creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Sum



ชื่อรอง Forty Tales From the Afterlives อาจชวนให้คิดว่าเป็นเรื่องสยองขวัญ ในบางความหมาย บางเรื่อง จะว่าไปก็สยองขวัญนะครับ แต่ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญในความหมายทั่วไป ทั้ง 40 เรื่องจะเริ่มต้นเหมือนกัน คือ สมมติว่าคุณตาย และตื่นขึ้นมาในโลกหลังความตาย แล้วคุณพบว่าจุดจุดจุด แต่ละเรื่อง คุณจะพบกับประสบการณ์ไม่เหมือนกัน จุดจุดจุดในแต่ละเรื่องของ Eagleman น่าทึ่งมาก กระตุ้นความคิด ปรัชญา และจินตนาการด้วยตัวอักษรเพียงน้อยนิด ไม่มีเรื่องไหนยาวเกิน 4 หน้า ทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่หน่อย ที่จะเอาพล็อตของบางเรื่องมาเล่าเสียตรงนี้ (มีเล่าไว้บน fb เช่น sum, the cast กับ metamorphosis) แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงไอเดียของมัน บางเรื่อง จะไม่มีคนแปลกหน้าในโลกหลังความตาย คุณคิดว่าโลกที่ไม่มีคนแปลกหน้าจะทำให้คุณรู้สึกอย่างไร, บางเรื่อง คุณจะพบว่า พระเจ้านั่งร้องให้อยู่ปลายเตียง เพราะทุกคนบนสวรรค์คิดว่าตัวเองอยู่ในนรก เพราะทุกคนอยู่อย่างเท่าเทียมกันบนสวรรค์ นรกปิดให้บริการ ^_^ คุณเห็นด้วยไหม, บางเรื่อง พระเจ้าชอบแฟรงเก้นสไตน์ของเชลลีย์ เพราะรู้สึกว่าเชลลีย์เข้าใจพระองค์ดี, บางเรื่อง พระเจ้าโง่กว่าเรา คิดได้ซับซ้อนน้อยกว่าเรา พระองค์ต้องการทราบความหมายของการดำรงอยู่ จึงสร้างเราขึ้นมาเพื่อหาคำตอบของความหมายนั้น ทำนองเดียวกับเราที่สร้างเครื่องจักรขึ้นมาเพื่อช่วยแก้สมการอนุพันธ์ ใช่ครับ เราเป็นเครื่องจักรของพระองค์ และพระองค์จะถามเราในโลกหลังความตายว่า "คำตอบคืออะไร", บางเรื่อง เราเป็นมะเร็งในร่างกายของพระเจ้า, บางเรื่อง โลกเป็นการพักผ่อนของร่างจริง 9 มิติที่โปรเจกชั่นลงมาบนโลก 3 มิติ เพื่อจะได้สนใจเพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ รอบตัว, บางเรื่อง พอเราตาย จุลชีพที่อยู่ในเรามากมายก็แยกย้ายกันไปสวรรค์ ไม่มีสวรรค์สำหรับเรา เพราะพระเจ้าไม่รู้ว่าเรา exist ทั้งนี้เพราะเรา exist ในสเกลที่ใหญ่กว่าพระองค์ พระองค์ exists ในสเกลจุลชีพ ^-^, บางเรื่อง เราอยู่บนสวรรค์ที่มีสงครามศาสนา ไม่ใช่เพราะเหตุพระเจ้าคือใคร แต่เพราะเหตุว่าพระเจ้าอยู่ไหน, บางเรื่อง มองชีวิตก่อนตายของเราเป็น time series ซึ่งประกอบจากเรา ณ ช่วงอายุต่าง ๆ พอเข้าสู่โลกหลังความตาย พระเจ้าดีคอมโพส time series ออกเป็นตัวเราหลาย ๆ ตัวที่แต่ละตัวเราไม่มีเวลาเป็นตัวแปรอิสระ, บางเรื่อง โลกหลังความตายยินยอมให้เราเสพทุกสถานะที่เป็นไปได้ของประสบการณ์พร้อม ๆ กัน รวมถึงสถานะที่ mutually exclusive อย่างเช่น กินกับไม่กินในเวลาเดียวกัน ฯลฯ, พอสำหรับสปอยล์ เชียร์ให้หามาอ่านกันครับ

ปล. นี่เป็นเรื่องที่ 2 ของ Eagleman ที่ได้สัมผัส, เรื่องแรกคือ Incognito

ผมให้




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2557    
Last Update : 1 มิถุนายน 2557 14:38:41 น.
Counter : 1070 Pageviews.  

The Nude in Photography



Martineau เปรียบเทียบภาพถ่ายนู้ดว่าเหมือนกับเทพีอะธีน่าผู้เกิดมาจากหน้าผากของซูสก็โตเต็มวัยใส่ชุดพร้อมรบ ภาพถ่ายนู้ดเกิดมาจากภาพวาดและรูปปั้นนู้ดแล้วเติบโตทันทีเช่นกัน อันที่จริงแกให้ข้อมูลว่า แทบจะทันทีที่เทคนิคการถ่ายภาพเมื่อ 200 ปีก่อนยอมให้เราไม่ต้องใช้เวลาอยู่นิ่ง ๆ หน้ากล้องนาน ๆ กระนั้น ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เราต้องอยู่นิ่ง ๆ หน้ากล้องนาน ๆ เราก็มีภาพถ่ายนู้ดนะครับ เป็นภาพในปารีสช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 นายแบบ (ใช่ฮะ นายแบบ) ไม่ใช่คน แต่เป็นหุ่นปั้น

ทำไมต้องนู้ดในภาพถ่าย ข้ออ้างที่ว่าภาพถ่ายเป็นสื่อเหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บนู้ดที่แกยกมานั้นน่าสนใจ เริ่มจากนิยามความแตกต่างระหว่างนู้ดกับเนกเค็ตของเคนเนท คล้าก ว่า เนกเค็ตคือการเปลื้องผ้า อันสะท้อนถึงภาวะการเป็นเงื่อนไขของความขวยเขินในบางแบบ ขณะที่นู้ดหมายถึงร่างกายที่ถูกจัดรูป แสดงออกถึงความสมดุล ความมั่นคง ฉะนั้นนู้ดจึงเป็นอะไรที่ตายตัวจากการวางท่า สื่อบันทึกภาพเคลื่อนไหวจึงไม่อาจเก็บรักษาความตายตัวนี้ไว้ได้ เพราะสุดท้ายมันจะส่งมอบความขวยให้แก่ผู้ชม

หนังสือพูดถึงประวัตินู้ดในภาพถ่ายอย่างย่อ เรียงตามลำดับพัฒนาการทางเทคนิคภาพถ่าย และจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ทางสังคม เราจะเห็นภาพถ่ายนู้ดคู่กับการกวาดล้างภาพถ่ายนู้ดมาตั้งแต่ต้น ตัวอย่าง การใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือสำหรับภาพวาด Swimming (1884) ของ Eakins ซึ่งวาดจากเซ็ตของภาพถ่ายนู้ดโดยมีนักศึกษาของเขาเป็นนายแบบ การเอาจริงเอาจัง และเชียร์ให้นักเรียนถ่ายนู้ดมากเกินไปของแกนำไปสู่เรื่องอื้อฉาว ทำให้ถูกไล่ออกจาก Pennsylvania Academy of the Fine Arts ในที่สุด, ผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งแรกและการเสื่อมสลายของกรอบยุควิกตอเรียกับภาพ, ผลกระทบจาก sexual revolution ตอนต้นยุค 60 ฯลฯ ถึงแม้หนังสือจะเน้นหนักไปทางนู้ดตะวันตก แต่ก็พอมีตะวันออกให้เห็น ตัวอย่าง สมัยรัฐบาลจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง ที่เริ่มเปิดประเทศรับเอาอิทธิพลตะวันตก Wang Qingsong ผู้ผันตัวจากนักวาดไปเป็นนักถ่าย มีภาพ Dupond & Dupond ของแกรวมอยู่ในเล่มด้วย ในภาพนี้ หวังให้สาวจีนมาจับแหวน จีบหัวนม เลียนภาพ Gabrielle d'Estrées and One of Her Sisters ของฝรั่งเศสจากศตวรรษที่ 16, ภาพทั้ง 76 เพลตในหนังสือ สวย ๆ และน่าประทับใจทั้งนั้นฮะ

ผมให้




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2557 7:31:17 น.
Counter : 1361 Pageviews.  

Spring Awakening



สำหรับบทละคร 3 องก์ พูดได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเยอะมากจริง ๆ ฉบับแปลที่ผมอ่านนี้ ถูกนำมาแสดงครั้งแรกปี 1974 ที่โรงละครแห่งชาติ ลอนดอน แต่บทละครเรื่อง Spring Awakening ในฉบับภาษาอังกฤษแสดงครั้งแรกก่อนหน้านั้นกว่าครึ่งศตวรรษที่นิวยอร์ก น่าสนใจว่ามันถูกโจมตีในฐานะบทโป๊ ลามก แต่ศาลก็อนุญาตนะฮะ

โศกนาฏกรรมของเด็กวัยรุ่นมีอยู่ไม่กี่เรื่อง เซ็กส์กับเรียน เรื่องแรกถูกผลักดันผ่านโปรแกรมทางชีวภาพ ตัวอย่างจากบทละครคือตัวอย่างแมวของน้อง Melchior สำหรับเรื่องหลังถูกผลักดันผ่านคนรอบตัว ทั้งสองเรื่องถูกตัดสินโดยสังคม คำว่าสังคมสำหรับเด็กวัยรุ่นมันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่าผู้ใหญ่ ยกเว้นเฟรา Gabor แม่ของ Melchior แล้ว ดูเหมือน Wedekind เขียนให้ผู้ใหญ่ในเมืองของเขาเป็นปิศาจตื้นเขินไปเสียทั้งหมด ส่วนทางออกยอดฮิตของเด็ก ๆ ล่ะ ฆ่าตัวตายกับหนีออกจากบ้าน เท่ากับหนีออกจากสังคม ฆ่าตัวตายได้ 2 เด้ง สังคมและชีวะ กระนั้น Wedekind ยังมีใจให้กับกรอบคิดว่าด้วยความตายไม่น่าอภิรมย์ ดั่งผีตัวละครตนหนึ่งกลับมาหลอกล่อ Melchior ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนกัน เพราะมันเหงา

อย่างที่บอกครับ เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเยอะมาก ปัญหาที่ Wedekind เอามาผูกมี ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศ Wendla โทษแม่ของเธอที่กระมิดกระเมี้ยนไม่ยอมสอนเธอจริงจัง, ความคาดหวังจากพ่อแม่, ถูกทำร้าย, ข่มขืน, ฆ่าตัวตาย, เกย์ (ฉากสั้น ๆ), ถูกครอบงำด้วยระบบการศึกษา ฯลฯ เรื่องมากแต่พูดน้อย (ถ้ามองความยาวของบทพูด บางตัว บางตอน พูดยาวมากจนเกิดอาการขัดสำหรับเรานะ) แถมพูดไม่ต่อเนื่อง (อาจจะเป็นเสน่ห์มั้ง) รวมกับจำนวนตัวละครมาก ทำให้เป็นงานที่อ่านค่อนข้างยาก จุดแข็งคือเนื้อเรื่องแรงพอที่จะทำให้อยากรู้จนเอาชนะความยาก อันที่จริง ไม่ใช่แรงพอ แต่แรงมาก

ผมให้




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2557 11:37:15 น.
Counter : 1338 Pageviews.  

Understanding Gravity



จากน้ำหนักของเนื้อหาในแต่ละส่วน ผมว่าจุดประสงค์หลักของ Gao ไม่ได้อยู่ที่ต้องการรีวิวหรือนำเสนอความคิดเกี่ยวกับ gravity ตั้งแต่นิวตัน ไอน์สไตน์ จนถึง Verlinde หรอกครับ แต่เป็นการแสดงเหตุผลโต้แย้งข้อเสนอของ Erik Verlinde เมื่อปี 2009-10 ที่ว่าแรงโน้มถ่วงไม่ได้เป็น fundamental interaction แต่เป็นเพียงมายาภาพในฐานะ entropic force ซึ่งเป็น emergent phenomenon ของระบบเทอร์โมไดนามิกส์ที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเอ็นโทรปี้ในทางสถิติเท่านั้น บทความพูดถึงนิวตันกับไอน์สไตน์นิดเดียวจริง ๆ เพียงแค่ว่า นิวตันมองแรงโน้มถ่วงเป็นแรงดึงดูดระหว่างมวล ส่วนไอน์สไตน์มองเป็นการโค้งงอของกาลอวกาศ จบ แล้วพูดถึงประวัติศาสตร์เล็กน้อยว่าด้วยต้นกำเนิดการเชื่อมโยงระหว่างแรงโน้มถ่วงกับเทอร์โมไดนามิกส์ในงานของ Bekenstein กับฮอว์กิงช่วงทศวรรษ 70 พูดถึงงานของ Ted Jacobson เมื่อยี่สิบปีก่อนที่แสดงให้เห็นว่าสมการสนามของไอน์สไตน์สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเทอร์โมไดนามิกส์ งานของ Padmanabhan ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแรงโน้มถ่วงกับเอ็นโทรปี้ เนื้อหาประมาณ 1 ใน 3 เป็นการรีวิว entropic gravity ของ Verlinde ซึ่งอาศัย holographic principle ของ 't Hooft ที่ว่า information ในอวกาศสามารถแสดงได้ด้วยข้อมูลที่อยู่บนพื้นผิวอันเป็นขอบเขตของอวกาศนั้น (คล้าย ๆ Allegory of the Cave ของเพลโต) เนื้อหาอีก 1 ใน 3 เป็นการให้เหตุผลหักล้างว่าทำไมแรงโน้มถ่วงไม่ใช่ entropic force อาทิ แกว่าในตัวอย่างของ Verlinde ไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างแรงโน้มถ่วงกับ entropic force ที่ชวนให้คล้อยตาม อีกทั้งระบบซึ่งประกอบด้วยแผ่น holographic กับอนุภาคทดสอบนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิด entropic force นี่นา แถมเอ็นโทรปี้ที่เพิ่มขึ้นของแผ่นโฮโลก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเอ็นโทรปี้ในเชิงสถิติอันเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับสิ่งที่เรียกว่า entropic force สักหน่อย แต่เกิดจากแรงโน้มถ่วง (เป็น circular reasoning) ฉะนั้นข้ออ้างที่ว่าแรงโน้มถ่วงเกิดจากเอ็นโทรปี้จึงเป็นข้ออ้างที่มีปัญหา เนื้อหาส่วนที่เหลือ พูดถึงข้อคาดการณ์ที่ว่า การมีอยู่ของแรงโน้มถ่วงในฐานะสมบัติเชิงเรขาคณิตของกาลอวกาศนั้นอาจมีต้นตอมาจากการมีอยู่ของขนาดที่เล็กที่สุดของกาลอวกาศ (หมายความว่ามันเป็นวัตถุดีสครีต) กับหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนแบร์กมากกว่า

หนังสืออ่านยากสำหรับคนมีความรู้ฟิสิกส์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างเรา กระนั้นสไตล์และฟอร์มการโต้แย้งของ Gao ออกมาดูดี ถูกหรือผิดไม่รู้นะครับ เกินปัญญา อ่านไป มึนไป แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ได้อะไร ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็มีอะไรให้คิดเพลินไปอีกแบบ การเลือกฉากเปิดหนังสือด้วยข้อความทวิตเตอร์ของ Erik Verlinde ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2009 จนถึงมีนาคมปี 2011 ก็เก๋ใช้ได้

ผมให้




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2557 23:25:29 น.
Counter : 1052 Pageviews.  

Philosophical Devices



เมื่อไม่กี่วันก่อน พูดถึง What Does It All Mean? ของ Nagel ว่าเป็นหนังสือแนะนำปรัชญาที่ดี ใครก็สามารถหยิบมาอ่านได้เลย และดื่มด่ำกับคำถามอย่างอะไรคือถูก-ผิด ความตาย เจตจำนงเสรี หรือเรารับรู้โลกได้อย่างไร เพราะเหล่านี้เป็นคำถามที่ทุกคนเคยถามกับตัวเองซึ่งผมเชื่อว่าหลายครั้งล่ะในชีวิต แต่คำถามอย่าง (1) ชื่อหนึ่ง ๆ มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ถูกเรียกด้วยชื่อนั้นในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างไร (description theory vs. causal theory of reference), (2) ข้อความอย่าง "คนประดิษฐ์ซิปจำเป็นต้องประดิษฐ์ซิป" เป็นจริงในทุกพอสสิเบิ้ลเวิลด์ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ พอครั้นเวลาที่เราคุยกับเพื่อนในเรื่องเกี่ยวกับประวัติของการประดิษฐ์ซิป เราอยากพูดถึงคนที่ประดิษฐ์ซิปคนนั้นแบบกระชับง่าย ๆ เราจึงนิยามชื่อจูเลียสขึ้นมาเพื่อใช้เรียกคนประดิษฐ์ซิป ทำไมข้อความ "จูเลียสจำเป็นต้องประดิษฐ์ซิป" ซึ่งเป็นจริงโดยนิยามบนโลกนี้กลับไม่เป็นจริงในทุกพอสสิเบิ้ลเวิลด์, (3) เรารู้ว่ามีจำนวนนับอยู่นับไม่ถ้วนหรืออินฟินิตี้ และเรารู้ว่าเราไม่สามารถจับคู่แบบหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างสมาชิกของเซ็ตจำนวนนับกับเซ็ตจำนวนจริง ทำให้เราพูดว่ามีจำนวนจริงอยู่อินฟินิตี้ที่เป็นอินฟินิตี้ที่ใหญ่กว่าอินฟินิตี้ของจำนวนนับ เช่นนี้แล้วจะมีอินฟินิตี้ที่ใหญ่กว่าอินฟินิตี้ของจำนวนสมาชิกของเซ็ตจำนวนนับแต่เล็กกว่าอินฟินิตี้ของจำนวนสมาชิกของเซ็ตจำนวนจริงไหม continuum hypothesis บอกว่า ไม่มี (เกอเดลแสดงให้เห็นในปี 1940 ว่า continuum hypothesis ไม่ขัดแย้งกับทฤษเซ็ต ผ่านไปอีก 20 กว่าปี โคเฮนก็แสดงให้เห็นว่า การปฏิเสธ hypothesis อันนี้ก็ไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีเซ็ต!) หรือ (4) มีระบบที่มีข้อความที่เป็นจริงที่เราไม่สามารถพิสูจน์ว่ามันเป็นจริงภายใต้ axioms ของระบบนั้นอยู่รึเปล่า (completeness vs. incompleteness)

คงพอเห็นภาพตัวอย่างความแตกต่างระหว่างคำถามปรัชญาคลาสสิกกับคำถามปรัชญาร่วมสมัยนะครับ การทำความเข้าใจคำถามกลุ่มหลังนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้ชุดของคำศัพท์หรือเครื่องมือใหม่ ๆ มากกว่าการมีเพียงแค่ความสงสัยติดตัวมาแต่กำเนิดของโฮโมเซเปี้ยนส์พอควร

พูดถึงความประทับใจในหนังสือเล่มนี้นะ น่าทึ่งว่า Philosophical Devices ของ Papineau สามารถส่งมอบเครื่องมือเหล่านั้น proofs, probabilities, possibilities, sets ให้แก่ผู้อ่านได้อย่างกระชับและชัดเจนภายใน 200 หน้า เน้นว่าชัดเจนอย่างน่าทึ่ง บางหัวข้อเป็นเรื่องที่เราหาอ่านในตำราปรัชญาเบื้องต้นระดับ undergrad ไม่ได้ด้วยซ้ำ อาทิ continuum hypothesis จากตัวอย่างในย่อหน้าแรก, naming and necessity ของ Kripke หรือ incompleteness ของ second-order logic ผู้เขียนก็อธิบายความคิดได้ชัด แต่อย่าคาดหวังความละเอียดหรือสมบูรณ์นะครับ เพราะจุดประสงค์ของเขาคือแนะนำเครื่องมือที่หลากหลายมากกว่าสอนให้เราเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งโดยเฉพาะ

ผมให้




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2557 6:20:07 น.
Counter : 1022 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.