creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

อัจฉริยะหงายเก๋ง (How to Ace the Brainteaser Interview) กับ ฉลาดท้าไอน์สไตน์



เรื่องมันเริ่มจากพ่ออยากได้หนังสือปริศนาลับสมองกับหนังสือเล่นกล แกจะเอาไปทายเล่นกับเพื่อน ๆ ร่วมแก๊งปั่นจักรยานตอนเช้าที่บ้าน พอท่านบัญชามา ผมก็ต้องรับสนอง หนังสือเล่นกลหาไม่ค่อยเจอเลย (แบบที่ดีหน่อย และเหมาะสมกับความต้องการของพ่อ) แต่ได้หนังสือปัญหาลับสมองมา 2 เล่ม ซึ่งขอบอกตามตรง ในสถานการณ์อ่านเองนั้นไม่คิดจะซื้อ 2 เล่มนี้ จังหวะพอดี น้องสาวขึ้นมาเที่ยว กท. ก็เลยฝากกลับไปด้วยเลย ทำให้มีเวลาพลิกอ่านทั้งสองเล่ม เล่มแรก "อัจฉริยะหงายเก๋ง" (How to Ace the Brainteaser Interview) ของ John Kador เล่มนี้ทำแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะโจทย์ปัญหาหลายข้ออยู่ในระดับเจ๋งมาก วัดกึ๋นกันจริง ๆ บางข้อคิดไม่ถึงเลยทีเดียว พออ่านเฉลยแล้วมันง่ายจนประทับใจในความโง่สนิทของตัวเอง ในเล่มนี้ ก็มีปัญหาหลายข้อเป็นปัญหาคลาสสิก สวิตช์เปิดปิดหลอดไฟ 3 ดวง, แบ่งม้า 17 ตัวให้ลูก 3 คน, ปัญหาจับมือในงานเลี้ยง, ตักน้ำด้วยภาชนะจำกัด, พายเรือข้ามฝั่งแบบมีคู่อริ, ใช้ตาชั่งถ่วงสมดุลหาวัตถุที่มีน้ำหนักผิดปกติ เป็นต้น ปัญหาหลายข้อ บางข้อมีเฉลยมากกว่า 1 แบบ ปัญหาบางข้อโจทย์ย้อนแย้ง เช่น คนกับมังกรฉลาดเท่ากัน ต่อสู้กัน และมังกรได้เปรียบทางกายภาพ มันย้อนแย้งตั้งแต่การแต่งโจทย์ให้มังกรแพ้ เพราะสู้กันด้วยปัญญาและความสามารถทางกายภาพเท่านั้น เป็นไปได้ยังไงที่มังกรจะแพ้ พอมาดูเฉลย อ้าว เฉลยแบบนี้แปลว่ามังกรโง่กว่านิหว่า แต่ด้วยโจทย์กำหนดให้มังกรแพ้ เราจึงพอมีวิธีแก้ปัญหาได้ (และถูกด้วย อิอิ) John Kador บอกว่าปัญหาเกือบทั้งหมดเป็นปัญหาที่ใช้ในการสัมภาษณ์งานของบริษัทยักษ์ใหญ่ น่าสนใจดี และสนุกมากครับ

เล่มที่สอง "ฉลาดท้าไอน์สไตน์" เขียนโดยคุณเกียรตินำ ไม่รู้ว่าจะเป็นเกียรตินำเดียวกับเจ้าของชื่อ login สมาชิกห้องหว้ากอ pantip.com รึเปล่า เกี่ยวกับชื่อหนังสือนี่ เราพบบ่อยมากจนสงสารไอน์สไตน์ หนังสือแบ่งกลุ่มของคำถามเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรกเกี่ยวกับการลากเส้น เชื่อมเส้น เพื่อแบ่งหรือเพื่อหาเส้นทางหรือเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ กลุ่มที่สอง เกมทดสอบไหวพริบ บางข้อก็คล้ายปัญหาเชาว์ ซึ่งไม่ยากมากและพบเห็นบ่อย เช่น เจอคน 2 คน คนหนึ่งบอกว่ามาดูหนังกับพี่สามคน ส่วนอีกคนหนึ่งบอกว่ามาดูหนังกับน้อง 3 คน แต่ทั้งหมดซื้อตั๋วแค่ 4 ใบ อะไรแบบนี้ กลุ่มที่สามกับสี่ ผมว่าก็เหมือนกลุ่ม 2 นะ แต่ผู้เขียนแยกเป็นหัวข้อเกมคิดเป็นขั้นตอนกับเกมตรรกะชวนฉงน กลุ่มสุดท้ายก็ไม่ต่างกับกลุ่ม 2 เท่าไร เพียงแต่วิธีเฉลย ผู้เขียนใช้การตั้งสมการ (ในกลุ่ม 2 ถ้าจะตั้งสมการ บางข้อก็ตั้งได้) กลุ่มนี้จึงชื่อเกมคำนวณพาเพลิน ปัญหาทั้ง 100 ข้อเป็นปัญหาคิดสนุก ๆ เพลิน ๆ

อัจฉริยะหงายเก๋งฉลาดท้าไอน์สไตน์
ผมให้




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2555 13:04:44 น.
Counter : 1996 Pageviews.  

Mad Science



รวมเรื่องราวการทดลองทางวิทยาศาสตร์ (รวมสังคมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และจิตวิทยา อะไรทำนองนั้นด้วย) ที่ดูบ้า ๆ (=บ้าไม่มาก) บ้า จนถึงบ้ามาก ร้อยกว่าเรื่อง ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ตามเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบสี่ ถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จากการรวบรวมข้อมูลของ Reto U. Schneider บางส่วนเขียนเป็นบทความให้กับหนังสือพิมพ์ของสวิส NZZ Folio และบทความบางส่วน ผู้วิจัยก็มิได้ตีพิมพ์ แต่ผู้เขียนอ้างว่า เขาสัมภาษณ์ข้อมูลมากับตัวเอง จนกระทั่งหนังสือรวมเล่มฉบับภาษาเยอรมันเมื่อปี 2005 ติดอันดับหนังสือขายดี นักวิจัยบางคนจึงเริ่มเปิดเผยข้อมูลวิจัยที่ดูบ้า ๆ เหล่านั้นมากขึ้น หนังสือฉบับที่ผมถือในมือ เป็นฉบับแปลภาษาอังกฤษโดย Peter Lewis ปกอ่อนปี 2009 โดยรวม ถึงแม้บางเรื่องจะดูไม่บ้าเท่าไหร่ และบางเรื่องก็บ้าจริง ๆ ถึงขั้นคนอ่านอาจอุทานออกมาเป็นคำหยาบคาย และตั้งคำถามเชิงศีลธรรมกับนักทดลอง นักวิจัย หรือนักวิทยาศาสตร์ การทดลองบางเรื่อง ไม่ให้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ หรือมีความเคลือบแคลงต่อกระบวนวิธี แต่ทั้งหมดก็สะท้อนความใคร่ในความรู้ของผู้วิจัยออกมาได้กระจ่างแจ่มชัด หนังสืออ่านสนุก สั้น ๆ ง่าย ๆ เหมือนอ่านคอลัมน์ข่าววิทยาศาสตร์ อาจจะไม่ใช่ข่าวทันสมัย แต่ส่วนใหญ่ น่าประหลาดใจ ชวนอึ้ง ทึ่ง และเสียว

ตัวอย่าง การทดลองปล่อยแมวจากความสูงระยะต่ำ ๆ เพื่อถ่ายบันทึกภาพและอธิบายการพลิกตัวของมันในศตวรรษที่ 19, การชั่งน้ำหนักของวิญญาณ (21 กรัมนั่นแหละครับ), การทดสอบความสามารถของเจ้าม้าฮันส์ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์, ลิงชิมแปนซีต่อกล่องเพื่อปีนไปหยิบกล้วย, lust curve ซึ่งบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจ ณ กิจกรรมต่าง ๆ (รวมถึงตอน orgasm), การทดลองเลี้ยงเด็กคู่กับลิง, การทดสอบดูจังหวะวงจรการนอน กรณีที่ 1 วันมี 21 และ 28 ชั่วโมง, การชักใยของแมงมุมกับยาที่มันได้รับ, การทดสอบของแฮร์รี่ ฮาร์โล ที่พบว่าลูกลิงต้องการสัมผัสจากแม่ (ขนปลอม ๆ) พอ ๆ กับที่ต้องการอาหาร, การทดลองเพื่อดูว่าการโบกรถด้วยรูปลักษณ์แบบไหนประสบผลสำเร็จสูงสุด, six degree of separation, แบบจำลองคุก นักโทษ-ผู้คุม จับคนดีไปวางในตำแหน่งเปิดโอกาสให้ทำเลวของซิมบาร์โด (รายละเอียดการทดลองนี้อ่านได้จุใจใน The Lucifer Effect โดย Philip Zimbardo), ผลกระทบที่เกิดจากการไว้เคราและไม่ไว้เคราต่อการสอนหนังสือ, ผลสแกน MRI ของอวัยวะเพศขณะร่วมเพศ ฯลฯ

ไม่ใช่หนังสืออ่านเอาเครียดนะครับ

ผมให้




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2555 22:54:18 น.
Counter : 1283 Pageviews.  

ว่าด้วยสุนทรียสนทนา (On Dialogue)



อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องแฮะ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นปรัชญาลึกล้ำ ๆ หรือไม่ก็อาจเป็นแค่คำพูดไม่กระจ่างชวนงง สไตล์ตีมึนไว้ก่อน ชิงมีเปรียบ สำหรับผมแล้วสุนทรียสนทนาเป็นเหมือนพิธีกรรม ซึ่งเป้าหมายของมัน ว่าตามคำพูดของโบห์ม ก็เพื่อ "ระงับยับยั้งความคิดของคุณเอง" (หน้า 80) โดยการพูดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย (คีย์เวิร์ดของโบห์มที่เน้นย้ำมากคือ ในวงสุนทรียสนทนาต้องไม่มีจุดมุ่งหมาย และไม่มีประเด็น) กับคนอื่นรอบวงในกลุ่มสุนทรียสนทนาและรับฟังสิ่งที่คนอื่นพูด เพราะโบห์มและชาวลัทธินี้เชื่อว่าความคิดของคุณเองเป็นต้นเหตุของความแปลกแยก การสื่อสารไม่ตรงกัน ไม่เข้าใจกัน, ผมคิด ก็แหงล่ะ คนเรามีทั้งสถานการณ์ที่คิดแยกแตกต่างและคิดรวมกลุ่ม และความแปลกแยกเองก็ไม่ใช่ปัญหาสักหน่อย เอ หรือสายตากับความคิดของผมจะมีปัญหาล่ะเนี่ย ครั้นจะมุ่งให้คิดรวมกลุ่มอย่างเดียวเป็นเป้าหมายแบบที่โบห์มพูดถึงในบทท้าย ๆ ก็ดูคล้ายแมลงที่ถูกเอ็นเดอร์ทุบไปมั้ง ถึงแม้มีหลายอย่างที่ผมอ่านแล้วงง และไม่เข้าใจเลยว่ากำลังพูดถึงอะไร แต่ก็มีหลายส่วนน่ารับฟัง และเตือนสติได้อย่างดี เช่น อย่ายึดติดกับความคิดของตัวเองมากเกินไป แน่นอน มันต้องยึดติดบ้างแหละครับ จะให้ผมไปยึดติดกับความคิดของใครล่ะงั้น คำว่า 'เกินไป' จึงมีนัยถึงการยึดติดโดยถือว่ามันเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จนทำให้เราต้องปกป้องความคิดของตัวเอง ปกป้องมากจนบางทีคุยกันไม่รู้เรื่อง ทีนี้ บางเรื่องคุยกันไม่รู้เรื่อง อย่าไปคุย มันก็จบ แต่บางเรื่องไม่จบ ยิ่งไม่รู้เรื่องยิ่งทำให้เกิดปัญหา โบห์มเชื่อว่าสุนทรียสนทนาช่วยได้

ผมให้




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2555 23:55:01 น.
Counter : 1149 Pageviews.  

ไทย ๆ



รวมสองบทความ อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ โดย ประชา สุวีรานนท์ กับ บริโภคความเป็นไทย โดย เกษียร เตชะพีระ บทความแรกพูดถึงความเป็นไทย กับไทย ๆ ที่ไม่ใช่ไทยกระแสหลัก หรือเจือจางกว่าไทย ที่เริ่มเข้ามาสู่ความเป็นไทย โดยพูดผ่านบริบทของการออกแบบและศิลปะ เครื่องมือหลักที่ใช้วิเคราะห์คือสี่เหลี่ยมสัญศาสตร์ของคลิฟฟอร์ด ซึ่งไทย ๆ หรือ vernacular Thai เป็นส่วนที่อยู่ในโซน inauthentic ร่วมกับ culture เป็นไทยชายชอบที่ทั้งไม่แท้และไม่เป็นศิลปะ ซึ่งได้ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะ ข้ามพรมแดนจาก inauthentic ไปสู่ authentic เป็นไทยพื้นบ้าน หรือ culture ไป art เป็นไทยร่วมสมัย ผู้เขียนพยายามอธิบายว่าไทย ๆ เกิดขึ้นมาจากอะไร และทำไมมันถึงเริ่มเข้ามาสู่อัตลักษณ์ไทย ในบริโภคความเป็นไทย บทความจากงานวิจัย สไตล์แทรกด้วยอารมณ์ขันสุดแสบ (ถ้ามีใครบอกว่าผู้เขียนไม่มีอารมณ์ขันอยู่เลย-ผมไม่เชื่อ) และวิเคราะห์อย่างเฉียบขาดของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ วิเคราะห์ผลกระทบต่อความเป็นไทยหรืออัตลักษณ์ของชาติจากกระแสบริโภคนิยมในกระแสโลกานุวัตร (การประพฤติตามโลก?) จากตัวอย่างโฆษณาหรือข่าวจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อให้เกิดการปลดปล่อย 4 อย่างเป็นผลลัพธ์ และวิเคราะผ่านสมมติฐาน (หรือข้อโต้แย้ง) ถึงกระบวนการสู่ผลลัพธ์เหล่านี้ว่า ประกอบด้วยการทดเทิดความอยากบริโภคความไม่เป็นไทยผ่านสัญลักษณ์แบบไทย ๆ กับการระเหิดความเป็นไทย อันอาจารย์เองสรุปไว้เชิงเปรียบเทียบอย่างน่าฟังถึงลำดับขั้นตอนการระเหิด "... ความเป็นไทยอันแข็งแกร่งมั่นคง หลอมละลายลงเป็นอากาศธาตุ และแล้วก็กลับแข็งตัวเกาะกุมกันขึ้นมาใหม่ในรูปสัญญะ" ผมไม่คาดหวังให้คนที่ยังไม่อ่านบทความดังกล่าวเข้าใจข้อสรุปนี้ในทันทีนะครับ ส่วนตัว อ่านจบแล้วหลงรักคำ 'cultural schizophrenia' และขอบอกตามตรง (แบบไทย ๆ) ว่ามันอ่านเข้าใจง่ายกว่าคำ 'วัฒนธรรมเภท'

อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆบริโภคความเป็นไทย
ผมให้




 

Create Date : 27 มกราคม 2555    
Last Update : 28 มกราคม 2555 11:35:07 น.
Counter : 1271 Pageviews.  

รู้ทันฝนฟ้าอากาศ, มหัศจรรย์ฟ้าฝน, คู่มือเมฆและปรากฎการณ์บนท้องฟ้า



ในรู้ทันฝนฟ้าอากาศ บทความที่ ดร.บัญชา จะพาคุณไปชมพฤติกรรมอันเป็นภัยต่อมนุษย์เนื่องจากฝนฟ้าอากาศ ยกเว้น 2-3 บทความแรก กับบทความท้าย ๆ ที่ปูพื้นฐานความเข้าใจว่าฝนตกคืออะไร คำพยากรณ์อากาศนั้นมีความหมายว่ายังไง ความชื้นสัมพัทธ์คืออะไร สัมพัทธ์กับอะไร หิมะคืออะไร ฯลฯ ส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องภัยพิบัติ ประเด็นหลัก ๆ ของแต่ละภัยพิบัติ แกจะบรรยายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราควรรับมือหรือเตรียมตัวเพื่อรับมืออย่างไร แทรกด้วยเหตุการณ์แปลก ๆ ที่น่าสนใจ รายการภัยในหนังสือเล่มนี้ก็อาทิ ฝนตกหนัก, พายุหมุนเขตร้อน, สตอร์มเซิร์จ, วินด์เชียร์, ไมโครเบิสต์, ฟ้าผ่า, น้ำท่วม, ฮีตสโตรก (อันนี้เป็นความเจ็บป่วยจากอากาศร้อน) ในหนังสือเล่มที่สอง มหัศจรรย์ฟ้าฝนนั้นออกแนวตรงกันข้ามในบางแง่กับรู้ทันฝนฟ้าอากาศครับ ถ้าบอกว่าเล่มแรกเป็นปิศาจ เล่มนี้ก็ประมาณนางฟ้า เพราะพูดถึงพฤติกรรมที่ชวนมองของอันสืบเนื่องมาจากฝนฟ้าอากาศ รุ้งคืออะไร มีกี่แบบ (เยอะมาก) รังสีครีพัสคิวลาร์ เงาเมฆ กลอรี่ที่ดูเหมือนรังสีออกจากหัว เงาปิศาจแห่งบร็อกเคิน มิราจเกิดขึ้นได้ยังไง มีกี่แบบ (เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะแบบที่น่าทึ่งอย่าง ฟาตา มอร์กานา) พระอาทิตย์-พระจันทร์ทรงกลดหลากหลายรูปแบบ กลไกการเกิดพระจันทร์สีเลือด นาคเล่นน้ำ ฯลฯ สไตล์เหมือนกับเล่มแรก สำหรับเล่มสุดท้าย เล่มนี้เน้นความเป็นคู่มือเรียกชื่อของเมฆรูปทรงต่าง ๆ กับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มาพร้อมกับที่มาของคำศัพท์ชื่อเรียกเหล่านั้น สารภาพตามตรง ผมจำไม่ไหว เพราะเยอะมาก แต่คิดว่าเหมาะกับการพกติดตัวตอนไปเที่ยว แล้วเปิดหนังสือเทียบกับเมฆที่กำลังมองบนท้องฟ้า หนังสือทั้งสามเล่มมีภาพประกอบสวยงาม เชื่อว่านอกจากผู้อ่านจะได้รู้จักและเข้าใจพฤติกรรมต่าง ๆ ของฝนฟ้าอากาศแล้ว ยังช่วยให้เห็นความงามของมันยิ่งขึ้นกว่าความงามจากการมองเห็นแต่เบื้องหน้าของปรากฎการณ์เพียงด้านเดียว

ผมให้




 

Create Date : 26 มกราคม 2555    
Last Update : 26 มกราคม 2555 19:26:01 น.
Counter : 1662 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.