creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ไม่มีหญิงสาวในบทกวี



เฉย ๆ (ค่อนไปทางตลก)

ผมให้




 

Create Date : 02 กันยายน 2555    
Last Update : 2 กันยายน 2555 14:46:30 น.
Counter : 1509 Pageviews.  

Medea



ตอนที่เจสันกลับจากการค้นหาขนแกะทองคำ สิ่งที่เขาได้ติดมือมาด้วยคือเมียครับ หล่อนชื่อ Medea เป็นธิดาของ Aeëtes ผู้ช่วยให้เจสันผ่านภารกิจทั้งสาม ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะ Hera ทำให้ Medea ตกหลุมรักเจสัน (เจสันเคยช่วย Hera ซึ่งปลอมตัวเป็นหญิงชราข้ามแม่น้ำ) ความโหดของนาง Medea ทำได้ทุกอย่างเพื่อคนรัก เริ่มตั้งแต่ตอนนางฆ่าหั่นศพน้องชายตัวเองเพื่อจะได้หนีพ่อโดยสะดวก รวมถึงใช่เล่ห์กลหลอกลูก ๆ ของ Pelias ให้ฆ่าพ่อตัวเอง แก้แค้นแทนผัว เพราะ Pelias ฆ่าพ่อของเจสัน ฯลฯ ที่เกริ่นความเหี้ยมโหดมานี้ยังไม่เกี่ยวกับบทละครเรื่อง Medea ของ Euripides นะครับ เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากคู่ผัวเมียหนีคดีฆ่า Pelias มาอยู่เมือง Corinth แล้วมีลูกชายด้วยกันสองคน ต่อมา ไม่รู้ทำอีท่าไหน เจสันกับเจ้าหญิงแห่งเมืองนี้ตกหลุมรักกัน และกำลังจะแต่งงาน เจสันทิ้งเมียเก่า ทิ้งลูก แถมว่าที่พ่อตา คิง Creon ก็ออกราชโองการขับไล่ Medea กับลูกทั้งสองเสียอีก นางจึงต้องแก้แค้นที่ผัวนอกใจ วิธีการนี่เล่นเอาความโหดก่อนหน้าเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ ไปเลย, Euripides วิพากษ์สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่และสร้างความชอบธรรมให้แก่การแก้แค้นได้ดีทีเดียวครับ นอกจากจะอยู่ในสถานะเพศหญิง Medea ยังตกอยู่ในสถานะคนเถื่อนต่างถิ่น ผมเชื่อว่าถึงจุดหนึ่ง ผู้อ่านจะถูกพาไปปล่อย ณ ตำแหน่งที่เหมือนจะหาสมดุลไม่ได้ระหว่างความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของตัวละครที่คุณก็ไม่กล้าตัดสินลงไปว่าเลวร้าย-คุณอาจจะพูดว่าเลวร้ายแบบมีเงื่อนไข-กับการแสดงออกทางศีลธรรม ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งใน Chorus (นั่นคือคุณเป็นผู้หญิงท้องถิ่น) คุณจะบุกเข้าบ้านไปห้าม Medea มั้ยครับ?

คำเตือน ถ้าคุณมีหนังสือฉบับของ Vintage แปลโดย Robin Robertson (ตามรูป) อยู่ในมือ และยังไม่รู้พฤติกรรมของ Medea และอยากได้อารมณ์สะเทือนใจแบบโศกนาฏกรรมกรีก ให้อ่านบทละครก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่าน introduction นะ เพราะนอกจากมันจะเฉลยเนื้อเรื่องแล้ว Robertson ยังวิจารณ์ ตั้งข้อสังเกตดี ๆ หลายจุดจนอาจชี้นำความคิด

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2555    
Last Update : 23 กันยายน 2555 2:23:20 น.
Counter : 2379 Pageviews.  

The Pluto Files



หลังจาก Rose Center for Earth and Space เปิดได้เกือบหนึ่งปี (Rose Center เปิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2000) นักข่าวของ New York Times ซึ่งแวะไปเดินเล่นที่นั่น บังเอิญได้ยินเด็กคนหนึ่งถามแม่ตรงบริเวณทางเดินจัดแสดง Scales of the Universe ว่า ดาวพลูโตอยู่ไหนฮะ แม่บอกว่าลองดูดี ๆ สิ สุดท้ายทั้งแม่ลูกก็ช่วยกันหาดาวพลูโต แต่ไม่เจอ! New York Times จึงให้ Kenneth Chang ทำสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากขึ้นหน้า 1 ก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาทันที Neil DeGrasse Tyson โดนเต็ม ๆ ครับ โทษฐานที่เอาพลูโตทิ้งจากทำเนียบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ (ในความเป็นจริงแล้วการจัดประเภทของ Scales of the Universe ไม่ได้จัดโดยใช้เกณฑ์ความเป็นดาวเคราะห์ แต่ไม่ทันแล้วล่ะ นั่นทำให้ไม่มีใครเขียนเล่าเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ได้สนุกมากไปกว่าเขา) เด็ก ๆ เกรดสามเกรดสี่ทั่วอเมริกาเขียนจดหมายมาประท้วง ประมาณเอาพลูโตของพวกเราคืนมา ไม่เฉพาะเด็ก ๆ แม้แต่นักวิชาการที่รักพลูโตหลายคนก็ไม่เห็นด้วย ร้อนไปถึง IAU ต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อนิยามความหมายของดาวเคราะห์ น่าทึ่งดีมั้ยครับ ตั้งแต่โคเปอร์นิคัสเสนอ heliocentric เราก็ไม่เคยมีนิยามของดาวเคราะห์อย่างเป็นทางเลย และลงเอยด้วยการโหวตสถานะของพลูโตในปี 2006! เอิ่ม วิทยาศาสตร์เป็นประชาธิปไตยไปตั้งแต่เมื่อไรนะ ผลสืบเนื่องน่ารัก ๆ ที่ตามมาคือ American Dialect Society เพิ่มศัพท์คำว่า to pluto/ to be plutoed หมายถึงการลดคุณค่าของบางคนหรือบางสิ่ง ... เรื่องราวสนุก ๆ ทั้งหมด ตั้งแต่การค้นพบพลูโตของ Clyde Tombaugh จากการมองหา planet x การตั้งชื่อว่าพลูโตโดยเด็กหญิง 11 ขวบจากอังกฤษ คนอเมริกันไม่ทันนึกถึงชื่อนั้น เพราะพลูโตเป็นยี่ห้อยาระบาย ปริมาณของดาวเคราะห์ในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามการค้นพบใหม่ ๆ มิติทางวัฒนธรรม เช่นการประพันธ์ The Planets ของ Gustav Holst (แน่นอน ไม่มีพลูโต เพราะมันแต่งก่อนพบพลูโต), กำเนิดสัตว์เลี้ยงของมิกกี้ เม้าส์ ฯลฯ รวมถึงข้อมูลและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องจัดพลูโตเป็นวัตถุหนึ่งใน Kuiper belt อาทิ ระนาบการโคจร ความรกรุงรังของเส้นทางโคจร รูปวงโคจร และมวล การถกเถียงในเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ เหล่านี้ Tyson เล่าได้อย่างออกรส เป็นบันทึกเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ภาพประกอบเยอะ มีสำเนาจดหมายที่อ่านไปก็อมยิ้มไปของบรรดาเด็ก ๆ ที่บ้างก็เจ็บแค้นใจ บ้างก็เข้าใจ สนุกมากครับ

ผมให้




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2555    
Last Update : 27 สิงหาคม 2555 11:44:30 น.
Counter : 1205 Pageviews.  

หนังสือแห่งชา กับ The Book of Tea



สำหรับฉบับแปลไทย ขอบอกตรง ๆ ว่าตกตะลึงมากครับ เดิมทีผมไม่ได้ตั้งใจอ่านทั้ง 2 ฉบับ แต่บังเอิญตอนเริ่มต้นอ่านหนังสือแห่งชา เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าคำว่าลัทธิชานั้น ต้นฉบับใช้คำอะไร (Teaism) จึงลองหาต้นฉบับ เจอเล่มเต็มในโปรเจ็คกูเท่นแบร์ก (ดู The Book of Tea) หลังจากอ่าน 'The Cup of Humanity' จบ ชื่นชมในการเขียนที่งดงามของ Okakura มาก ความตะลึงเกิดขึ้นตรงนี้แหละ เพราะเหมือนอ่านคนละเรื่องกับ 'ถ้วยแห่งมนุษยชาติ' เลยทีเดียว ทำให้ต้องอ่านสลับกัน อ่านฉบับแปลไทยจบ ก็อ่านต้นฉบับซ้ำอีกที พบว่า 3 บทแรกในฉบับแปลไทย (ถ้วยแห่งมนุษยชาติ, สกุลชา และ ลัทธิเต๋าและนิกายเซน) แปลได้น่าผิดหวังมาก เพราะ (1) เป็นการแปลแบบตีความมากเกินไป เช่น 1.1 'there were three most deplorable things in the world' แปลว่า 'โลกนั้นประกอบไปด้วยโศกนาฏกรรมสามอย่าง' คำว่า most deplorable things น่าจะหมายถึง สิ่งหรือเรื่องที่น่าเสียดาย ชั่วร้าย เลวร้ายมาก 'ที่สุด' ไม่ใช่เรื่องเศร้า แต่ก็พอตีความได้ หรือ 1.2 'The Taoists claimed it as an important ingredient of the elixir of immortality.' แปลว่า 'คนที่นับถือลัทธิเต๋าเชื่อว่าชานั้นคือหนึ่งในยาอายุวัฒนะแห่งความเป็นอมตะ' ซึ่งอันที่จริงมันควรจะเป็นแค่ important ingredient หรือส่วนประกอบสำคัญมากกว่าที่จะเป็นยาอายุวัฒนะเสียเอง

(2) แปลผิดและแปลรวบความ เช่น 2.1 หนังสือต้นฉบับบรรยายวิธีชงชาของ Luwuh โดยเริ่มจากการแนะนำสถานะการต้มน้ำที่มีอยู่ 3 สถานะ แจกแจงอย่างละเอียดว่าสังเกตแต่ละสถานะได้ยังไง และแนะนำขั้นตอนการเตรียมก้อนชา เติมเกลือลงในสถานะแรกนะ แล้วใส่ชาสถานะที่สอง พอถึงสถานะที่สามให้เติมน้ำเย็นหนึ่งกระบวยเพื่อ revive the "youth of the water" ดูสิครับว่าต้นฉบับใช้ภาษาสร้างภาพได้งามขนาดไหน ทีนี้ฉบับแปลหน้า 32 แปลว่า 'ส่วนขั้นตอนการต้มน้ำนั้น ลู่ อวี่ บอกว่าน้ำที่ต้มจนเดือดเป็นฟองขนาดตาปลาบนผิวน้ำนั้นเหมาะที่สุด ส่วนชาอิฐนั้นควรนำไปย่างให้นิ่มเหมือนแขนทารกก่อนหั่นเป็นผง และควรเติมเกลือลงไปในการต้มครั้งแรก' จบแค่นี้จริง ๆ การต้มน้ำ 3 สถานะหายไปไหน?, สถานะแรกที่เป็นตาปลานั่นถูกต้อง แต่ไม่ใช่เหมาะสมที่สุด salt is put in the first boil ไม่ได้แปลว่าควรเติมเกลือลงไปในการต้มครั้งแรก แต่หมายถึงให้ใส่เกลือลงไปในการต้มขณะที่น้ำเดือดอยู่ในสถานะแรก (the boil = the state of boiling), ชาที่ต้องใส่ตอนสถานะที่สอง และน้ำเย็นหนึ่งกระบวยในสถานะที่สามก็หายไป?

2.2 ต้นฉบับเขียน 'But the great respect paid to the laws and customs of that classic period of Chinese civilisation which culminated with the establishment of the Chow dynasty in the sixteenth century B.C., kept the development of individualism in check for a long while, so that it was not until after the disintegration of the Chow dynasty and the establishment of innumerable independent kingdoms that it was able to blossom forth in the luxuriance of free-thought. Laotse and Soshi (Chuangtse) were both Southerners and the greatest exponents of the New School. On the other hand, Confucius ...' ฉบับแปลตัดทอนเหลือแค่ 'แต่ความเป็นปัจเจกนิยมถูกกดไว้โดยการก่อตั้งราชวงศ์โจว เมื่อสามพันหกร้อยปีที่แล้ว จนกระทั่งเข้าถึงยุคสามก๊ก ความคิดอิสระจึงได้มีโอกาสเกิดขึ้น เล่าจื่อและจวงจื่อเป็นชาวจีนตอนใต้ทั้งคู่ ในขณะที่ขงจื่อนั้น ...' ตรงนี้ผมก็ยังคาใจการแปล คำว่า 'innumerable independent kingdoms' เป็นสามก๊ก ข้อสงสัยของผมคือ (สารภาพก่อนว่าไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์จีนนะครับ) ช่วงล่มสลายราชวงศ์โจวกับสามก๊กนี่ห่างกันเกือบพันปีหรือเป็นพันปีไม่ใช่เหรอ อาศัยความรู้จากการอ้างถึงเลียดก๊กในสามก๊ก ซึ่งเลียดก๊กเป็นช่วงยุคชุนชิวที่มีพวก เล่าจื่อ ขงจื่อ หรือไม่ก็จ้านกว๋อ การพูดว่า 'it was not until after the disintegration of the Chow dynasty and the establishment of innumerable independent kingdoms that it was able to blossom ...' โดยสามัญสำนึกจึงไม่น่าจะพูดถึง disintegration กับ establishment ที่ทิ้งระยะเวลาห่างกันนานเป็นพันปีรึเปล่า (ช่วงระยะเวลาระหว่างนั้นยังมีราชวงศ์ฉินกับฮั่นอีกไม่ใช่เหรอ) มันให้อารมณ์ประมาณพูดว่าเหตุการณ์ x เริ่มเกิดขึ้นหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาและเริ่มมีการเล่นเฟซบุ๊กยังไงยังงั้น แถมประโยคต่อมายังพูดถึงเล่าจื่อในฐานะ หนึ่งใน "greatest exponents of the New School" ดูสอดรับกันดีกับประโยคหน้า ฉะนั้นคำว่า "innumerable independent kingdoms" น่าจะหมายถึงยุคชุนชิวกับจ้านกว๋อตอนปลายราชวงศ์โจวรึเปล่า?

2.3 ต้นฉบับเขียน 'The usefulness of a water pitcher dwelt in the emptiness where water might be put, not in the form of the pitcher or the material of which it was made.' ส่วนฉบับแปลแปลว่า 'น้ำก็เช่นกัน มีคุณค่าอยู่ตรงที่มันปรับตัวเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามภาชนะที่มันอาศัยอยู่' อันนึ้เล่นเอามึน, 2.4 ต้นฉบับเขียน 'We find Tankawosho breaking up a wooden statue of Buddha on a wintry day to make a fire. "What sacrilege!" said the horror-stricken bystander. "I wish to get the Shali out of the ashes," calmy rejoined the Zen. "But you certainly will not get Shali from this image!" was the angry retort, to which Tanka replied, "If I do not, this is certainly not a Buddha and I am committing no sacrilege." Then he turned to warm himself over the kindling fire.' และแปลออกมาโดยตัดความทิ้งเหลือเพียง 'คนอย่าง ทะกะวะโช จึงสับพระพุทธรูปไม้ไปทำฟืนเสีย "ช่างไร้ซึ่งความเคารพ" คนที่พบเห็นกล่าวด้วยความตกตระหนก "แต่นี่ไม่ใช่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และข้าพเจ้าก็มิได้แสดงความลบหลู่" เขาตอบกลับและหันไปผิงไออุ่นจากกองไฟ'

(3) ตัดเนื้อหาในต้นฉบับทิ้งไปเลย ไม่แม้กระทั่งรวบหรือย่อความ เช่น บทที่ 3 ลัทธิเต๋าและนิกายเซน ตัดย่อหน้าที่ 2 และ 3 ของต้นฉบับทิ้ง การตัดทิ้งแบบน่าเกลียด ๆ อย่างนี้จะพบได้ในสามบทแรก แต่ไม่พบในสี่บทหลัง (4) ความไม่สอดคล้องกัน เช่น บางแห่งแปล Yeno ว่าเว่ยหล่าง บางแห่งก็เยโน เหตุผลทั้ง 4 ข้อนี้ ผมยกตัวอย่างแค่เพียงคร่าว ๆ นะ สามบทแรก openbooks น่าจะตรวจสอบสักหน่อย สี่บทหลังโอเคครับ

ภาพรวมของ The Book of Tea หนังสือแห่งชา ผมชอบการเขียนที่ประณีต และการแปลที่ทำได้ดีมากในบางบท การเปรียบเทียบแบบมีลีลาชั้นเชิง งดงาม รวมถึงเรื่องเล่าน่าทึ่ง ๆ เกี่ยวกับชาและปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคน อาคาร เครื่องใช้ ดอกไม้ประดับ ศิลปะ ลัทธิ ความเชื่อ ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากสงครามและการเริ่มเป็นประเทศในเอเชียที่ได้รับการยอมรับจากตะวันตก จนทำให้ปัญญาชนญี่ปุ่นต้องออกมาตั้งคำถามถึงตัวตนหรือจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น ประเด็นนี้สะท้อนชัดในบทที่หนึ่ง นอกจากนี้ ไม่ว่าจะพูดถึงองค์ประกอบอะไรก็ตาม จะมีลักษณะของการเชิดชู เพื่อชักชวนให้ระลึกถึงสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณที่ดีงามและมีความหมายแบบตะวันออกหรือแบบญี่ปุ่นผ่านทางชา ประทับใจครับ ถึงแม้จะไม่ค่อยปลื้มเท่าไรที่ผู้เขียนโจมตีวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างไร้เหตุผล เมื่อกล่าวโทษว่าเป็นต้นตอของการจัดประเภท อันนี้ไม่เห็นด้วย

หนังสือแห่งชาThe Book of Tea
ผมให้




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2555    
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 22:18:33 น.
Counter : 2308 Pageviews.  

ญี่ปุ่นสมัยใหม่ (ความรู้ฉบับพกพา)



เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่ให้ภาพญี่ปุ่นหลังเผชิญหน้าเรือของนายพลเพอร์รี่กลางศตวรรษที่สิบเก้าและเปลี่ยนผ่านในหลาย ๆ ด้าน สังคม เศรษฐกิจ การปกครอง อัตลักษณ์ ฯลฯ มาจนถึงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ตั้งแต่การปฏิรูปเมจิ (อวสานโชกุน) การเข้าสู่ชาตินิยมใหม่ สงครามโลกครั้งที่ 2 การยึดครองของสหรัฐฯ ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ (จากสงครามเกาหลี) ช่วงทศวรรษที่สูญหาย และวัฒนธรรมโอตากุ ผู้เขียนนำเสนอการปะทะกันของญี่ปุ่นกับสมัยใหม่ และสรุปในบทสุดท้ายว่านี่ไม่ใช่ตะวันออกที่ดิ้นรนในการปรับตัวเป็นตะวันตก หากเป็นการปรับเปลี่ยนตัวตนและบทบาทอย่างต่อเนื่อง แม้ยอมรับว่ายังไม่อาจนิยามได้อย่างชัดเจนลงไปว่าสมัยใหม่คืออะไร แต่ก็ชี้ชวนให้ชมหลายจุดว่าบางชั่วขณะเวลาตั้งแต่ยุคโทคุงาวะนั้น ญี่ปุ่นมีความเป็นสมัยใหม่กว่าประเทศอื่นใดด้วยซ้ำ เนื่องด้วยขีดจำกัดด้านขนาด ตามสไตล์หนังสือชุด VSL ของ CUP (สนพ. open worlds ทยอยนำเสนอในชุดความรู้ฉบับพกพา) ทำให้ข้อมูลปริมาณมหาศาลอัดแน่นลงพื้นที่เล็กจิ๋ว บุคคลในประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงโลดแล่นจนอาจจำไม่ไหวและผ่านไปไวหลายสิบปีเพียงแค่พลิกหน้า แต่มุมมองหลายจุดที่ผู้เขียนยกมา ซึ่งค่อนข้างหลากหลายมิติ บางเรื่องเป็นเกร็ดในระดับบุคคลที่น่าสนใจ (เช่น การฟ้องร้องกระทรวงศึกษาฯ ที่ปกปิดความชั่วร้ายของทหารญี่ปุ่นในสงครามไม่ยอมนำเสนอตรงไปตรงมาโดยซาบุโร, การตั้งสถาบันศึกษาที่ต่อมาจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยเคโอของฟุคุซาวะ) ก็ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมกว้าง ๆ ของญี่ปุ่นสมัยใหม่ได้ดีครับ

ผมให้




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2555    
Last Update : 18 สิงหาคม 2555 15:07:27 น.
Counter : 1655 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.