creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ใครดีใครได้ (Finders Keepers)



เล่ม 2 ในชุดเดียวกับมิสเตอร์เมอร์เซเดส ทั้งสองเล่มเป็นส่วนเกี่ยวพันกันเพียงเล็กน้อย เป็นอิสระจากกัน จะอ่านเล่มไหนก่อนก็ได้ ช่วงระยะเวลาของเหตุการณ์ในเล่มนี้เริ่มต้นก่อนเหตุการณ์ในมิสเตอร์เมอร์เซเดส แต่จบทีหลัง ความคลั่งในงานเขียนของจอห์น รอธสไตน์ ที่บังอาจปู้ยี้ปู้ยำตัวละครที่เขารัก ทำให้มอร์ริสฆ่านักเขียนพร้อมขโมยเงินและต้นฉบับที่ยังไม่ถูกตีพิมพ์ไปซ่อน ก่อนจะถูกจับเพราะคดีอื่น ช่วงที่มอร์ริสอยู่ในคุก มิสเตอร์เมอร์เซเดสก็อาละวาดทำให้พ่อของเด็กชายพีท ซาวเบอร์สขาพิการ ยิ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ครอบครัวนี้ก็ยิ่งลำบาก กระทั่งพีทเจอสมบัติที่มอร์ริสซุกซ่อนไว้ พอเอาเงินออกมาใช้ช่วยเหลือครอบครัวจนหมด พีทก็คิดจะหาตลาดมืดปล่อยหนังสือ เป็นจังหวะพอดีที่มอร์ริสถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ความสนุก อ่านลุ้นข้ามคืนแบบคิงจึงเริ่มต้นขึ้น ครึ่งแรกของหนังสือค่อนข้างช้าและเป็นคนละสไตล์กับมิสเตอร์เมอร์เซเดสที่เดินเรื่องรวดเร็ว แต่เป็นครึ่งที่พูดได้ว่าคิงปล่อยของ อ่านสนุก ในส่วนของครึ่งหลังกลับเข้าสไตล์เล่มแรก ไว มันส์ ตัวละครที่ชวนประทับใจจากแก๊งลุงฮอดเจสยังสร้างสีสันเหมือนเดิม เล่มแรกก็ชอบแล้วนะ เล่มนี้ชอบมากกว่า

ผมให้




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2560 19:13:06 น.
Counter : 982 Pageviews.  

165 เกร็ดสถิติจาก Harvard ที่จะทำให้คุณอ่านเกมขาดเรื่องธุรกิจ



หนังสือเล่าข้อสรุปเชิงสถิติจากงานวิจัย 165 ชิ้น สรุปสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค อาจจะสั้นกว่า abstract ด้วยซ้ำ ข้อดีคืออ่านเพลิน อ่านสนุก เป็นข้อมูลเบา ๆ ที่บางเรื่องก็มีประเด็นชวนคิด เหมือนนิทานอีสปที่คัดเอาแต่ส่วนนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่ามาร้อยเรียงต่อกัน ข้อเสียคือข้อมูลเชิงสถิติไม่ใช่อาหารสำเร็จรูป แต่เป็นคำตอบของคำถามเฉพาะที่มีวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบอย่างมีขอบเขตจำกัด ทำให้การใช้ข้อสรุปเชิงสถิติเพื่ออ้างเหตุผลเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างที่ Mark Twain อ้างว่า Disraeli นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจำแนกคำโกหกออกเป็น 3 ระดับคือ lies, damned lies, and statistics อันโด่งดังนั่นแหละ

เราเดาว่าผู้เขียนอยากเล่าแบบสนุก ๆ ไม่จริงจัง จึงตัดบริบทในแง่กรอบของการทดลองทิ้ง เมื่อดูเฉพาะแค่ตัวบทที่เขาเขียนในหนังสือ จึงพบว่ามีหลายบทที่ logically inconclusive เช่น

ในบทที่ 12. กระแสต่อต้านคนไร้ศาสนาเกิดจากความระแวง อ้างการสำรวจที่พบว่าคนส่วนใหญ่เชื่อใจคนไร้ศาสนาน้อยกว่ากลุ่มคนอื่น ๆ เช่น ชาวมุสลิม ชาวรักร่วมเพศ และระดับของความเชื่อใจกลุ่มคนไร้ศาสนาเท่า ๆ กับความเชื่อใจกลุ่มอาชญากรข่มขืนเลยทีเดียว พออ่านจบ คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ ในการสำรวจนี้ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับคนตอบแบบสอบถามไว้รึเปล่าว่าคนตอบแบบสอบถามเป็นคนมีศาสนากี่คน ศาสนาอะไร มีความศรัทธาในศาสนามากน้อยแค่ไหน และเป็นคนไร้ศาสนากี่คน เพราะข้อสรุปที่ได้จากการสอบถามแบบนี้จะเกิดจาก selective bias เพราะถ้ากำจัดเจ้า selective bias เราอาจจะพบว่าข้อสรุปที่เป็นกรณีทั่วไปคือ คนส่วนใหญ่เชื่อใจคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากตัวเองน้อยลงตามดีกรีความแตกต่างที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้

ในบทที่ 16. การมองเวลาเป็นเงินเป็นทองจะขัดขวางความสุข เขาบอกว่า ระหว่างฟังเพลงจากอุปรากรเรื่องหนึ่ง ขอให้ผุ้ฟังกลุ่มหนึ่งคำนวณค่าจ้างรายชั่วโมงของตนเองไปด้วย คนนี้จะกลุ่มนี้จะมีความสุขน้อยกว่าคนที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องดังกล่าว ปัญหาตรงนี้คือหนังสือไม่ได้พูดว่าคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินได้รับโจทย์ให้คิดถึงเรื่องอื่นรึเปล่า เช่น ให้คำนวณโอกาสเจออิเล็กตรอนที่ระดับพลังงาน E แบบนี้ใครมีความสุขมากกว่ากัน เพราะเป็นไปได้ว่าสุดท้ายแล้วข้อสรุปของงานนี้อาจเป็นกรณีทั่วไปของข้อสรุปที่กว้างกว่าคือ ผู้ฟังที่ถูกรบกวนการฟังมีความสุขน้อยกว่าผู้ฟังที่ไม่ถูกรบกวนการฟัง (หมายเหตุ งานวิจัยที่ถูกอ้างถึงอาจให้ผู้ฟังกลุ่มอื่นคิดเรื่องอื่นก็ได้ แต่ส่วนนี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ)

นอกจากนี้ ก็มีหลายบทที่ไม่ชัดเจนในการอ้าง % ว่ากำลังพูดถึง % ของอะไร เช่น ในบทที่ 165. ถ้าอยากมีความสุขอย่างแท้จริง จงเป็นหัวหน้าในบริษัทขนาดเล็ก เขาบอกว่า คนที่ทำงานในบริษัทขนาดเล็ก ๆ มีแนวโน้มจะมีความสุขกว่าคนที่ทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คนถึง 25% เวลาอ่านข้อมูลแบบนี้คำถามที่ควรถามตัวเองคือ % ของอะไร เพราะประโยคนี้สามารถแปลได้อย่างน้อย 2 แบบคือ % ของคน กับ % ของความสุข ในกรณีหลัง ยังมีคำถามตามมาอีกว่าวัดความสุขแบบ quantitative ยังไง นอกจากนี้ ยังมีคำถามที่ควรถามอีกด้วยว่า ในกลุ่มคนที่สำรวจนั้น มีคนที่เคยทำงานทั้งในบริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดใหญ่กี่คน สัดส่วนของคนตอบแบบสอบถามที่เคยทำงานเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เป็นต้น เป็นเท่าไร และจุดที่สำคัญสำหรับใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ คนตอบคำถามที่เคยทำงานบริษัทขนาดเล็กแต่ปัจจุบันทำงานบริษัทขนาดใหญ่เป็นเท่าไรเมื่อเทียบกับคนตอบคำถามที่เคยทำงานบริษัทขนาดใหญ่แต่ปัจจุบันทำงานบริษัทขนาดเล็ก

บทที่อ่านแล้วไม่เข้าใจเลยก็มี เช่น บทที่ 51. ผู้บริหารบางคนทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ดี แต่บางคนก็ไม่ เขาบอกว่า ผู้บริหารจำนวน 1 ใน 3 ชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ในขณะที่ครึ่งหนึ่งชอบทำงานทีละอย่าง แล้วก็จบดื้อ ๆ แค่นี้ ทำให้งงว่าอีก 1/6 ล่ะเป็นยังไง

สุดท้าย ขอยกตัวอย่างบทที่น่าสนใจบ้าง ในบทที่ 38. การคิดถึงอาหารปลอดสารพิษ อาจทำให้คุณกลายเป็นคนแล้งน้ำใจโดยไม่รู้ตัว เพราะความมีศีลธรรมและอาหารที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมยึดครองพื้นที่ส่วนเดียวกันในสมอง บทที่ 44. การอยู่ใกล้คนที่มีความสุข ทำให้คนเราอยากฆ่าตัวตายมากขึ้น บทที่ 141. สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการบอกเป็นตัวเลขหน่วยที่เล็กลง

ผมให้




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2560 9:04:00 น.
Counter : 864 Pageviews.  

QBism



อย่างที่รู้กันว่ากลศาสตร์ควอนตัม นับตั้งแต่สมัยก่อร่างสร้างฐาน ก็สามารถตีความ mathematical formalism ได้หลากหลาย อาทิ ฟังก์ชั่นคลื่นยุบตัวแบบ Copenhagen หรือฟังก์ชั่นคลื่นไม่ยุบ แต่เอกภพแยกออกเป็นหลาย ๆ เอกภพตามจำนวนผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ แบบ many-worlds interpretation หรือที่มากกว่าการตีความนิดหน่อยอย่าง spontaneous collapse theories หนังสือเล่มนี้พูดถึงการตีความแบบหนึ่งที่คล้าย ๆ กับ Copenhagen แต่จะไม่พูดว่าฟังก์ชั่นคลื่นยุบตัว เพราะสำหรับ QBist นั้น ฟังก์ชั่นคลื่นไม่ใช่เหตุการณ์ทางกาพจริง ๆ ความน่าจะเป็นที่คำนวณมาจากฟังก์ชั่นคลื่น ไม่ได้มีลักษณะเป็น objective ไม่ใช่ frequentist แต่เป็นแบบ subjective Bayesian ฉะนั้น แทนที่จะพูดว่าฟังก์ชั่นคลื่นยุบตัว เขาก็จะพูดว่ามีการอัพเดทความน่าจะเป็นหลังจากที่ได้รับข้อมูลใหม่ ทำให้การถามคำถามว่าแมวเป็นหรือแมวตายก่อนเปิดกล่องจึงไร้ความหมาย ตามคำของ Asher Peres คือ "ไม่มีผลลัพธ์จากการทดลองที่ไม่ถูกทดลอง" (Unperformed experiments have no results.) เปรียบเทียบตามคำของ Baeyer คือ การพูดว่าแมวทั้งเป็นและตายแบบ superposition ก็เหมือนกับพูดว่าผลลัพธ์จากการโยนเหรียญเป็นทั้งหัวและก้อยตอนที่มันยังหมุนติ้ว ๆ อยู่กลางอากาศ เขาว่าถ้าถามปัญหานี้กับ QBist จะได้รับคำตอบ "ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแมวในตอนนี้ (หมายถึงตอนที่ยังไม่เปิดกล่อง) แต่จากความรู้ของฉันเกี่ยวกับกลศาสตร์ควอนตัม ฉันเชื่อว่าถ้าฉันเปิดกล่องทันที มีโอกาส 50% ที่ฉันจะเห็นว่ามันยังไม่ตาย" ถ้าคุณเปิดกล่อง และแมวตาย คุณก็ไม่มีส่วนต่อความตายของมันอย่างสำนักที่บอกว่าการสังเกตของคุณทำให้ฟังก์ชั่นคลื่นยุบตัว

ตัวอักษร B ใน QBism มาจาก Bayes เพราะโดยรากฐานแล้ว QBism เกิดจากการโจมตีความน่าจะเป็นแบบ frequentist ว่า Frequentism ไม่ consistent ตัวอย่างที่พูดถึงในหนังสือ (จากตัวอย่างในบทความของ Marcus Appleby อีกที) คือ สมมุติคนคนหนึ่งอยากรู้ว่าเหรียญ ๆ นี้เป็นเหรียญยุติธรรมมั้ย เขาทดลองโยน 100 ที แล้วจดลำดับการออกหัวออกก้อย แล้วนับจำนวน สมมุติว่าออกหัว 50 ที ออกก้อย 50 ที คำถามคือเขาสามารถสรุปได้มั้ยว่าเหรียญดังกล่าวยุติธรรม ประเด็นคือ ตรรกะที่เขาจะใช้อ้างได้ว่าเหรียญยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยอมรับความย้อนแย้งบางอย่าง นั่นคือ เขาต้องสมมุติว่าการโยนแต่ละครั้งเป็นอิสระจากกัน และถ้า assign โอกาสออกหัวเท่ากับโอกาศออกก้อย โอกาสที่จะได้ผลลัพธ์สอดคล้องกับการทดลองมีสูงกว่ากรณีที่เรา assign โอกาสออกหัวหรือก้อยให้เท่ากับค่าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ 0.5 ความย้อนแย้งเกิดขึ้นที่ frequentism ต้องยอมรับการมีอยู่ของ single-case probability ในฐานะที่เป็นอะตอมของทฤษฎีความน่าจะเป็น แต่ single-case probability เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนิยามได้ในฐานะที่เป็นอะตอมของทฤษฎี แต่มันถูกนิยามโดยอ้อมผ่านการทดลองซ้ำ ๆ จำนวนมากครั้ง พวก QBist ยกจุดนี้ขึ้นมาแล้วชี้ว่านิยามความน่าจะเป็นแบบ Bayes ที่เป็น subjective มีความสอดคล้องมากกว่า (คุณจะยอมซื้อตัวที่เขียนว่า "ถ้าเหตุการณ์ E เกิดขึ้น คนขายตั๋วใบนี้จะจ่ายเงินให้แก่คนซื้อตั๋วในราคา 1 บาท" ด้วยราคาเท่าไร ราคานั้นแหละคือโอกาสเกิดเหตุการณ์ E) เมื่อโยกย้ายปรัชญาที่ค่อนข้างเป็น objective มาเป็น subjective (เน้นอีกทีว่า การคำนวณต่าง ๆ เหมือนเดิมทุกประการ) พวก QBist จึงบอกว่า กลศาสตร์ควอนตัมไม่ใช่ description ของโลก แต่เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจโลก QBism จึงมักถูกโจมตีในประเด็นที่ไม่ถือว่าฟังก์ชั่นคลื่นเป็น reality แต่อันที่จริงแล้ว QBist เชื่อว่ามี real world อยู่ข้างนอกนะฮะ (ภาคสุดท้ายของหนังสืออุทิศให้กับประเด็นนี้ QBist WorldView) นอกจากปัญหาเรื่องแมว หรือปัญหาเพื่อนของ Wigner ที่ QBism บอกว่าถ้าตีความแบบเขาแล้ว เรื่องเหล่านี้จะหมดไป ยังดึงลักษณะ locality กลับมาสู่ฟิสิกส์อีกด้วย ในควอนตัมฟิสิกส์ locality ดูเหมือนจะไม่จริงภายใต้สองสถานการณ์คือ การยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น กับในการทดลองประเภท EPR แต่การที่ QBism ยอมทิ้ง realism จึงสามารถดึง locaility กลับมาได้ (ดูภาคที่ 3 ของหนังสือ)

อ่านสนุกฮะ

ผมให้




 

Create Date : 12 เมษายน 2560    
Last Update : 12 เมษายน 2560 14:40:54 น.
Counter : 713 Pageviews.  

รักไร้เสียง (聲の形) เล่ม 1-7



เด็กผู้ชายแกล้งเด็กผู้หญิงหูหนวกสมัยประถม ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความอยากรู้อยากลอง และความเบื่อหน่าย เขาแกล้งหนักมาก จนเด็กหญิงต้องย้ายโรงเรียนหนี และเด็กชายถูกเพื่อนร่วมห้องโยนให้เป็นผู้รับผิดแต่ผู้เดียว ทำให้เขาตัดขาดจากคนรอบตัว กลายเป็นคนไร้เพื่อน และคิดจะฆ่าตัวตาย ต่อมาคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งตอนมัธยม และต้องหาทางช่วยกันก้าวข้ามปมจากอดีตที่ไม่ไกลสักเท่าไร ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนรอบตัวใหม่อีกครั้ง โครงก็เป็น coming of age ที่ดี น่าประทับใจนั่นแหละฮะ หวาน ๆ ขม ๆ เครียด ๆ พูดถึงเด็กหัวโจกที่พยายามเรียนรู้ได้อย่างน่าชื่นชม

ผมให้




 

Create Date : 04 เมษายน 2560    
Last Update : 4 เมษายน 2560 22:18:40 น.
Counter : 940 Pageviews.  

พุทธปาฏิหาริย์ ตำนานหรือเรื่องจริง



หนังสือรวมเกร็ดเรื่องราวพุทธศาสนาที่น่าสนใจ เป็นเกร็ดสั้น ๆ เช่น ชาติภูมิของพระพุทธเจ้าคืออะไรกันแน่ พระอินทร์ดีดพิณสามสายจริงมั้ย บัวมี 3 หรือ 4 เหล่า นับว่าเขียนดีมาก อ่านสนุก มีเสียเล็กน้อย 1 จุด ตรงที่ชื่อหนังสือไม่ได้สะท้อนเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือ กับวิธีการให้เหตุผลที่อ่านแล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ 2 แห่ง แห่งแรกตอนพยายามอธิบายว่าเจ้าชายประสูติแล้วเดินได้ 7 ก้าว ลอจิกของแกเป็นกระบวนแบบนี้ "ถ้าพระไตรปิฏกเชื่อถือได้ ความอัศจรรย์นี้ก็เกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า" ประเด็นแรก ข้อความนี้ไม่ได้อยู่ในรูปการให้เหตุผล แต่มีลักษณะค่อนข้างเป็นนิยาม คือเราจะพูดว่าสิ่งไหนน่าเชื่อถือ ก็เพราะสิ่งนั้นสะท้อนความจริง แสดงว่าตอนนี้ ดร.บรรจบ กำลังจะแสดงว่าพระไตรปิฎกน่าเชื่อถือในแง่ที่มันสะท้อนความจริง พอย้อนกลับไปมองเหตุผล 3 ข้อที่แกให้ประกอบ ข้อแรก วิธีการรับรองว่าคำสอนดังกล่าวเป็นของพระพุทธเจ้าจริง ข้อนี้ไม่ได้สะท้อนว่าสิ่งที่บันทึกเป็นจริง แค่บอกว่าสิ่งที่บันทึกนั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ แตกต่างกันนะครับ ข้อสอง อ้างเหตุคือการเกิดขึ้นของพระไตรปิฎก ข้อนี้ก็เหมือนกัน ใช้สนับสนุนได้แค่ สิ่งไหนเป็นคำสอน สิ่งไหนไม่เป็น และพระไตรปิฎกเกิดขึ้นมาเพื่อจะชำระ และเก็บรักษาไว้เฉพาะคำสอนที่เป็น แต่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลที่จะใช้สรุปได้ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง ข้ออ้างสุดท้ายอ้างวิธีการเรียนรู้และจดจำพระไตรปิฎก ข้ออ้างนี้ก็ยืนยันได้แค่เพียงว่า การสืบทอดพระไตรปิฎกน่าเชื่อถือ (สมมุติแบบสุดโต่งให้เลยว่า method ในการถ่ายทอดนั้นประหนึ่ง copy & paste) แต่การสืบทอดที่น่าเชื่อถือก็แค่ยืนยันว่า copy ของรุ่นหลัง เหมือน copy ของรุ่นก่อนหน้า แต่ไม่ได้สะท้อนความจริง ทีนี้ทริกของวิธีการอ้างเหตุผลอยู่ตรงนี้ฮะ ด้วยเหตุผลทั้ง 3 ประการ พระไตรปิฎกน่าเชื่อถือในแง่ที่ (สมมุติว่า method ทั้งหมด work) บรรจุคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ และถูกถ่ายทอดสืบต่ออย่างน่าเชื่อถือจริง ๆ แต่ไม่มีข้ออ้างข้อไหนที่พูดถึงความน่าเชื่อถือในแง่ที่ statement เหล่านั้นสะท้อนความจริง (เว้นแต่คุณจะใช้ศรัทธา เริ่มตั้งแต่ ตถาคตโพธิสัทธา นั่นแหละ) จึงทำให้ลอจิกในบทนี้ค่อนข้างเพี้ยน

แห่งที่สอง เป็นตอนสาเหตุออกบวชของเจ้าชาย ทฤษฎีแบบคลาสสิกคือเห็นเทวทูต ทฤษฎีแบบเรียลิสติกคือแพ้มติสภา เพราะพระองค์ไม่สนับสนุนสงคราม ใครเชียร์ฝ่ายไหนไม่ใช่ประเด็นนะฮะ ประเด็นอยู่ที่ ดร.บรรจบ ยอมรับว่าเหตุการณ์ตามทฤษฎีสองน่าจะเกิดขึ้นได้จริง และคงจะเกิดขึ้น แต่มูลเหตุที่เจ้าชายตัดสินใจบวชเพราะทฤษฎีคลาสสิก เพราะถ้าเป็นแบบหลัง ก็เหมือนเจ้าชายแค่ถูกไล่ออกจากวัง อันนี้เป็นอาการรักพี่เสียดายน้อง ปัญหาคือมันจะเกิดการย้อนแย้งในลอจิก สมมุติเรายอมรับเรียลิสติกว่าพระองค์ต่อต้านสงคราม แล้วยังอ้างต่อว่าแค่นั้นไม่มากพอให้ออกบวชหรอก เหตุจริง ๆ เพราะเห็นคนแก่ เจ็บ ตาย และนักบวช คำถามคือทำไมพระองค์ต่อต้านสงคราม พระองค์เข้าใจ concept ที่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามใช่มั้ย ถ้าใช่ ก็แปลว่าพระองค์ต้องรู้จัก concept เจ็บ ตาย อยู่แล้วรึเปล่า มันเป็นผลลัพธ์โดยตรงของสงครามนี่ ฉะนั้นถ้าบอกว่าพระองค์เข้าสภาและชู้ป้ายสันติ แต่ไม่ออกบวช มาออกบวชตอนเห็นคนเจ็บ คนตาย กับนักบวช จึงฟังดูแปลก ๆ

เนื้อหาส่วนที่เหลือดี บางบทดีมาก มีแง่มุมน่าสนใจ

ผมให้




 

Create Date : 27 มีนาคม 2560    
Last Update : 27 มีนาคม 2560 22:42:00 น.
Counter : 818 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.