creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Ai Weiwei Speaks with Hans Ulrich Obrist



บอกตามตรงว่าไม่เคยรู้จัก Ai Weiwei มาก่อนเลยจนกระทั่งเห็นรูปชาวจีนปล่อยแจกันราชวงศ์ฮั่นที่ได้จากการประมูลปล่อยกระแทกพื้นใน fb ของ Tone Tipapanon สืบเนื่องมาจากวิวาทะโพสต์ท่าโหนรูปปั้นปรีดี (คลิกที่ลิงค์ที่ชื่อ เพื่ออ่านความคิดเห็นของคุณ Tone) นั่นเป็นครั้งแรก มาถึงครั้งที่สองตอนเดินจะไปนั่งกินชาใน toast box ที่ T21 ซึ่งผ่านเอเชียบุ๊ค แวะดูตามมารยาท เจอเล่มนี้พอดี ซื้อมาอ่านระหว่างกินชาสักหน่อย Ai Weiwie Speaks with Hans Ulrich Obrist เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ 5 ครั้งเกี่ยวกับงาน แรงบันดาลใจ ประวัติส่วนตัวและครอบครัว รวมถึงความคิดที่มีมิติหลากหลายของแก ซึ่งชวนขนลุกใช้ได้ทีเดียว ขอเล่าพออุ่นเครื่องชวนให้หามาอ่านกันนะครับ

Ai มีพ่อเป็นกวีมีชื่อ พ่อของ Ai เรียนศิลปะในช่วงปี 30 ที่ปารีส และได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Apollinaire, Rimbaud กับ Baudelaire พอถึงช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ความโชคร้ายก็มาเยือน ทำให้เขาไม่สนับสนุนให้ Ai อ่านหนังสือและเผาหนังสือทิ้ง แถมพ่อยังถูกลงโทษให้ทำความสะอาดส้วมในฐานะปัญญาชน Ai เรียนวาดรูปกับศิลปินที่ถูกต่อต้านผู้เป็นเพื่อนกับพ่อ ตอนมาอเมริกาก็เป็นเพื่อนกับ Allen Ginsberg ทั้งคู่เจอกันตอน Allen อ่านบทกวีที่โบสถ์นักบุญมาร์คในนิวยอร์ก บทกวีเกี่ยวกับชาวจีน พออ่านจบ เดินผ่าน Ai เห็นว่า อ้าวชาวจีนนี่หว่า ทักกันหน่อยเดียว ถูกคอ และกลายเป็นว่าชะตาเล่นตลก เพราะ Allen ก็เคยไปจีนและพบกับพ่อของ Ai ซึ่งในสมัยนั้นทั้งคู่สวมกอดกันดี นั่นเปิดประตูให้ Ai เข้าไปคลุกคลีกับกวีรุ่น Beat ของอเมริกัน หลังจากกลับจีน เขาก็สร้างบ้านสตูดิโอจากแรงบันดาลใจของวิทเก้นชไตน์ และในสัมภาษณ์หลายครั้งเขาบอกว่าวิทเก้นชไตน์นี่แหละแรงบันดาลใจหนึ่งเดียวของเขา แรงบันดาลใจดังกล่าวมาจากการออกแบบบ้านของวิทเก้นชไตน์ให้กับน้องสาวคนหนึ่ง ต่อมา Ai ออกแบบรังนกของจีนโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 กับ Herzog และ de Meuron บริษัท sina.com ขอให้เขียนเว็บบล็อก มียอดผู้ชมบล็อกของเขาถึงวันละหนึ่งแสนคน กระทั่งถูกรัฐบาลสั่งปิดในปี 2009 พอถึงปี 2011 สำนักพิมพ์แห่ง MIT ก็แปลและตีพิมพ์บล็อกของแกออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับ blog นี้ Ai เป็นปลื้มมาก และเป็นหนึ่งในหัวข้อที่สัมภาษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายหน เพราะ blog เป็นช่องทางเสรีที่จะปลดปล่อยความคิด ชีวิตและกิจกรรมหลายอย่างของ Ai เผยให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ไม่ได้วางแผนอะไรจริงจังล่วงหน้า และมักอ้างว่าอยากเก็บความไร้เดียงสากับการไม่รู้เรื่องต่าง ๆ เอาไว้เป็นสมบัติประจำตัว เมื่อมีสถานการณ์แปลกใหม่ ตื่นเต้นเมื่อไร เขากระโดดลงไปเป็นผู้เล่นทันที เช่นกรณีถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับ Yang นักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมซึ่งเต็มไปด้วยความคลุมเครือ Ai ไม่ชอบฟังเพลงนะครับ เขาว่าความเงียบคือเพลงของเขา ครั้งหนึ่งได้รับเชิญให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัย และด้วยความที่ไม่เคยเรียนจบอะไรมาเลย และไม่ค่อยชอบระบบการศึกษาเท่าไรนัก แต่เขายินดีรับโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องสอนกันบนรถบัสนะ ตอนออกจากจีนไปอเมริกาแบบแทบไม่มีเงินติดตัวและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ (ซึ่งทำให้เขาต้องทำงานหาเงินด้วยงานทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอด และเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย) เขาบอกกับแม่ด้วยฝันของวัยหนุ่มเลือดแรงว่า "บางทีอีกสิบปีข้างหน้า ตอนที่ผมกลับมา แม่จะได้เห็นปีกัสโซอีกคน!" (หน้า 81)

ผมให้




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2555    
Last Update : 17 มิถุนายน 2555 11:08:32 น.
Counter : 1765 Pageviews.  

Freedom & Neurobiology



หนังสือจากคำบรรยาย 2 เรื่องเมื่อปี 2001 ของ John Searle ที่ฝรั่งเศส เรื่องแรก Free Will as a Problem in Neurobiology บทนี้ Searle พยายามที่ตอบคำถามว่า เราจะอธิบายความคิดเกี่ยวกับตัวเราเอง เช่น การเป็นหน่วยที่มีจิตใจ มีเสรี มีความจงใจ มีเหตุผล เข้ากับเอกภพที่ไม่มีจิตใจ ไม่มีความหมาย ฯลฯ ได้อย่างไร ประเด็นจึงอยู่ที่ความพยายามอธิบาย free will เข้ากับ basic facts (ข้อเท็จจริงทางกายภาพเกี่ยวกับเอกภพ) Searle วิเคราะห์ทั้งเชิงตรรกะและเชิงกระบวนการได้สุดยอดมาก ๆ ครับ ปฏิเสธทั้ง materialism กับ dualism (ทุกชนิด) โดยเฉพาะช่วงวิเคราะห์ตัวอย่างการตัดสินใจของเจ้าชายปารีสว่าจะมอบแอปเปิลทองคำให้ใครดี ระหว่าง ฮีร่าผู้เสนอว่าให้ครองยุโรปกับเอเชีย หรือ อธีน่า ผู้จะทำให้เขานำศึกโทรจันชนะพวกกรีก หรือ แอฟรอไดที ผู้สัญญาว่าจะให้สาวงามที่สุดในโลก Searle สมมติว่าข้อมูลข้อเสนอทั้งหมดของเทพีทั้งสามองค์ครบถ้วนที่สมองของปารีส ณ เวลา t1 และที่เวลา t2 เจ้าชายยื่นผลแอปเปิล (ให้แอฟรอไดที) ช่วง "the gap" ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ปารีสอาจจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า "free will" การวิเคราะห์อย่างน่าทึ่ง (คุณต้องอ่านเอง) ตรงนี้นำไปสู่การทำให้ Searle ตั้งสมมติฐาน 2 ข้อเกี่ยวกับสถานะของสมอง (state of the brain) คือ 1. "causally sufficient" (ลำพังสถานะของสมองกับข้อมูลก็เพียงพอที่จะเป็นเหตุไปสู่การกระทำ) อันจะนำไปสู่มายาภาพของ free will และกลุ่มแนวคิด epiphenomenalism กับ 2. "absence of causally conditions" (=นิเสธของ 1.) มี free will อยู่จริงในฐานะที่เป็น cause ของการกระทำตามโครงสร้างตรรกะอีกแบบ (ไม่ใช่ "A caused B" แต่เป็น "a rational self S performed act A, and in performing A, S acted on reason R") แต่ไม่ได้มีอยู่จริงในฐานะเป็นความจริงที่มีตัวตนแยกต่างหากหรือเป็นอีกตัวตนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สิ่งที่มีทาง neurobiology คำอธิบายที่น่าสนใจของ Searle ในสมมติฐานข้อนี้คือ "the gap" จะเป็นความจริงทาง neurobiology ได้อย่างไร เพื่ออธิบายคำตอบต่อคำถามนี้ Searle ต้องอ้างไปถึงพฤติกรรมระดับควอนตัม อันที่จริงสิ่งที่แกต้องการจากควอนตัมสำหรับเป็น premise ให้ข้อโต้แย้งคือ "quantum indeterminism"

เรื่องที่สอง Social Ontology and Political Power บทนี้สั้นมากและเนื้อหาแน่นมาก ศัพท์แสงและนิยามเยอะมาก ประเด็นหลักคือสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภววิทยา (ontology) ของความเป็นจริงทางสังคม (social reality) กับอำนาจทางการเมือง (political power) ซึ่งเป็นรูปแบบจำเพาะรูปแบบหนึ่งของความเป็นจริงทางสังคม อันที่จริงมันก็คล้ายเป็นภาคขยายของคำถามในเรื่องแรก นั่นคือ Searle พยายามตอบคำถามว่าความเป็นจริงทางการเมือง (political reality) สามารถมีขึ้นเกิดขึ้นมาในโลกที่ประกอบด้วยอนุภาคทางกายภาพได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก collective intentionality (ซึ่งเป็นรากฐานที่ใช้สร้าง social reality หรือ society) เพื่อก่อร่างสร้างตัวเป็น institutional reality โดย Searle เสนอคำตอบไว้ 2 องค์ประกอบคือ 1. การที่คนมีความสามารถสร้าง status function (หรือ "imposition of function" มนุษย์สามารถ impose ฟังก์ชั่นให้กับวัตถุเพื่อให้มีสถานะใหม่ ตัวอย่างเช่น ธนบัตรในกระเป๋าสตางค์ของคุณ) กับ 2. "constitutive rules" (อยู่ในโครงสร้างตรรกะ "X counts as Y" หรือ "X counts as Y in context C") อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถกำหนด status function ได้ ตรงนี้ Searle เขียนว่า "The key element in the move from the brute to the institutional, and correspondingly the move from assigned physical functions to status functions, is the move expressed in the constitutive rule." ทำให้ภาษาเข้ามามีส่วนสำคัญใน institutional reality (ทำไม? ต้องอ่านเอง) และในส่วนที่สองของบท Searle สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ political power ใน propositions 8 ข้อ

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและมึน

ผมให้




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2555    
Last Update : 12 มิถุนายน 2555 12:06:30 น.
Counter : 1456 Pageviews.  

ทูซกี ฉันเป็นฉันเอง (I, Tuzki, U?)



ครั้งแรกที่เห็น emoticon กระต่ายตาสองขีดตัวนี้ ก็ว่ามันน่ารักดี ผู้วาด emoticon คือหวังหมาวหม่าว ใช้เจ้ากระต่าย Tuzki เป็นตัวแทนเล่าเรื่องราวในบล็อกของเธอ จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นเล่มน่ารัก ๆ สดใส ปรัชญาความคิดบางอย่างผมเฉย ๆ นะ แต่บางอย่างก็โอเค ไม่ถึงกับร้องว้าว แต่ความน่ารักของการแสดงออกทางท่าทางของมันนี่ได้ใจไปเต็ม ๆ



รูปซ้าย ลองตัดกระดาษสร้างกำแพงให้กระต่ายตัวนึง รูปขวา ด้วยความหมั่นไส้ (หน้า 38 กับ 39) กระต่ายสองตัวจะได้เจอกันตอนปิดหนังสือ (แน่นอนว่าสถานะส่วนใหญ่คือปิดหนังสือ) ผมจึงเอากระดาษคั่นระหว่างหน้าเอาไว้ ชิ ให้พวกมันเจออุปสรรคเสียบ้าง

ผมให้




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2555    
Last Update : 5 มิถุนายน 2555 1:55:53 น.
Counter : 3492 Pageviews.  

The Second Sin



หนังสือเล่มเล็ก ๆ เป็นเหมือนข้อสังเกตในประเด็นต่าง ๆ ที่ Thomas Szasz หยิบมาพูดกับคนอ่าน เช่น ความเป็นเด็ก ครอบครัว ความรัก เพศ การศึกษา การแพทย์ การฆ่าตัวตาย ฯลฯ บางข้อสังเกตก็สั้นครับ ประโยคเดียวจบ ยาวสุดก็ไม่เกินหนึ่งหน้า Szasz เป็นโปรเฟสเซอร์ทางจิตวิทยาที่โด่งดังจากการเสนอแนวคิดว่าอาการป่วยทางจิตไม่ได้เป็นสถานะที่มีอยู่จริงในธรรมชาติในบทความและหนังสือ The Myth of Mental Illness ซึ่งก็ตีพิมพ์ไล่เลี่ยกับ Madness and Civilization ของฟูโกต์ แต่มันฟังดูดุเดือดกว่าเพราะคนพูดเป็นจิตแพทย์ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ สำหรับในเล่มนี้ แม้ว่า Szasz จะพูดถึงหลายเรื่องมาก แต่แก่นความคิดหลักของทุกเรื่องเหมือนกัน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นิยามกับผู้ถูกนิยาม ข้อสังเกตหลายข้อคมคาย ลึกซึ้ง ท้าทายต่อคติ ธรรมเนียม และวัฒนธรรมที่สังคมพยายามจะนิยามบางคนในสังคม มันจึงทำให้เกิดข้อโต้แย้งถกเถียงได้ทุกประเด็น ไม่ใช่แค่คำพูดเด็ด ๆ ที่เน้นความประทับใจอย่างเดียวนะครับ บางข้อสังเกต (ส่วนน้อย) ที่ดูเหมือนคำคมสอนใจ หรือเน้นความเป็นเตือนใจก็มี

ตอนอ่านเล่มนี้ ผมเลือกแปลบางประโยคลง fb จนมีน้องถามว่า The Second Sin คืออะไร? โปรเฟสเซอร์ Szasz บอกว่าส่วนใหญ่เรารู้จัก The First Sin หรือ Original Sin ว่าคืออะไร ความรู้เกี่ยวกับความดีและความชั่ว (the knowledge of good and evil) จากผลแอปเปิ้ลที่พระเจ้าห้ามก็ไม่กินนั่นแหละ ครั้งนั้นมนุษย์คู่หนึ่งถูกลงโทษพร้อมคำสาปแช่งอย่างหนักหนาสาหัส และครั้งต่อมาที่ถูกลงโทษรุนแรงอีกหนคือความเหิมเกริมของเราที่บังอาจสร้างหอคอยสูงสู่สวรรค์ ถ้าถามว่าอะไรทำให้มนุษย์ทำอย่างนั้นได้ อันที่จริงก็ไม่ใช่กฎฟิสิกส์หรือความรู้ทางวิศวกรรมหรอกครับ คุณคงรู้ว่าพระเจ้าขัดขวางความโอหังดังกล่าวด้วยการทำให้มนุษย์พูดกันไม่รู้เรื่อง การพูดกันรู้เรื่อง (speaking clearly) นี่แหละ ที่ Szasz เรียกว่า The Second Sin

อ่านตัวอย่างบางข้อสังเกตที่เคยแปลลง fb

ผมให้




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 0:02:09 น.
Counter : 1352 Pageviews.  

กลอนกัมปนาท



     ห้ามชาวสวนชาวนาอย่าใช้น้ำ
     เพราะชาวเมืองใช้ล้างหำน้ำล้างหอย
     ปั่นไฟฟ้าให้สว่างทั้งหอคอย
     นี่แหละโว้ยน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ


บางบท (หลายบท) ผูกติดกับบริบทอย่างแนบแน่น ถ้าอ่านแล้วนึกไม่ออกว่าเวลาไหน ในบางแง่มุม ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนอ่านกลอนอันธพาลไป

     ธรรมศาสตร์และการเมือง
     อันเรืองจันทร์ท่าพระจันทร์
     โดนทุนนิยมเข้าโรมรัน
     ก็เป็นธรรมศาสตร์และการค้า


ก็โอเคนะครับ อ่านเพลิน ๆ กลอนกัมปนาทของสุจิตต์ วงษ์เทศ ดีที่ค่อนข้างสั้น ถ้ายาวกว่านี้ เริ่มเบื่อเหมือนกัน

     ไฮเทคไฮโซแต่โลว์ธรรม
     คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเต่าเตี้ย
     ขาดเมตตากรุณาหมาไม่เลีย
     โหดเหี้ยมเป็นห่าเหี้ยร่างหงส์ไฮ


ผมให้




 

Create Date : 25 เมษายน 2555    
Last Update : 25 เมษายน 2555 2:13:04 น.
Counter : 1299 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.