creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

dive หัวใจไม่หยุดฝัน



เอโค่ใน Confessions of a Young Novelist บอกว่าฟังก์ชั่นในเชิงญาณวิทยา (epistemological function) ของข้อความในนิยายคือมันเป็นประหนึ่งกระดาษลิตมัสสำหรับทดสอบภาวะที่ไม่อาจหักล้างว่าเป็นเท็จได้ของความจริง ในเกมการแข่งขันกระโดดน้ำที่เพื่อนทั้งสาม โทโมะกิ โยอิจิ และชิบุกิ ต้องขับเคี่ยวกันเพื่อชัยชนะและเป้าหมายของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เอาใจเชียร์และช่วยเหลือให้กำลังใจเพื่อนเต็มที่ด้วย แม้นายพิงกี้ที่ไม่เชิงว่าเป็นเพื่อนยังมีตอนแสดงสปิริต ถ้าคุณได้ยินเรื่องนี้ผ่านเพื่อนเล่าถึงเพื่อนของเพื่อนให้ฟัง คุณอาจตั้งคำถาม หรือเมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจได้ข้อมูลใหม่ พบข้อโต้แย้ง แต่สำหรับนิยาย ความจริงมันจบและเบ็ดเสร็จอยู่แค่นั้น ไม่มีส่วนไหนของบททำให้เราสงสัยเป็นอื่น พอเรายอมรับว่าใช่ เป็นไปได้ เราก็ตกอยู่ในโลกที่ถูกสร้างให้มีมิตรภาพใสซื่อสมบูรณ์แบบ อิน นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วอิน ถูกตัวละครและเรื่องราวเขย่าหวั่นไหวไปหลายหน ตัวเอกทั้ง 3 มีเสน่ห์ และปมปัญหาของพวกเขาชวนติดตาม อ่านเพลินครับ

ผมให้




 

Create Date : 05 เมษายน 2557    
Last Update : 5 เมษายน 2557 18:58:45 น.
Counter : 1225 Pageviews.  

Paradoxes



Sainsbury นิยามพาราด็อกซ์ว่า ข้อสรุปที่ไม่อาจยอมรับได้อันมีที่มา (หรือพิสูจน์มา) จากการอ้างเหตุผลที่ดูเหมือนจะยอมรับได้จากข้อตั้งหรือ premises ที่ดูเหมือนยอมรับได้ เนื้อหาหนังสือแบ่งออกเป็น 7 บท โดย 6 บทแรกแบ่งตามกลุ่มของพาราด็อกซ์ (1) Zeno's paradoxes: space, time, and motion ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นพาราด็อกซ์ที่เรารู้จักกันดีที่สุดอันหนึ่ง โดยเฉพาะในเวอร์ชั่นการแข่งขันวิ่งระหว่างอคิลลิสกับเต่า ที่ซีโนให้เหตุผลที่ดูเหมือนสมเหตุสมผลจนนำไปสู่ข้อสรุปว่า ไม่ว่าอย่างไรอคิลลีสก็ไม่มีทางวิ่งแซงเต่า ถึงแม้นักเรียน ม.ปลาย ยุคนี้สามารถแสดงให้ซีโนเห็นได้ง่าย ๆ ว่า ผลรวมของลำดับอนันต์ของจำนวนบางลำดับเป็นจำนวนจำกัด แต่วิธีการแย้งการให้เหตุผลของซีโนก็ยังนับว่ามีความน่าสนใจมากอยู่ดี ด้วยทริกเดียวกันนี้ ซีโนใช้ปฏิเสธ plurality (หรือการมีอยู่ของสิ่งหลาย ๆ สิ่ง, ซีโนให้เหตุผลในทำนอง ถ้าเรายอมให้วัตถุมีส่วนประกอบย่อย เช่น สเปซในสนามแข่งวิ่งของอคิลลีสกับเต่ามีส่วนประกอบย่อย คือแบ่งเป็นสเปซย่อย ๆ ซึ่งสามารถย่อยได้ไม่จำกัด และแต่ละส่วนย่อยมีขนาด จะนำไปสู่ข้อสรุปว่าวัตถุมีขนาดไม่จำกัด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เราจึงต้องปฏิเสธว่าวัตถุมีส่วนประกอบย่อย) ปฏิเสธการเคลื่อนที่ การเขียนอธิบายเนื้อหาที่คนส่วนใหญ่รู้ในระดับหนึ่งอยู่แล้วให้น่าสนใจนั้น ผมคิดว่าไม่ง่ายนะครับ แต่ Sainsbury ทำได้ยอดเยี่ยม

(2) Moral paradoxes ตัวอย่าง อาชญากรรมบางอย่างอาจลดลงถ้าเรากำหนดโทษที่รุนแรง เช่น ขโมยรถถูกประหารชีวิต ด้วยมาตรการนี้ การขโมยลดลงซึ่งนับเป็นข้อดี และอาจลดลงจนเป็นศูนย์ นั่นหมายความว่าย่อมไม่มีใครถูกฆ่าเพราะขโมยรถด้วย แต่บทลงโทษนี้ไม่เป็นธรรมซึ่งนับเป็นข้อเสีย หรือปัญหาความโชคร้ายในวัยเด็กบางอย่างซึ่งผลักดันไปสู่ความสำเร็จในวัยผู้ใหญ่ หรือปัญหาของ Smilansky ที่ว่า ถ้าสมมติว่าพี่สาวของคุณไม่ตายตั้งแต่ยังแบเบาะ คุณก็จะไม่ได้เกิดออกมาลืมตาดูโลก คุณควรจะเสียใจหรือดีใจที่รู้ว่าคุณมีโอกาสเกิดเพราะพี่สาวของคุณตาย Smilansky บอกว่าโดย common sense คุณจะต้องเสียใจที่พี่สาวตาย ขณะเดียวกันคุณก็ได้รับสิทธิเชิงศีลธรรมที่จะไม่เสียใจ (Sainsbury วิเคราะห์ปัญหาข้อนี้ผ่าน 'transfer' ไว้น่าสนใจครับ) หรือปัญหาใน Sophie's Choice ของ William Styron ที่ให้โซฟีเลือกว่าจะให้ลูกคนไหนตาย ถ้าไม่เลือก ลูกทั้งสองคนจะถูกฆ่า นี่เป็นกรณีของ moral dilemmas สำหรับกลุ่มนี้ หลายข้อผมมองว่าเป็นเรื่องของมุมมองมากกว่าพาราด็อกซ์นะครับ Sainsbury บอกว่า มันเป็นพาราด็อกซ์ก็ต่อเมื่อใครบางคนรู้สึกว่าข้อสรุปที่ไม่สอดคล้องกันทั้ง 2 ข้อเกิดขึ้นพร้อมกัน มันจึงดูเหมือนจะเป็นปัญหาความยากลำบากใจเชิงศีลธรรมมากกว่าพาราด็อกซ์นะ สำหรับผม มันไม่ใช่พาราด็อกซ์

(3) Vagueness: the paradox of the heap ตัวอย่างโดดเด่นของกลุ่มนี้คือ sorites paradoxes (คำว่า soros ในภาษากรีกแปลว่า กอง) เช่น ถ้าเรายอมรับว่าทราย 10,000 เม็ดรวมกันเป็น 1 กอง (อันนี้คือ categorical premise) แล้วเราบอกว่า ถ้าทราย x เม็ดเป็นกองแล้ว ทราย x-1 เม็ดก็เป็นกองด้วย (อันนี้คือ conditional premise) มันจะนำไปสู่ข้อสรุปว่าทราย 1 เม็ดก็เป็นกอง ถ้าเราเชื่อว่า conditional premise สามารถวนลูปได้หลายครั้งโดยที่ยังคงค่าความจริงในทุกลูป อะไรทำให้เราเชื่อแบบนั้น บทนี้ Sainsbury นำเสนอทางออกหลากหลายที่มีนักปรัชญาเสนอ ๆ กันมา เช่น principle of tolerance ที่ปฏิเสธ conditional premise หรืออ้าง theory of supervaluation ที่ปฏิเสธ conditional premise เหมือนกัน แต่ไม่ใช้ epistemic theory หรืออ้างว่าความจริงเป็นสิ่งที่มีดีกรี นั่นคือ มีบางสิ่งที่จริงกว่าบางสิ่ง และ modus ponens ไม่ได้อนุรักษ์ดีกรีของความจริง

(4) Acting rationally บทนี้พูดถึงพาราด็อกซ์ที่โด่งดัง 2 ข้อ Newcomb's paradox กับ Prisoner's dilemma ทั้งสองข้อตั้งคำถามร่วมกันถึงความหมายของ rational agent คุณจะเลือกกี่กล่อง หรือคุณสารภาพมั้ย สำหรับปัญหาของ Newcomb นั้น Sainsbury พยายามโน้มน้าวคนอ่านว่า rational agent ควรเลือกเปิดทั้ง 2 กล่อง (เคยเอาตัวอย่างหนึ่งจากบทนี้โพสต์เล่น ๆ บน fb ดู ที่นี่ เกี่ยวกับตัวอย่างการตัดสินใจของอิยิปต์กับอิสราเอล ผมเขียนไว้ในตัวอย่างนั้นว่า "โอกาสจบของเกมที่จะลงตรงเลข 2 กับเลข 1 สูงกว่าลงที่เลข 3 กับเลข 0" แต่มีคนหนึ่งเข้ามาตอบว่า "น่าจะเป็น โอกาสจบของเกม ที่จะลง ตรงเลข 0 กับเลข 2 สูงกว่า ลงที่เลข 1 กับเลข 3" ถ้าคุณสนใจ ลองคิดดูครับว่าทำไมโอกาสจบของเกมถึงได้เป็น 2 กับ 1 มากกว่า 0 กับ 3)

(5) Believing rationally เนื้อหามีความเป็นปรัชญาหนักหน่วงที่สุด คำถามหลักของมันคือ คุณเชื่อข้อความหนึ่ง ๆ จากอะไร ตัวอย่างที่สนับสนุนข้อความใด ๆ สร้างความชอบธรรมต่อความเชื่อที่เราจะอ้างว่ามันจริงมั้ย พาราด็อกซ์ที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มนี้คือพาราด็อกซ์อีกาของเฮมเพล ถ้าข้อความคืออีกามีสีดำ เราสามารถใช้ตัวอย่างวัตถุที่ไม่มีสีดำและไม่ใช่อีกามาสนับสนุนความเชื่อนี้ได้หรือเปล่า ตัวอย่างปัญหาสมบัติ 'grue' ของเนลสัน กู๊ดแมนที่ยกมาเพื่อแสดงให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของแนวคิดที่ว่าเราสามารถใช้ตัวอย่างสนับสนุนความเป็นสากลได้

(6) Classes and truth หัวใจของบทนี้คือ Russell's paradox ซึ่งเป็นพาราด็อกซ์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนา foundation ของคณิตศาสตร์ตอนต้นศตวรรษที่ 20 คำถามคือ ถ้าเซ็ต R เป็นเซ็ตของทุกเซ็ตที่ไม่มีตัวมันเองเป็นสมาชิก แล้ว R จะมีตัวมันเองเป็นสมาชิกหรือไม่ เนื้อหาบทนี้ยังรวมปัญหาอื่น ๆ ในกลุ่ม self-reference paradoxes

บทสุดท้าย (7) Are any contradictions acceptable? ไม่ได้นำเสนอพาราด็อกซ์ใด ๆ แต่สำรวจสมมติฐานจากบทก่อน ๆ หน้าที่ว่าข้อขัดแย้ง (contradiction) ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะต้องนำไปสู่การปฏิเสธอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าข้อตั้ง ข้อสรุป หรือวิธีการให้เหตุผล ... จริงเหรอ? สมมติฐานนี้โดยตัวของมันเองก็ถูกโจมตีนะครับ มีกลุ่ม (dialetheism) ที่คิดว่าข้อขัดแย้งบางอย่างก็เป็นจริงจริง ๆ ซึ่งสมมูลกับการยอมรับการมีอยู่ของข้อความที่ทั้งจริงและเท็จ (dialetheia)

หนังสือพูดถึงพาราด็อกซ์ค่อนข้างหลากหลาย และพูดไว้ลึกมากพอในระดับให้อ่านจริงจังนะครับ ที่สำคัญ นอกเหนือจากนำเสนอทางออกตามทิศทางของสำนักต่าง ๆ แล้ว ผู้เขียนยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวด้วยว่าตัวแกเองนั้นคิดอย่างไรต่อพาราด็อกซ์นั้น ๆ ฉะนั้น ถึงแม้คุณจะรู้จักพาราด็อกซ์ทุกข้อที่เล่ามาทั้งหมดดีอยู่แล้ว (ผมรู้จักทุกข้อก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้) มันก็ยังมีประเด็นชวนให้มองมุมใหม่ ๆ อยู่ โดยเฉพาะในมุมส่วนตัวของผู้เขียนเอง พาราด็อกซ์เป็นเครื่องออกกำลังทางความคิดที่สนุกครับ

ผมให้




 

Create Date : 04 เมษายน 2557    
Last Update : 4 เมษายน 2557 16:52:11 น.
Counter : 1130 Pageviews.  

Just the Arguments



มีเหตุผลหลัก ๆ อยู่สี่ข้อที่ทำให้ผมชอบ Just the Arguments: 100 of the Most Important Arguments in Western Philosophy (1) หัวข้อที่มันพูดถึงเป็นข้อโต้แย้งของนักปรัชญาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันที่จบเป็นข้อโต้แย้ง ๆ ไป ทำให้เราอ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่ายว่านักปรัชญาคนนั้นมีความเห็นอย่างไรต่อข้อโต้แย้งนั้น, (2) ภาพรวมของแต่ละบท แม้จะต่างผู้เขียน แต่ก็มีโครงสร้างร่วมกัน โครงสร้างอันนี้ไม่ได้ถูกระบุหรือแสดงไว้ชัดเจนนะครับ แต่เชื่อว่าใครก็ตามที่อ่าน จะเห็นตรงกัน เราสามารถแบ่งบทความออกเป็น 3 ส่วน เริ่มต้น แนะนำปัญหาหรือข้อโต้แย้งในภาพรวมอย่างคร่าว ๆ แล้วตามด้วยตัวบทจากต้นฉบับที่แสดงถึงแก่นของข้อโต้แย้ง และปิดท้ายสรุปโครงสร้างการให้เหตุผลที่เขียนออกมาเป็นข้อ ๆ ตามคำบรรยายในส่วนที่สอง เป็นส่วนที่ช่วยให้เราเห็นข้อโต้แย้งชัดเจน เห็นว่าอะไรคือ premise อะไรคือข้อสรุป และข้อสรุปสรุปมาจากกฎอะไร, (3) เราได้เห็นข้อโต้แย้งที่มีจากหลากหลายฝ่าย ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน, (4) ความยาวขนาดพอดีของแต่ละบทความ ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อก่อนเรื่องจะจบ

ข้อโต้แย้งที่รวบรวมในหนังสือเล่มนี้มี 100 ข้อ แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม

(1) ปรัชญาศาสนา ตัวอย่าง [1] ข้อโต้แย้งการมีอยู่ของพระเจ้าของนักบุญทอมัส อไควนัสจากการเคลื่อนที่ จากการมีอยู่ของลำดับของสาเหตุ จากการที่บางสิ่งสามารถถูกสร้างขึ้นมาหรือทำให้เสื่อมสลายไป จากการที่บางสิ่งมีดีกรี เช่น ดีระดับหนึ่ง จริงระดับหนึ่ง และจากการที่วัตถุทั้งหลายในโลกมุ่งหน้าไปสู่จุดจบ บทตั้งทั้ง 5 ข้อนี้รู้จักกันดีในนาม Quinque viæ หรือ Five Ways, [2] ข้อโต้แย้งการมีอยู่ของพระเจ้าของ Samuel Clarke ที่พยายามแสดงว่า เพราะจักรวาลมีอยู่ พระเจ้าจึงมีอยู่ (ข้อโต้แย้งกลุ่มนี้เราเรียกว่า cosmological argument) โดยทั่วไปจะมี 2 ขั้น 1. การมีอยู่ของจักรวาลจะต้องมีสาเหตุหรือมีปฐมเหตุ 2. ปฐมเหตุนั่นคือพระเจ้า ความคิดในขั้นที่ 1. ยังแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่อ้างว่าไม่มีลำดับของสาเหตุอนันต์ชั้น กับกลุ่มที่ไม่อ้างเหตุผลข้อดังกล่าว นักบุญอไควนัสอยู่กลุ่มแรกนะครับ เพราะว่าไม่มีลำดับของสาเหตุจำนวนอนันต์จึงต้องมีปฐมเหตุที่ไม่ได้เกิดมาจากเหตุใดเลย และนั่นคือพระเจ้า ส่วนข้อโต้แย้งของ Clarke สังกัดอยู่กลุ่มที่สอง แกอ้าง Principle of Sufficient Reason, [3] ข้ออ้างของ Kalam นักเทววิทยามุสลิมจากยุคกลางที่ใช้ modus ponen สรุปว่าเพราะเอกภพมี สาเหตุของเอกภพก็ต้องมี, [4] เมื่อพูดถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า เราสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มที่อ้างจากการมีอยู่ของสิ่งอื่น เช่น [1] [2] [3] กับกลุ่มที่อ้างสารัตถะแห่งพระเจ้า (God's essence) โดยตรง กลุ่มหลังนี้เรียกว่าเป็น ontological argument บทนี้พูดถึงข้อโต้แย้งเชิงภววิทยาของนักบุญแอนเซล์มแห่งแคนเทอร์เบอรี, [5] ข้อโต้แย้งการเดิมพันของปาสกาล อันนี้ก็เป็นการอ้างเหตุผลอีกแนวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะปาสกาลใช้ pragmatic reasoning บอกเราว่า มันคุ้มนะที่จะเชื่อว่ามีพระเจ้า

(2) อภิปรัชญา ตัวอย่าง [22] ข้อโต้แย้งว่าด้วย identity จากปัญหาเรือของธีซีอุส ปัญหานี้มาจากประเพณีของชาวเอเธนส์ที่จะส่งเรือไปแสวงบุญที่เกาะดีลอสเพื่อเป็นเครื่องบูชาเทพอะพอลโล่ทุกปี ตามตำนานว่าอะพอลโล่ช่วยธีซีอุสกับลูกเรือ 14 คน ประเพณีนี้ก็ทำต่อเนื่องกันมายาวนานนะครับ มันก็ต้องมีชิ้นส่วนเรือที่ชำรุดแล้วถูกเปลี่ยนตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เรื่อย ๆ Plutarch เล่าว่า ปัญหาว่าเรือลำนี้ หลังจากผ่านไปหลายปี ชิ้นส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนจนไม่เหลือชิ้นส่วนเดิมอยู่เลยนั้น จะยังคงเป็นเรือลำเดิมอยู่มั้ย เป็นปัญหาที่นักปรัชญาเอเธนส์ถกกันอยู่แล้ว ต่อมา Hobbes ก็ผูกเรื่อง เพิ่มปมเข้าไปอีกชั้น ฮอบส์ว่า ถ้ามีใครสักคนเก็บชิ้นส่วนเก่า ๆ ของเรือธีซีอุสไว้ทั้งหมด แล้วเอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบเป็นเรือ แบบนี้ เราจะพูดว่า เรือลำเดิมแยกร่างออกเป็น 2 ลำได้ไหม มันฟังดูงี่เง่ามาเลยนะ ฮอบส์ว่า, [24] ข้อโต้แย้งเรื่องการมีอยู่ของ soul ของ Swinburne โดยใช้ modal operator ข้อโต้แย้งของ Swinburne เริ่มจากข้อตั้ง 3 ข้อ 1. p, 2. (x)♢(p&q&x&r), และ 3. ¬♢(p&q&¬r&s) เมื่อ p = ฉันเป็นคนที่มีจิตสำนึกและดำรงอยู่ในปี 1984, q = ร่างกายทั้งหมดของฉันถูกทำลายไม่เหลือซากในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของปี 1984, r = ฉันมีโซในปี 1984, s = ฉันดำรงอยู่ (exist) ในปี 1985, และเมื่อกำหนดให้ x เป็นประพจน์ (proposition) ทั้งหมดที่สอดคล้องกัน และสอดคล้องกับ p&q และเป็นประพจน์ที่พูดถึงเหตุการณ์ในปี 1984 แล้ว (x) อ่านว่า 'สำหรับทุก x' ถึงตรงนี้ ข้อ 2. กับ 3. มี modal operator ตัวหนึ่งที่เกินความรู้ ม.4 มาหน่อย คือ ♢ (diamond) สัญลักษณ์นี้อ่านว่า 'เป็นไปได้ที่' เช่น ♢r = เป็นไปได้ที่ฉันจะมีโซในปี 1984 เราเห็นว่า premiss 1 ไม่น่ามีปัญหาอะไร, premiss 2 บอกว่า เป็นไปได้ที่ฉันจะอยู่รอดถึงปี 1985 (หมายความว่า อยู่รอดในบางรูปแบบ อยู่รอดแบบไม่มี body นะ) ถ้าหากว่าฉันมีจิตสำนึกในปี 1984 ถึงแม้ว่าร่างกายของฉันจะถูกทำลายจนสิ้นซากตอนสิ้นสุดปีนั้น และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ตามในปี 1984 ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดสองข้อเมื่อตะกี้, premiss 3 บอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่ฉันซึ่งมีจิตสำนึกในปี 1984 จะอยู่รอดถึงปี 1985 ถ้าร่างกายของฉันถูกทำลายจนไม่เหลือซาก หากว่าฉันไม่มีโซในปี 1984 Swinburne บอกว่า จาก premiss 2 กับ 3 เรารู้ว่า ¬r ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในช่วงหรือขอบเขตของ x และเนื่องจากว่า ¬r เป็นข้อความที่บรรยายเหตุการณ์หรือสถานะในปี 1984 ทำให้ผลสืบเนื่องที่เราสามารถสรุปได้คือ มันไม่สอดคล้องกับ (p&q) ฉะนั้น (p&q) ⊨ r ทีนี้ Swinburne ให้เหตุผลว่า q นะ ไม่ส่งผลกระทบต่อ r หรอก ฉะนั้น p ⊨ r, [31] Frankfurt โจมตี principle of alternative possibilities (ที่ทั้งอริสโตเติ้ล ฮูม ค้านท์ ฯลฯ ต่างรับรองว่าไม่ผิดแน่) หลักการนี้บอกว่า คนเราจะต้องรับผิดชอบในเชิงศีลธรรมต่อสิ่งที่ตัวเองทำลงไปก็ต่อเมื่อเรามีทางเลือกในการกระทำอย่างอื่น พูดอีกอย่างว่า เพราะคุณมีทางเลือกและสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ฉะนั้นคุณจึงต้องรับผิดชอบในเชิงศีลธรรมต่อสิ่งที่คุณกระทำ แต่ตัวอย่างเซ็ตนี้ของ Frankfurt ชี้ว่า ถึงแม้คุณจะไม่สามารถเลือกทำอย่างอื่นได้ (คุณของแกคือโจนส์) คุณก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี นั่นคือ determinism อยู่รวมกับ moral responsibility ได้, [32] Peter van Inwagen ใช้ consequence argument โจมตี compatibilism (compatibilism คือ ความคิดที่ว่าการกระทำทั้งหมดของเราสามารถอธิบายได้ (หรือถูกกำหนด) ด้วยกฎทางกายภาพ (determinism) แต่ขณะเดียวกัน เราก็สามารถมี free will ในแง่ที่มันจำเป็นต่อความรับผิดชอบทางศีลธรรม นั่นคือความคิดเกี่ยวกับ free will กับ determinism เป็นความคิดที่ compatible กัน เราจึงเรียกมันว่า compatibilism)

(3) ญาณวิทยา ตัวอย่าง [35] Cogito argument ของเดการ์ต 'Cogito, ergo sum' ที่รู้จักกันดี กับข้อโต้แย้งแบบเดียวกันเป๊ะของนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป ในเดอะซิตี้ออฟก็อด แกเขียนว่า "กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่า ข้าพเจ้ามีตัวตน และมั่นใจว่า ข้าพเจ้ารู้และรักความจริงข้อนี้ ซึ่งความมั่นใจและความรู้ดังกล่าวมิอาจเป็นภาพลวงตาหรือภาพมายา เมื่อกล่าวถึงความจริงดังว่า ข้าพเจ้าก็หาได้หวั่นบรรดาข้อโต้แย้งจากนักวิชาการไม่ ข้อโต้แย้งทำนอง เป็นไปไม่ได้หรือที่ท่านจะถูกทำให้เข้าใจผิด หรือถูกลวงว่าความเชื่อเช่นนั้นเป็นความจริง ทำไมถึงไม่หวั่นนะหรือ ก็เพราะถ้าหากข้าพเจ้าเป็นฝ่ายถูกทำให้เข้าใจผิด นั่นหมายถึงข้าพเจ้ามีตัวตน คนที่ไม่มีตัวตนจะถูกทำให้เข้าใจผิดได้อย่างไร ฉะนั้น หากข้าพเจ้าถูกลวง ย่อมยืนยันความมีตัวตนของข้าพเจ้าเป็นมั่น และเนื่องจาก ถ้าหากข้าพเจ้าถูกทำให้เข้าใจผิดแล้วข้าพเจ้ามีตัวตน แล้วข้าพเจ้าจะถูกทำให้เข้าใจผิดในการกล่าวว่าข้าพเจ้ามีตัวตนได้อย่างไร ฉะนั้น ข้าพเจ้าจะต้องมีตัวตนถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทำให้เข้าใจผิดไป เช่นนี้แล้ว จะยังสงสัยอีกหรือว่าข้าพเจ้ามิได้ถูกลวงในความรู้ที่ว่าข้าพเจ้ามีตัวตน" ข้อโต้แย้ง 'Si fallor, sum' ของนักบุญออกัสตินอันนี้ เหมือนกับ 'Je pense, donc je suis' หรือ 'Cogito, ergo sum' (I think, therefore I am) ของเดการ์ต, [41] Edmund Gettier ยกตัวอย่าง 2 เรื่องที่มีตัวละครคือคุณสมิธกับคุณโจนส์ อันโด่งดังของแกโจมตีความคิดที่ว่า ความรู้คือ justified true belief (ความเชื่อที่เป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับความเชื่อดังกล่าวนั้น) คำถามสำคัญในญาณวิทยาคำถามหนึ่งคือ เมื่อไรเราจะพูดได้ว่าใครบางคนรู้อะไรบางอย่าง สมมติว่าใครบางคนคือ S และอะไรบางอย่างคือ P ดังนั้น คำถามก็คือ เมื่อไร เราจะพูดได้ว่า S รู้ว่า P คำตอบต่อคำถามนี้อาจอยู่ในฟอร์ม (a) S รู้ว่า P ก็ต่อเมื่อ 1. P เป็นจริง, 2. S เชื่อว่า P และ 3. S มีเหตุผลรองรับความเชื่อ P, นั่นเท่ากับพูดว่า เงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงในการที่จะพูดว่า S รู้ว่า P และในหัวข้อนี้ Gettier ใช้ตัวอย่างสมิธกับโจนส์แย้งให้เห็นว่า เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราพูดได้ว่า S รู้ว่า P

(4) จริยศาสตร์ ตัวอย่าง [70] Judith J. Thomson ใช้ตัวอย่างนักไวโอลินอันโด่งดังกับ modus tollens ในการหักล้างเหตุผลของฝ่ายต่อต้านการทำแท้งซึ่งอยู่ในชุดความคิดที่ว่า ทารกในครรภ์ (fetus) เป็นคน และคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็ตามมีสิทธิทางศีลธรรมที่จะมีชีวิต และการทำแท้งเป็นการละเมิดสิทธิดังว่านั้น จริงอยู่ ฝ่ายแม่ก็มีสิทธิเหนือร่างกายของตน จะทำอะไรกับร่างกายของตัวเองก็ได้ แต่สิทธิในการมีชีวิตอยู่ของคนอื่นสำคัญกว่าสิทธิในการกระทำกับร่างกายตัวเอง ฉะนั้นการทำแท้งผิดศีลธรรม ซึ่งในบทความ A Defense of Abortion นั้น Thomson ว่า ถ้าข้อสรุปจาก argument นี้สมเหตุสมผล แล้วกรณีตัวอย่างนักไวโอลินของเธอก็ต้องนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกันด้วย แต่เนื่องจาก ตัวอย่างของเธอนั้น เธอสร้างให้มันไม่สมเหตุสมผล (หรืออย่างน้อยก็มีข้อกังขาถึงความสมเหตุสมผล) ฉะนั้นข้อโต้แย้งของฝ่ายคัดค้านการทำแท้งก็ต้องไม่สมเหตุสมผลด้วย modus tollens, [74] James Rachels โต้แย้งว่าการุณยฆาตแบบ active ไม่มีความแตกต่างทางศีลธรรมไปจากแบบ passive การุณยฆาตแบบ active หมายถึง จงใจฆ่าให้ผู้ป่วยตาย ส่วนแบบ passive หมายถึง จงใจที่จะไม่ยื้อชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ หรือจงใจปล่อยให้ผู้ป่วยตาย ทั้ง 2 กรณีนี้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะอยากตายเอง แต่หลายคนมองว่าแบบแรกผิดศีลธรรม ส่วนแบบหลังโอเค Rachels ว่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังภาพอันนี้คือ เพราะเราคิดว่า การฆ่าผู้อื่นไม่เท่ากับการปล่อยให้ผู้อื่นตาย คำถามที่แกสนใจคือ การฆ่ากับการปล่อยให้ตายโดยตัวของมันเองนี่มีน้ำหนักทางศีลธรรมแตกต่างกันจริงหรือ ถ้าเราเซ็ตเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่แตกต่างกันเพียงแค่ปัจจัยนี้ปัจจัยเดียว แล้วปล่อยให้ปัจจัยนั้นถ่วงน้ำหนักทางศีลธรรม และหากผลออกมาว่ามันต่างกันจริง ก็โอเค เรายอมรับได้ว่าการฆ่ากับการปล่อยให้ตายมีน้ำหนักที่แตกต่างกันทางศีลธรรมจริง แล้วแกก็ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามีกรณีที่มันไม่จริง

(5) ปรัชญาที่เกี่ยวกับจิตใจ (Philosophy of Mind) ตัวอย่าง [85] โทมัส นาเกล ใช้ประสบการณ์ของค้างคาวเป็นข้ออ้างว่า physicallism ไม่สามารถบรรยายข้อเท็จจริงสำคัญทั้งหมดเกี่ยวกับประสบการณ์ได้, [86] เดวิด คาลเมอร์ส บอกว่าเพราะเราสามารถจินตนาการถึงโลกของซอมบี้ได้ physicallism จึงเป็นเท็จ, [88] Searle ใช้ Chinese Room argument ปฏิเสธ strong AI

(6) วิทยาศาสตร์ กับ ภาษา ตัวอย่าง [89] ข้อโต้แย้งว่าด้วยขอบเขต (demarcation) ของวิทยาศาสตร์ของเซอร์คาร์ล ปอปเปอร์ สำหรับปอปเปอร์นั้น วิทยาศาสตร์แท้ต่างจากวิทยาศาสตร์เทียม (แกวิจารณ์ซิกมุนด์ ฟรอยด์กับคาร์ล มาร์กซ์ ที่ถึงแม้ทั้งคู่จะมองว่างานของตัวเองเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตกับวิทยาศาสตร์ทางสังคม ว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม หรือ pseudo-science) ตรงที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นของแท้จะต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าผิดได้ นั่นคือจะต้องมีหรืออ้าแขนรับ falsifying evidence ไม่ใช่โอบกอดเฉพาะ confirmation หรือหลักฐานสนับสนุนเพียงอย่างเดียว, [90] ข้อโต้แย้งของคูห์นจากการวิเคราะห์การปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ว่าเป็น paradigm shift ฉะนั้นจะพูดว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นแบบสะสมต่อยอดนั้นพูดไม่ได้ และเราต้องทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ผ่านบริบทเชิงสังคมและประวัติศาสตร์

ผมให้




 

Create Date : 30 มีนาคม 2557    
Last Update : 30 มีนาคม 2557 13:08:34 น.
Counter : 1132 Pageviews.  

Rorty



เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว มีโอกาสค้นชั้นหนังสือที่ดูเหมือนถูกทิ้งให้ฝุ่นเกาะอยู่ในแลบนูนู่ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่น มีบ้างเป็นภาษาอังกฤษ ผมไม่ทราบนะฮะว่าใครเป็นเจ้าของ แต่แน่ใจอย่างหนึ่ง คนผู้นั้นเป็นแฟน Michael Crichton กับ Robin Cook :)) หนังสือเล่มนี้ก็ได้มาจากชั้นนั้นนั่นแหละครับ กำลังจะบอกว่า หนังสือถูกเลือกมาอ่านอย่างสุ่ม ด้วยอยู่ในอารมณ์อยากอ่านอะไรก็ได้ สั้น ๆ ไม่เกี่ยวกับงานที่กำลังทำ ไม่ต้องแปลงฟูริเยร์ ไม่ต้องเอสวีดี หนังสือบางมาก แค่ 70 หน้า แต่ไป ๆ มา ๆ กลับหมกมุ่นอยู่กับมันถึง 5 วัน

ความคิดของ Rorty พูดได้ว่าเป็น pragmatism ฉบับ postmodern ตัวอย่างเช่น แกปฏิเสธว่าการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีทิศทางเดินไปในแบบที่ทำให้เราเข้าใกล้ความจริงหรือ Reality มากขึ้น นิวตันไม่ได้เข้าใกล้ความจริง (ถึงแม้จะเป็นความจริงทางฟิสิกส์) มากกว่าแคปเลอร์หรือกาลิเลโอ ไอน์สไตน์ไม่ได้เข้าใกล้ความจริงมากไปกว่านิวตัน ไอเดียของ Rorty คือความจริงหรือโลกจะถูกรับรู้และถูกเข้าใจผ่านคำบรรยายหรือ description สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความก้าวหน้าแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ "redescription" คำนี้เป็นคำสำคัญต่อการทำความเข้าใจความคิดของ Rorty ฉะนั้น ไม่มีคำบรรยายไหนที่เข้าใกล้ความจริงมากกว่าคำบรรยายไหน แต่อย่าเข้าใจว่าแกเป็น immaterialist อย่างบิชอบเบิร์กลีย์นะ เพราะแกไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของโลกภายนอกถึงแม้มันจะไม่ถูกรับรู้ โลกภายนอกนะมีอยู่ แต่ในเมื่อมันถูกรับรู้และถูกเข้าใจผ่านคำบรรยายที่มันไม่แคร์ว่ามันจะถูกบรรยายว่ายังไง หรือมันเลือกได้ว่าจะโอเคไม่โอเคกับคำบรรยายไหน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีคำบรรยายใดที่เราจะสามารถอ้างได้ว่าได้บรรยายตรงกับแก่นแท้ (intrinsic) ของโลกภายนอก เราทำได้เพียงแค่บอกว่า คำบรรยายไหนใช้การได้ดีกว่าคำบรรยายไหน ตรงนี้เท่ากับแสดงให้เห็นว่า แกไม่ใช่ relativist นะ ตัวอย่าง postmodern relativist จะบอกว่า สำหรับคำบรรยาย 2 ชุดต่อต้นกำเนิดชนพื้นเมืองอเมริกัน (ผมชอบตัวอย่างนี้ อ่านเจอจากหนังสือ fear of knowledge ของ Boghossian) ชุดแรกเป็นของลาโกต้าเผ่าหนึ่งในอีเกิ้ลบิวท์ รัฐเซาท์ดาโคตาที่ว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากชาวบัฟเออะโลที่อยู่ใต้โลก แน่นอน ไม่มีชาวลาโกต้าคนไหนเชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำบรรยายอีกชุดของนักโบราณคดีที่บอกว่า ผ่านชอบแคบเบริงมาจากเอเชียเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีก่อน พูดง่าย ๆ คือ Rorty ปฎิเสธหลักการ equal validity ของ postmodernist relativism นะฮะ ถึงแม้ objectivity ของแกจะเท่ากับ inter-subjective agreement ก็ตาม

นี่เป็นหนังสือแนะนำ Rorty ที่ดีมาก ผมพูดในฐานะคนที่รู้จักและประทับใจจากการอ่านผ่านมันเป็นเล่มแรก ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยว่าความก้าวหน้า (progress) นั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีการพูด ไม่เห็นด้วยว่าเราไม่ได้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ประเด็นนี้ผมชอบการโต้ตัวอย่างการมองเห็นเก้าอี้ผ่านมุมมองหนึ่งและบรรยายมุมมองนั้นออกมาของ John Searle (อยู่ในหนังสืออีกเล่ม อาจเอามาเล่าวันหลัง)

ผมให้




 

Create Date : 28 มีนาคม 2557    
Last Update : 28 มีนาคม 2557 20:27:29 น.
Counter : 1131 Pageviews.  

On Masturbation



นอกจากชื่อหนังสือ สิ่งที่สะดุดตาขณะช้อปปิ้งคือชื่อมาร์ค ทเวน นี่ทำให้เราต้องอ่านซ้ำใหม่อีกรอบนะ มาร์ค ทเวน! ในบทนำ S.C. Torode เขียนว่าเป็นหนังสือจากคำพูดของทเวนในผับที่ปารีสปี 1879 หัวข้อ Some Thoughts on the Science of Onanism และหากพิจารณาภายใต้บริบทแห่งยุคสมัยที่ถือว่ามันเป็นบาปและเป็นกิจกรรมบั่นทอนสุขภาพ (self-abuse) นี่จึงประหนึ่งถ้อยแถลงประกาศอิสรภาพว่าด้วยการชักว่าวของทเวน คำว่า onanism ที่ทเวนใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบทนั้น หมายถึงการชักว่าว มีที่มาจากโอนัน น้องชายของเอร์ อันเป็นชื่อของลูกของยูดาห์ในคัมภีร์ปฐมกาล คุณยูดาห์คนนี้หาเมียให้เอร์ลูกชายคนโต นางชื่อทามาร์ แต่พระเยโฮวาห์ฆ่าเอร์เสียเพราะเห็นว่าเอร์นั้นชั่วช้า ยูดาห์จึงสั่งให้โอนันรับเอาเมียของพี่มาเป็นเมียตัว บอกลูกคนรองว่า "เข้าไปหาภรรยาของพี่ชายเจ้าเถิด ..." โอนันก็เข้าไปหาเมียพี่ แต่ "ทำให้น้ำกามตกพื้น" แทนที่จะใช้มันเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ พระเยโฮวาห์ก็โกรธสิครับ แล้วก็ฆ่าอีก อันนี้ถูกตีความว่า คริสเตียนคนใดหากไม่อยากมีชะตากรรมอย่างโอนัน ก็อย่าทำน้ำกามตกพื้น อย่าชักว่าว บาปของการชักว่าวถูกประโคมโหมโรงผ่านโบสถ์คาทอลิกยุคกลาง, Torode เขียนจิกกัดเล็ก ๆ ว่าแม้แต่โปรเตสแตนต์รุ่นใหญ่อย่างมาร์ติน ลูเทอร์ ยังเกลียดโอนันมากกว่าเกลียดโป๊ป การทำน้ำกามตกพื้นของโอนันเป็นเรื่องชั่วร้ายกว่าพี่น้องสมสู่กันเองหรือผิดลูกเมียชาวบ้านเสียอีก คุณลูเทอร์แกว่างั้น ขณะที่ตำราแพทย์ต้นศตวรรษที่ 20 การชักว่าวอาจทำให้เด็กหนุ่มเสียสติ เป็นโรคหัวใจ หรือโตขึ้นมาแล้วฆ่าตัวตายได้

ข้อความที่ทเวนพูดในผับ สั้นมากครับ พิมพ์เป็นหนังสือประมาณ 30 หน้า แบบมีภาพประกอบโต ๆ สามารถอ่านจบใน 1-3 นาที รูปแบบ สร้างโควตปลอมยัดใส่ปากคนดังในอดีต ตั้งแต่การสรรเสริญกิจกรรมชักว่าวของโฮเมอร์ "Give me masturbation or give me death!" ไปจนถึงดาร์วินผู้รู้สึกโศกเศร้าที่จำเป็นต้องละทิ้งทฤษฎีของเขาที่ว่าลิงเป็นสายพันธุ์เชื่อมโยงระหว่างคนกับสัตว์ชั้นต่ำ ด้วยว่าพวกมันชักว่าวเป็น

สิ่งที่ทเวนพูด อ่านให้ขำ ก็พอขำและเห็นถึงความสร้างสรรค์นะครับ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากไปกว่านั้น จะว่าไป มันก็แพงนะ แม้ซื้อมาในราคา 2.99 เหรียญยูเอสก็เหอะ

ผมให้




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2557 12:21:01 น.
Counter : 1150 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.