creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Before I Go to Sleep



คุณจะทำยังไงถ้าทุกครั้งที่หลับลึก ความทรงจำที่ผ่านมาจะหายไป ความทรงจำถูกรีเซ็ตกลับไปตอนยังเด็กและไม่ต่อเนื่อง ไอเดียคล้าย Memento แต่เดินเรื่องอืดกว่ามาก ไม่ค่อยชอบความเยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ ของบันทึก ไม่ practical เอาเสียเลย หนังสือมีโควตเท่ ๆ โผล่มาบ้าง ว่าด้วยตัวตน การดำรงอยู่ และความทรงจำ ถ้าอยู่ในฟอร์มเรื่องสั้น เราจะชอบกว่านี้ และคาดว่าหนังคงน่าดู

ผมให้




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2557 19:11:01 น.
Counter : 736 Pageviews.  

Troll Way ทางสายเกรียน



ผมไม่ประทับใจหนังสือเล่มนี้ ความคาดหวังหลังจากอ่านคำนำ ("หนังสือเล่มนี้รวบรวมและต่อยอดจากรายการ 'ตรรกะวิบัติ' ...") ไม่ไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหาหนังสือ เพราะหลายข้อที่ผู้เขียนเรียกว่าเป็นตรรกะวิบัตินั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของนิสัยหรือสันดานของผู้เถียงเสียมากกว่าอยู่ที่ตัวตรรกะเอง เช่น 35 เกรียนเพื่อจะเกรียน หรือเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่เราจะเจอเมื่อถกเถียงซ้ำซากไม่จบเสียที เช่น 36 วนเวียนเรื่องเก่า

เมื่อพิจารณานัยหนึ่งของหนังสือและรูปแบบของมัน เราพอเดาได้ว่าจุดประสงค์หนึ่งคือ categorization แต่เกณฑ์สำหรับแบ่งแยกกลับคลุมเครือ ในคำนำ ผู้เขียนบอกว่า (1) "ตรรกะวิบัติ หมายถึงข้อถกเถียงที่ใช้เหตุผลผิดพลาด," และ (2) "กล่าวอย่างเป็นวิชาการเล็กน้อย เราสามารถแบ่งตรรกะวิบัติทั้งหมดได้เป็นสองประเภทคือ ตรรกะวิบัติทางการ กับ ตรรกะวิบัติไม่เป็นทางการ ซึ่งประเภทหลังนี้อาจเรียกให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า การไม่ใช้เหตุผล" และ (3) "ตรรกะวิบัติทางการ หมายถึงการใช้เหตุผลอย่างผิด ๆ เช่น ..."

จาก (1) - (3) เราเอามาวาดแผนผังเวนน์-ออยเลอร์แบบที่เด็ก ม.4 แรกเรียนเรื่องเซ็ตทำกันได้ดังรูป



ชวนให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เมื่อพิจารณาจากนิยามแล้ว เช็ต A กับ B เป็นเซ็ตเดียวกันไหม? และ ในเมื่อเซ็ต C เป็นสับเซ็ตของ A ฉะนั้น การไม่ใช้เหตุผลเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เหตุผลผิดพลาด เช่นนี้แล้วความหมายของคำว่าการใช้เหตุผลคืออะไร? หรือถ้าเราพิจารณาให้เป็นนามธรรมอีกระดับ เราจะตั้งคำถามว่า มีวัตถุที่การไม่ใช้มันเท่ากับการใช้มันอย่างผิด ๆ อยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ผู้เขียนบอกเป็นนัยคือ มี และวัตถุนั้นคือ เหตุผล

ขอทิ้งคำถามข้างบนไว้เป็นการอุ่นเครื่อง

ประเด็นแรกที่อยากพูดถึงเนื่องด้วยคำนำคือ ถ้าเราจะกล่าวอย่างเป็นวิชาการ ตรรกะวิบัติ (logical fallacy) แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท (การกล่าวอย่างเป็นวิชาการ ย่อมไม่ควรจะหมายถึงกล่าวโดยใช้มติของตนเองเพียงลำพัง แต่เป็นคำกล่าวที่พอจะตรวจสอบกับตำราวิชาการเพื่ออ้างอิงได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว อะไรคือความหมายของการพูดว่ากล่าวอย่างเป็นวิชาการ) ได้แก่ formal logical fallacy กับ informal logical fallacy

ประเภทแรกคือ fallacy ที่เกิดขึ้นที่ form หรือโครงสร้างของการให้เหตุผล นั่นคือ เราไม่สนใจความหมาย เช่น เรายอมรับว่า (4) ถ้าคนเขียนหนังสือไม่เก่งแล้วหนังสือที่เขียนจะเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาผิด ๆ และต่อมาเราพบข้อเท็จจริงว่า (5) หนังสือที่เขียนเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาผิด ๆ

การที่เราใช้ (4) และ (5) สรุปว่า (6) คนเขียนหนังสือไม่เก่ง นั้น ข้อสรุปเช่นนี้แหละที่เกิดจากตรรกะวิบัติแบบ formal เพราะไม่ว่า p และ q จะมีความหมายว่าอะไรก็ตาม (ตามตัวอย่างข้างต้น ความหมายของ p = คนเขียนหนังสือไม่เก่ง และ q = หนังสือที่เขียนเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาผิด ๆ) การยอมรับ p -> q กับ q ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า p นั่นคือ ตรรกะวิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นที่โครงสร้าง นักวิชาการจึงเรียกว่า formal logical fallacy

สำหรับ fallacy อีกประเภทหนึ่ง ความผิดพลาดเกิดขึ้นที่ความหมายหรือเนื้อหาของข้อโต้แย้ง เช่น เราอยากเชียร์หนังสือทางสายเกรียน เราให้เหตุผลว่า "เพราะมันถูกเขียนโดยนักคิดนักเขียนที่มีชื่อเสียงและเก่ง ฉะนั้นเนื้อหาจึงถูกถ่ายทอดอย่างดีเยี่ยมและถูกต้อง" กรณีนี้ เหตุและผลเชื่อมโยงกันผ่านความหมาย การจะพูดข้อสรุปว่าเนื้อหาถูกถ่ายทอดได้ดีเยี่ยมและถูกต้องหรือไม่นั้น จำเป็นต้องรู้ความหมายของการถูกเขียนโดยนักเขียนมีชื่อ และจำเป็นต้องรู้ว่ามันมีหรือไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหา กรณี้นี้ อาจเป็นไปได้ทั้ง statistical syllogism หรือ argumentum ab auctoritate หรือ argumentum ad verecundiam ขึ้นอยู่กับข้อมูลอื่นประกอบอีก คีย์เวิร์ดสำหรับ fallacy กลุ่มนี้คือ เราต้องสนใจความหมายของข้อโต้แย้ง ตัวอย่าง straw man fallacy เป็น informal logical fallacy

ทั้งหมดนี้ เราไม่ได้พูดว่า การแบ่งตรรกะวิบัติแบบเป็นทางการ/ไม่เป็นทางการแบบของสฤณีนั้นผิด ถ้าหากสามารถตอบคำถามอุ่นเครื่องข้างบนได้ เพียงแค่มันแปลกเมื่อมองผ่านสายตาของการแบ่งแบบวิชาการ และการแบ่งดังกล่าวทำให้เกิดความลักลั่น เช่น 16 ไม่ดูบริบท กับ 18 อ้างคำไม่เคยพูด ต่างเป็นเซ็ตย่อยของ 1 ชอบยิ่งหุ่นฟาง (ซึ่งเท่ากับ straw man fallacy ที่ผมจะยกตัวอย่างวิเคราะห์ในแง่ของความไม่รัดกุมต่อไป) แต่ 16 กับ 18 กลับอยู่คนละกลุ่มกัน และ 1 กับ 18 อยู่คนละกลุ่มกัน อะไรคือความแตกต่างครับ (คนที่มีหนังสือ ลองเปรียบเทียบหน้า 17 กับหน้า 93) นอกจากนี้ เกณฑ์ของผู้เขียนยังอธิบาย 55 กำปั้นทุบดิน ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มตรรกะวิบัติทางการ และเท่ากับ begging the question ให้ชัดเจนไม่ได้ เพราะที่จริงนั้น begging the question เป็นข้อความที่ logically valid นะครับ (ในตำราเรียนทั่วไป เขาจะจัดว่ามันเป็น informal fallacy ที่ logically valid)

ต่อมา คำอธิบายต่าง ๆ ในหนังสือไม่มีความชัดเจนและขาดความรัดกุม ตัวอย่าง จากคำอธิบายในหนังสือ บทแรก ชอบยิงหุ่นฟาง มี 2 ท่อนหลักดังรูป



ตามความคิดของเรา ท่อนที่ 1 ผิด ส่วนท่อนที่ 2 ถูก เมื่อตีความว่าข้อความในวงเล็บโดยเฉพาะวลีที่อยู่หลังคำว่า 'หรือ' เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง จึงชวนให้คิดว่า ทั้ง 2 ท่อนมีต้นกำเนิดจากคนละแหล่งกัน

ดูในฟอร์มท่อนที่ 2 นะฮะ จุดสำคัญคือ Y เป็นข้อความบิดเบือนของ X ซึ่งไม่มีตรงไหนบอกว่า การสร้าง Y นั้น ต้องสร้างจากการขยายจุดอ่อนของ X อีกทั้งการขยายจุดอ่อนของ X จนเกินกว่าที่เขาพูด ก็อาจไม่ใช่การบิดเบือนก็ได้

ตัวอย่าง 1. คุณพูดว่า (7) "ศูนย์น้อยกว่าหรือเท่ากับศูนย์" แล้วเด็กชายเอเอาไปพูดต่อว่า "คุณพูดว่า (8) 'ศูนย์เท่ากับศูนย์'" เช่นนี้ เราถือว่าบิดเบือน เพราะ ถึงแม้ (8) จะเป็นจริง แต่ (8) ไม่สามารถสรุปมาจาก (7) (ซึ่งเป็นจริงเช่นกัน) จากนั้นเด็กชายเอโจมตี (8) แล้วสรุปว่า (7) ผิด ถ้าเราพิจารณาเพียงในเอกภพเล็ก ๆ ของจำนวนเต็ม เราอาจมองเห็นข้อโต้แย้งผิด ๆ ที่เด็กชายเอใช้ปฏิเสธ (8) ได้ง่าย แล้วเรื่องก็อาจจะจบลงแค่นั้น ทีนี้ ถ้าเด็กชายบีเอาข้อความของคุณไปพูดต่อว่า "คุณพูดว่า (9) 'ศูนย์น้อยกว่าศูนย์'" แล้วโจมตี (9) ด้วยเครื่องมือภายในเอกภพซึ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือ แล้วสรุปว่า (7) ผิด คุณก็จะพูดว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวใช้ไม่ได้ เพราะมันเป็น straw man fallacy เพราะ (9) ไม่เท่ากับ (7) ทีนี้ลองย้อนกลับไปที่เด็กชายเอ สมมติเรามองไม่เห็นข้อโต้แย้งผิด ๆ ที่เอใช้ปฏิเสธ (8) เราหลงกลด้วยทริกบางอย่างที่เอใช้พิสูจน์ว่าศูนย์ไม่เท่ากับศูนย์ เราก็จะยังปฏิเสธข้อสรุปของเอที่ใช้โจมตี (7) อยู่ดี เพราะ (8) ไม่เท่ากับ (7) เป็น straw man fallacy เหมือนกัน จากตัวอย่างนี้ เราพูดได้ว่าเอแตะจุดแข็ง ขณะที่บีแตะจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นจุดไหน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับฟอร์มของ straw man fallacy

ตัวอย่าง 2. นึกถึง mathematical induction คุณพูดว่า "P(1)" และพูดว่า "ถ้า P(n) แล้ว P(n+1)" หลังจากนั้นมีคนพูดว่า "คุณพูดว่า P(n)" กรณีนี้ คุณไม่ได้พูดว่า P(n) นี่เป็นข้อความที่ขยายเกินกว่าที่คุณพูด แต่ด้วยหลักการให้เหตุผลแบบ induction เราสามารถสรุป P(n) จาก P(1) กับ P(n) -> P(n+1) ได้ ตามความเห็นส่วนตัว เราไม่คิดว่ามันเป็นการบิดเบือน

สรุป มี 2 ประเด็น 1. การบิดเบือนไม่มีความสัมพันธ์กับการเป็นจุดอ่อน และ 2. การขยายข้อความเกินกว่าที่ผู้พูดพูด ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการบิดเบือน

นอกจากนี้ หนังสือเล่มที่ผมมี หน้าที่ 114 ถึง 129 มีปัญหาเรื่องการจัดเรียงหน้านะ

ผมให้




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2557 18:55:11 น.
Counter : 1550 Pageviews.  

จองจำอำมหิต (The Keepsake)



ยังไม่เคยอ่านต้นฉบับของ Tess Gerritsen สักเล่มเดียว ติดตามเล่มแปลในชุดนี้มาถึงเล่มที่ 6 แล้วล่ะ สนุก อ่านเพลินมาก และจะยังติดตามต่อไป ถ้าจะบ่นตามประสาแฟน บทของหมอมอราในเล่มนี้น้อยนิดจนแทบเป็นตัวประกอบ ยิ่งเมื่อเทียบกับเล่มก่อนหน้า The Mephisto Club เล่มนั้นนะ เยอะ แถมยังหนักดราม่าไป

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2557    
Last Update : 27 ตุลาคม 2557 12:39:19 น.
Counter : 1081 Pageviews.  

The Truth about the Harry Quebert Affair



หนามาก เป็นทริลเลอร์ที่มีอารมณ์ผสมปนเปหลากหลาย เรียกได้ว่าครบเครื่องเรื่องหนึ่ง มีสไตล์หนังสือในหนังสือที่พูดถึงความจริงเบื้องหลังทั้งเหตุฆาตกรรม คดีเด็กหญิงสูญหาย ข้อเท็จจริงและมูลเหตุของหนังสืออีก 2-3 เล่ม พล็อตเรื่องมีทั้งแบบหักมุมหลายจังหวะหลายลีลา อาทิ เพราะเหตุบังเอิญ เพราะความเข้าใจผิด เพราะลุ่มหลง โรคจิต แอบรัก และผีสิง มีลุ้นระทึกกับความจริงที่ค่อย ๆ เปิดเผย มีรักแรกพบ โรแมนติกน้ำเน่า ฯลฯ ถึงเล่มจะหนา แต่ก็สามารถอ่านได้ไว มีแรงดึงดูดอยู่ เลยกลางเรื่องมาหน่อย ตรงช่วงพร่ำรำพันแบบโรแมนติกค่อนข้างเวิ่นเว้อ และเล่าซ้ำไปซ้ำมา คอทริลเลอร์อาจรำคาญ ถ้าต้องการ ก็สามารถสกิมได้ผ่านโลด จะว่าไปมันเป็นทริลเลอร์พันธุ์ทางนะครับ เป็นหนังสือขายดีที่โฆษณาเว่อร์มาก อ่านสนุก และถ้าเอาไปทำเป็นหนัง ก็น่าจะสนุก เพราะองค์ประกอบครบ

โครงเรื่อง: หลังจากหนังสือเล่มแรกประสบความสำเร็จ นักเขียนหนุ่ม Marcus เกิดภาวะตีบตันทางความคิด จนไม่อาจเขียนอะไรได้อีก ยิ่งเข้าใกล้เดดไลน์หนังสือเล่มที่สองตามสัญญากับสำนักพิมพ์ ก็เริ่มรน จนต้องหันไปซบอดีตอาจารย์สอนการเขียนซึ่งเป็นนักเขียนชื่อดัง โดยเฉพาะผลงานในตำนานเรื่อง The Origin of Evil การไปเยือน Harry Quebert ผู้เป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์ที่ Somerset ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรมาก จนกระทั่งมีเหตุบังเอิญให้ค้นพบศพของเด็กหญิง Nola ซึ่งหายตัวไปเมื่อ 33 ปีก่อนในบริเวณที่ดินบ้านของ Quebert และพบพร้อม ๆ กันข้าง ๆ ศพนั้นคือต้นฉบับพิมพ์ดีด The Origin of Evil พร้อมข้อความสั่งลาเขียนด้วยลายมือ ทำให้ Quebert ตกเป็นผู้ต้องสงสัย นำไปสู่คำสารภาพว่า เหตุที่ต้นฉบับดังกล่าวอยู่กับ Nola เพราะเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ให้ Nola กระนั้น ก็ปฏิเสธว่าตนเป็นผู้ฆ่า หนังสือพูดถึงความรักต้องห้ามระหว่างคนทั้งสอง ด้วยในช่วงเวลาดังกล่าว Nola มีอายุเพียง 15 ปี Marcus จึงดำเนินการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง จนค้นพบเรื่องปกปิดที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีก่อน และสำนักพิมพ์ถือโอกาสเกลี้ยกล่อมให้เขาเขียน The Harry Quebert Affair เพื่อใช้เป็นข้อแก้ต่างให้กับ Quebert ต่อมาหลังจาก The Harry Quebert Affair ถูกตีพิมพ์และกลายเป็นที่กล่าวถึงทั้งประเทศ ก็มีการค้นพบหลักฐานใหม่ที่ขัดแย้งกับข้อมูลในหนังสือ การขุดคุ้ยอดีตต้องย้อนไปไกลกว่านั้น ไปสู่โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นต่างถิ่นต่างเวลา ที่ต่างก็เป็นปัจจัยของคดีปัจจุบัน รวมถึงจุดกำเนิดแท้จริงของ The Origin of Evil อันทำให้เขาต้องเขียนหนังสือเล่มใหม่อีกเล่มเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงล่าสุดใน The Truth about the Harry Quebert Affair

ผมให้




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2557    
Last Update : 22 ตุลาคม 2557 16:31:38 น.
Counter : 1069 Pageviews.  

เอส คำสาปกลายพันธุ์ (エス)



เราซื้อเพราะข้อความบนปกบอกว่าเป็นภาคต่อของริง คำสาปมรณะ ถึงจะจำรายละเอียดใน ริง สไปรัล ลูป เบิร์ธเดย์ ไม่ได้แล้ว แต่อารมณ์ที่เคยถูกนิยายชุดนี้ดึงดูดยังจำได้อยู่ สำหรับเอส เราอ่านจบแล้วผิดหวังอย่างแรง กว่าจะเห็นจุดเชื่อมต่อกับริงก็โน่น อ่านไปเถอะ 200 หน้า ซึ่งค่อนข้างน่าเบื่อ ครั้นพอเข้าจุดเชื่อม ก็เดินเรื่องไวซะเป็นคนละจังหวะกับครึ่งแรก แม้ปมในครึ่งหลังและโครงเรื่องโดยรวมจะน่าสนใจ แต่ก็ไม่หลงเหลือเสน่ห์อย่างริงเสียแล้ว ด้านสำนวนแปล กระโดกกระเดกชอบกล บางท่อนใช้ศัพท์ใช้สำนวนอย่างกับลิเก บางท่อน นิยายจีนกำลังภายใน บางท่อน วัยรุ่น เป็นงานแปลที่ภาษาที่ใช้ทำให้อ่านไม่สนุก เฟ็ล

ผมให้




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2557    
Last Update : 20 ตุลาคม 2557 20:40:52 น.
Counter : 1681 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.