creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

วิกฤตทางเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นไทย



ดูจากชื่อและปก ผมด่วนตัดสินใจตอนซื้อไปนิดว่าเป็นงานวิชาการ ถึงแม้เนื้อหาจะมีการอ้างอิงเชิงวิชาการ แต่ผมก็ไม่สะดวกใจจะจัดหนังสือเล่มนี้ให้อยู่ในประเภทวิชาการนะ อีกทั้งเนื้อหาส่วนใหญ่กับชื่อก็สื่อไม่สอดคล้องกัน หนังสือพูดถึงความรัก ประเภทความรัก (และนิยามตลก ๆ ของความรัก - วิจารณ์ส่วนนี้ลง fb) ค่านิยมทางเพศ ซึ่งน่าผิดหวังที่ผู้เขียนอิงจากข่าวและการสำรวจที่ไม่น่าเชื่อถือของเอแบคโพลล์ปี 48 (เก่าไปมั้ยสำหรับหนังสือปี 55?) ถึงแม้ผู้เขียนจะวิจารณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมในการโจมตีความไม่น่าเชื่อถือนั้น แต่กลับทำให้เกิดการย้อนแย้งหลายจุดว่า ในเมื่อเรายังไม่รู้ว่าวิกฤตจริงแล้วจะพูดราวกับมันวิกฤตทำไม วิกฤตจากเด็กเอากันซึ่งมโนไปเองจากการรับรู้ข่าวและค่าสถิติที่อาจเป็นเพียงค่าขอบบนขอบล่างไม่ควรตีโพยตีพาย เด็กในอดีตไม่มีคลิปหลุดไม่ได้แปลว่าเด็กในอดีตไม่แอบเอากัน มันอาจจะง่ายกว่านั้น คือควรแปลว่าไม่มีกล้องถ่ายครับ เนื้อหาส่วนใหญ่จึงหมดพื้นที่ไปกับการบ่นที่ถูกควบคุมโดยวาทกรรมว่าเด็กเสื่อมลง ผมไม่เคยเห็นด้วยเลย บางตอน ในบทที่ผู้เขียนวิจารณ์คุณพวงจันทร์ วงศ์วิเศษ เมื่อพิจารณาจากตัวบทที่ยกมา ผมคิดว่าผู้เขียนเข้าใจความหมายที่คุณพวงจันทร์นำเสนอผิดนะ ข้อความว่า "ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่ใช้ถุงยาง" ของคุณพวงจันทร์ไม่ได้หมายถึงเด็กเอากันแล้วก่อนจะหลั่งค่อยชักมาใส่ถุงยางอย่างที่ข้อแย้งของผู้เขียนตอบโต้ แต่ความหมายของคุณพวงจันทร์คือ การแจกถุงยางช่วยขจัดความกลัวของเด็กในการร่วมเพศ แม้แต่เด็กที่พกถุงยาง แต่พอตอนที่จะเอากันจริง ๆ นัวเนียกันจนอารมณ์เตลิดแล้วก็ดึงใจกลับมาหาถุงยางไม่ทัน หรือพกถุงยางจริง แต่เมา ทำนองนั้น นั่นคือเด็กมีความรู้ครับ ไม่ใช่ไม่มีความรู้ ฉะนั้นข้อความทำนองว่า "ปัจจุบันนี้เด็กวัยเรียนมีความรู้ที่เป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์น้อยมาก" (หน้า 55) ผมจึงอยากย้อนถามว่า เด็กสมัยก่อนรู้มากกว่าเด็กสมัยนี้เหรอ? ใครตอบว่าใช่โดยไม่มีข้อมูลยืนยัน ก็น่าจะตั้งข้อสงสัยว่าถูกวาทกรรมเด็กเสื่อมเข้าครอบงำ บางตอน ผู้เขียนอ้างสัมภาษณ์ของคุณอรสม สุทธิสาคร "จากการสนทนากับเด็กวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แล้วหลายสิบชีวิต ฉันพบว่า วัยรุ่นยุคนี้ส่วนหนึ่งเรียนรู้เพศศึกษาภาคปฏิบัติ แต่ไม่ได้เรียนรู้ด้านทฤษฎี" ตรงนี้จะเอาบทสัมภาษณ์มาใช้เป็นตัวแทนเด็กไม่ได้นะครับ ผู้เขียนทำให้เห็นหลายจุด นี่เป็น bias แบบหนึ่ง เพราะคุณอรสมเธอเลือกคุยกับเด็กวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์! ข้อสังเกต การอ้างอิงของผู้เขียนเป็นตำราเก่าแก่และทฤษฎีโบราณพัฒนาเมื่อ 20-40 ปีที่แล้ว ส่วนงานใหม่ ๆ (ใหม่สุดก็ 7-8 ปีที่แล้ว) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์เป็นหลัก ผู้เขียนชื่นชอบซิกมุ้นด์ ฟรอยด์ ในกรณีนี้ผมว่าฟรอยด์ไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย แนวคิดเรื่องเพศสมัยใหม่ หรือจิตวิทยาวิวัฒนาการในประเด็นเรื่องเพศที่มีความน่าเชื่อถือกว่าไม่ถูกนำมาพูดถึง วิชาการเรื่องเพศจึงถูกมองผ่านแว่นตาทางศีลธรรมเฉพาะถิ่นอีกที ผู้เขียนจึงเห็นว่าการมีเซ็กส์แบบนี้ดีและแบบนี้ไม่ดีเป็นข้อสรุป โดยไม่มองที่ธรรมชาติของมัน แม้หลายครั้งจะพยายามพูดว่าผู้ปกครองต้องเข้าใจธรรมชาติ แต่ก็ไม่ยอมรับว่า free sex อาจเป็นธรรมชาติด้วยการตราหน้าผ่านนิยามว่าอิทธิพลเชิงลบในคำนำ

ข้อดีของหนังสือเล่มนี้กลับเป็นเรื่องที่ไม่สะท้อนออกในชื่อ คือการพูดถึงความรักของวัยรุ่น และโรคติดต่อจากการร่วมเพศ บทเหล่านี้เด็ก ๆ น่าหามาอ่านครับ

ผมให้




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2555    
Last Update : 13 สิงหาคม 2555 2:28:46 น.
Counter : 1866 Pageviews.  

exit wounds



ตอนซื้อเล่มนี้ ในหัวผมมีเหตุผลหลัก ๆ ที่ฟังดูตลกหรืออาจถึงขั้นงี่เง่าอยู่สองสามข้อ 1. มันอยู่ในกระบะลดราคาจาก 573 บาทเหลือ 100 บาท 2. มีแถบคาดมุมบนขวาของปก (ปกที่คุณเห็นตามรูปด้านบน ผมไม่ได้สแกนมาจากหนังสือ หาเอาในเน็ต แต่หน้าปกนี้แหละครับ เพิ่มแถบดำ ๆ พาดมุมหน่อยเดียว) ว่า "Best comic of the year." -Entermainment Weekly และ 3. ไม่เคยอ่านการ์ตูนอิสราเอล ลองดูสักเล่มจะเป็นไรไป, วันหนึ่งคนขับ taxi หนุ่มชื่อ Koby พบหญิงสาวแปลกหน้า Numi เข้ามาบอกว่าพ่อของเขาอาจเสียชีวิตในเหตุการณ์วางระเบิดที่โรงอาหารสถานีขนส่งเมื่อสามสัปดาห์ก่อน เพราะมีศพหนึ่งที่ไม่สามารถระบุตัวได้ พ่อลูกคู่นี้เขาไม่พูดคุยกันมาหลายปีแล้วครับ จึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นภารกิจตามหา Gabriel ผู้เป็นพ่อของ Koby และอีกสถานะหนึ่งก็เป็นชู้รักของ Numi ยิ่งทั้งคู่ร่วมกันออกตามหาก็ยิ่งทวีความผูกพันธ์ ขณะเดียวกันความลับของ Gabriel ก็เริ่มเผยออกมา, exit wounds เป็นการ์ตูนดราม่า จะว่า love story ก็ได้นะ เพียงแค่ฝังอยู่ในบรรยายกาศความหวาดผวาและเปลี่ยวเหงาของเมืองเทลอาวีฟ ... ประทับใจ

ผมให้




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2555    
Last Update : 3 สิงหาคม 2555 10:39:24 น.
Counter : 1356 Pageviews.  

เรือรักที่จมลงในถ้วยกาแฟ กับ เงาแห่งฝน



เรือรักที่จมลงในถ้วยกาแฟ: ผมค่อนข้างชอบโครงเรื่องและการเติมรายละเอียดความเป็นเวียดนามเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ แต่รู้สึกว่าภาษาแข็ง ฝืนธรรมชาติไปหน่อย อันนี้อาจเป็นเพราะความอ่อนด้อยน้อยประสบการณ์ในการอ่านของผมเอง โดยเฉพาะภาษาพูดและบทสนทนา ถ้าไม่มีลำดับหน้าหลังแทบแยกด้วยวิธีการใช้ภาษาของตัวละครไม่ออก ราวกับทั้งหมดสะท้อนออกมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน (บางทีอาจเป็นเจตนาของผู้เขียน) ทางด้านการใช้คำ บางทีก็สะดุดกับการจู่โจมของ "มัน" และอดคิดไม่ได้ว่า จำเป็นด้วยหรือที่ต้องทำให้ภาษาแข็งด้วยอาการนาม "ก่อนการออกไปรับประทานอาหารกลางวัน" ยังมีภาพที่บรรยายแล้วผมรู้สึกแปลก ๆ "โชกไปด้วยเม็ดเหงื่อ" (ถ้า 'โชก' ยังคงเป็น 'เม็ด' ได้อีกเหรอ) "ลูกสาวกับพ่อนั้นมักมีสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดเสมอ" (ทำไม 'มักมี') "ไหม หว่า จะเริ่มต้นการขับร้องของเธอภายใต้แว่นตาสีดำ" (อาการนามที่อยู่ภายใต้แว่นตาสีดำคือการขับร้อง!) อีกจุดนี่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นสไตล์ของผู้เขียนหรือไร คือการจบภาคขยายด้วยคำกริยา "รองเท้าสีดำที่มันขลับปราศจากฝุ่นจับ", "เริ่มต้นเล่นมันตามตำราที่มี" สุดท้าย คำถามฮะ หมากรุกจีนนี่มีตัวหมากเครื่องบินด้วยเหรอ โดยรวมหนังสือก็อ่านเพลินระดับหนึ่งครับ

เงาแห่งฝน: การผูกเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ภูติผี และการผจญภัยเล็ก ๆ มารวมไว้ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ โดยสลับฉากการค้นพบความจริงกับฟุตบอลเข้าท่าดีครับ แต่หลังอ่านจบ ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ผู้อ่านได้จะเป็นอารมณ์ย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์อยากจำ-อยากลืมอะไรนั่นนะ แต่เป็น "ไม่จริงหรอก ฮูเบอร์ หลายวันที่ผ่านมา ผมสิ เข้าใกล้ความตายมากกว่าคุณ" ต่างหาก

เรือรักที่จมลงในถ้วยกาแฟเงาแห่งฝน
ผมให้




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 14:07:27 น.
Counter : 1650 Pageviews.  

Letters to Solovine 1906-1955



การได้อ่านจดหมายจากไอน์สไตน์ถึงโซโลวีเนอหลังจบหนังสือของไอแซคสันเป็นอะไรที่ลงตัวมาก นึกภาพตามได้เป็นฉาก ๆ ทีเดียว ผมไม่ขอแนะนำเล่มนี้ให้คนที่ไม่เคยอ่านชีวประวัติของไอน์สไตน์มาก่อนเลยนะครับ เพราะอาจทำให้ไม่ได้อรรถรสเต็มที่ เนื่องด้วยจดหมายไม่ได้แทรกบริบทเอาไว้ อย่างตอนไอน์สไตน์เขียนบอกโซโลวีเนอว่าเขาไม่อยากไปอเมริกา แต่ที่ต้องไปนั้นเป็นเพราะเป็นสิ่งที่เขาทำได้เพื่อพี่น้องชาวยิวผ่านกิจการของกลุ่มไซออนิสต์ ถ้าเรารู้ประกอบกับเบื้องลึกเบื้องหลัง รู้ถึงที่มาคำเชิญจากโทรเลขของไวซ์มันน์ซึ่งบลูเมนเฟลด์อ่านให้ไอน์สไตน์ฟัง เราก็จะยิ่งรับรสความห่วงใยอันสูงส่งกว่ามาตรฐานคนทั่วไป และเป็นความละเอียดอ่อนซึ่งเราสัมผัสได้ผ่านเนื้อความที่ไอน์สไตน์เขียนถึงเพื่อนสนิทในกลุ่มโอลิมเปียอะคาเดมีมากขึ้นไปอีก หรือความคิดที่เขามีต่อสันนิบาตแห่งชาติระหว่างช่วงปี 1923-24 หรือความหวาดผวาหลังเหตุการณ์ลอบสังหารรัฐมนตรีกระทวงต่างประเทศ Rathenau รวมถึงบรรยากาศของลัทธิต่อต้านยิวที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเยอรมัน "I fear that this epidemic of hatred and violence will become widespread. I rises like a torrent until the upper layers are isolated, distressed, demoralized and engulfed by the flood." (ข้อความจากวันที่ 23 เมษายน 1933 ดูจะใช้บรรยายบางเหตุการณ์ของบ้านเมืองเราช่วง พ.ศ. ไม่กี่ปีนี้ได้เหมือนกันเนอะ) การทำตัวแบบเดิมกับเพื่อนก็เป็นอีกด้านที่เห็นชัด "You write to me so politely--as if you had never herded pigs with me and done other things with me when we both still young." (Aug 29, 1946) แล้วการป็นเพื่อนรักนี่มีความหมายขนาดไหนสำหรับไอน์สไตน์ "I am very happy because of you and because we can see each other once again in this best of all possible worlds and talk about all possible things." (Oct 5, 1946) และจำนวนหนึ่งเป็นจดหมายคุยงานเกี่ยวกับการใช้คำและความหมายของคำในการแปล อันที่จริง พูดได้ว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งที่ไม่ได้เขียนให้โซโลวีเนอโดยตรงแต่ถูกรวมไว้ในเล่มนี้ นั่นคือจดหมายที่ไอน์สไตน์เขียนถึงโอลิมเปียอะคาเดมี (ขึ้นว่า "To the immortal Olympia academy, ... Though somewhat decrepit, we still follow the solitary path of our life by your pure and inspiring light; ..." คำว่า you[r] คือ [ของ]โอลิมเปียอะคาเดมี)

รู้สึกมีอภิสิทธิ์ชอบกลเหมือนคนที่ได้แอบอ่านจดหมายชาวบ้าน (สารภาพว่าบางฉบับก็ skim through)

โซโลวีเนอเป็นชาวโรมาเนียมาเรียนปรัชญาที่เบิร์นและเห็นประกาศรับสอนพิเศษของไอน์สไตน์ (ทดลองเรียนฟรี) จึงไปตามที่อยู่ที่ระบุในประกาศ แค่ครั้งแรกทั้งคู่ก็คุยกันถูกคอแล้ว หลังจากครั้งที่สาม ไอน์สไตน์จึงบอกโซโลวีเนอว่า "คุณไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษหรอก แค่มาหาผมตอนที่คุณอยากมา ผมยินดีคุยด้วย" นอกจากโซโลวีเนอ ยังมีเพื่อนสนิทของไอน์สไตน์อีกคนชื่อฮาบิชท์ ทั้งสามรวมหัวกันตั้งสภาวิชาการกำมะลอ (แต่รายการหนังสือที่อ่านและกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดนั้นจริงจัง) ชื่อ โอลิมเปีย อะคาเดมี

ผมให้

ป.ล. ขอบคุณพี่ชิวสำหรับการให้ยืมอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2555    
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 21:32:10 น.
Counter : 1312 Pageviews.  

Einstein: His Life and Universe



เท่าที่เคยอ่านมานะครับ เล่มนี้เป็นหนังสือชีวประวัติและผลงานของไอน์สไตน์ที่สมบูรณ์ที่สุด Isaacson ค้นคว้าทำการบ้านได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ จากการไล่อ่านโน้ตในแต่ละบทแล้วเห็นได้เลยถึงพลังทุ่มเทของผู้เขียน ใครที่ต้องการรู้ประวัติและความคิดของไอน์สไตน์ รวมถึงทฤษฎีในปีมหัศจรรย์และความหมกมุ่นครึ่งหลังในการตามหาทฤษฎีรวมแบบพอหอมปากหอมคอ สมควรอ่านอย่างยิ่งครับ ผมไม่มองว่าการนำเสนอผลงานภาคทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างหลวมในบางประเด็นเป็นจุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้นะ โควตต่าง ๆ ที่คุณเห็นเพื่อน ๆ แชร์กันตามเฟสบุ๊กจะโลดแล่นเคียงคู่ไปกับบริบทซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความหมายแท้จริงของโควตเหล่านั้น นอกจากนี้ หลักฐานหลายชิ้นยังชี้ให้เห็นความรู้ผิด ๆ ของคนส่วนใหญ่ที่ถ่ายทอดกันมาในลักษณะเรื่องเล่าเอาฮา โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายไอน์สไตน์ (ซึ่งแน่นอนว่าไอน์สไตน์แบบปลอม ๆ) ที่แพร่หลายในบ้านเรา แก่นปรัชญาของไอน์สไตน์กับพุทธนี่คนละเรื่องกันเลยนะครับ สวนทางกันอย่างชัดเจน ไอน์สไตน์ปฏิเสธ freewill ถึงขั้นสุดโต่ง ทุกอย่างถูกกำหนดมา ทั้งหมดเป็น determinism การเลือกจึงเป็นเพียงภาพมายา (ถ้านิพพานมี คุณจะนิพพานได้เมื่อคุณถูกกำหนดให้นิพพาน แบบนี้เป็นพุทธไหมล่ะ?) ไอน์สไตน์เชื่อในพระเจ้า ในฐานะกฎที่ควบคุมสรรพสิ่ง และยึดถือหลัก causality หรือความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลอย่างเหนียวแน่น ถึงขั้นปฏิเสธควอนตัมในฐานะความจริงของธรรมชาติ (แต่ก็ยอมรับในฐานะปรากฏการณ์) ทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะก็เป็นการพูดถึงการมีอยู่ของสิ่งสัมบูรณ์ ตรงข้ามกับข้ออ้างแบบมั่ว ๆ ของนักวิชาการสายสังคมบางคนที่เข้าใจแบบผิด ๆ ว่านี่คือความคิดของกลุ่มสัมพัทธนิยม ฯลฯ [กลับไปที่หนังสือดีกว่า] Isaacson เขียนเรื่องราวได้อย่างมีชีวิตชีวา บางตอนก็ดราม่ายังกับนิยายเกาหลี เช่น ทะเลาะกับพ่อแม่เพราะหลงรักแฟนหัวปักหัวปำ ครั้นพอแก่ตัวเป็นพ่อคน ก็ทะเลาะกับลูกเพราะลูกหลงแฟนเหมือนกัน ไอน์สไตน์มีกิ๊กเยอะมาก บางตอนก็เป็นการเมืองเข้มข้น ต่อต้านนาซีเอย เสนอให้ก่อตั้งรัฐบาลโลกเอย บางตอนก็เป็นการถกเถียงทางวิชาการมัน ๆ แม้แต่ตอนตายแล้วยังมีเรื่องสนุก ๆ เกี่ยวกับการขโมยสมองโดยหมอชันสูตรศพ พูดได้ว่ารอบด้านครับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางช่วงผมนำไปเขียนลง fb และรวบรวมบางส่วนไว้ที่ ไอน์สไตน์ 1 กับ ไอน์สไตน์ 2

ผมให้




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2555    
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 14:01:35 น.
Counter : 1326 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.