creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

The Recollections of Eugene P. Wigner as told to Andrew Szanton



เดือนธันวาคมปี 1963 ระหว่างเยี่ยมห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊คริดจ์ มีหลายคนเข้ามาขอจับมือแสดงความยินดีกับ ดร. วิกเนอร์ "ขอบคุณมากครับ" แกรับ "ว่าแต่ยินดีกับผมเรื่องอะไรกัน" ยูจีน วิกเนอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ตอนแรกแกก็ไม่เชื่อ พอหลายคนเข้า คงไม่ผิดล่ะ กลับบ้าน เปิดซองจดหมาย จึงได้เห็นข้อความยืนยันข่าวรางวัล วิกเนอร์พูดถึงความรู้สึกว่า "การได้รับรางวัลยังความยินดีใหญ่หลวงมาให้ กระนั้น ผมสงสัยนะครับว่าตัวเองทำอะไรลงไปคู่ควรรางวัลนี้ ชวนให้นึกถึงสุภาษิตเยอรมันเก่าแก่ คนโง่คนหนึ่งมีโชค" คุณคิดว่าเขาเป็นคนยังไงครับ สุภาพ ถ่อมตัว หนังสือชีวประวัติจากบทสัมภาษณ์ที่วิกเนอร์ให้ไว้กับ Andrew Szanton เล่มนี้เปิดเผยแง่มุมความคิดส่วนตัวในเรื่องต่าง ๆ อาทิ ความรักในฟิสิกส์ คนรอบข้าง เพื่อน ความเป็นฮังกาเรียน การเมือง การมองโลก โดยเฉพาะประเด็นโครงการแมนฮัตตันที่มักจะถูกเล่าผ่านสายตาของคนนอกซึ่งเป็นภาพที่ผิดไปจากภาพผ่านสายตาของคนใน เวลาแกเล่าถึงใคร จะไม่อ้างว่าสิ่งที่เล่ามีความเป็นสากล แต่บรรยายสิ่งที่เขาเห็นและคิดว่าเป็นเช่นไร การอ่านเล่มนี้จึงเหมือนได้รับสิทธิ์เข้าไปนั่งอยู่ในจิตใจของวิกเนอร์ จิตใจที่มองโลกอย่างที่มันเป็น เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ มีความอ่อนน้อมอยู่ในที และมีความหวัง ตอนแรกที่มีคนขอทำหนังสือชีวประวัติ แกไม่ยอมนะครับ เหตุผล เพราะไม่ใช่คนสำคัญและอยากให้ชื่อค่อย ๆ เลือนหายไปในเวลา แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจเพราะคิดถึงเรื่องอื่นที่อยากเล่า นั่นคือ เรื่องเพื่อนและเรื่องความรักในฟิสิกส์ สองเรื่องนี้เป็นแก่นของหนังสือ แต่ขณะเดียวกัน การพูดถึงมันก็เปิดเผยตัวตนของผู้พูดออกมาชัดเจน

ตัวอย่างระหว่างอ่านที่นำไปโพสต์บน fb July 10, July 10, July 12, July 13, July 17, July 18, July 19

ผมให้




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2557 21:16:59 น.
Counter : 936 Pageviews.  

Neuroscience and the Law



หนังสือค่อนข้างเก่า 10 ปีที่แล้ว ประเด็นฮ็อตแม้ปัจจุบัน หนังสือถกผลกระทบต่อกฎหมายเนื่องจากความรู้ neuroscience ที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน เราอาจเริ่มต้นด้วยคำถามโด่งดังของวิทเก้นชไตน์ "จะเหลืออะไรอยู่เมื่อลบข้อเท็จจริงที่ว่าแขนของผมกำลังยกขึ้นออกจากผมยกแขน" Stephen J. Morse หนึ่งในผู้เขียนชอบเล่นมุกนี้เวลาบรรยาย เขาขอให้ผู้ฟังยกมือ แล้วถามว่าทำไมคุณถึงยกมือ แน่นอน มันต้องมีปัจจัยทางกายภาพที่สนับสนุนให้แขนยกขึ้น ขณะเดียวกันคุณจะได้คำตอบอื่น ๆ อีก เช่น เพราะผู้ฟังเชื่อว่าการยกมือเป็นการให้ความร่วมมือที่ทำให้งานบรรยายวันนี้ลุล่วงไปด้วยดี เขาจึงยกมือ ความเชื่อ ความปรารถนา ความจงใจ เซ็ตของนามธรรมเหล่านี้เล่นบทเป็นเหตุของการกระทำ นี่คือโครงสร้างของโมเดลที่กฎหมายนิยามคน และทำให้คำตอบของคำถามของวิทเก้นชไตน์คือเซ็ตของนามธรรมดังว่า พูดอีกอย่าง กิริยาเอามีดกรีดอกคนอื่นไม่เพียงพอที่จะใช้บอกว่าเขาเป็นหมอหรือเป็นฆาตกร ทีนี้ ลองนึกถึงกรณีของชาร์ลส์ วิทแมน ที่ก่อเหตุฆ่าแม่ ฆ่าเมีย แล้วปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน ยิงคนตายบาดเจ็บอีกเพียบก่อนถูกนายตำรวจแม็คคอยยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ถ้าเขาไม่ตายวันนั้น ความผิดของเขาจะถูกตัดสินแตกต่างออกไปไหม เพราะเมื่อหลังจากผ่าศพวิทแมน หมอพบก้อนเนื้อใต้ทาลามัสที่กดทับส่วนอมิกดาลาซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และการเข้าสังคม และเรารู้ว่าเขาควบคุมก้อนเนื้อในสมองไม่ได้ ไหนล่ะเซ็ตของความเชื่อ ความปรารถนา ความจงใจ เป็นต้น ความรู้ neuroscience จะเล่นบทสำคัญในการนิยามคนและส่งผลกระทบต่อกฎหมายแน่ ๆ ด้านไหนและอย่างไรนั้นเป็นเรื่องในภาพกว้าง ๆ ที่หนังสืออภิปราย

ความคิดเกี่ยวกับ free will เป็นอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ และหลายบทความในเล่มอ้างถึงงานของเบนจามิน ลิเบท งานชิ้นนี้มีต้นกำเนิดจากตอนปลายทศวรรษ 1970 ที่ลิเบทถกกับจอห์น เอคเคิลส์ (นักสรีรวิทยารางวัลโนเบล) ซึ่งเอคเคิลส์พูดถึง readiness potential (ศักย์ไฟฟ้าเตรียมพร้อม) จะเกิดในสมองก่อนการกระทำที่ไม่ถูกบีบบังคับใด ๆ เอคเคิลส์เชื่อว่านี่เป็นสัญญาณของ free will ทำให้ลิเบทกลับไปทดลอง และพบว่า ก่อนที่คนจะรู้ตัวว่าฉันอยากทำอะไร สมองของเรารู้ตัวมาก่อนหน้านั้นแล้ว และรู้ก่อนนานเสียด้วย นั่นคือ เราถูกเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้วสำหรับสิ่งที่เราเชื่อว่าเราจะตัดสินใจกระทำตั้งแต่ก่อนเราตัดสินใจกระทำ แต่งานนี้ก็ยังมีช่องว่างให้ free will ผ่าน vetoing power ซึ่งรามจันทรันเรียก free won't ทำนองเดียวกับทฤษฎีเจตจำนงเสรีของจอห์น ล็อก แต่กระนั้น ผู้เขียนส่วนใหญ่ที่พูดถึงประเด็นนี้ดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันว่า การมีหรือไม่มี free will สามารถแยกพิจารณากับเรื่องความรับผิดชอบได้ Morse ถึงกับใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของบทความโต้แย้งให้กับ compatibilism และบอกว่า free will หรือความเป็นเหตุไม่ใช่เกณฑ์สำหรับความรับผิดชอบ

ประเด็นอื่น ๆ อาทิ ความน่าเชื่อถือ/ความแม่นยำของเครื่องมือ ถ้าเครื่องมือทาง neuroscience สามารถใช้บอกได้ว่าคนนี้โกหก หรือคนนี้มีอคติ ความน่าเชื่อถือระดับไหนคือระดับที่เรายอมรับได้ false positive, false negative เท่าไร ประเด็นความเป็นไปได้ที่จะเอาข้อมูล neuroscience มาใช้อย่างผิด ๆ กีดกันคนเข้าทำงาน กีดกันนักเรียนเข้าโรงเรียน คล้าย ๆ หนังเรื่องกัตตาก้า แต่ไม่ใช่แค่ข้อมูลด้านพันธุกรรม มีข้อมูลสถานะปัจจุบันของสมองร่วมด้วย

ผมให้




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2557 10:12:59 น.
Counter : 962 Pageviews.  

The Rational Animal



เป็นหนังสือเล่มที่ 2 ของโปรเฟสเซอร์ Kenrick ที่มีโอกาสอ่าน ด้วยติดใจจากเล่มแรก Sex, Murder and the Meaning of Life แต่จะว่าไป ทั้ง 2 เล่ม (เล่มนี้เขียนร่วมกับโปรเฟสเซอร์ Vladas Griskevicius) มีแก่นความเชื่อในจิตวิทยาวิวัฒนาการร่วมกัน ทำให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่เท่าตอนอ่านเล่มแรก และยิ่งถ้าคุณอ่าน Dan Ariely, Gerd Gigerenzer, Daniel Kaheman, Jared Diamond (โดยเฉพาะ Why Is Sex Fun?) อะไรทำนองนี้อยู่แล้ว มันอาจสร้างความประทับใจให้ได้ไม่มากนัก ถึงขั้นน่าเบื่อในบางตอน แต่ถ้าไม่ คุณน่าจะชอบ เพราะหนังสือถูกเขียนขึ้นมาแบบตอกย้ำข้อความสำคัญซ้ำไปซ้ำมาประกอบตัวอย่างที่หลากหลายทั้งจากห้องทดลองในสัตว์ ในนักศึกษามหาวิทยาลัย และในตัวอย่างโลกธุรกิจจริง ๆ ประเด็นของหนังสือสรุปได้ด้วยข้อความสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคครับ

(1) การตัดสินใจของคนที่ดูเหมือนไร้เหตุผล (irrational) ซึ่งบางครั้งทำให้คำนายผ่านโมเดลทางเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิกที่ตั้งสมมติฐานกับความมีเหตุผลของคนดูจะใช้การไม่ได้นั้น แท้จริงแล้วมีเหตุผลระดับลึก เป็น deep rationality อันเป็นผลพวงมาจากการแก้ปัญหาเพื่อความอยู่รอดที่บรรพบุรุษโฮโมเซเปี้ยนของเราใช้และได้รับรางวัลผ่านความอยู่รอดนั้นแล้วตกทอดมาสู่เรา

(2) ปัญหาเพื่อให้อยู่รอดดังว่ามีหลายมิติ มีหลายจุุดประสงค์ ทำให้เราหรือกลไกทางจิตใจของเรามีโหมดการทำงานหลายโหมด Kenrick เรียกโหมดเหล่านี้ว่า subselves แต่ละโหมดถูกปรับโดยวิวัฒนาการให้เข้ากับปัญหาแต่ละแบบ ฉะนั้นการตัดสินใจของคุณขณะหนึ่ง ๆ จึงขึ้นอยู่กับว่าโหมดไหนที่เข้ายึดครองความเป็นคุณ ประเด็นนี้ Kenrick แจกแจงว่าเรามี ไม่ใช่สิ เราคือ 7 subselves

(3) สำหรับพฤติกรรมใด ๆ จะมีเหตุผลรองรับอยู่ 2 ระดับ แกใช้ศัพท์ว่า proximate กับ ultimate reasons ตัวแรกเป็นเหตุผลระดับพื้นผิวว่าทำไมเราทำแบบนั้นแบบนี้ ตัดสินใจอย่างนั้นนี้ ตัวหลังเป็นเหตุผลจากสมองที่สืบทอดมาจากมนุษย์ถ้ำ เป็นเหตุผลเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างเชิงวิวัฒนาการ และเราไม่อาจเข้าถึง ultimate reason ในระดับจิตสำนึก เราเชื่ออย่างจริงใจใน proximate reason ตัวอย่างการทดลอง Griskevicius "รักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้คนเห็น" (going green to be seen) ทำไมคุณเลือกซื้อพริอุส ระบบไฮบริด เป็น proximate แต่ไม่ใช่ ultimate reason

(4) ความสำเร็จทางวิวัฒนาการดึงดูดปรสิต ตัวอย่างเช่นโฆษณาที่ไม่ได้พูดถึงฟังก์ชั่นของสินค้า เราไม่ซื้อรถเพียงเพราะมันพาเราจากจุด A ไปยังจุด B ไม่ซื้อรองเท้าเพียงเพราะปกป้องตีน ฯลฯ โฆษณาเหล่านี้ปลุกโหมดบางโหมดในตัวเราขึ้นมาเพื่อเพิ่มราคาเพราะสนองความต้องการของโหมดนั้น เครื่องดื่มบางยี่ห้อมีระดับตั้งแต่จับแก้ว นักเขียนบางคนหนังสือบางเล่มเสริมสถานะให้เราตั้งแต่ถ่ายรูปลงเฟสบุ๊ก หรือ ... เขียนรีวิว

ผมให้




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2557 9:59:09 น.
Counter : 1006 Pageviews.  

The Sluts



คีย์เวิร์ด: SM หรือ sadomasochism ความพึงพอใจ โดยเฉพาะทางเพศ จากการกระทำอันเกี่ยวเนื่องด้วยความเจ็บปวด, rimming หรือ rim job หรือ anilingus (มาจากละตินผสมกัน 2 คำ anus ตูด กับ lingus จากกริยา lingere เลีย), snuff film หนังที่บันทึกฉากฆาตกรรมจริง ๆ เอาไว้ขายผู้ชื่นชอบรับชมเพื่อความบันเทิง, fist fuck สอดด้วยกำปั้น, meth เมตแอมเฟตามีน ยาบ้า, twink เกย์หนุ่มน้อยร่างบอบบางไร้ขนไร้เครา

เล่มนี้ของเค้าแรงจริงนะครับ วิธีที่ Cooper ใช้เล่าเรื่อง Brad เด็กขายในตำนานชนะเลิศในทุกมิติ เป็นหนึ่งในเล่มที่อ่านแล้วจิตตก เศร้า อนาถ เสื่อม สะใจ หน้าหนึ่งปลุกราคะ หน้าถัดไปปลง เหมือนตัณหาบางอย่างดับ แต่มิใช่เพราะมันถูกข่ม หากได้รับการสนอง หยุดไม่ได้ ถืออ่านบนรถไฟหรือในสตาร์บักนี่รู้สึกเหมือนทำบาปกับคนรอบข้าง เขียนดีเป็นบ้า คำเตือนเพียงข้อเดียวที่ผมจะบอกกับคุณ (เหมือนกับที่ผมเคยบอกตอนเชียร์หนัง Српски филм A Serbian Film) คือ เตรียมใจรับผลสืบเนื่องที่จะตามหลอกหลอนไปอีกนาน

ผมให้




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2557    
Last Update : 12 มิถุนายน 2557 21:59:05 น.
Counter : 1077 Pageviews.  

Period



ขณะอ่าน สับสนมาก จนปัญญาจะแบ่งแยกว่าตัวไหนเป็นตัวจริง เหตุการณ์ไหนคือเรื่องจริง พอถึงบางตอนที่ดูเหมือนเราเชื่อมโยงหรืออธิบายได้ ผ่านไปสักพัก Cooper ก็ทำเรางุนงงอีก สำหรับผมนะ ข้อนี้แหละคือสิ่งที่ผลักดันให้อ่านจบแบบไม่ต้องพักวางหนังสือ ไม่ใช่เพราะสนุกสุขสำราญจนวางไม่ลงนะฮะ ตรงกันข้าม ให้นึกภาพเหมือนคนกำลังหลงทางผ่านไปบนถนนเส้นที่ไม่คุ้นเคย และมีความเชื่ออยู่ว่า ไปตามเส้นนี้แหละ จะได้พบกับทางที่รู้จัก จึงเร่งเดินอย่างไม่อยากหยุดพัก รวมกับสไตล์การเขียนแบบที่ทำให้คนอ่านเข้าไปอยู่ในหัวของตัวละคร ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราหยุดไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วคุณก็ไม่อยากเข้าไปอยู่ในหัวของใคร ยิ่งโดยเฉพาะในหัวของวัยรุ่นที่หมกมุ่นอยู่กับซาตาน เซ็กส์ ความตาย ฉะนั้น ตอนพลิกเจอหน้าสุดท้ายนี่โคตรจะดีใจเลยครับ ถึงแม้ความสับสนและความไม่อาจแบ่งแยกได้ของโลกจริงและไม่จริงและเหนือจริงจะยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน แต่ช่างมัน ใครกันแน่ที่ขอกับซาตานเพื่อให้เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งมาเป็นทาสบำบัดความใคร่ ใครที่ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งโดยที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเป็นอมตะหรือไม่ หรือเมื่อเรามองโครงสร้างที่เห็นการซ้ำ (คาบ) ในแบบต่าง ๆ อาทิ การซ้ำกับตัวเองผ่านกระจก ซ้ำกับตัวเองที่คุยกับคนที่อาจจะเป็นตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านเรื่องที่เหมือนกับนิยายเรื่อง Period ซึ่งถูกตัวละครตัวหนึ่งใน Period เขียนขึ้นมาอีกที เหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เพราะถึงจุดหนึ่ง เราอยากพักจากความรุนแรงที่ Cooper ยัดเข้ามาจนยอมแพ้ด้วยความคิดว่า ถ้าวิธีเดียวที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเหนื่อยซ้ำคาบดูเหมือนไม่สิ้นสุดนี้ได้คือการยอมรับการไม่อาจแบ่งแยกความจริงแบบหนึ่งออกจากความจริงอีกแบบหนึ่ง เราก็ยอมวะ, แปลกและหลอนดี

ผมให้




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2557    
Last Update : 7 มิถุนายน 2557 1:30:28 น.
Counter : 937 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.