creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Gödel: A Life of Logic



ดูจากชื่อปกครั้งแรก หลงคิดว่าเป็นหนังสือประวัติของ Gödel แต่ภายในเล่มมีพูดถึงประวัติของเกอเดลแค่ 3 บทเองครับ คือ บทที่ 1 Since Aristotle เป็นบทเกริ่นนำให้เห็นความสำคัญของเกอเดล Hermann Weyl กับ John von Neumann ชื่นชมว่าเกอเดลเป็นนักตรรกศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ไลบ์นิซหรืออริสโตเติลเลยทีเดียว บทนี้แสดงภาพบรรยากาศทางความคิดร่วมสมัยกับเกอเดล ก่อนทีเกอเดลที่ตอบคำถามสำคัญเรื่องความไม่สมบูรณ์ของ formal system ของฮิลแบร์ต ความคิดที่ฟุ้งกระจายในคณะ Vienna Circle และอิทธิพลความคิดเรื่องขีดจำกัดภาษาของวิทเก้นชไตน์ (ภาษาไม่สามารถจับหรือบรรยายบรรดาสิ่งทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกได้) บทที่ 4 Young Gödel กับบทที่ 5 Life in Princeton ชีวิตของเกอเดลในวัยเด็ก และชีวิตของเกอเดลที่พรินซ์ตันตามลำดับ สองบทนี้นำเสนอประวัติอย่างย่อ เนื้อความส่วนหนึ่งนำมาจากบันทึกของรูดอล์ฟพี่ชาย แม้จะเป็นบทที่เกี่ยวกับประวัติสั้น ๆ ที่เราก็พอซาบซึ้ง เห็นใจ กับชีวิตรันทดของเขาในบั้นปลาย กลัวคนจะวางยาพิษ ถึงขั้นขาดสารอาหารตาย เกอเดลตายด้วยท่าเดียวกับท่าของทารกในครรภ์ หนังสือไม่ได้ให้รายละเอียดความพยายามวิเคราะห์เชิงจิตวิเคราะห์ แต่ก็เล่าว่า ถึงแม้จะมีการวิเคราะห์เชิงจิตวิเคราะห์ แต่หมอก็บอกว่าการตายด้วยท่านี้ในคนแก่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารไม่ถือว่าแปลกอะไร บทชีวิตในพรินซ์ตันยังเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเกอเดลกับไอน์สไตน์ และเพื่อนที่มีอยู่เพียงน้อยนิด รวมถึงความสนใจเรื่องการกลับชาติมาเกิดของจิต (transmigration of soul) เกอเดลเชื่อในชีวิตหลังความตายนะครับ แต่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพระเจ้าของชาวคริสต์

เนื้อหาในบทที่ 2 กับ 3 ผู้เขียนอธิบายความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ สรุปด้วยภาษาและการเปรียบเทียบง่าย ๆ ที่พอเข้าใจได้ว่า truth ใหญ่กว่า proof มีข้อความที่เป็นจริงที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงภายในระบบ พูดในโวหารของบทที่ 2 Forever Incomplete ผู้เขียนเปรียบเทียบกับเครื่องทำเค้กช็อกโกแลตว่า "จะต้องมีเค้กช็อกโกแลตที่เห็นอยู่ว่าเป็นเค้กช็อกโกแลตจริง ๆ ซึ่งไม่สามารถเขียนสูตรทำเค้กช็อกโกแลตออกมาได้เสมอ" นั่นคือเมื่อเราไม่สามารถเขียนสูตรออกมาได้ เราก็สร้างเครื่องทำเค้กช็อกโกแลตที่สามารถผลิตเค้กช็อกโกแลตทุกชนิดที่มีอยู่ออกมาได้

บทที่ 6 Mechanism and Mathematics ผู้เขียนพาไปสำรวจปัญหา Decision และวิธีที่ทัวริงใช้แก้ปัญหา ซึ่งในเชิงนามธรรมแล้วมันก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเดียวกับวิธีที่เกอเดลใช้ในทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์นั่นแหละครับ บทที่ 7 Thinking Machines and the Logic of Incompleteness พูดถึง AI และเชื่อมโยงกับเกอเดลนิดเดียว ตรงที่ว่า John Lucas (รวมถึง Roger Penrose) ค้านว่าไม่สามารถมี AI ในแบบที่คิดเหมือนมนุษย์ได้โดยอ้างทฤษฎีบทของเกอเดล เหตุผลหลักคือ มี arithmetical truth ที่มนุษย์สามารถเห็นว่าจริงได้ แต่ machine ไม่สามารถพิสูจน์ได้ หนังสือยังพูดถึงสำนักคิดที่ค้าน AI อีก 2 กลุ่มคือ anti-behaviorism ของ John Searle และการทดลองทางความคิด Chinese Room ที่โด่งดังของเขา (คนที่อยู่ในห้อง รู้ภาษาจีนที่ไหนล่ะ? แล้วเราจะเรียกว่ามันคิดเป็นได้เหรอ?) กับ phenomenology มี Hubert กับ Stuart Dreyfus เป็นหัวหอก โดยอิงกับปรัชญาของ Heidegger, Husserl และ Merlau-Ponty (สำหรับผู้ขับรถที่เชี่ยวชาญแล้ว เขาไม่ต้องอาศัยชุดของกฎเหมือนกับมือใหม่อีกต่อไป อีกทั้งการขับรถยังหมดสภาพของการเป็นปัญหา แต่ machine ไม่สามารถแก้ปัญหาโดยทิ้งชุดของกฎ หรือทำให้หมดสภาพของการเป็นปัญหาได้!)

บทที่ 8 Time and Time Again บทนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับ logic เลย แต่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกอเดลหาผลเฉลยของชุดสมการในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ในกรณีเฉพาะ (เอกภพเฉพาะ) กรณีหนึ่ง (เป็นเอกภพที่อนุญาตให้เราเดินทางย้อนอดีตได้ด้วยนะ) บทที่ 9 The Complexity of Complexity นำเสนอการตีความทฤษฎีบทของเกอเดลในมุมมองต่าง ๆ เช่น มีจำนวนที่มีความซับซ้อน (complexity) สูงมากกระทั่งไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใดสามารถสร้างพวกมันออกมาได้, มีสมการไดโอแฟนไทน์ที่ไม่มีผลเฉลย แต่ไม่มีทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใดสามารถพิสูจน์มันได้

ผมให้




 

Create Date : 07 เมษายน 2555    
Last Update : 7 เมษายน 2555 19:48:27 น.
Counter : 1176 Pageviews.  

พระเจ้าสร้าง ข้าพเจ้าพล่าม สตีเฟ่น ฮอกกิ้น (God and Stephen Hawking)



ขอวิจารณ์หนังสือเล่มนี้โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือผู้แปล ผู้แปลแปลหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่วิจารณ์หนังสือฟิสิกส์ โดยที่ตัวเขาไม่มีความรู้ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ หรือปรัชญาเลย (อย่างน้อยสำนวนการแปลก็ฟ้องออกมาแบบนั้น) ทำให้งานแปลชิ้นนี้มีจุดผิดพลาดเยอะมาก และไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอต่อผู้อ่านออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ลองเทียบบางข้อความกับตัวอย่างในแอมะซอน เช่น

» His predecessor as head of that project was Jim Watson, winner (with Francis Crick) of the Nobel Prize for discovering the double-helix structure of DNA. ถูกแปล "...ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับฟรานซิส คริค ในฐานะที่ทั้งสองได้ค้นพบยีนส์ที่เป็นตัวเกลียวคู่" หนังสือเขาเขียนตรง ๆ ไม่ต้องไปยงไปยีนให้งงว่า โครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ

» อีกแห่ง ต้นฉบับว่า that is, a theory that unified the four fundamental forces of nature: แปล "โดยกล่าวว่ามันเป็นทฤษฎีที่รวบรวมเอาพลังงานพื้นฐานของธรรมชาติสี่พลังงานด้วยกันรวมกันเป็นเอกรูปเดียว" คำว่า force แปลว่า แรง ในทางฟิสิกส์มีหน่วยเป็นนิวตัน คนละอย่างกับพลังงาน มีหน่วยเป็นจูล

» บางแห่งอ่านแล้วก็งง (ไม่ได้เทียบกับต้นฉบับ แต่ผมมั่นใจว่าผิด) "ตอนหลังนักปรัชญาที่ชื่อเอปิคิวเรียนก็ได้ใช่ชื่อเขาเป็นชื่อของปรัชญา" นี่หมายถึงนักปรัชญาชื่อ Epicurus กับ Epicureanism ใช่มั้ย? มีนักปรัชญาชื่อเอปิคิวเรียนด้วยเหรอ

» มีหลายสำนวนที่สื่อความไม่ตรง เช่น ข้อความ "เพราะเขาได้เขียนว่า 'เราเป็นผลผลิตของการขึ้น ๆ ลง ๆ ของตัวควอนตัมจากยุคต้น ๆ ของการเกิดเอกภพ' " ตรงนี้ หนังสืออ้างข้อความจากหนังสือของ Hawking ซึ่ง Hawking เขียนว่า We are the product of quantum fluctuations in the very early universe. คำสำคัญคือ quantum fluctuations (ซึ่งมีผู้แปลไว้หลายแบบ การกวัดแกว่งเชิงควอนตัม การกระเพื่อมแบบควอนตัม ฯลฯ) และอันที่จริง ประโยคที่อยู่ต่อจากประโยคนี้ Hawking เขียนว่า If one were religious, one could say that God really does play dice. ซึ่งผมคิดว่ามันใช้โต้แย้งอคติของ Lennox ได้อย่างชัดเจน และจะกล่าวถึงอีกทีในส่วนที่สอง

» ข้อความ "อย่างเช่นกฎแรงโน้มถ่วงแบบตรงข้าม (inverse square law of gravitation)" เป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างว่าผู้แปลไม่คุ้นเคยฟิสิกส์ โดยทั่วไป เราแปลกันว่า กฎกำลังสองผกผันของความโน้มถ่วง ทั้งนี้เพราะกฎนี้เขียนด้วยสัญลักษณ์ในรูปสมการคณิตศาสตร์ คือ F = GMm/R2 แรงดึงดูด F ระหว่างมวล M กับ m แปรผกผันกับระยะห่าง R ระหว่างมวลยกกำลังสอง

» ผู้แปล แปลคำ 'Hawking radiation' ว่า 'กัมมันตภาพรังสีของฮอกกิ้น' เราจะไม่วิจารณ์ว่าเขาเข้าใจ Hawking radiation หรือไม่ แต่เราน่าตั้งข้อสังเกตกันว่า เขาแยกความแตกต่างระหว่าง radioactivity (กัมมันตภาพรังสี) กับ radiation (การแผ่รังสี) ออกหรือไม่

» บางข้อความใส่น้ำเสียงผิดที่ผิดทาง เช่น โมเดลที่ดีนั้นจะต้อง "น่าสนใจเป็นทฤษฎีที่ฟังดูแล้วหรูล้ำเลิศดี" น้ำเสียงประชดประชัน ในขณะที่สิ่งที่ Hawking เขียนคือ A model is a good model if it: 1. Is elegant (คุณจำเป็นต้องอ่านหนังสือที่กำลังถูกวิจารณ์ด้วย เพื่อตรวจสอบว่า elegant ที่ใช้นั้น ใช้ในความหมายแบบไหน) นำเสียงแบบเดียวกันนี้เห็นได้ชื่อหนังสือฉบับแปล พระเจ้าสร้าง ข้าพเจ้าพล่าม สตีเฟ่น ฮอกกิ้น

» ข้อความ "โมเดลที่ขึ้นอยู่กับสภาพของความเป็นจริง (model-dependent realism)" ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้แปล อาจจะไม่เคยอ่านหนังสือที่กำลังถูกวิจารณ์อยู่เลย อันที่จริงคำนี้คือ realism นะครับ ไม่ใช่ model แต่เป็น realism ที่ขึ้นอยู่กับ model ไม่ใช่โมเดลที่ขึ้นอยู่กับสภาพของความเป็นจริง

» อีกสักคำ "เหตุที่มาจากความคิด (formal cause)" ซึ่งเป็นตัวอย่างด้านปรัชญา ตรงนี้คือการอ้างความคิดเรื่องสาเหตุของอริสโตเติล ซึ่งแกกว่าเหตุใด ๆ ก็ตามเราจะจัดกลุ่มมันได้เป็น 4 กลุ่ม คือ efficient cause, final cause, material cause กับ formal cause (สาเหตุเชิงรูป หรือ รูปเหตุ) การแปลว่า เหตุที่มาจากความคิดนั้นชวนสับสน เพราะ final cause ก็มาจากความคิด ตัวอย่างของอริสโตเติลเองเลยคือ ความปรารถนาจะครอบครองรูปปั้นสำริด (เป็นความคิดใช่มั้ยครับ) เป็น final cause (อันตเหตุ) ของกระบวนการสร้างรูปปั้นสำริด

ส่วนที่สอง คือส่วนที่พอจะจับความได้จากข้อโต้แย้งของผู้เขียน John C. Lennox มีตัวอย่างบางประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย Lennox บอกว่า:

» Hawking บอกว่าปรัชญาตายแล้ว แต่ทำไมเธอใช้ปรัชญาซะเองล่ะ? ย้อนแย้งสุด ๆ อันนี้เป็น argument ตื้น ๆ อันแรกของ Lennox ลองมาดูว่า Hawking พูดแบบไหน ในหนังสือ The Grand Design นั้น แกพูดในบทแรกว่า philosophy is dead จริงครับ แต่มันอยู่ในบริบทที่ว่า สำหรับคำถามจำพวก เราจะเข้าใจโลกได้อย่างไร, เอกภพมีพฤติกรรมอย่างไร, ธรรมชาติของความจริง (reality) คืออะไร, สิ่งทั้งหมดทั้งมวลมาจากไหน, เอกภพจำเป็นต้องมีผู้สร้างหรือไม่ เดิมทีคำถามเหล่านี้เป็นคำถามในเชิงปรัชญา แต่ปรัชญาตายแล้ว ปรัชญาวิ่งตามพัฒนาการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยเฉพาะฟิสิกส์ไม่ทัน นี่ คุณต้องตีความจากตรงนี้ คือปรัชญาตายแล้วในความหมายนี้ ลำพังแค่ปรัชญาไม่พอจะตอบคำถามดังกล่าวได้แล้วนะ โลกทัศน์เราเปลี่ยนไปเมื่อความรู้ทางฟิสิกส์ก้าวหน้าขึ้น อะตอมไม่ได้แบ่งแยกไม่ได้อีกต่อไป สสารกับพลังงานไม่ได้เป็นคนละสิ่งอีกต่อไป คลื่นกับอนุภาคเป็นสมบัติคู่ของวัตถุ ฯลฯ Hawking จึงบอกว่า เราจะตอบคำถามเชิงปรัชญาเดิม แน่นอน คำตอบยังคงเป็นปรัชญาอยู่ (แกอ้างตรงไหนว่าคำตอบของแกไม่ใช่ปรัชญา) แต่เป็นปรัชญาที่พัฒนาจากความรู้วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน "The purpose of this book is to give the answers that are suggested by recent discoveries and theoretical advances." ซึ่งไม่ใช่จากมุมมองของปรัชญาเดิม ๆ ที่ตายไปแล้ว ประเด็นนี้ Lennox ตั้งแง่ตั้งง่ามเกินไปรึเปล่าครับ

» ประเด็นเอกภพสร้างตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยพระเจ้า ตรงนี้ Hawking เขียนว่า "Because there is a law like gravity, the universe can and will create itself from nothing in the manner described in Chapter 6. Spontaneous creation is the reason there is something rather than nothing, why the universe exists, why we exist. It is not necessary to invoke God to light the blue touch paper and set the universe going." ซึ่ง Lennox จับความได้แค่ว่า ไม่มีพระเจ้า! แกก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ อ้างคนโน้นคนนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ต่อให้เราอธิบายการเกิดขึ้นเองของเอกภพได้ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีพระเจ้า โธ่ คุณครับ Hawking เขาเขียนตรงไหนว่าไม่มีพระเจ้า เขาแค่บอกว่า ไม่จำเป็นต้องดึงพระเจ้ามาใช้เป็นคำอธิบายสำหรับกรอบคิดแบบความจริงที่ขึ้นอยู่กับโมเดล ฉะนั้นข้อแย้งของ Lennox ไม่ได้แย้งอะไร Hawking เลย Hawking ยังพูดว่า If one were religious, one could say that God really does play dice. ซึ่งก็หมายถึง quantum fluctutaion ตรงนี้ผมขอเปรียบเทียบกับการปลูกพืชหรือต้นไม้ มีคนพูดว่า "ต้นไม้เติบโตเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนปลูก" มันไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราชี้ไปที่ต้นไม้ แล้วเราจะได้ข้อสรุปว่าไม่มีคนปลูก ไม่ว่ามันจะมีคนปลูกหรือไม่มีคนปลูก (เราไม่รู้นี่ครับ) แต่เราก็สามารถอธิบายมันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนปลูก

» ในเรื่องนาฬิกาของ William Paley ผมคิดว่าข้อโต้แย้งนี้ Richard Dawkins ตอบไว้ดีในบทแรกของ The Blind Watchmaker

ภาพรวม ไม่ค่อยน่าประทับใจคุณภาพการแปลหนังสือ และอาจทำให้เราตาม argument ของ Lennox ในบางประเด็นแบบงง ๆ โดยส่วนตัว ผมไม่มองว่า The Grand Design โจมตีพระเจ้า และไม่ได้บอกว่าพระเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างเอกภพ (แค่บอกว่าพระเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างเอกภพ) ขณะที่ God and Stephen Hawking โจมตี Hawking แบบร้อนตัวเกินไป เก็บกดเกินไป

ผมให้




 

Create Date : 06 เมษายน 2555    
Last Update : 6 เมษายน 2555 14:45:16 น.
Counter : 1659 Pageviews.  

หลงรักชั่วชีวิต



ผมรู้สึกว่าเล่มนี้ศักดิ์สิริแก่ขึ้น (แหงล่ะ) ไม่ช่างสงสัย ไม่ตั้งคำถาม ไม่วิจารณ์ แต่พร่ำเพ้อรำพัน

หมื่นแสนคนปลอบใจไหนจะเท่า
คนหนึ่งเฝ้าห่วงใยให้ความหวัง
หมื่นแสนคำปลอบประโลมหรือจีรัง
เท่าได้ฟังเสียงหัวใจใครหนึ่งคน

-หากมิใช่หลงละเมอ

หากยังคงไว้ซึ่งอารมณ์ขัน

ได้อุ้มพลันฉันก็พิศพินิจดู
เหมือนแม่แท้บัวชมพูดูงามสม
ฉันเป็นเพื่อแม่เจ้านา...เจ้าตาคม
ลอบมองหนูดูดนมอยู่เป็นนาน

-บัวชมพู

มีบ้างที่เทศนา

ใจเป็นนายหรือเป็นทาสคาดไม่ถึง
ขณะแบก หนักอึ้งแทบกระอัก
ขณะปล่อย วางเบาสบายนัก
ขณะจิต รู้จักและเข้าใจ

-ชีวิตวูบไหวเกินรำพึง

บ่นตามประสาคนแก่ และโหยหาอดีต

ผ่านเหน็ดเหนื่อยเหน็บหนาวกี่นานเนิ่น
ผ่านทางเดินกี่ดงหนามแห่งปรารถนา
ผ่านชัง รัก ผ่านร้าวรอนกี่ร้างลา
มองข้างหน้าแลข้างหลังกี่หวังรอ

-นกฝัน


ข้ากลับมาหาเจ้าแล้วสาวน้อย
ออกมาหาข้าหน่อยได้ไหมหนา
ชั่วไหวติงเจ้าทิ้งร่างหญิงชรา
ออกมาทางดวงตาที่คาค้าง

-สาวน้อย

กระนั้น ก็เต็มไปด้วยความงดงามและอ่อนไหวในแบบศักดิ์สิริ

ตายายถาม รถไฟเมื่อไรมา
ข้าถาม ยายตาจะไปไหน
คู่ชราตอบพลันมั่นพร้อมใจ
นั่นรถไฟเล่นกัน...เท่านั้นเอง

-คู่ชรา

หลงรักชั่วชีวิต นอกจากบทกวี ยังมีภาพถ่ายดินปั้นหญิงสาวอันอ่อนหวาน หลากอารมณ์ ผลงานของเกณิกา สุขเกษม

ผมให้




 

Create Date : 05 เมษายน 2555    
Last Update : 5 เมษายน 2555 21:34:18 น.
Counter : 1284 Pageviews.  

โรคแห่งความตาย (La Maladie de la mort)



หนังสือมีสองส่วน 1. โรคแห่งความตาย (La Maladie de la mort) ของดูราส อ่านง่าย แต่เชื่อมโยง และเข้าใจยาก กับ 2. กลิ่นดอกฮิลิโอโทรปและมะนาวซทรัส ของสายัณห์ แดงกลม ซึ่งช่วยเชื่อมโยงโรคแห่งความตาย และนำเสนอความเข้าใจแบบหนึ่ง (หรือหลายแบบ บางแบบ) ให้กับเรา อ่านโคตรยาก แต่พอเข้าใจได้ง่าย (หากตั้งสมาธิในการอ่านดี ๆ) เพราะเหตุส่วนที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ อภิปรายความ ทั้งนอกและในบทเรื่องโรคแห่งความตายนี้ ถูกเขียนด้วยลีลาภาษาราวกับมันเป็นสิ่งที่ต้องถูกตีความอีกทีหนึ่งเสียเอง เหมือนเพื่อนที่คุณขาดไม่ได้ แต่ก็รำคาญจับจิตจับใจ บทความของอาจารย์สายัณห์บ่งบอกถึงการทำการบ้าน ค้นคว้ามาอย่างดี ชี้ให้เรามองเห็นชัดขึ้นว่า โรคแห่งความตายคืออะไร? เธอ คุณ ฉัน เป็นใคร? กลวิธีที่ดูราสใช้เป็นเช่นไร? มีใครพูดถึงเธอแบบไหนบ้าง? ถ้าไม่อ่านกลิ่นดอกฮิลิโอโทรปฯ เราคงไม่ชอบโรคแห่งความตาย ทีนี้ พอชอบวิธีการอันเรียบง่ายของโรคแห่งความตาย ก็อดเกลียดความซับซ้อนในกลิ่นดอกฮิลิโอโทรปฯ ไม่ได้ ปวดหัวดี, เอาเถอะ ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของแม่ผู้หญิงคนนี้กับสายตาที่เธอมองโรคแห่งความตายเลย

เธอขอให้คุณบอกกับเธอชัด ๆ คุณบอกเธอ: ผมไม่มีความรัก
เธอถามต่อ: ไม่เคยเลยหรือ
คุณตอบ: ไม่เคย
เธอพูด: ความอยากจนเฉียดจะฆ่าคนรัก อยากเก็บเขาไว้กับคุณ เพื่อคุณเพียงคนเดียว อยากครอบครองเขา ฉกชิงเขามาโดยท้าทายกฎทุกอย่าง ท้าทายอิทธิพลอันเด็ดขาดของศีลธรรม คุณไม่รู้จักความปรารถนาแบบนี้หรือ คุณไม่เคยรู้จักเลยหรือ
คุณบอก: ไม่เคย
เธอมองดูคุณ เธอพูดย้ำ: คนตายช่างแปลกเสียจริง

ผมให้




 

Create Date : 04 เมษายน 2555    
Last Update : 4 เมษายน 2555 22:34:22 น.
Counter : 2000 Pageviews.  

ชาร์ลส์ ดาร์วิน กำเนิดแห่งชีวิตและทฤษฎีวิวัฒนาการ



หนังสือเล่มประกอบด้วยบทความขนาดใหญ่สามเรื่อง 1. วิวัฒนาการของชีวิต ชาร์ลส์ ดาร์วิน โดยคุณสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ ซึ่งบอกเล่าประวัติโดยย่อของดาร์วินตั้งแต่เกิดจนตาย โดยเน้นช่วงจังหวะชีวิตเดินทางกับบีเกิ้ลและช่วงเขียนตำราแต่ละเล่มเป็นพิเศษ แถมด้วยการสรุปผลกระทบต่อโลกที่ตามมาหลังจากนั้นไว้เล็กน้อยในตอนท้าย 2. วิวัฒนาการของทฤษฎีวิวัฒนาการ โดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ เล่าแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพลิกโลกทฤษฎีนี้ โดยเท้าความตั้งแต่ไอเดียของ Anaximander นักปรัชญาชาวกรีกเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงจุดสำคัญ The Origin of Species และแรงกดดันจะผู้ต่อต้าน บทนี้จะมีแทรกบทความเล็ก ๆ ของทั้งคุณสุวัฒน์ และดร.นำชัย เป็นระยะ ๆ ได้แก่ การนำเสนอหลักฐานของวิวัฒนาการ, แจกแจงขั้นตอนที่เราเรียกว่า Natural Selection, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแปลก ๆ เกี่ยวกับหนังสือ Origin, และความเข้าใจผิดที่พบเห็นได้บ่อยเมื่อพูดถึงทฤษฎีนี้ (ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยีราฟคอยาว ดร.นำชัย พูดในบทความหลัก, มีแอบแขวะหมอฟันนะครับ :P) 3. วิวัฒนาการหลากมิติ โดย ดร.นำชัย เรื่องราววิวัฒนาการตั้งแต่ระดับเล็ก ๆ การกิน การดื้อยา จนถึงระดับใหญ่ ๆ เช่นแนวคิดเรื่อง Gaia ของ Lovelock บทความอ่านสนุก และกระชับ เข้าเป้า หนังสือมีภาพประกอบสวย ๆ เยอะมาก ถ้ากำลังมองหาหนังสือแนะนำดาร์วิน และความคิดของดาร์วินพื้นฐานดี ๆ สักเล่ม ก็ลองเล่มนี้ครับ

ผมให้




 

Create Date : 03 เมษายน 2555    
Last Update : 3 เมษายน 2555 18:22:11 น.
Counter : 1669 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.