creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Theories of International Politics and Zombies



อยากบอกว่า ได้หนังสือเล่มนี้ระหว่างเสิร์ชหาหนังสือประวัติหนังซอมบี้ใน amazon.co.jp เล่มที่อยากได้ตอนแรกและตอนนี้มีชื่ออยู่ใน wish list คือ Zombie Movies: The Ultimate Guide ของ Glenn Kay ซึ่งหมดสต็อกชั่วคราว บังเอิญว่าในรายการแสดงผลเสิร์ชมีหนังสือของ Drezner โผล่มาด้วย ชื่อน่าสนใจมาก ทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศกับซอมบี้ แถมรีวิวเว่อร์ก็ชื่นชมว่าดีเสียส่วนมาก คำถามหลักซึ่งมีให้อ่านในบทตัวอย่างก็เจ๋ง ทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศแบบต่าง ๆ จะทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีซอมบี้โผล่ไล่กัดกินคนว่าอย่างไรกันบ้าง ปัจจัยลงตัวหลาย ๆ อย่างเราก็กดซื้อสิครับ เนื้อหาสามสี่บทแรกก่อนจะเริ่มเข้าทฤษฎีการเมืองนั้นอ่านเพลินมาก Drezner ชี้ให้เห็นตั้งแต่สถิติการเพิ่มขึ้นของซอมบี้ในสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะหนังกับหนังสือ พูดได้ว่าซอมบี้เป็น popular culture และ pop culture ก็เป็นหน้าต่างที่ใช้มองความกลัวซ่อนเร้นของคนได้ อันนี้แกกำลังจะสร้างฐานให้เห็นถึงความน่าสนใจของการวิเคราะห์ทฤษฎีในจักรวาลซอมบี้ เพื่อให้ฐานดังกล่าวมั่นคงขึ้นไปอีก แกถึงกับอ้างศาสตร์แขนงอื่นที่เอาซอมบี้มาเล่นกันแล้วจริงจัง เช่น คณิตศาสตร์ มีโมเดลการแพร่ของซอมบี้โดยใช้สมมติฐานเชิงชีววิทยาจากหนังซอมบี้ทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็เป็นซอมบี้ลูกหลานในจักรวาลของโรเมโรจาก Night of the Living Dead ปี 68 (ถ้าใครตามไปหาเปเปอร์จากอ้างอิงของแกมาอ่าน When Zombies Attack!: Mathematical Modelling of an Outbreak of Zombie Infection มีฟังก์ชั่นซอมบี้เขียนด้วย MATLAB ที่ใช้แก้สมการอนุพันธ์ของโมเดลซอมบี้ให้ด้วยนะครับ) ข้อสรุปหนึ่งจากโมเดลคือ ถ้าซอมบี้ระบาด เราต้องโจมตีมันอย่างรุนแรงเท่านั้น หรือฟิสิกส์ ที่ Drezner เอามาพูดถึงในแง่ว่าข้อสรุปจากบทความ Target Annihilation by Diffusing Particles in Inhomogeneous Geometries นั้นสามารถใช้หาสถานที่หลบซ่อนจากพวกซอมบี้ที่เคลื่อนที่แบบเดินสุ่มได้ (อันที่จริง ถ้าใครตามไปอ่านเปเปอร์นี้จะพบ ไม่มีคำว่าซอมบี้โผล่มาด้วยซ้ำนะฮะ เปเปอร์นี้ต้องการหาว่าอนุภาคที่ไม่เคลื่อนที่ซึ่งเรียกว่า target จะอยู่รอดได้นานเท่าไรเมื่อถูกโจมตีโดยอนุภาคที่เคลื่อนที่แบบ random walk ข้อสรุปคือเราได้ target survival probability ที่อยู่ในรูปยกกำลัง -t) พอสร้างฐานเสร็จ แกก็ว่าทำไมทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศไม่ค่อยคิดถึงซอมบี้บ้าง และข้อดีของการคิดถึงในบริบทนี้คือ เป็น stress test ของทฤษฎีที่มีอยู่ในปัจจุบัน แกว่างั้น

ตามสไตล์งาน (กึ่ง) วิชาการที่ดี ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ Drezner ก็ได้นิยามซอมบี้ก่อน และกำจัด distracting ที่อาจกวนใจใครบางคน มี 2 ประเด็นหลัก คือ (1) ต้นกำเนิดของซอมบี้ หนัง/หนังสือแต่ละเรื่องว่าไว้ไม่เหมือนกัน ไวรัสบ้าง พระเจ้าลงโทษบ้าง นรกเต็มบ้าง อุบัติเหตุบ้าง บางเรื่องบอกว่าไม่รู้ก็ยังมี กับ (2) อัตราเร็วในการเคลื่อนที่ของซอมบี้ ซอมบี้ต้นฉบับของโรเมโรวิ่งไม่เป็น ต้วมเตี้ยม ขณะที่ซอมบี้ของแดนนี่ บอยล์ (28 Days Later) นี่ไม่เสียเวลาเดิน กระนั้น ทั้ง 2 ประเด็นก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ เพราะพวกมันข้ามแดนอยู่ดี

เอาล่ะ เนื้อหาหลังจากนี้อ่านไม่ง่ายแล้วครับ ตั้งแต่ The Realpolitik of the Living Dead เป็นต้นไป เพราะผู้เขียนถือว่าคนอ่านรู้จักศัพท์แสงการเมืองดี เช่น พอพูดถึง realism ในบริบทการเมือง เราต้องมีความคิดหรือมโนทัศน์ของมันอยู่พร้อมระดับหนึ่ง พอพูดว่า first-image theorist ทำนายการเกิด hawk bias เราต้องรู้ว่ามันคือใครและพูดถึงไบอัสแบบไหน ถึงแม้กูเกิ้ลจะช่วยได้ แต่ก็ไม่ดื่มด่ำเต็มที่ ประหนึ่งคนที่จะมันกับมันได้เต็ม 100 มีแค่นักเรียนการเมืองที่เป็นคอหนังซอมบี้ อันนี้ก็พอเข้าใจได้นะครับว่า ถ้า Drezner อธิบายทุกเม็ด มันจะน่าเบื่อมาก สำหรับคนนอกที่อ่านไปกูเกิ้ลไป (แถมบางอันกูเกิ้ลแล้วก็ได้ไม่ตรงจุดที่หนังสือกำลังเอามาเน้น) หนังสือสนุก แต่ไม่ฟิน มีประเด็นน่าสนใจเพียบ ทั้งในมุมมองการเมืองและมุมมองวิเคราะห์หนัง ฉะนั้น หากมีเวอร์ชั่นเพิ่ม glossary สั้น ๆ ท้ายเล่มที่อยู่ในประเด็นอภิปราย มันจะลงตัวมาก ๆ

ผมให้




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2557 21:11:43 น.
Counter : 1492 Pageviews.  

What Does It All Mean?



หนังสือเล่มเล็ก แนะนำปรัชญาอย่างสั้น ๆ ผู้เขียนบอกว่า น่าจะเหมาะกับผู้อ่านที่ไม่เคยสัมผัสวิชาปรัชญามาก่อน หรือนักเรียนมัธยมปลาย เป็นหนังสือที่ไม่มีชื่อนักปรัชญาเข้ามามากมายแบบอารมณ์ประมาณหนังสือเรียนที่ต้องรู้สึกว่าต้องจำ แต่ Nagel พาไปหาคำถามเชิงปรัชญาโดยตรงทันที ด้วยแกเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนปรัชญาคือการคิดเกี่ยวกับคำถามเชิงปรัชญาเจาะจงเป็นคำถาม ๆ ไป คำถามที่ Nagel เลือกมาพูดถึงในเล่มมี 9 คำถาม เรารู้เกี่ยวกับโลกที่อยู่นอกเหนือจิตใจเราได้อย่างไร, นอกจากเราแล้วคนอื่น ๆ มีจิตใจไหม รู้ได้อย่างไร, ความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับสมอง, สัญญาณที่ดูเหมือนมั่ว ๆ แบบ noise ที่เราเปล่งออกมาทางปาก หรือขูดขีดเป็นสัญลักษณ์บนพื้นผิวของอะไรบางอย่าง มีความหมายได้อย่างไร, เรามีเจตจำนงเสรีหรือไม่, อะไรคือถูก-ผิด, อะไรคือความยุติธรรม, ความตาย (โดยเฉพาะความตายของเรา) เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี หรือไม่ดีและไม่ไม่ดี, ชีวิตมีความหมายไหม ในเมื่อหากไล่ไปสู่สเกลระดับใหญ่แล้ว เราสามารถตั้งคำถามเดียวกันจนกระทั่งยอมรับในความไม่มีความหมายของมันได้ สำหรับผู้อ่านที่คุ้ยเคยกับปรัชญาอยู่แล้ว ย่อมสนิทสนมกับคำถามเหล่านี้ดี ส่วนตัวพบว่า การถูกถามด้วยคำถามที่คุ้นเคย โดยเฉพาะคำถามที่ไม่มีคำตอบ อย่างไรก็ยังมีความหมายและคุ้มค่ากับเวลาอ่าน สำหรับในแง่แนะนำผู้อ่านที่ไม่เคยอ่านมาก่อนเลยนั้น จุดเด่นคือ หนังสือแปลงคำถามหนัก ๆ ให้อ่านได้ง่าย ๆ ด้วยภาษาที่ไม่ซับซ้อน เชียร์ครับ

ผมให้




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2557 13:18:55 น.
Counter : 1138 Pageviews.  

Mind, Language, and Society



หนังสือเล่มนี้รวมเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่ Searle สนใจเข้ามาเป็นภาพภาพเดียว ข้อความที่แกต้องการบอกหรือโน้มน้าวเราด้วยตรรกะและข้อตั้งที่ทั้งน่าทึ่งและน่าเชื่อถือผ่านหนังสือเล่มนี้สามารถสรุปได้สั้น ๆ ว่า (อันที่จริง ข้อความในย่อหน้านี้ต่อจากนี้เป็นส่วนที่ Searle สรุปเอาไว้เองจาก 4 ย่อหน้าสุดท้ายของบทที่ 5 ถ้าคุณบังเอิญมีหนังสือในมือ ยังไม่อ่าน และคิดจะอ่าน ลองเริ่มต้นจาก 4 ย่อหน้านี้ก่อนเริ่มอ่านบทที่ 1 อาจจะช่วยให้เห็นภาพรวมของหนังสือได้ดีขึ้นเมื่อถึงคราวไล่อ่านตั้งแต่บทแรกก็ได้นะครับ) มีความจริง (reality) ที่ดำรงอยู่อย่างเอกเทศโดยสมบูรณ์จากเรา มีหนทางที่ไม่ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตที่สิ่งเหล่านั้นเป็น และข้อความเกี่ยวกับความจริงดังกล่าวของเรานั้น เป็นจริงหรือเท็จขึ้นอยู่กับว่า พวกมันแสดงถึงสิ่งที่เป็นได้แม่นยำแค่ไหน ความจริงดังว่าประกอบด้วยอนุภาคทางกายภาพในสนามของแรง โดยทั่วไปอนุภาคจะรวมกลุ่มกันเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่กว่า ตัวอย่างเช่น ระบบสุริยะ และมีโลกของเราเป็นระบบย่อยลงมา บนโลกใบนี้เล่าก็มีระบบสิ่งมีชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบของโมเลกุลที่มีส่วนประกอบของคาร์บอน สิ่งมีชีวิตต่างก็เป็นสมาชิกหนึ่งของสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการมาช้านาน ระบบสิ่งมีชีวิตบ้างก็เป็นสัตว์ สัตว์บางกลุ่มก็มีระบบประสาท ระบบประสาทในบางแบบก็สามารถเป็นเหตุและค้ำจุนจิตสำนึก (consciousness) และสัตว์ที่มีจิตสำนึกโดยทั่วไปก็มี intentionality (สำหรับคนที่เคยอ่านงานของแกมาบ้าง หรือนักเรียนวิศวะปีต้น ๆ เริ่มแตะเอไอ หรือปรัชญาเอไอ จะคุ้นเคยกับการทดลองทางความคิด Chinese room อันโด่งดังของแกที่สรุปว่า เราไม่ควรพูดถึงเครื่องจักรว่ามันคิดเป็นหรือคิดได้ ถ้ามันไม่มีความเข้าใจ โดยความเข้าใจในที่นี้ก็คือ intentionality ผมกำลังใช้ข้อความในวงเล็บนี้บอกเหตุผลที่ไม่แปลคำว่า intentionality มันไม่ใช่ intention หรือความตั้งใจ, ในภาษาเยอรมันจะไม่มีปัญหาเรื่องคำ ๆ นี้ เพราะ Intentionalität แตกต่างจาก Absicht, intentionality เป็น feature หนึ่งของ mind รายละเอียดพูดถึงในบทที่ 4) ทีนี้ พอสายพันธุ์ใดมีความสามารถมีจิตสำนึกกับมี intentionality (ทั้งคู่เป็น features ของ mind นะฮะ) Searle อ้างว่า collective intentionality (intentionality ร่วมของกลุ่ม) ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา แกเดาว่าในสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีจิตสำนึกและมี intentionality ทั้งหมดนั้น จะต้องมี collective intentionality ในบางรูปแบบ และเจ้า intentionality ร่วมนี่เอง ทำให้มี social facts กับ social reality ถึงแม้จิตสำนึกกับ intentionality เป็นความจริงที่ไม่ขึ้นกับผู้สังเกต แต่พวกมันทำให้สัตว์มีความสามารถที่จะสร้างข้อเท็จจริงหรือปรากฎการณ์ที่ขึ้นกับผู้สังเกต และฟังก์ชั่นก็เป็นปรากฎการณ์ที่ขึ้นกับผู้สังเกตอันหนึ่ง มีสัตว์หลายสายพันธุ์ที่มีความสามารถกำหนดฟังก์ชั่นให้กับวัตถุ แต่การกำหนดฟังก์ชั่นสถานะให้กับวัตถุเป็นความสามารถที่พบได้ในมนุษย์เท่านั้น ทำให้พวกเรามี institutional facts และการกำหนดฟังก์ชั่นสถานะจำเป็นต้องใช้ภาษาหรืออย่างน้อยก็ต้องการความสามารถในการจัดการเชิงสัญลักษณ์แบบเดียวกับภาษา (เราเห็นคีย์เวิร์ด 3 คำที่ทำงานร่วมกันในย่อหน้านี้ และเป็นชื่อของหนังสือ)

ในเมื่อ Searle พิทักษ์ realism สิ่งอันดับต้น ๆ ที่แกทำคือตอบโต้ข้อโต้แย้งของ antirealism ไม่ว่าจะเป็น perspectivism, relativism, หรือคูห์นที่อ้างประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ฯลฯ สำหรับแกแล้ว external realism ไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็น background presupposition นอกจากนี้ ในฐานะที่แกมีความคิดว่า mind เป็นปรากฎการณ์ทางชีววิทยา แต่ไม่สามารถลดทอนจากสถานะเชิงภววิทยาของบุคคลที่หนึ่งไปเป็นสถานะเชิงภววิทยาของบุคคลที่สามอย่างความร้อนหรืออะตอมได้ (แกจึงไม่ใช่ materialist ในแบบเดียวกับ Daniel Dennett) แกจึงจำเป็นต้องโจมตีกรอบความคิด dualism ของเดการ์ตว่าการแบ่งแยก body-mind จากกันสิ้นเชิง (mutually exclusive) นั้นผิด อันนี้เป็นเนื้อหา 2 บทแรก

เขาเป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในยุคของเราจริง ๆ นะฮะ :))

ผมให้




 

Create Date : 20 เมษายน 2557    
Last Update : 20 เมษายน 2557 18:14:01 น.
Counter : 999 Pageviews.  

คืนฝนลวง



เป็นเรื่องที่ 3 ของชูสุเกะที่มีโอกาสอ่าน (2 เล่มก่อนหน้านี้คือ ฤดูร้อนซ่อนเงากับภาพหลอกตา) พอมองเห็นตัวร่วมเล็ก ๆ ว่า โลกของชูสุเกะนั้นซับซ้อน โครงเรื่องหักมุมไปมาหลายตลบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ตัวละครในโลกของเขามีร่วมกัน คือชอบคิดแทนคนอื่น อย่างในภาพหลอกตา พ่อชอบคิดแทนลูก ลูกก็คิดแทนพ่อ ในคืนฝนลวง พี่ชอบคิดแทนน้อง น้องก็ชอบคิดแทนพี่ โดยการคิดแทนกันนี้เป็นการคิดที่อยู่บนข้อมูลซึ่งไม่สมมาตรและไม่สมบูรณ์ การตัดสินใจที่ตามมาจึงเต็มไปด้วยความผิดพลาด ยิ่งในสังคมที่ชอบเก็บความรู้สึก ความคิดมากไว้กับตัวเองคนเดียวด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ข้อผิดพลาดที่ซ้อน ๆ กันหลาย ๆ ชั้นนี่กระมังเป็นจุดแข็งที่ชูสุเกะใช้สร้างพล็อตซับซ้อนของเขา ถ้าคุณชอบนิยายฆาตกรรมตรงที่ความซับซ้อนของมัน ให้คะแนนกับข้อนี้เป็นหลัก ผมคิดว่าชื่อมิจิโอะ ชูสุเกะ น่าสนใจนะ

ผมให้




 

Create Date : 14 เมษายน 2557    
Last Update : 14 เมษายน 2557 14:02:35 น.
Counter : 1141 Pageviews.  

An Illustrated Guide to Relativity



ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้เมื่อหลายปีก่อน จาก email ของอาจารย์ Takeuchi ที่ส่งมาแนะนำ บอกว่า ตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ ที่แกวาดและใช้ใน lecture notes สัมพัทธภาพพิเศษถูกนำมาขยายความและเรียบเรียงให้เป็นหนังสือแล้วนะ เผื่อสนใจจะแปลเป็นภาษาไทย (ผม fwd ต่อไปให้ สนพ. หนึ่ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ) ก่อนหน้าที่จะได้รับ email ฉบับดังกล่าว ผมเคยติดต่อขอแปล lecture notes ของแกเล่น ๆ เอามาลงบล็อก ด้วยหลงเสน่ห์ซึ่งผมจะพูดถึงต่อไปของมัน และเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน อาจารย์แกก็ยอม :)) พอได้รับ email ผมก็หาหนังสือเถื่อนเจอทันที นั่นเป็นรอบแรกที่อ่าน ปีที่แล้วเพิ่งมีโอกาสได้เป็นเจ้าของหนังสือกระดาษแบบไม่เถื่อน เพิ่งอ่านจบไปอีกรอบ เป็นรอบที่ 2 เมื่อวาน

มีหนังสือดี ๆ แนะนำทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์อยู่หลายเล่ม ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นหนังสือที่เขียนสำหรับผู้อ่านทั่วไป เรามักจะเจอประเภทที่หลีกเลี่ยงการใช้สมการ เหตุผลของผู้เขียนในกลุ่มนี้คือ ความเชื่อว่า มีกลุ่มคนที่อยากรู้จักทฤษฎีนี้แต่จะเกิดอาการแพ้เมื่อสายตากวาดไปเจอสมการอยู่จริง ทางออกจึงเป็นการบรรยายที่ยืดยาวพร้อมกับการเปรียบเทียบ คุณอาจโชคร้ายเจอเล่มที่บรรยายค่อนข้างน่าเบื่อ (เช่น Brian Cox, สำหรับผมนะ) หรือโชคร้ายสุดขีดหากเจอหนังสือวิทยาศาสตร์เทียมที่เปรียบเทียบได้มั่วมาก (เช่น คุณสม) มีบ้างเหมือนกันนะครับ บางเล่มที่ผู้เขียนเสี่ยงใช้สมการแล้วพยายามอธิบายมัน (เช่น ดร.บัญชา, ขอยกตัวอย่างหนังสือภาษาไทยละกันนะ, หนังสือของอาจารย์สิทธิชัย หนักไปทางตำราเรียน) สำหรับคนที่เคยเรียนวิชานี้ คงเห็นด้วยว่า เป็นเรื่องยากเอาการอยู่ที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงแก่นของทฤษฎีสัมพัทธภาพโดยไม่ใช้สมการ เพราะข้อเด่นของสมการคือ มันเป็นภาษาที่มีความคลุมเครือต่ำ หนังสือเล่มนี้เลือกอีกหนทางหนึ่งครับ An Illustrated Guide to Relativity ไม่อาศัยสมการ แต่นำเสนอผ่านเรขาคณิต ใช้แผนผังสเปซ-ไทม์เล่าทฤษฎีออกมาอย่างงดงามและชัดเจน หลังจากที่ผู้เขียนปูพื้นฐานให้เราอ่านแผนผังสเปซ-ไทม์เป็น เข้าใจว่าทำไมแกนสเปซและเวลาของกรอบอ้างอิงเฉื่อยที่เคลื่อนที่เมื่อวาดในกรอบอ้างอิงเฉื่อยอีกอันถึงเอียง ผลสืบเนื่องที่ตามมาอาทิ ความเข้าใจเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน การยืดออกของเวลา การหดของระยะทาง ฯลฯ ก็สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายเพียงแค่มองบนแผนผังนั้น นี่เป็นจุดเด่นและจุดแข็งของหนังสือ ตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ ที่อาจารย์วาดประกอบก็ทำให้แผนผังที่อาจขู่หรือทำให้ผู้อ่านหวาดกลัวในตอนแรก ดูเป็นมิตรขึ้น อันที่จริง หลังจากที่คุณอ่านแผนผังเป็นแล้ว คุณสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาทั่งเล่มได้ด้วยการอ่านเฉพาะแผนผังอย่างเดียว แทบไม่ต้องอ่านคำบรรยายเลย ถึงแม้หนังสือเองจะใช้คำบรรยายเพียงน้อยนิดก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสือ pop-sci ในเรื่องนี้เล่มอื่น ๆ ข้อด้อย (ถ้าจะนับว่าเป็นข้อด้อย) เพียงประการเดียวคือ มันขาดการเล่าเรื่องในบริบทเชิงประวัติศาสตร์

หนังสืออ่านสนุก อ่านง่าย และอธิบายสัมพัทธภาพพิเศษในแบบที่เกาะกุมถึงแก่น เป็นเล่มที่อยากเชียร์ให้เด็ก ๆ ได้อ่านกัน คนทั่วไป นักศึกษาต่างสาขาที่ไม่มีพื้นฐานฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัยก็สามารถอ่านได้อย่างเพลิดเพลิน

ผมให้




 

Create Date : 10 เมษายน 2557    
Last Update : 10 เมษายน 2557 12:40:28 น.
Counter : 964 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.