creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

In Search of a Distant Voice



ตอนช่วงหนังสือลดราคา ผมซื้อ Taichi Yamada มา 2 เล่ม เล่มนี้ กับ Strangers หลังอ่าน review เห็นหลายเสียงชื่นชม Strangers มาก จึงตัดสินใจอ่านเล่มนี้ก่อน เพราะหากไม่ชอบ ผมยังเหลือข้ออ้างให้อ่านอีกเล่ม แต่คงไม่ต้องใช้ข้ออ้างจากลอจิกแปลก ๆ แล้วล่ะ เพราะ In Search of a Distant Voice เอาอยู่ ขณะอ่านช่วงที่ Tsuneo เล่าให้หญิงนางหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยพบเห็นหน้า พวกเขาคุยกันผ่านเสียงในหัว ดูไม่ผิดจากคนเป็นโรคจิตเภท เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในพอร์ตแลนด์ ผมก็ส่งเสียงในหัวบ้าง ข้ามผ่านเวลาย้อนไปเกือบ 30 ปีถึง Yamada ว่า เอากัน เอากัน บ๊ะ สมใจ กับคำบรรยายฉากเสพเมถุนไม่กี่บรรทัดที่เล่าผ่านปาก (อันที่จริงแล้ว ผ่านความคิด) ของ Tsuneo ตรงไปตรงมาเรียบง่าย ไร้อารมณ์ อย่างที่เขากลัวว่าเขาจะชอบมัน ผมชอบนะ หนังสือที่ประกาศชัยชนะของความเหงาและความอ่อนแอ

ผมให้




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2556 14:05:50 น.
Counter : 1084 Pageviews.  

The Essential Difference



ประเด็นของหนังสือเล่มนี้สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ สมองของผู้หญิงกับผู้ชายโดยเฉลี่ยแตกต่างกันโดยธรรมชาติ แตกต่างกันในทางชีววิทยาอยู่แล้ว สมองของผู้หญิงจะโน้มเอียงไปในทางเห็นอกเห็นใจ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น เป็นสมองชนิด E ย่อมาจาก Empathizing ในขณะที่สมองผู้ชายจะโน้มเอียงไปในทางความเข้าใจเชิงระบบ เป็นสมองชนิด S ย่อมาจาก Systemizing ตรงนี้ผู้เขียนเน้นบ่อยครั้งตลอดทั้งเล่มว่า ความหมายของข้ออ้างดังกล่าวเป็นการพูดโดยค่าเฉลี่ย หมายความว่า ถ้าเรามีวิธีการใดวิธีการหนึ่งในการทดสอบเพื่อบอกว่าสมองเป็นแบบ E หรือ S แล้วให้ผู้หญิงและผู้ชายจำนวนหนึ่งทำการทดสอบ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะได้ E ผู้ชายส่วนใหญ่จะได้ S นั่นคือถ้าคุณสุ่มเลือกผู้ชายมาคนหนึ่ง เราไม่สามารถสรุปได้ว่าเขาเป็น S นะ เราบอกได้แค่เพียงว่าโอกาสที่เขาจะเป็น S มากกว่า E ส่วนเขาจะเป็นแบบไหนนั้น ต้องทดสอบแล้วดูผลลัพธ์อีกที พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนังสือ ผู้เขียนเสนอหลักฐานประกอบข้ออ้าง และหักล้างความเชื่อหรือทฤษฎีที่ว่าความเป็นผู้หญิง อาทิ ชอบเม้าส์ เห็นใจคนแปลกหน้านั้น หรือความเป็นผู้ชาย ชอบแข่งขัน สามารถเข้าใจระบบลำดับชั้นทางสังคม (ไม่ได้มีแต่ในมนุษย์) ไม่ได้เป็นผลมาจากปัจจัยทางวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่มีปัจจัยทางชีววิทยาร่วมด้วย มีการทำเสนอการทดลองโดยผู้เขียนและศิษย์ของผู้เขียนที่น่าสนใจหลายอัน เช่น ทดลองกับเด็กทารกอายุ 1 วัน เพื่อนดูว่าเด็กสนใจสิ่งไหนมากกว่ากัน ระหว่างรูปคนกับรูปที่ไม่ใช่คน สองบทสุดท้ายพูดถึงสมองแบบ S สุดขั้ว ได้แก่ autism และวิเคราะห์ว่า William Shockley, Paul Dirac นี่ใช่กลุ่มนี้แหละ ส่วน Newton กับ Einstein ถูกอ้างถึงว่า S สูงและ E ต่ำ (กรณีไอน์สไตน์ ผมคิดว่ามองในสเกลครอบครัวของแกก็เห็นด้วยเหมือนกันว่า E ต่ำ แต่การอุทิศตัวต่อคนอื่นที่กว้างไกลเกินสเกลครอบครัวในหลาย ๆ แง่ ก็ไม่น่าจะพูดได้เต็มปากว่า E ต่ำเหมือนกันนะ) สมองสุดขั้วอีกแบบคือ E สุดขั้ว พวกนี้เป็นพวก systemblind ซึ่งในสังคมเราไม่ถือว่าเป็นปัญหาสักเท่าไรเมื่อเทียบกับพวก zero degrees of empathy

ผมให้




 

Create Date : 22 เมษายน 2556    
Last Update : 22 เมษายน 2556 23:33:42 น.
Counter : 1041 Pageviews.  

Me and You



นี่เป็นเรื่องที่ 2 ของ Ammaniti ที่มีโอกาสได้อ่าน (ผมไม่กลัว ฉบับแปลไทย เป็นเรื่องแรก) ทั้งสองเล่มชวนให้คำสองคำผุดขึ้นมาในความคิด เด็กชาย กับ ที่หลบซ่อน แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาคำที่ลอยขึ้นมาเองนี้มาเขียนถึงอย่างไรดี ในขณะที่กำลังสะเทือนใจและหวั่นไหวกับตอนจบของ Me and You อยู่ เท่าที่จำได้ ในผมไม่กลัว เด็กชายถูกซ่อน และเด็กชายอีกคนหนึ่งค้นพบ แล้วพยายามช่วยเหลือ ในเล่มนี้ Lorenzo ซ่อนตัวเอง (ผมน่าจะพูดว่า เขาถูกตัวเองซ่อน) และพี่สาวร่วมบิดาค้นพบ แล้วผลสืบเนื่องคือการช่วยเหลือ ผมคิดว่าผมรู้จักเด็กชาย Lorenzo นะ มีบางอย่างทำให้ผมคิดว่า ทุกคนที่อ่านจบจะพูดเหมือนกัน ฉันรู้จัก Lorenzo นะ ฉันเองก็เป็นแบบนั้น บางช่วงของชีวิตฉันจมอยู่กับเรื่องที่ผูกขึ้นมาเองจนมองไม่เห็นทางออก หลายครั้งฉันคิดจะหันหลังให้กับโลก ขังตัวเองอยู่ในห้องใต้ดินกับนิยายของสตีเฟ่น คิง แล้วคิดว่ามันจะวิเศษขนาดไหนถ้าได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แค่ในกล่องสี่เหลี่ยมนี้ (โดยเฉพาะอย่าง เมื่อคิดได้ตอนอายุ 14 ปี) ก่อนจะบรรลุความจริงภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาว่ามันช่างเงียบเหงาและน่าหวาดหวั่น จับใจ

ผมให้




 

Create Date : 16 เมษายน 2556    
Last Update : 16 เมษายน 2556 10:05:58 น.
Counter : 1065 Pageviews.  

The Theoretical Minimum



ค่อนข้างชอบเนื้อหาที่อาจารย์ Susskind อธิบายกฎข้อที่ -1 การอนุรักษ์ information ในบทแรก The Nature of Classical Physics แต่ผิดหวังกับภาพรวมของหนังสือนะครับ ปกโปรยว่าเล่มนี้เหมาะสำหรับ 'anyone who has ever regretted not taking physics in college' แถมเน้นตัวโต ๆ 'physics 101-the diy way' พูดเหมือนกับเป็นหนังสือที่ใคร ๆ ก็อ่านได้ ขณะที่ในความเป็นจริง ถ้าคุณมีความรู้คณิตศาสตร์และฟิสิกส์ระดับ ม.ปลาย คุณจะสามารถไปไกลที่สุดได้แค่ 5-6 บทแรกเท่านั้น และนั่นต้องอยู่บนเงื่อนไขว่า แคลคูลัสแน่นปึ๊ก หรืออย่างน้อยก็ไม่รังเกียจมันนะ ไม่งั้นหมดสิทธิครับ เพราะเนื้อหาบทที่ 6 ถึง 11 คุณจะพบกับหลักการ action ที่น้อยที่สุด, ความสมมาตรและกฎการอนุรักษ์, กลศาสตร์ฮามิลโทเนียนและความไม่ผันแปรภายใต้ time-translation, phase space fluid กับทฤษฎีบท Gibbs-Liouville, poisson brackets, สมการของแม็กซ์เวลล์ ทั้งหมดเป็นเนื้อหากลศาสตร์ยุคเก่าที่บรรยายได้ชนิดเรียกว่ากระชับมากดุจ lecture note อีกทั้งยังเป็น note ที่คาดหวังว่าผู้อ่านซึ่งไม่รู้อะไรเลยจะสามารถเรียนวิธีแก้สมการอนุพันธ์ได้ภายในการอ่านเนื้อหาสรุปสั้น ๆ เพียงไม่กี่หน้า ผมจึงคิดว่าเล่มนี้ล้มเหลวในการสอนนะ และยิ่งไม่ใช่ DIY แน่ ถึงแม้จะมีแบบฝึกหัดให้คิดก็ตาม (ไม่มีเฉลยในหนังสือ ผู้เขียนบอกว่ามีเฉลยให้ในเว็บไซต์) ใช้เป็นหนังสือทบทวนคงพอได้ครับ ข้อเสียอีกอย่าง และเห็นแล้วขัดตามาก คือ การพิมพ์สมการคณิตศาสตร์ พูดตรง ๆ ฟ้อนท์ สัญลักษณ์ และการจัดวางอุบาทว์มาก เฟล

ผมให้




 

Create Date : 13 เมษายน 2556    
Last Update : 13 เมษายน 2556 2:01:37 น.
Counter : 1243 Pageviews.  

ไอน์สไตน์: ชีวประวัติและจักรวาล (ฉบับสมบูรณ์)



ฉบับแปลภาษาไทยจาก Einstein: His Life and Universe คณะแปลนำทีมโดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ร่วมกับ พี่หมู ธวัชชัย ดุลยสุจริต อาจารย์ต่าย เยาวลักษณ์ ภูอภิรมย์ และศล ผมไม่ค่อยชอบคำนิยมของคุณ ว. วชิรเมธี เลย เพราะเขาไม่ได้เขียนนิยมหนังสือของไอแซคสัน แต่เขียนขึ้นตามความเข้าใจของตัวเอง เช่น คุณ ว. ว่า "สิ่งที่ผู้เขียนใคร่จะกล่าวถึงในที่นี้มีเพียงประเด็นเดียวคือ สภาพแวดล้อมที่ทำให้ไอน์สไตน์สามารถคิดทฤษฎีสำคัญๆ ระดับโลกขึ้นมาได้ นั่นก็คือ การมีวิถีชีวิตที่สันโดษ ง่าย งามธรรมดาอย่างยิ่ง" มี 3 ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้ดูเล่ห์ของข้อความนี้ (1.) การวิเคราะห์ของ ว. กับของไอแซคสันไม่ตรงกัน การวิเคราะห์ของไอแซคสันกรณีปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมสู่การค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ คุณอ่านได้ที่หน้า 135 แล้วนำมาเปรียบเทียบกับโควตนี้ของ ว. ดูอีกครั้ง (2.) หลังจากคุณอ่านจบเล่มแล้ว ขอให้ตอบคำถามว่า ไอน์สไตน์มีวิถีชีวิตที่สันโดษจริงหรือ? สันโดษคืออะไร? สันโดษคือความยินดีหรือพอใจเท่าที่ตนมีอยู่หรือเป็นอยู่ ผมมั่นใจว่า ใครก็ตามที่อ่านจบจะพบว่าในด้านสันโดษนี้ เขาก็เหมือนกับเรา ๆ นี่แหละครับ คือสันโดษบางเรื่อง ไม่สันโดษบางเรื่อง (3.) หลุมพรางของการโยงความดีให้เป็นเหตุไปสู่ความสำเร็จที่เป็นผล เมื่อว่ากันตามตรงแล้วเราไม่มีหลักฐานว่าผลดังกล่าวเกิดจากความดีนั้น ๆ หรือกระทั่งว่าความดีนั้น ๆ เป็นเหตุของผลดังกล่าว ผมกำลังบอกว่า ถ้าสันโดษ ง่าย และงามธรรมดาอย่างยิ่งเป็นเหตุที่เพียงพอให้คิดทฤษฎีสำคัญ ๆ ได้แล้วไซร้ เรามีทฤษฎีสำคัญ ๆ เพียบแน่ เพราะประชากรบนโลกส่วนใหญ่โดยค่าเฉลี่ยแล้วนั้นสันโดษ ง่าย และธรรมดาอย่างยิ่ง ผมพนันว่า คุณสามารถนึกถึงเพื่อนที่สันโดษ ง่าย และงามธรรมดาอย่างยิ่งได้หลายคนแน่ ๆ นึกออกกันใช่มั้ยครับ ยังมีอีกตอน คุณ ว. ว่าไอน์สไตน์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ประเภทปิดหูปิดตา (หน้า x) อันนี้แกมองไอน์สไตน์วิเศษไป คนก็คือคนนะครับ ยังไงตัวเองก็ต้องปิดหูปิดตาในบางเรื่องอยู่ดี เรื่องการเมือง ไอน์สไตน์ไร้เดียงสามาก เรื่องควอนตัม ไอน์สไตน์ปิดหูปิดตาถึงขั้นเปรียบเทียบตัวเองกับนกกระจอกเทศที่มุดหัวอยู่ในทรายเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับปิศาจควอนตัม ดังจดหมายถึง de Broglie ด้วยคำนิยมที่แกเขียน ตอนนี้ ผมไม่เชื่อว่าคุณ ว. อ่านไอน์สไตน์ของไอแซคสันจนจบเล่ม




 

Create Date : 12 เมษายน 2556    
Last Update : 13 เมษายน 2556 2:27:02 น.
Counter : 1875 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.