creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

October 11 Sex Issue



รวม 31 บทความ อ่านจุใจ ว่าด้วยเซ็กส์ ยกเว้นช่วง october people กับ october around the world บทความมีความหลากหลายมากครับ ทั้งในเรื่องราวที่นำเสนอ และคุณภาพ บางบทความ ตอนอ่าน อ่านไปก็อดคันปากคันหัวไม่ได้ เอาไป 'แซว' ไว้ใน fb ซึ่งนำมาฉายซ้ำลงบล็อก (คลิกอ่านลิงค์ภายในวงเล็บ) อย่างบทความวิถีแห่งเพศและวิถีแห่งการบำเพ็ญตบะ: มักซ์ เวเบอร์ ของอาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา (ล่ำ ใครชอบ?) บทความสำรวจปูมหลังเรื่องอย่างว่าในบทเพลงร่วมสมัย ของคุณเผ่าเจ้า กำลังใจดี (เซ็กส์กับเสียงดนตรี มนุษย์รู้จักอันไหนก่อนกัน?) บทความโป๊มั้ยพี่?: เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสื่อลามก ของคุณอิสร์กุล อุณหเกตุ ([ดูหนัง] โป๊ [แล้วเกิดอารมณ์] มั้ยพี่? ฉบับถามคนคุก) บทความคำถาม 13 ข้อเกี่ยวกับเซ็กซ์ที่ผมไม่รู้จะถามใคร ของคุณผาด พาสิกรณ์ (ว่าด้วยเซ็กส์ไม่ได้ช่วยในการเลือกซื้อรองเท้า) คำถามของผาดมีอีกหลายคำถามที่น่าสนใจจริง ๆ แต่บางคำถามก็อะไรไม่รู้ คำถามที่ผมชอบที่สุดคือคนตาบอดแต่กำเนิดตอนเกิดอารมณ์ทางเพศมีภาพชนิดใดในหัว แน่นอนว่าไอ้ที่อยู่ในหัวไม่มีทางเป็นภาพหรอกครับ เพราะเขาไม่มีความคิดเรื่องภาพ แต่เขาย่อมต้องมีความคิดเรื่องความเซ็กซี่ ทีนี้คำถามมันจึงเป็นความเซ็กซี่ภายในสมองนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาจากข้อมูลที่เก็บสะสมจากอายตนะภายนอกอะไรบ้างต่างหาก คำถามนี้ทำให้ผมต้องไปนั่งอ่านเว็บที่คนตาบอดเข้ามาบรรยายว่าความคิดเกี่ยวกับคนเซ็กซี่ที่เขารับรู้นั้นเป็นเช่นไร คำตอบคือเสียงและการแสดงตัวตนหรือบุคคลิก มีคำถามบางข้อเช่นข้อ 3 ที่คุณผาดพูดถึงคำต่อจากคำว่า 'เยซู' ในพจนานุกรม อันนี้ก็ไม่ได้ไปตามเปิดดู แต่เดาว่า 'เย็ด'

บทความเซ็กซ์กับพุทธของพระไพศาล วิสาโล อ่านแล้วไม่รู้แกจะเอาไงแน่ แกพูดว่าเซ็กส์ของคนต่างจากสัตว์ส่วนใหญ่โดยอ้างอิงหนังสือของจาเร็ด ไดมอนด์ (Why is Sex Fun?) ซึ่งประเด็นที่พูดแบบนี้ จาเร็ดเขาต้องการจะชี้ให้เห็นว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมดังกล่าว พยายามอธิบายถึงพฤติกรรมที่ดูเหมือนสิ้นเปลือง แต่น้ำเสียงพระแกเอามาใช้สนับสนุนความเป็นของไม่ประณีต (เหมือนพูดว่า ไอน์สไตน์บอกมวลคือพลังงาน แล้วโยงกับมวลบนโลกที่ถูกดูดโดยโลก มวลก็ต้องดูดโลกด้วยตามกฎข้อ 3 ของนิวตัน คือไอ้ความรู้ 2 เรื่องนี้มีส่วนที่ซ้อนทับกันก็จริง แต่มันไม่ได้เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกันจนเอามาพูดต่อกันหรือใช้สนับสนุนกัน) อันที่จริงพุทธจะมองว่าความสุขจากกามคุณไม่ประณีตก็ไม่แปลกอะไร เพราะปรัชญาของพุทธเป็นแบบนั้น และไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมการร่วมเพศของมนุษย์ด้วย ไม่ว่าพฤติกรรมนั้นจะมีคำอธิบายว่าอะไร บทความนี้จึงเหมือนมี 2 ส่วนที่พยายามเชื่อมโยงถึงกันแต่ไม่ถึงกัน อ่านแล้วลักลั่นชอบกล

บทความของคุณสฤณี ใต้สะดือ-ใต้สำนึก:เซ็กซ์แฝงในโฆษณา มีภาพคำว่า SEX ที่ซ่อนอยู่บนมงกุฏของนาตาลี พอร์ตแมนในหนังของดาเร็น อโรนอฟสกี้ ทำนองเดียวกับ SEX บนก้อนน้ำแข็งข้างขวดยิน Gilbey ในลักษณะของ subliminal message เรื่องนี้มีข้อกังขาทางวิทยาศาสตร์ครับ (subliminal message) บทความที่อ่านแล้วโคตรงงคือบทความเซ็กซ์แรกกับปฐมกาลอ่านใหม่ ของคุณโตมร สุขปรีชา ซึ่งดูเหมือนแกจะอ่านนอสติกมากกว่าแฮะ แกว่า "อีฟไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นภรรยาหรอกนะครับ แต่เธอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น 'เพื่อน' (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Helpmate) ของอดัมเท่านั้น" ขอไม่เห็นด้วยหน่อยนะ helpmate ก็ไม่ได้แปลว่าเพื่อน อันที่จริงคำว่า helpmate เองนั่นแหละที่มีที่มาจากการอ่าน Gen 2-18 KJV "I will make him an help meet for him" เพี้ยนคำว่า helpmate มาจาก helpmeet ซึ่งตรงกับ ‘ê·zer นี่ก็คือ helper ผู้คอยช่วยเหลือ (และความหมายของ helpmate ในปัจจุบันคือคู่คิดที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลโดยเฉพาะหมายถึงภรรยา) อีฟถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็น ‘ê·zer ที่เหมาะสมกับอดัม (an help meet for him หรือในฉบับ NIV ว่า a helper suitable for him) และขณะเดียวกัน Gen 1-28 พระเจ้าก็อวยพรให้อดัมกับ ‘ê·zer ของเขา (wə·’iš·tōw = และ wife ของเขา) มีลูกมากมาย ขยายเผ่าพันธุ์ (pə·rū ū·rə·ḇū) เต็มโลก, การเป็นผัวเมียกัน ผมว่ามันก็เป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่สืบพันธุ์ ทั้งคนที่จะคอยสนับสนุนช่วยเหลือ รวมถึงป้อนแอปเปิ้ลให้กัน ฯลฯ ผัวเมียคงไม่ได้มีความหมายว่าจะเอากันอย่างเดียวหรอกครับ อีกแห่ง อ้างศัพท์ tohu va-vohu พอเปิดพจนานุกรมตรวจสอบกับคำแปลภาษาฮีบรูว์แล้ว ṯō·hū (was formless) กับ wā·ḇō·hū (and void) มันไม่ได้บ่งชี้ว่าโลกมีอยู่แล้วในภาวะนั้น แต่บอกว่านั่นเป็นภาวะแรกของโลกที่พระเจ้าสร้างไม่ใช่เหรอ

สำหรับคนที่บังเอิญเจอหนังสือเล่มนี้ในร้านกาแฟ และไม่มีเวลาอ่านทั้งหมด ผมขอแนะนำบทความที่ผมคิดว่าไม่ควรพลาด ควรเข้าไปฟัด บำบัดและบำรุงสมอง วันแห่งสีรุ้ง (กฤติกร), พูดเรื่อง "เพศ": จับสมองและหัวใจยัดใส่ปาก (ชลิดาภรณ์), วิถีแห่งเพศและวิถีแห่งการบำเพ็บตบะ: มักซ์ เวเบอร์ (ธเนศ), โสเภณี... มีอยู่จริง-รู้จัก แต่ไม่เข้าใจ (แบ๊งค์), โป๊มั้ยพี่?: เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสื่อลามก (อิสร์กุล), วันทองเลือกผัว (คำ ผกา), คลิตอริส เซ็กซ์แฟนตาซี นิ้วกุด กับเรื่องที่ไปไม่ถึง (อรพิณ), ที่ทางของ 'แอกเนส วาร์ดา' บนการเขียนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ (ไกรวุฒิ) และ พิศาล อัครเศรณี: พิศวาสในอุ้งมือซาตาน (วิวัฒน์)

ผมให้




 

Create Date : 07 มกราคม 2555    
Last Update : 9 มกราคม 2555 1:16:23 น.
Counter : 1501 Pageviews.  

The Beauty of Everyday Mathematics



แปลจาก Mathematik ist überall เขียนโดย Norbert Herrmann ชื่อในภาษาเยอรมันแปลความออกมาประมาณว่าคณิตศาสตร์มีอยู่รอบตัว ส่วนจะสวยหรือไม่สวย (ตามชื่อภาษาอังกฤษ) นั้นคงขึ้นอยู่กับคนมอง หนังสือมี 13 บท แต่ละบทพูดถึงปัญหาหลักหนึ่งข้อ มีทั้งง่ายและยากปะปนกันไป ได้แก่ 1. ปัญหาจุด cg ของกระป๋องน้ำอัดลม ผู้เขียนยกสถานการณ์ไปปิกนิกบนสนามหญ้า เวลาเปิดกระป๋องน้ำอัดลมดื่มแล้ววางบนพื้นที่ไม่ราบมันมักจะหก วิธีหนึ่งที่อาจจะแก้ปัญหาได้คือ ก่อนวางกระป๋อง เราก็ดื่มน้ำในกระป๋องเพื่อให้ cg ของกระป๋องเลื่อนลงมาอยู่จุดต่ำสุดซะสิ คำถามคือจุดนั้นอยู่ตรงไหน หลังจากได้คำตอบแล้วแกก็เสนอว่าบริษัทผลิตน้ำอัดลมน่าจะมาร์กจุดนี้ไว้ข้างกระป๋องนะ เข้าท่าดีครับ 2. ควรซื้อกระจกขนาดเท่าไรสำหรับกลุ่มคนที่มีส่วนสูงหลากหลาย ทำไมภาพในกระจกจึงสลับซ้าย-ขวา แต่ไม่สลับบน-ล่าง คำถามแรก นักเรียนฟิสิกส์ ม.4 น่าจะตอบได้ ส่วนคำถามหลัง แกแสดงโดยใช้ความรู้เรื่องเวกเตอร์ในระนาบ 3. ถ้าคุณเดินตามหลังเด็กผู้ชายน่ารักใส่กางเกงขาสั้น แล้วต้องการเดินมองขาให้ถนัดที่สุด คุณจะต้องเดินห่างออกมาเท่าไร (คำว่า 'น่ารัก' ผมใส่เพิ่มเข้าไปเอง) ปัญหาข้อนี้อาจใช้แคลคูลัสหรือไม่ใช้แคลคูลัสก็ได้ครับ 4. ผู้เขียนให้จับผิดการพิสูจน์มุม 90 องศาเท่ากับมุม 100 องศา ซึ่งความผิดพลาดดังกล่าวมาจากการสเก็ตรูปที่ผิดพลาด 5. ปัญหาจอดรถข้างถนน แบบขนานกับถนน ผู้เขียนวิจารณ์สูตรคำนวณของ Rebecca Hoyle ว่าไม่เวิร์กสำหรับถนนแคบ ๆ ในยุโรป และนำเสนอกลยุทธ์ใหม่ที่เป็นไปได้มากกว่า 6. ปัญหาจอดรถเข้าที่จอดรถซึ่งตั้งฉากกับแนวถนน 7. บทนี้จะว่าไปก็ไม่เชิงเป็นปัญหาเสียทีเดียว แกเล่าเหตุการณ์อวยพรวันเกิดให้แม่ยายที่มีอายุครบ 85 ปี พูดถึงความสวยงามของเลขตัวนี้ และเล่นกลเล็ก ๆ กับผู้ร่วมงานเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเลข 85 นั้นอยู่ในทุกที่ แกเล่นแบบนี้ครับ

ให้แขกภายในงานเลือกตัวเลขมา 3 ตัว เรียงต่อกันเป็น abc จากนั้นนำไปลบกับ cba (ขึ้นอยู่กับว่าใครมากกว่ากัน) ได้ผลลัพธ์คือ dfg นำไปบวกกับ gfd แล้วเอาผลลัพธ์ที่ได้ลบ 1 จากนั้นคูณด้วย 5 แล้วแบ่งครึ่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้จำนวนซึ่งแบ่งครึ่งแล้วเป็นเศษส่วน จำนวนสุดท้ายคือ 85 ตัวอย่าง เริ่มด้วยเลข 386 → 683 - 386 = 297 → 297 + 792 = 1089 → 1089 - 1 = 1088 → 1088 x 5 = 5440 → 5440/2 = 2720 → 1360 → 680 → 340 → 170 → 85 คุณ Norbert Herrmann ไม่ได้เฉลยกับผู้อ่านนะครับว่าทำไม 85 โผล่มาทุกครั้ง เพราะแกเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วในเล่มอื่น ผมไม่ได้ตามไปอ่านเล่มอื่น และคิดว่าอันที่จริง มันก็มองออกไม่ยากเย็นอะไร ตัวเลขที่โผล่มาทุกครั้งที่เป็นตัวสำคัญในเรื่องนี้คือ 1089 หลังจากนั้นคุณก็แค่นำ 1089 ไปตกแต่งเป็นเลขที่คุณต้องการ 1089 มันโผล่มาจากกระบวนการ abc - cba = 99 x (a - c) โดย a - c มีค่าตั้งแต่ 1 ถึง 9 ฉะนั้น dfg ที่ได้จึงอยู่ในรูป d9g และหารด้วย 9 ลงตัว จึงทำให้ d + g หารด้วย 9 ลงตัว แต่เนื่องจาก a - c มีค่าไม่เกิน 9 หรือ dfg มีค่าสูงสุดที่เป็นไปได้คือ 891 หรือ d < 9 ดังนั้น d + g = 9 จึงทำให้ d9g + g9d = 1089 เสมอ

8. ทำไมเวลาเราหั่นขนมปัง เราต้องการตัดมันลงเพื่อแบ่งขนมปังเป็น 2 ส่วน แต่เราต้องเคลื่อนที่ใบมีดในลักษณะชักไปหน้า-ถอยหลัง ทำนองเดียวกับรถที่วิ่งบนพื้นน้ำแข็งจะต้องสไลด์ไปด้านข้าง เนื้อหาในบทนี้เกินความรู้ ม.ปลาย เล็กน้อย ผู้เขียนใช้การแปลงลาปลาสมาช่วยแก้สมการอนุพันธ์ 9. ปัญหาหอยทากที่คลานต้วมเตี้ยมบนยางยืดซึ่งถูกดึงโดยม้าที่ควบเร็วกว่ามาก หอยทากจะเดินไปทันม้าได้หรือไม่ ข้อนี้เป็นปัญหาที่เจอบ่อยในหลายรูปแบบ 10. ปัญหานักกีฬาขว้างจักร กรณีที่นักกีฬาไม่ขว้างเป็นเส้นตรงนั้น จะสูญเสียระยะทางที่ขว้างได้ไปเท่าไร 11. ปัญหาแผ่นรองแก้วเบียร์รูปวงกลม ถ้านำ 2 แผ่นมาซ้อนให้มีส่วนที่ทับกัน ต้องซ้อนที่ตำแหน่งใดเพื่อให้พื้นที่ทับซ้อนเท่ากับครึ่งหนึ่งของพื้นที่วงกลม คำตอบของข้อนี้ติดในรูปสมการอดิศัย (transcendental) แกเลยแนะนำการใช้วิธีเชิงตัวเลขในการแก้ปัญหา 12. งานปาร์ตี้ N คน ถ้าทุกคนต้องชนแก้วกับทุกคน จะต้องชนแก้วกี่ครั้ง ข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่เจอบ่อยในหลายรูปแบบ 13. พูดถึงสมการที่พล็อตกราฟรูปหัวใจ

จะเห็นว่าปัญหาในเล่มนี้มีความหลากหลาย อ่านสนุก ผู้เขียนเขียนตลก อารมณ์ขันแกเหลือเฟือจริงครับ ข้อเสีย ในฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษมีสมการที่เขียนผิดหลายสมการ เป็นจุดเล็กน้อยที่ผู้อ่านพบเห็นได้เองโดยง่าย เช่น สมการก่อนที่จะพิสูจน์เป็นสมการ (5.5) สมการ (7.1) และ (7.2) ส่วนสมการยาก ๆ ไม่พบที่ผิด-อาจจะมีที่ผิด ด้วยความที่มันเยอะจัด บางชุดสมการผมก็กระโดดข้ามไปดูบรรทัดที่แก้เสร็จแล้วทีเดียว

ผมให้

หนังสือคณิตศาสตร์อ่านชิลชิล (ที่เคยลงบล็อก) : Fifty Challenging Problems in Probability, 40 Puzzles and Problems in Probability and Mathematical Statistics, MATLAB, The Calculus of Friendship, Logic: A Very Short Introduction, Einstein's Riddle ไขสุดยอดปริศนา ปัญหาระดับโลก, Journey through Genius, How to Lie with Statistics, God Created The Integers, Mathematics (A Very Short Introduction), Chases and Escapes, หนึ่งวันผจญภัยในดินแดนคณิตศาสตร์มหัศจรรย์, The Universal Book of Mathematics From Abracadabra to Zeno's Paradoxes, paradoxes from a to z, A Passion for Mathematics, guesstimation, คณิตศาสตร์มหัศจรรย์, คณิตกล คณิตกวน, MY MATHS, Mathematics: The Man-made Universe, เชาว์คณิตพิชิตเซียน, เซียนตรรกะอัจฉริยะสมองซีกซ้าย, Problem-Solving Strategies, chance, The Magical Maze, Kreyszig, The Infinite Book, Four Colours Suffice




 

Create Date : 05 มกราคม 2555    
Last Update : 5 มกราคม 2555 14:45:54 น.
Counter : 1223 Pageviews.  

หอสมุดแห่งบาเบล กับ เพชฌฆาตข้างถนน



หนังสือรวมเรื่องสั้นของ Jorge Luis Borges สองเล่ม สองสไตล์ เล่มแรก หอสมุดแห่งบาเบล สวนแห่งทางแพร่ง และเรื่องสั้นอื่น ๆ แปลโดยสิงห์ สุวรรณกิจ มี 8 เรื่อง เป็น 8 เรื่องที่อ่านแล้วสมองขบคิดโลดแล่นมากทีเดียว บางเรื่องก็กระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นทางคณิตศาสตร์ อย่างเรื่องหอสมุดแห่งบาเบลเรื่องแรกนั่นแหละ (ดู จำนวนหนังสือในหอสมุดบาเบลเปรียบเทียบกับจำนวนอะตอมในเอกภพ) บางเรื่องตั้งคำถามกับการอ่านตัวบทที่เหมือนกันแต่อ่านแตกต่างกัน ซึ่งผันแปรไปตามยุคสมัยและชุดของความคิด อย่างเรื่องปิแอร์ เมอนาร์ด ผู้แต่งกิโฮเต้ บางเรื่องเป็นการเล่าใหม่ผ่านสายตาของมิโนทัวร์ในเทพปกรณัมกรีก จบลงด้วยบทสนทนาของเธซิอุสกับแอรีแอดเน่ (ในฉบับแปลสะกด ไมโนทอร์, ธีซุส, อาเรียดเน ตามลำดับ*) ผู้สังหารมิโนทัวร์สำเร็จ ซึ่งในสายตาของมิโนทัวร์นั้น เขาคือผู้ปลดปล่อย ยังมีลอจิกของมิโนทัวร์ที่บอกว่า 14 = ∞ ก็น่าสนใจ** เรื่องสั้นที่รวมมาในเล่มนี้ผมพอมองเห็นคำสำคัญที่วนเวียนอยู่ในหัวของตัวเอง ได้แก่ หนังสือ การอ่าน การเขียน ตัวตน และเขาวงกต เป็นเรื่องสั้นชุดที่ยอดเยี่ยมมากครับ เชื่อว่าผู้แปลก็พยายามแปลอย่างเต็มที่ มีการทำเชิงอรรถอธิบายความช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจงานของ Borges มากขึ้น แต่อ่านแล้วไม่ลื่นเท่าไร มีสะดุดบ้าง เรื่องสั้นเล่มที่สอง แปลโดยแดนอรัญ แสงทอง สำนวนแปลลื่น เลิศ พริ้งพลิ้ว ตามแนวถนัดของแก ซึ่งบางเรื่องก็อ่านแล้วชวนให้เคลิ้มไปว่า Borges ฉบับสี่แผ่นดิน เพชฌฆาตข้างถนนเป็นเรื่องชุดตีรันฟันแทงของนักเลงมีด (อาจจะยกเว้นเรื่อง บทสดุดีพระกิตติคุณแห่งพระคริสต์เจ้าตามที่นักบุญมาร์คได้เรียบเรียงไว้) อ่านค่อนข้างง่าย แต่น่าเบื่อ เรื่องสั้นชุดนี้ทำผมหลับไปหลายรอบ เพราะดูเหมือนข้อความที่แต่ละเรื่องเล่ามานั้นมีความหมายไม่ต่างกัน แค่ลีลาชั้นเชิงต่างกัน

หอสมุดแห่งบาเบลเพชฌฆาตข้างถนน
ผมให้

* ชื่อของมิโนทัวร์ในภาษากรีกสะกด Μῑνώταυρος เสียงอ่านตามอักษรโฟเนติกคือ miːnɔ̌ːtau̯ros, นอกจากนี้ยังมีชื่อบุคคลที่ Borges พูดถึงบ่อยอีกคนในเรื่องสั้นชุดนี้คือ Leibniz ซึ่งออกเสียงว่าไลบ์นิซ ไม่ใช่ลิบนิซ, นอกจากชื่อเฉพาะแล้ว ผมคิดว่าต้นฉบับแปลมีการสะกดคำผิดอยู่หลายคำ ไม่ทราบว่าด้วยจงใจหรือไม่จงใจ อาทิ ฌาณ (ฌาน?) ปราณีต (ประณีต?) ท่านจะกลัวเต่าไปใย (ไย?) แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนะ

** ในหนังสือ number: the language of science ของ tobias dantzig (เป็นหนังสือที่ Einstein เองเคยชื่นชมว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิวัฒนาการของคณิตศาสตร์ที่น่าสนใจที่สุดที่เคยอ่าน) บทแรกพูดถึง number sense และบอกว่านกหลายพันธุ์ก็มี number sense มีตัวอย่างหนึ่งเล่าว่าคนต้องการจะจัดการกับอีกาที่มาทำรังในหอ พอคนเดินเข้าไปในหอ อีกามันก็บินหนีออกมา แล้วรอจนกว่าคนจะออกจากหอ มันจึงบินกลับเข้าไปใหม่ ทีนี้คนก็เลยชวนกันไป 2 คน เข้าไปในหอ แล้วเดินกลับออกมาคนเดียว กะจะหลอกอีกานะครับ แต่หลอกไม่สำเร็จ เพราะมันนับเลขเป็น มันมี number sense หรือจะทดลองเข้าไป 3 ออกมา 2 อีกาก็รู้อยู่ดี แต่พอถึงตัวเลขเข้าไป 5 แล้วออกมา 4 อีกาหลงกล มันแยกเลข 4 กับเลข 5 ไม่ออกล่ะ ทำนองเดียวกับที่คนเราแยก ∞ กับ ∞+1 ไม่ออกนั่นแหละครับ (นักคณิตศาสตร์โปรดให้อภัย ที่ผมเขียนสัญลักษณ์อย่างนี้) number sense ของอีกาจึงมีเพียง 1, 2, 3 และ มากกว่า 3 หรือ ∞ ซึ่งไม่ว่าจะมากกว่าเท่าไรมันก็เป็นจำนวนอย่างเดียวกันสำหรับอีกา พออ่านแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงว่าก็ไม่ต่างจากประตู 14 บานที่มิโนทัวร์บอกว่าเท่ากับจำนวนนับไม่ถ้วนนั่นแหละครับ อย่างไรเสีย หัว (สมอง) ของมันก็เป็นสมองของกระทิง

เพิ่มเติมบันทึก 1 พ.ย. 2555 สำหรับหอสมุดแห่งบาเบลนั้น มีผู้รู้กระซิบบอกว่า ได้อ่านเทียบกับฉบับแปลภาษาอังกฤษแล้ว พบว่าแปลผิดหนักเอาการ ยังไงซะท่านที่ผ่านไปผ่านมาจนพบกับบล็อกนี้เข้าโปรดใช้วิจารณญาณ




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2554    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2555 14:49:28 น.
Counter : 1679 Pageviews.  

The Magic of Reality



หนังสือเล่มล่าสุด (2011) ของ Richard Dawkins เล่มนี้ได้ Dave McKean วาดภาพประกอบ (ผมเคยหยิบหนังสือภาพของ David Almond เรื่อง the Savage มาแนะนำนานมาแล้ว ภาพใน the savage เป็นผลงานของ Dave McKean นี่แหละครับ) แค่ชื่อของคนคู่นี้ก็ขายได้ล่ะ The Magic of Reality เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ที่เนื้อหาค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับเล่มอื่น ๆ ของ Dawkins เข้าใจว่าลูกค้าหลักน่าจะเป็นเด็กนักเรียนระดับมัธยม หรือผู้สนใจทั่วไปที่ลืมเลือนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไป (เกือบ) หมดแล้ว Dawkins เปิดบทแต่ละบทด้วยคำถาม ทั้งหมดมี 12 บท 12 คำถาม 1. อะไรคือความจริง? อะไรคือสิ่งมหัศจรรย์? บทนี้แกจำแนกคำว่าอัศจรรย์ไว้ 3 แบบ ได้แก่ แบบเหนือธรรมชาติ แบบมายากล และแบบบทกวี ชื่อหนังสือ magic นั้นแกหมายถึง poetic magic เป็นความอัศจรรย์จากความตระหนักรู้ซึ้งถึงความจริง และกลไกของธรรมชาติ อันจะบังเกิดเมื่องพิจารณาด้วยสายตาเชิงวิทยาศาสตร์ 2. ใครคือมนุษย์คนแรก? บทนี้แนะนำการทดลองทางความคิดที่จะพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปดูหน้าปู่ทวดรุ่นที่ 185 ล้าน (หรือประมาณ 417 ล้านปีที่แล้ว) มีครีบด้วย น่ารักเชียวครับ 3. เหตุใดจึงมีสัตว์หลากหลายชนิด? บทที่ 2 กับ 3 เป็นเนื้อหาทฤษฎีวิวัฒนาการ 4. สิ่งต่าง ๆ สร้างมาจากอะไร? พูดถึงธาตุและอะตอม ส่วนประกอบย่อยของอะตอม ซึ่ง Dawkins หยุดแค่ระดับของอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน แกบอกว่าลึกกว่านั้นแกไม่อยากเขียน เพราะไม่ใช่ผู้รู้จริงด้านควอนตัมฟิสิกส์ 5. เหตุใดจึงมีกลางวันและกลางคืน ฤดูร้อนและฤดูหนาว? พูดถึงการหมุนรอบตัวเองของโลก การหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก และแกนโลกที่เอียงซึ่งทำให้เกิดฤดูกาล 6. ดวงอาทิตย์คืออะไร? พูดถึงดวงดาว จักรวาล และพลังงาน พลังงานทั้งหลายทั้งปวงบนโลกใบนี้ล้วนมีต้นกำเนิดหรือพึ่งพิงดวงอาทิตย์ 7. สายรุ้งคืออะไร? แสงและสเปกตรัมของแสง สมบัติการหักเหของแสง และมุมการหักเหที่ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นแสง 8. สรรพสิ่งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเกิดขึ้นได้อย่างไร? บทนี้ต่อจากบทที่แล้ว ด้วยเราสามารถใช้สเปกตรัมของแสงที่มีการเลื่อนไปทางสีแดงบ่งบอกถึงการเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน ทำให้เมื่อเราคิดย้อนกลับ จะพบว่าสรรพสิ่งอยู่ใกล้กันในอดีต โดยมีจุดกำเนิดที่บิกแบง 9. พวกเราโดดเดี่ยวมั้ย? มีมนุษย์ต่างดาวรึเปล่า? Dawkins เชื่อว่ามีครับ แต่บทนี้ไม่ได้พูดถึงความเชื่อ พูดถึงการคาดการณ์จากสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตในแบบที่เรารู้จัก พูดถึงโซน goldilocks 10. แผ่นดินไหวคืออะไร? พูดถึงการเคลื่อนที่ของ tectonic plates 11. ทำไมเรื่องร้าย ๆ ถึงเกิดขึ้น? พูดถึงโอกาส ความน่าจะเป็น และปัจจัยทางจิตวิทยา 12. ปาฏิหาริย์คืออะไร? เราจะรับมือกับปาฏิหาริย์อย่างไร ซึ่งบทนี้แกเลือกแนวคิดของ David Hume มาเป็นเครื่องมือในการอธิบายปาฏิหาริย์ต่าง ๆ

โครงสร้างของแต่ละบท จะเริ่มด้วยตำนานที่เกี่ยวข้องกับคำถามประจำบทนั้น ๆ เช่น บทดวงอาทิตย์ ก็ยกตำนานของ Aztecs ที่ควักหัวใจเหยื่อบูชาเทพดวงอาทิตย์ ตำนานเกี่ยวกับเทพ Amaterasu กับ Ogetsuno ซึ่งเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ของญี่ปุ่น มีบางบทที่หาตำนานโบราณไม่ได้ เช่น บทว่าด้วยเอเลี่ยน Dawkins ก็จะยกตำนานสมัยใหม่ขึ้นมาแทน กรณีนี้ก็คือคำอ้างว่ามีคนถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว เพื่อทำการทดลองต่าง ๆ นานา ซึ่งแกอธิบายด้วย sleep paralysis หรือที่บ้านเราเรียกผีอำนั่นแหละครับ ฯลฯ จากนั้นจะอธิบายคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ปิดท้าย ตอนแรกผมลังเลที่จะควักตังค์กับหนังสือเล่มนี้ เพราะมันเป็นคำถามง่าย ๆ ตอบได้หมด แต่ก็อดใจกับความสวยงามไม่ไหว พออ่านจบ พบว่ามีเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่ไม่เคยรู้มาก่อนมากมาย อีกทั้งได้เห็นตัวอย่างการเปรียบเทียบ การอธิบายที่ดี ถึงแม้ The Magic of Reality จะมาแนวต่างจากเล่มอื่นของโปรเฟสเซอร์ Dawkins แต่ลีลาจิกกัด creationism ของแกคงเส้นคงวา ควรค่าแก่การซื้อเป็นของขวัญวันคริสต์มาส

ผมให้




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2554    
Last Update : 21 ธันวาคม 2554 2:35:02 น.
Counter : 1144 Pageviews.  

Mary Reilly



Valerie Martin สร้างตัวละคร Mary Reilly สาวใช้ปลายยุควิกตอเรียนในบ้าน Dr.Henry Jekyll จาก The Strange Case of Dr Jekyll and Mr Hyde ของ Robert Louis Stevenson จะพูดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการ re-work ผลงานคลาสสิก ด้วยการนำเสนอเหตุการณ์เดียวกันผ่านสายตาของสาวใช้เจ้าระเบียบ เคร่งขรึม สู้การสู้งาน และรักเจ้านายอย่างเหลือล้น ผู้มีปูมหลังชีวิตรันทดแสนเศร้าก็ว่าได้ เนื้อเรื่องนำเสนอผ่านบันทึก 3 เล่มของแมรี่กับ afterward ที่เปิดเผยว่าจริง ๆ แล้วบันทึกมี 4 เล่ม (เล่มแรกไม่เกี่ยวกับบ้าน Dr Jekyll จึงนำเสนอเฉพาะเล่มที่ 2-4) บันทึกทั้ง 3 เล่ม เล่าเหตุการณ์แต่ละวันที่เธอจดไว้เพราะไม่รู้จะนำไปบอกกล่าวกับใคร ทั้งบทสนทนากับเจ้านายที่พาเธอให้นึกถึงอดีตที่เคยถูกทารุณจากพ่อ และข้อสังเกต ความสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทวีมากขึ้นทุกขณะกับความลับดำมืดบางอย่างของเจ้านาย, ความรัก ภักดี และถ่อมตนที่เธอมีต่อเจ้านายนั้น เราจะพบได้จากส่วน afterward ที่ผู้เปิดเผยบันทึกแจ้งให้ทราบว่าเธอเขียน "i" และ "Master" ทุกแห่งด้วยไอเล็กและเอ็มใหญ่ การเล่าที่ใส่ซื่อ จริงใจ ซ่อนความคิดอันละเอียดอ่อน แยบคายของแมรี่แสดงให้เห็นฝีมือการประพันธ์อันเยี่ยมของ Valerie (รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอย่างการจงใจสะกดคำผิด หรือสะกดตามเสียงพูด - เราทราบว่าจงใจจาก afterward อีกนั่นแหละ) สุดท้าย ทั้ง ๆ ที่คุณรู้อยู่แล้วว่าเรื่องจะจบลงยังไง แต่ก็ยังอดระทึก หวาดหวั่น ไปขณะอ่านบันทึกของแมรี่ไม่ได้, รู้สึกเสียดายแทน Robert Louis Stevenson ที่ไม่ได้อ่าน

Mary Reilly มีการนำไปสร้างเป็นหนังปี 96 คุณจูเลีย โรเบิร์ตรับบทแมรี่ มีจอห์น มัลโควิช เป็นมาสเตอร์ และเกล็น โคลส เป็นมีสซีสฟาราเดย์ หนังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรครับ แต่ผมชอบนะ จากการดูหนังนี่แหละ ทำให้ผมหาหนังสือมาเก็บไว้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเล่มที่ดองไว้นานนับ 10 ปี กว่าจะได้เริ่มอ่านใหม่ประมาณสัปดาห์ที่แล้ว (ระหว่างนั้นเคยหยิบมาอ่าน 2-3 ครั้ง แต่อ่านไม่จบ) เช้าวันนี้ รู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อปิดหนังสือที่ขอบกระดาษเริ่มเหลือง และมีกลิ่นเก่า

ผมให้




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2554    
Last Update : 11 ธันวาคม 2554 12:07:54 น.
Counter : 1583 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.