creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Gut Feelings



หนังสือแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรก โปรเฟสเซอร์ Gerd Gigerenzer แนะนำเราว่า Gut Feelings หรือ Unconscious Intelligence คืออะไร ตอนที่สอง ยกตัวอย่าง การตัดสินใจโดยใช้ Gut Feelings นั้นเหมาะกับกรณีใดบ้าง ในบางสถานการณ์ที่ต้องมีการตัดสินใจ การตัดสินใจที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องมาจากการคำนวณซับซ้อนเสมอไป เช่น ในบทที่ 1 Gut Feelings แฮร์รี่จะตัดสินใจว่าเลือกแต่งงานกับแฟนคนไหนดี เขามีแฟนอยู่ 2 คน (ศิลปศาสตร์หนึ่งคนกับนิเทศศาสตร์หนึ่งคน) เขาอาจจะคำนวณโดยลิสต์คุณสมบัติต่าง ๆ แล้วใส่ตัวเลขถ่วงน้ำหนักแบบที่ Benjamin Franklin เคยแนะนำหลานในสถานการณ์เดียวกันนี้ หรือว่าจะทำตามเสียงหัวใจเรียกร้องดี (จากตัวอย่าง เมื่อแฮร์รี่คำนวณแล้ว เขาพบว่า เขารู้สึกไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ เขาจึงรู้ว่าหัวใจของเขาได้ตัดสินใจเลือกใครไปแล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัว) ในบทนี้ผู้เขียนยังได้แย้งตัวอย่างของ Richard Dawkins ในหนังสือ The Selfish Gene ที่ว่า คนที่รับลูกบอลที่ลอยมาในอากาศนั้น สมองของเขาได้คำนวณชุดของสมการอนุพันธ์ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เป็นการคำนวณในระดับจิตใต้สำนึก กล่าวคือ ต้องมีการคำนวณอยู่ แต่ Gigerenzer ค้านว่า การรับลูกบอลในตัวอย่างดังกล่าว คนทำไปตาม Gut Feelings หรือ ตัดสินใจโดยอาศัย Rules of Thumb บางอย่างต่างหาก ซึ่งได้แก่ gaze heuristic (ตาจ้องบอล ออกวิ่ง โดยปรับอัตราเร็วและทิศทางการวิ่งให้สัมพันธ์กับมุมที่มองบอล) ทั้ง 2 ตัวอย่างเป็นการเปรียบเทียบระหว่างการคำนวณซับซ้อนกับ Gut Feelings, บทที่เหลือในตอนแรก Gigerenzer พยายามอธิบายว่า Gut Feelings ทำงานได้อย่างไร เกิดขึ้นมาในขั้นตอนวิวัฒนาการสมองของมนุษย์ได้อย่างไร และอิทธิพลของ unconscious inferences ที่เราไม่อาจลบล้างได้มีข้อดีอย่างไรต่อการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมหนึ่ง ๆ ทั้งหมดก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า Gut Feelings เป็นผลผลิตของวิวัฒนาการที่มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ อย่าเข้าใจว่า แกบอกว่าสัญชาตญาณเจ๋งทุกกรณีนะครับ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำให้แกตีกรอบการใช้งานของ Gut Feelings ไว้อย่างชัดเจน อ้างอิงจากผลการทดลองมากมาย ผมชอบบทที่ 6 Why Good Intuitions Shouldn't Be Logical มีตัวอย่างหนึ่งที่แกตีความ (แย้ง) Daniel Kahnemann กับ Amos Tversky ในข้อสรุปเรื่อง conjunction fallacy ไว้น่าฟัง ว่าทำไมผลการทดลองชุดดังกล่าว จึงพบว่าคนส่วนใหญ่ประเมิน (โดยไม่รู้ตัว) ให้ P(A&B) > P(A) ซึ่งเป็นประโยคที่ผิดในทางคณิตศาสตร์

สำหรับตอนที่สอง เป็นการเสนอตัวอย่าง Gut Feelings หรือ Rules of Thumb ในการตัดสินใจหลายสถานการณ์ ที่มีการทดลองรองรับว่าให้ผลลัพธ์ที่เท่า ๆ กัน หรือดีกว่าการตัดสินใจโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เช่น ในการทำนายผลแข่งขันกีฬา ผู้ทำนายที่รู้จักชื่อทีมแค่บางทีม สามารถทำนายผลลัพธ์ได้พอ ๆ กันหรือดีกว่าการทำนายโดยจัดอันดับจากผู้เชี่ยวชาญ, การวินิจฉัยโรคหัวใจของแพทย์ที่อาศัยการคำนวณซับซ้อน ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจไปกว่าการใช้ fast & frugal decision tree หรือแม้แต่พฤติกรรมทางศีลธรรม รวมถึงสัญชาตญาณทางสังคม ก็เป็นพฤติกรรมที่อิงอยู่กับ rules of thumb บางประการ, หนังสือเขียนสนุก มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้เขียน และการทดลองที่น่าสนใจเยอะครับ ปกด้านหลัง Steven Pinker กล่าวนิยม 'GIGERENZER IS BRILLIANT' ไม่ผิดคำเลย

ตัวอย่างบางประเด็นของหนังสือที่นำไปเล่าไว้ใน FB: Which one does Charlie want?, P(A&B) > P(A)?, Take the Best, How Collective Wisdom Emerges From Individual Ignorance, the Bushes' dog was named Millie, 1000 USD or a free total-body CT scan?, Morally Dumbfounding

ผมให้




 

Create Date : 17 เมษายน 2555    
Last Update : 17 เมษายน 2555 21:52:29 น.
Counter : 1669 Pageviews.  

ตายไม่สยอง



ในหน้าแนะนำผู้เขียน "สำหรับงานชุด "ตายไม่สยอง" หรือในภาษาเยอรมันชื่อ ตายที่ซิลส์มาเรีย (Tod in Sils Maria) เป็นหนังสือพอกเก็ตบุ๊ก หนา 135 หน้า จากปี ค.ศ. 1993 ประกอบด้วยเรื่องฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุที่แปลก น่าอ่าน 13 เรื่อง แต่ละเรื่องจบในตัวไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เรื่องทุกเรื่องเกิดขึ้นที่ซิลส์มาเรีย เมืองท่องเที่ยวตากอากาศฤดูหนาวริวแม่น้ำซิลส์ (Sils) ในเขตแองกาดิน (Engadin) ใกล้ ๆ เซนต์โมริตส์ (St.moritz) ซึ่งเป็นแดนตากอากาศเล่นสกีราคาแพงที่มีชื่อเสียงของสวิสเซอร์แลนด์" สงสัยนิดหน่อย พออ่านจบแล้วผมนับได้แค่ 11 เรื่องเองอะครับ หายไปไหน 2 เรื่องเนี่ย!

เรื่องสั้นทั้ง 11 เรื่องในตายไม่สยองของ Ulirch Knellwolf แปลโดย อำภา โอตระกูล อ่านเพลินดี ผู้เขียนนำเสนอเรื่องฆาตกรรมแบบไม่หวือหวา ด้วยลีลาอารมณ์ขัน ไม่ใส่น้ำเสียงยินดียินร้ายกับความผิดถูก เอาด้านมืดของตัวละครมาขยายได้ก้ำกึ่งระหว่างเกินจริงกับเหมือนจริง มีเสน่ห์ครับ

ผมให้




 

Create Date : 16 เมษายน 2555    
Last Update : 17 เมษายน 2555 1:54:41 น.
Counter : 1152 Pageviews.  

ผู้ชายในดวงจันทร์



รวมเรื่องสั้นเกย์ ๆ พ.ศ. นี้ของใบไม้ ที่ฉายซ้ำความเป็นเกย์แบบที่รับรู้กันอยู่ทั่วไป ด้วยสายตาเดิม ๆ คุณนึกถึงเกย์ แล้วนึกถึงอะไร สิ่งนั้นก็พบได้ในผู้ชายในดวงจันทร์ ความสำส่อน อภิรมย์ชมชื่นรื่นเริงในกามรสของเหล่าชายใคร่ชาย ความเบื่อหน่าย เปลี่ยวเหงา แรงผลักดันที่ทำให้พวกเขา (เรา?) ออกไปจับหามาเติมเต็มตั้งแต่ดึกจนถึงรุ่งเช้าอย่างมึนเมา สำลักทั้งความสุขและผิดบาป ชายสองคน ชายสามคน ชายมากกว่าสามคน ชายสองคนหญิงหนึ่งคน พ่อกับเพื่อนของพ่อ ผมกับผัวของเพื่อนผม ผมกับลูกชายหน้าตาดีของเพื่อน ฯลฯ คุณนึกถึงเกย์แล้วนึกถึงอะไร เสื้อหลากสีที่ออกไปต่อต้านเสื้อแดงและระเบิดที่สีลม เอชไอวี ฆ่าตัวตาย หลอก-ถูกหลอก ความสัมพันธ์ที่สั้นและยุ่งเหยิงพอ ๆ กับชั่วขณะมีเซ็กส์กัน ฯลฯ ความเป็นเกย์ที่ถูกมองด้วยสายตามาตรฐาน ทำให้โครงเรื่องชุดนี้เดาง่าย แค่ใบไม้เริ่มเกริ่นถึงพ่อกับอาตั้ม ผมกับเขาอีกครั้งในวันฝนตก อาภพที่ผมจำไม่ได้ เก้ากับต๊ะ เราก็รู้แล้วว่าเรื่องจะจบลงยังไง นี่คือความยุ่งเหยิงที่ทำนายได้

ผมอ่านแล้วไม่ค่อยอิน (และไม่ฟิน) สักเท่าไร แต่ก็อ่านเพลิน ๆ ได้ เรื่องสั้นกระชับ จบไว เกย์

ผมให้




 

Create Date : 15 เมษายน 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 13:50:12 น.
Counter : 1363 Pageviews.  

วรรณะความเรียงว่าด้วยสี (Remarks on Color)



หนังสือเล่มนี้ เป็น remarks (ข้อคิดเห็น) ที่วิทเก้นชไตน์วิเคราะห์ทฤษฎีสีของเกอเธ่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกอเธ่แสดงออกมาในความไม่เห็นด้วยกับธรรมชาติของแสงและสีจากการทดลองให้ลำแสงผ่านปริซึมแล้วกระจายออกมาเป็นสเปกตรัมของนิวตัน เกอเธ่บอกว่านั่นไม่ใช่ธรรมชาติแท้จริงของสีและแสงสักหน่อย ปรัชญาของเกอเธ่ที่อยู่เบื้องหลังการทดลองของเขาเป็นแนว phenomenology หรือปรากฎการณ์การรับรู้แสงของมนุษย์ วิทเก้นชไตน์บอกว่าแบบที่เกอเธ่พูดนั้นไม่ใช่ทฤษฎีด้วยซ้ำไป (ข้อ 70.) ในเมื่อเกอเธ่พูดถึงการรับรู้แสง-สี วิทเก้นชไตน์ก็เข้ามาตั้งคำถามทันทีถึงตรรกะของมัน และข้อสังเกตของวิทเก้นชไตน์ก็อิงอยู่กับแนวปรัชญาของเขานั่นแหละครับ คุณตอบคำถามว่าสีแดงคืออะไรได้ยังไง คุณก็ชี้วัตถุที่มีสีแดง ถ้ามีบางคนที่มีความสามารถในการรับรู้สีต่างจากคุณ เช่น ดีกว่าคุณ ลองจินตนาการนะครับ ตอนนี้คุณมีสารเคมี 2 กองอยู่ตรงหน้า สมบัติของสารในโลกที่คุณรู้จักมีแค่เพียงสี แต่โลกของผมนั้น สารที่ผมรู้จักมีสมบัติมากกว่าความมีสี สาร 2 กองที่ผมจัดเตรียมไว้ นำมาจากโลกของผม คือสาร A และสาร B พอกองไว้หน้าคุณ คุณบอกว่าเป็นสีแดงทั้ง 2 กอง ไม่ว่าผมจะสลับกองยังไง คุณก็บอกว่าเป็นสีแดงเหมือนกันทั้งสองกอง ทีนี้ จะเป็นยังไงถ้ามีบางคนบนโลกของคุณบอกว่า สารกองหนึ่งเป็นสีแดง 1 กับสารอีกกองหนึ่งเป็นสีแดง 2 (สมมติเขาบอกว่า สาร A สีแดง 1 และสาร B สีแดง 2) ผมทึ่งแฮะ แต่ผมอยากรู้ว่าเขาแยกออกจริงรึเปล่า จึงลองสลับกอง ลองเอามาผสมกัน พบว่า เขาก็สามารถแยกระหว่างสาร A และสาร B ออกจากกันได้เสมอ (คุณไม่สามารถทำเช่นนั้นได้) นั่นคือ เขามีความคิดเกี่ยวกับแดง 1 และแดง 2 จริง คำถามคือ เขาจะสอนคุณถึงการมีอยู่ของแดง 1 กับแดง 2 ได้ยังไงครับ ในเมื่อโลกของทั้งคุณและเขา (หรือที่เราเรียกว่าระบบ) สารใด ๆ นั้นมีสมบัติเพียงอย่างเดียวคือสี วิทเก้นชไตน์กำลังบอกว่า ถ้าเขาแสดงไม่ได้ ก็จบ เพราะเขาไม่มีทางพูดออกเพื่อให้คุณเข้าใจได้ คุ้น ๆ มั้ยฮะ "Whereof one cannot speak, thereof one must be silent." ภาษาไม่สามารถ capture ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกได้ ในที่นี้โลกคือสี ภาษาคือชื่อของสี อิทธิพลความคิดอันนี้ของวิทเก้นชไตน์ เป็นรากฐานปรัชญาให้เกอเดลพิสูจน์ทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ ทัวริงใช้แก้ปัญหา decision และ เพนโรสประกาศว่า AI ไม่มีทางฉลาดได้เหมือนมนุษย์ เพราะมี arithmetical truth ที่จักรกลไม่สามารถพิสูจน์ได้

สำหรับฉบับแปลไทย ผมรู้สึกว่าสำนวนแปลออกไปทางบทกวี และตีความเชิงกวี ทำให้ไม่เห็นความชัดเจนในตรรกะของวิทเก้นชไตน์ ตัวอย่างข้อสังเกตของผมบางประเด็นเกี่ยวกับต้นฉบับแปล ดู 2, 7, 8, 11, 20, 31, 32, 36, 36-38, 50, 57, 58, 60, 61, 62, 65, 67, 71, 87, 88, ด้วยความอ่านแล้วงุนงงในตัวบท การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงบีบบังคับให้ผมต้องไปหาต้นฉบับแปลภาษาอังกฤษมาอ่านซ้ำ และมีโอกาสเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาเยอรมัน (เท่าที่หาได้จากหนังสือตัวอย่างในเน็ต), นอกจากนี้ หนังสือยังมีจุดบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์อักษรอยู่พอสมควร, สำหรับคำตาม อ่านแล้วสงสัยว่าตามอะไร และตัวของมันเองก็เป็นสิ่งที่ตัวบทของคำตามพูดถึงนั่นแหละครับ generic terms

ผมให้

ฉบับแปลอังกฤษโดย Linda L. McAlister, Margarete Schättle



ผมให้




 

Create Date : 14 เมษายน 2555    
Last Update : 14 เมษายน 2555 16:33:11 น.
Counter : 1634 Pageviews.  

หอน และบทกวีอื่น ๆ

บางตอนจากหอน อัลเลน กินสเบิร์ก แปลโดย จิตติ พัวสุทธิ

ผู้ซึ่งทรุดตัวลงคุกเข่าคืบคลานไปมาหอนเห่าคร่ำครวญในรถไฟใต้ดินพลางโบกต้นฉบับผลงานและดุ้นลึงค์กวัดแกว่งไปมา

ผู้ซึ่งปลดปล่อยให้ตัวเองถูกแก๊งค์มอเตอร์ไซค์สุดวิเศษล่วงล้ำทางทวารหนักและกรีดเสียงออกมาอย่างรื่นรมย์

ผู้ซึ่งทั้งดูดและถูกดูดโดยกะลาสี ชู้รักแคริเบียน ผู้ปลุกปลอบแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกเหล่าเทวทูตในคราบมนุษย์หลายหลากมากหน้า

ผู้ซึ่งเกร็งกระตุกในยามเช้าในยามเย็นในสวนกุหลาบในสนามหญ้าสวนสาธารณะในสุสานกระฉูดน้ำกามใส่ใครก็ได้ใครก็ตาม

ผู้ซึ่งระริกระรี้หัวร่อคิกคักมิรู้จักจบสิ้นหากท้ายสุดกลับลงเอยด้วยบาดแผลสะอึกสะอื้นไห้หลังฉากกั้นในโรงอาบน้ำเมื่อเทวทูตผมบลอนด์ร่างเปลือยเปล่าเข้ามาทิ่มแทงตัวเขาด้วยดาบ

ผู้ซึ่งสูญเสียชู้รักหนุ่มให้กับสามนางเฒ่าเจนจัดเจ้าแห่งชะตากรรมจัดเจนนัยน์ตาหนึ่งช่ำชองจับจ่ายกามหลายหลากลีลาอีกหนึ่งนัยน์ตาละเอียดลออแม้แค่การกะพริบตาของตัวหนอนและนัยน์ตาสุดท้ายมิได้กระทำสิ่งใดเว้นแต่นั่งนิ่งและเล็มเส้นด้ายทองคำจากกลุ่มก้อนเยี่ยงนายช่าง

ผู้เชี่ยวชาญผู้ซึ่งเสพสังวาสอย่างแช่มชื่นและมิแช่มชื่นกับขวดเบียร์กับสุดที่รักกับซองบุหรี่กับเทียนไขพลางผล็อยตกจากเตียงนอนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นห้องล่วงเลยหล่นไปยังห้องโถงจวบจนกระแทกกับผนังกำแพงพร้อมด้วยลักษณ์ของโยนีมหัศจรรย์ในหัวเป็นสำนึกสุดท้าย

ผมให้

เพิ่มเติม: เดิมทีตั้งใจจะไม่พูดถึงการตีความบางส่วนที่ไม่ค่อยตรงกัน แต่ไหน ๆ ได้พูดยกตัวอย่างบางอันไปบน fb แล้วก็ขอ copy นำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วย

"ลองแสดงความเห็น (ปล่อยไก่) ตามประสาคนที่ไม่ค่อยเข้าใจนะครับ

"ผมรู้สึกขัดขืนในใจเล็กน้อยที่แกแปล insatiate ว่า มิแช่มชื่น, แช่มชื่นและมิแช่มชื่น ดูขัดแย้งกัน ในขณะที่ ecstatic and insatiate (แช่มชื่นและมิรู้จักพอ) ดูไปด้วยกัน, เอากันมันหยดแต่ไม่เต็มอิ่ม เอากันจนตกเตียง ก็ยัง continued along the floor and down the hall นี่ผมคิดว่า หมายถึง ยังเอากันต่อบนพื้นโดยไม่ยอมเสียจังหวะ and ended fainting on the wall และเสร็จแบบอ่อนแรงกันที่ผนังห้อง with a vision of ultimate cunt and come eluding the last gyzym of consciousness"




 

Create Date : 10 เมษายน 2555    
Last Update : 20 เมษายน 2555 20:39:32 น.
Counter : 1507 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.