่ยังยอมรับว่าไม่ต้องไปยึดตัวอักษรเป๊ะ ๆ (ใน De Genesi ad litteram) คำว่าได้ของแกจึงเป็นได้ที่พระเจ้าใช้วิวัฒนาการเป็นเครื่องมือ พระองค์นั้นทรง inscrutable

หนังสือเขียนกระชับครับ พยายามทำให้ง่ายสำหรับผู้อ่านทั่วไป แม้จะไม่ง่ายนักสำหรับผู้อ่านที่ปราศจากพื้นฐานชีววิทยาเลย แต่ก็ได้คำตอบใหญ่ในภาพรวมต่อประเด็นคำถามที่ผู้เขียนตั้งขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะ big แล้วผมว่ายังเป็น faqs อีกด้วย

ผมให้




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2554    
Last Update : 30 ตุลาคม 2554 10:20:16 น.
Counter : 957 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.