creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

เรื่องเล่าจากเงาสลัว (都市伝説セピア)



ต้องนับว่าเรื่องสั้นทั้ง 5 เรื่องมีความประณีต และหักมุมดีทุกเรื่อง มนุษย์น้ำแข็งเกี่ยวกับเด็กชายไปเที่ยวงานวัดแล้วได้ดูขัปปะแช่แข็งและมีความผูกพันลึก ๆ ผ่านสถานการณ์แปลก ๆ กับเด็กหญิงคนหนึ่ง สวนสาธารณะเมื่อวานนี้ค่อนข้างไซไฟสไตล์ what-if ถ้าคุณย้อนเวลากลับไปช่วยใครบางคนที่คุณรักในอดีตได้ มนุษย์นกฮูกพูดถึงคนแปลกแยกที่พยายามปลุกชีพตำนานคนเมืองให้เป็นจริงผ่านฆาตกรรม หลงรักคนตายเกี่ยวกับหญิงสองคนที่แสดงความรักต่อคนที่ตายไปแล้วกันคนละแบบและแข่งขันกัน เรื่องสุดท้าย หินจากดวงจันทร์ว่าด้วยคำสาปที่ทำให้ทุกครั้งที่มองหุ่นคุณมองเห็นคนที่คุณรู้สึกว่าตัวเองทำผิดบางอย่างกับคนนั้น การวางโครงเรื่อง การนำเสนอแก่น วิธีเล่าเรื่อง กับบทสรุป ผู้เขียนทำได้ดีเยี่ยมครับ พูดตรง ๆ นะ น่าประหลาดใจมาก เพราะระหว่างอ่านกลับรู้สึกเบื่อแฮะ ให้อารมณ์ประมาณว่าเลี่ยน จะวางเสียไม่อ่านต่อก็ไม่เสียดาย พออ่านจบแล้วก็พยายามนั่งคิดนะว่าทำไมเราถึงรู้สึกอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองชอบเรื่องดาร์ก ๆ โหด ๆ เป็นทุนอยู่แล้ว เล่มนี้น่าจะตรงสเป็กสิ แถมองค์ประกอบทั้งหลายแหล่ลงตัวไปเสียหมด หลังจากสำรวจใจตัวเองพักหนึ่งจึงพบคำตอบ มันขาดเสน่ห์ของความไร้เหตุผล จริงอยู่ที่เด็กชายคนไปดูขัปปะแช่แข็งจะบรรยายถึงตัวเองว่าความผูกพันที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงนั้นไร้เหตุผล แต่พลังของโครงเรื่องมันสร้างเหตุผลให้ความไร้เหตุผลนั้นแล้ว จริงอยู่ที่คนแปลกแยกพยายามสร้างตัวตนมนุษย์นกฮูกโดยบรรยายถึงการสร้างตัวตนใหม่นั้นว่าไม่มีเหตุผล แต่คนอ่านก็หาเหตุผลพบได้ง่าย ๆ จากร่องรอยที่ผู้เขียนทิ้งไว้เกลื่อน แม้แต่การฆ่าที่ไร้เหตุผล ผู้อ่านส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกลำบากอะไรในการให้เหตุผลแก่มัน ความรู้สึกของผมที่มีต่องานชุดนี้คือ มันสมดุลเกินไป สุกเกินไป ทำให้ความใหม่เปร่งประกายไม่เต็มที่ เรื่องสยองขวัญต้องดิบหน่อย ๆ ถึงจะอร่อยครับ

ผมให้




 

Create Date : 15 กันยายน 2558    
Last Update : 15 กันยายน 2558 23:42:36 น.
Counter : 808 Pageviews.  

ดาวมรณะ เรมิน่า (地獄星レミナ)



ประกอบด้วย 2 เรื่อง ยาวหนึ่ง สั้นหนึ่ง เรื่องยาวเรมิน่าแสดงออกถึงความไร้เหตุผลและกระแสความคลั่งได้ดีทีเดียวครับ เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก นักวิทยาศาสตร์พบดาวประหลาดที่มาจากเอกภพอื่นผ่านรูหนอน เลยตั้งชื่อมันตามชื่อลูกสาว แล้วลูกสาวก็เข้าวงการเป็นดาราดัง มีแฟนคลับ พร้อม ๆ กับที่ดาวเรมิน่าเริ่มเดินทางตรงมายังโลก ระหว่างทางก็กินดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ไปด้วย สุดท้ายจะมากินโลก คนก็เลยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างดาวดวงนี้ก็นักแสดงเรมิน่า แล้วเชื่อว่าถ้าฆ่าเรมิน่า ดาวเรมิน่าจะตายไปด้วย นับเป็นเรื่องที่รักษาแก่นความคลั่งกับความไร้เหตุผลได้เหนียวแน่นตั้งแต่ต้นจนจบ สุดท้ายแล้วสะท้อนภาพคนออกมาเข้าท่าฮะ

สำหรับเรื่องสั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภาพวาดฉากฆ่าเย็บตัวติดนี่หลอนนะ แก่นความโดดเดี่ยวปะทะความเป็นกลุ่มไม่ชัดเจนเท่าไร ถ้าหยิบไปขยายเป็นเรื่องยาวน่าจะสนุกกว่านี้

ผมให้




 

Create Date : 14 กันยายน 2558    
Last Update : 14 กันยายน 2558 20:34:47 น.
Counter : 1162 Pageviews.  

เฉลยข้อสอบ GMAT เข้าปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) ทุกสถาบัน



พอดีน้องซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านเตรียมตัวสอบ ระหว่างอ่าน ก็เอาโจทย์มาถามเรื่อย ๆ พบว่าหนังสือห่วยแตกมาก ขอแบ่งความห่วยแตกออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เฉลยผิด และไม่ใช่ผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผิดลงลึกในระดับปรัชญาในระดับตรรกะของการแก้ปัญหาเลยทีเดียว, กลุ่มที่ 2 คลุมเครือ ไม่ชัดเจน งี่เง่า, กลุ่ม 3 เป็นงานบรรณาธิการ พิมพ์ผิด เขียนหรือแปลมาแบบอ่านไม่รู้เรื่อง และกลุ่ม 4 รูปภาพประกอบชุ่ยมาก ถ้าใครกำลังหาหนังสืออ่าน เลี่ยงได้ เลี่ยง ลองมาดูตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ กัน

กลุ่ม 1 เฉลยผิด ไม่ใช่แค่ผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผิดลึกถึงตรรกะที่ใช้ในการคิด

1. (ข้อ 7 ชุด 3) ถ้า M, N เป็นเลขจำนวนเต็มหารด้วย 6 เหลือเศษ 1 และ 3 ข้อใดไม่ใช่ M+N

ก. 4
ข. 28
ค. 34
ง. 40
จ. 76

หนังสือเฉลย 34 ซึ่งไม่ถูกต้องนะครับ ถ้าให้ M = 19 และ N = 15 เราจะพบว่ามันสอดคล้องกับเงื่อนไขคือ M และ N หารด้วย 6 แล้วเหลือเศษ 1 และ 3 ตามลำดับ และเห็นชัด ๆ ว่า M+N = 34

วิธีคิดข้อนี้ไม่ยากอะไร ถ้า M หารด้วย 6 แล้วเหลือเศษ 1 แสดงว่า M = 6x + 1 เมื่อ x เป็นจำนวนเต็มใด ๆ ทำนองเดียวกัน N = 6y + 3 เมื่อ y เป็นจำนวนเต็มใด ๆ ฉะนั้น M+N = 6x + 6y + 4 = 6(x+y) + 4 นั่นคือ เมื่อเอา 6 ไปหาร M+N แล้วจะต้องได้เศษ 4 ซึ่งทุกข้อเหลือเศษ 4 จึงไม่มีคำตอบที่ถูก

ทีนี้ ถ้าเราอยากให้ 34 เป็นคำตอบของคำถาม ก็พอทำได้นะครับ แต่ต้องระบุเพิ่มในโจทย์ว่าจำนวนเต็มที่เป็นผลหารที่ได้จากการเอา 6 ไปหาร M กับ N นั้นเท่ากัน นั่นทำให้ x = y ซึ่งจะทำให้ M+N = 12x + 4 หรือหารด้วย 12 แล้วเหลือเศษ 4 ซึ่งคำตอบก็จะเป็น 34 สมใจ

2. (ข้อ 50 ชุดที่ 1) ก, ข, ค เป็นด้านของสามเหลี่ยม ด้านใดยาวที่สุด, (1) ก > ข, (2) ก^2 + ข^2 = 36

คำถามแนวการใช้เหตุผลคือให้หาว่า ในการที่จะตอบคำถามได้นั้น เราใช้ข้อมูล (1) แค่อย่างเดียวพอหรือไม่ หรือ (2) อย่างเดียว หรือต้องใช้ทั้งคู่ หรือถึงใช้ทั้งคู่ก็หาไม่ได้ เป็นต้น

ข้อนี้หนังสือเฉลย ข้อมูล (2) อย่างเดียวเพียงพอ เพราะ ค จะเท่ากับ 6 (หนังสือเฉลยโดยคิดตื้น ๆ แค่ว่า (2) อยู่ในความสัมพันธ์ที่คล้ายกับทฤษฎีบทพีทาโกรัส) แต่ข้อมูล (1) อย่างเดียวไม่เพียงพอ

โอเคมาดูกัน ข้อมูล (1) อย่างเดียวไม่พอแน่ ๆ เพราะเราไม่รู้ว่า ค จะยาวกว่า ก หรือไม่ ที่นี้ลองดูข้อมูล (2) นะครับ เรารู้แค่ว่า ก^2 + ข^2 = 36 สมมุติผมให้ ก = 5, ข = sqrt(11), ค = sqrt(14) เราจะได้สามเหลี่ยมมุมฉากที่ ก เป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก และ ก^2 + ข^2 = 36 โดยสามเหลี่ยมรูปนี้ ก ยาวกว่า ค ต่อมา ลองดูสามเหลี่ยมอีกรูป ถ้าผมให้ ก กับ ข ยาวเท่าเดิม เปลี่ยน ค = 6 สามเหลี่ยมอันหลังก็ยังเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากอยู่ แต่มี ค เป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก และ ก^2 + ข^2 = 36 เหมือนกัน แต่เห็นว่า ค ยาวกว่า ก นั่นคือ การที่เรารู้ (2) ก็ไม่ได้ช่วยให้เราตอบคำถามได้ครับ และการรู้ทั้ง (1) และ (2) ก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนกัน ตัวอย่างเดิมที่ยกมา ผมยกให้ ก > ข อยู่แล้ว สามารถใช้หักล้างกรณีนี้ด้วยได้เลย

3. (ข้อ 61 ชุด 1) รูปสี่เหลี่ยม ABCD และวงกลม รูปใดมีพื้นที่มากกว่ากัน, (1) เส้นรอบรูปของสี่เหลี่ยมและเส้นรอบวงของวงกลมเท่ากัน, (2) ABCD เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส

แนวการใช้เหตุผลเหมือนกัน หนังสือเฉลยว่า ข้อ (1) ข้อเดียวไม่พอ และข้อ (2) ข้อเดียวก็ไม่พอ แต่ถ้ารวมกันทั้ง 2 ข้อ พอ

อันนี้ก็ผิดอีกนั่นแหละ ก่อนอื่น ข้อมูล (2) ข้อเดียวไม่พอแน่ ๆ เพราะคุณสามารถวาดรูปวงกลมในอยู่ในสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือวาดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้อยู่ในวงกลมได้ทั้งสองแบบแน่ ๆ

ทีนี้ การจะพูดว่าข้อ (1) ข้อเดียวพอหรือไม่พอนั้น ไม่ง่ายอย่างที่เห็นเท่าไรนะครับ แต่ถ้าคุณรู้ isoperimetric inequality ก็จบ ถ้าคุณสร้างวงปิดด้วยเส้นยาว L บนระนาบเพื่อปิดล้อมพื้นที่ A เราจะได้ว่าอสมการ 4*pi*A <= L^2 เป็นจริง และอสมการนี้จะเป็นสมการเพียงกรณีเดียวคือกรณีที่วงปิดนั้นเป็นวงกลม ฉะนั้น ข้อมูล (1) ข้อเดียวพอ

หรือไม่ ถ้าคุณรู้ว่าสำหรับรูปสี่เหลี่ยมใด ๆ ที่เส้นรอบรูปยาวเท่ากันแล้วพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดใหญ่สุด ก็จบเหมือนกันครับ (อันที่จริงมันก็คือ isoperimetric theorem สำหรับสี่เหลี่ยมนั่นแหละ) A <= (L^2)/16 และอสมการจะเป็นสมการในกรณีที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถ้าคุณรู้ว่าพื้นที่จัตุรัสใหญ่สุด สิ่งที่คุณจะต้องทำคือเช็คว่ามันจะเล็กกว่าพื้นที่วงกลมมั้ย ถ้าเล็กกว่าก็จบ (แต่ถ้าใหญ่กว่า ไม่จบ) ซึ่งก็เช็คได้ไม่ยาก พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่ากับ x^2 เมื่อ x เป็นความยาวของด้าน และพื้นที่วงกลมเท่ากับ pi*r^2 เมื่อ r เป็นรัศมี โดยที่ 4x = 2*pi*r เพราะข้อมูล (1) นั่นคือ x = (pi*r)/2 ฉะนั้น พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่ากับ (pi*r^2)(pi/4) และเรารู้ว่า pi/4 น้อยกว่าหนึ่ง ฉะนั้น พื้นที่วงกลมใหญ่กว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส ข้อมูล (1) ตัวเดียวพอ

4. (ข้อ 9 ชุด 3) ข้อใดถูก

ก. ถ้า sqrt(x) - 1 = 6 แล้ว x = 37
ข. a,b เป็นจำนวนเต็มแล้ว a/b เป็นจำนวนตรรกยะ
ค. เส้นรอบวง 2*pi*r มี 2*r = 1 เป็นตรรกยะ
ง. sqrt((x+1)^2) = 0 แล้ว x = 1
จ. ถูกหมดทุกข้อ

หนังสือเฉลย ข.

ข้อ ก. กับ ง. ผิดแน่นอน ทำให้ข้อ จ. ผิดแน่นอนด้วย ส่วนข้อ ค. เขียนไม่รู้เรื่อง เพราะถ้าเขียนมาแค่นั้น สามารถอ่านได้อย่างน้อย 2 แบบ คือ ค.1 สำหรับเส้นรอบวง 2*pi*r ใด ๆ แล้วนั้น มีจำนวน 2*r = 1 ที่เป็นจำนวนตรรกยะ ถ้าเราอ่านแบบนี้ ข้อ ค. ถูก เพราะ 1 เป็นจำนวนตรรกยะ แต่ถ้าอ่านอีกแบบ ค.2 เส้นรอบวง 2*pi*r ที่มีค่าของจำนวน 2*r = 1 นั้น เป็นจำนวนตรรกยะ ข้อนี้จะผิด เพราะมันพูดว่า pi เป็นจำนวนตรรกะ

แล้วข้อ ข. ล่ะ ข้อ ข. นะผิดนะครับ จำนวนตรรกยะคือจำนวนที่เขียนในรูป a/b เมื่อ a และ b เป็นจำนวนเต็มก็จริง แต่มีอีกเงื่อนไขคือ b ต้องไม่เท่ากับศูนย์ด้วย นั่นคือ ประโยค "ถ้า a,b เป็นจำนวนเต็มแล้ว a/b เป็นจำนวนตรรกยะ" เป็นเท็จ เพราะเราสามารถเลือก a = b = 0 ซึ่งเป็นจำนวนเต็ม (ทำให้เงื่อนไขเป็นจริง) แต่ 0/0 ซึ่งเป็น indeterminate form ไม่เป็นจำนวนตรรกยะ

สรุป ก ผิด ข ผิด ค อ่านไมรู้เรื่อง ง ผิด จ ผิด

กลุ่ม 2 คลุมเครือ ไม่ชัดเจน งี่เง่า

1. (ข้อ 1 ชุด 6) ข้อใดถูก

ก. ถ้า x <= 2 แล้ว x <= 4
ข. ถ้า x > 9 แล้ว x > 3
ค. ถ้า x^3 < 8 แล้ว x < 2
ง. ถ้า x^2 > 4 แล้ว x > 2
จ. ไม่มีข้อถูก

หนังสือเฉลย ค. และ ค. ก็ถูกจริง ๆ นั่น ๆ แหละครับ เพราะการพูดว่า x^3 < 8 ก็เท่ากับการพูดว่า x < 2 แต่ในทางตรรกะแล้ว ยังมีข้ออื่น ๆ ที่ถูกด้วย ข้อ ก. ก็ถูกด้วย เพราะไม่มีเคสไหนที่ถ้า x <= 2 แล้ว x > 4 นั่นคือไม่มีเคสที่ทำให้เกิด ถ้า T แล้ว F (T->F) และข้อ ข. ก็ถูกด้วย เพราะไม่มีเคสไหนที่ถ้า x > 9 แล้ว x <= 3 ส่วนข้อ ง. ผิด เพราะมีเคส x < -2 ที่ x^2 > 4 แต่ x ไม่ได้มากกว่า 2 และข้อ จ. ผิด เพราะ ก. ข. ค. ถูก ฉะนั้น ถ้าคนอ่านพิจารณา ถ้า ... แล้ว ... เป็นตัวเชื่อมทางตรรกะ จะมีข้อถูก 3 ข้อ

2. (ข้อ 26 ชุด 6) จงหาความยาวของสนาม เมื่อระยะทางในแนววิ่งทั้งหมดเท่ากับ 400 เมตร

ก. 90
ข. 100
ค. 110
ง. 120
จ. ข้อมูลไม่เพียงพอ

หนังสือเฉลย ข. ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดได้ยังไง สนามรูปทรงอะไรก็ไม่รู้ แนววิ่งที่ว่ามีเส้นทางเป็นรูปทรงอะไรก็ไม่รู้ ควรจะตอบ จ.

3. ให้ค่า x เป็นตัวเลขที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ x ซึ่ง x เป็นจำนวนเต็มบวก หา 1.005-2.00+0.001

ก. 1
ข. -1
ค. 0
ง. -2
จ. ไม่มีข้อถูก

หนังสือเฉลย ข. -1

บอกตรง ๆ เราอ่านแล้วไม่รู้ว่ามันถามหาอะไรครับ ถ้าเป็นผม ผมตอบ จ. ไม่มีข้อถูก บอกแค่สมบัติของค่า x แต่ถามหาผลรวมของจำนวนจริง แล้วพอดูในเฉลย ขอพูดภาษาเลขนะ มันคือ การใช้ floor ฟังก์ชั่น คือต้องการคำตอบ floor(1.005) - floor(2.00) + floor(0.001) = 1 - 2 + 0 = -1 ไม่ทราบว่าใครจะไปรู้ครับว่าจะให้ผลรวมของ floor แล้วถ้ามีคนตีความว่า floor ของผลรวมล่ะ โอเคข้อนี้มันบังเอิญเท่ากับ floor ของผลรวม เพราะ floor(1.005-2.00+0.001) = -1 แต่มันไม่จำเป็นนะ เช่น floor (1.005-2.00+0.996) ไม่เท่ากับ floor(1.005) - floor(2.00) + floor(0.996)

กลุ่ม 3 งานบรรณาธิการ

1. (ข้อ 16, 17 ชุด 1) โจทย์ให้ f(x), g(x) แล้วถาม fg(x)

อ่านตอนแรกผมเข้าใจเอา fg คือผลคูณของ f กับ g นะครับ แต่ไป ๆ มา ๆ มันคือ function composite หมายถึง f(g(x)) ซึ่งสัญลักษณ์สากลที่ใช้กันคือ f ∘ g มี วงกลมเล็ก ๆ อยู่ระหว่าง f กับ g

2. (ข้อ 26 ชุด 1) ถ้าเขียนด้วย latex โจทย์ถามหาค่าของ sum_{i=1}^{x}3x^2

เห็นว่าพจน์ 3x^2 ไม่มี running index i ขณะที่คำตอบในตัวเลือกติดอยู่รูปตัวแปร n

นอกจากนี้ยังมีข้อความภาษาไทยที่อ่านไม่รู้เรื่องเยอะมาก สมควรปรับปรุงยกชุดใหม่

กลุ่ม 4 รูปภาพไม่ชัดเจน

เกือบทุกรูปครับ และบางรูปก็ตลกมา เช่น ข้อ 42 ชุด 2 (ซึ่งในก็เขียนผิดเป็นชุด 1) ใช้ pie chart ที่พิสดารมาก เพราะผลรวมของแต่ละส่วนรวมกันแล้วเกิน 100%, ข้อ 39 ขุด 2 รูปในโจทย์กับรูปเฉลยคนละรูปกัน รูปเฉลยถูกปรับเพื่อให้ตรงกับเฉลย อ่านแล้วทั้งตลกทั้งหดหู่

พอแค่นี้ละกันครับ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเอาเวลาใช้หมดไปกับเรื่องงี่เง่าอยู่นะเนี่ย

ผมให้




 

Create Date : 14 กันยายน 2558    
Last Update : 14 กันยายน 2558 12:33:29 น.
Counter : 2473 Pageviews.  

เหยียบนรกสุญญากาศ (The Martian)



The Martian ฉบับแปลไทยฮะ

คำโปรยของ Publishers Weekly บนปกหลังเขียนว่า "แอนดี้ เวียร์เรียงข้อมูลเชิงเทคนิคได้ยอดเยี่ยม แม้แต่ผู้อ่านทั่วไปที่ไม่รู้วิทยาศาสตร์ก็ยังอ่านได้โดยไม่สะดุด...ความตื่นเต้นพุ่งพรวดตั้งแต่ต้น และสะสมจนไประเบิดเอาตอนท้าย"

เห็นจริงตามนั้นทุกประการ และอยากเพิ่มท่อนแยกให้กับคำโปรยอันนี้ว่า ยิ่งรู้วิทยาศาสตร์ ก็ยิ่งอ่านสนุก ลักษณะหนังสือในกลุ่ม hard sci-fi ก็คือ sci-fi ที่บรรยายและเน้นข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์หรือเชิงเทคนิคในรายละเอียด สำหรับบล็อกนี้เราจะพูดความสนุกของมันในมุมของ hard sci-fi สักสองสามจุด ส่วนในมุมที่ว่าด้วยความลุ้นระทึก มันส์เป็นบ้านั่นคงไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ สำหรับเรา เป็นการอ่านที่ทำให้อะดรีนาลีนพุ่งปรี๊ดซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับการอ่านนิยายมานานแล้วล่ะครับ

1. เมื่อถูกทิ้งบนดาวอังคาร น้ำเป็นสิ่งหนึ่งที่พระเอกต้องการมาก พระเอกจะสร้างน้ำยังไง คำตอบคือแกต้องหาออกซิเจนมาผสมกับไฮโดรเจนเอง แล้วบนดาวอังคารจะหาออกซิเจนจากไหน คำตอบ "แต่คุณคงนึกไม่ถึงแน่ว่าบนดาวอังคารหาออกซิเจนได้ง่ายขนาดไหน ในเมื่อบรรยากาศของที่นี่มีแต่คาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 95 เปอร์เซนต์" (น.37) แล้วพระเอกจะใช้ออกซิเจเนเตอร์แยกคาร์บอนกับออกซิเจน แต่ก็ยังมีปัญหาอีกนั่นแหละ เพราะ "อากาศที่นี่เบาบางมาก" (น.37) ความดันบนดาวอังคารไม่ถึง 1% ของความดันบนโลก ฉะนั้น ถ้าเอาออกซิเจเนเตอร์มาวางข้างนอกแล้วคอยแยกคาร์บอนกับออกซิเจนไม่เวิร์กแน่ สุดท้ายจึงนึกไปถึงฐานผลิตเชื้อเพลิงของยานนำขึ้น ซึ่งมันจะคอยสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศของดาวอังคาร แล้วพระเอกก็ว่า "มันจะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เหลวให้ผมได้ชั่วโมงละครึ่งลิตร ... ผ่านไป 10 วันก็จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ 125 ลิตร แปลว่าถ้าป้อนมันให้ออกซิเจเนเตอร์ผมก็จะได้ออกซิเจน 125 ลิตร ... แค่นี้ก็เสกน้ำได้ 250 ลิตรแล้ว หมดห่วงเรื่องออกซิเจน" (น.37)

ลองคิดเลขง่าย ๆ ตามนะครับ 1 ชั่วโมงได้คาร์บอนไดออกไซด์ 0.5 ลิตร 1 วันบนดาวอังคารมี 24.6 ชั่วโมง ฉะนั้นพอครบ 10 วันก็จะได้ 123 ลิตร รอเพิ่มอีก 4 ชั่วโมงถึงจะได้ 125 ลิตร เท่ากับผ่าน 10 วันไป 4 ชั่วโมง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไร ทีนี้ในคาร์บอนได้ออกไซด์ หรือ CO2 125 ลิตรมี O2 125 ลิตร และน้ำ 1 โมเลกุลต้องการ O แค่ตัวเดียว ฉะนั้น ฉะนั้น O2 125 ลิตรจึงสามารถเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบสร้างน้ำได้ 250 ลิตร

ทั้งหมดนี่ง่าย ๆ ใช่มั้ยฮะ และไม่ได้แปลว่าคนอ่านต้องมานั่งคิดเลขตาม ลองเปรียบเทียบระหว่างคนอ่านที่รู้กับคนอ่านที่ไม่รู้ สำหรับคนอ่านที่ไม่รู้ ตัวเลขต่าง ๆ จะไร้ความหมายเฉพาะเจาะจงสำหรับเขา และถูกกลืนเป็นรายละเอียดของคำบรรยาย แทนที่จะผู้เขียนจะเลือกบรรยายป่าเขา หรือใบหน้าของหญิงสาว ซึ่งเราอ่านแล้วก็นึกภาพไม่ออกหรอกหรืออ่าน 10 คนก็นึกภาพได้ 10 แบบ ผู้เขียนก็หันมาบรรยายกระบวนการแทน ความไม่รู้ไม่ได้ทำลายโครงเรื่อง ไม่ได้ทำลายแม้ความสนุกของเรื่อง คุณมั่นใจว่าคุณวาพภาพแมลงที่หรือตัวตนใหม่ของเกรโกร์ ซัมซ่ากลายร่างหรือเปลี่ยนไปได้ตรงกับที่คาฟคาบรรยายไหม ทำนองเดียวกันนั่นแหละ งานนี้ความรู้แค่ช่วยให้เราได้รายละเอียดที่ชัดขึ้น

เอาล่ะ พระเอกมีออกซิเจนแล้ว จะหาไฮโดรเจนจากไหน คำตอบคือจากเชื้อเพลิงจรวดของยานลงจอด นั่นคือ ไฮดราซีน พระเอกบรรยายว่า "ผมต้องปล่อยให้ไฮดราซีนไหลผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา ... จากนั้นมันจะเปลี่ยนไปเป็นไนโตรเจนกับไฮโดรเจน ผมจะไม่ลงลึกเรื่องเคมีให้คุณปวดกบาล แต่สรุปว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คือไฮดราซีน 5 โมเลกุลจะกลายเป็นไนโตรเจน 5 โมเลกุล ... กับไฮโดรเจน 10 โมเลกุล ระหว่างกระบวนการนี้จะได้แอมโมเนียออกมาด้วย" (น.39)

ถ้าคุณรู้สูตรเคมีของไฮดราซีน N2H4 ก็จบ ไฮดราซีน 5 โมเลกุล จะได้ N2 5 โมเลกุลกับ H2 10 โมเลกุล ถ้าระหว่างทางมันเกิดแอมโมเนีย NH3 แล้วแอมโมเนียคงอยู่ มันก็จะทำให้ได้ H2 ไม่ครบ 10 แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร เพราะตอนนี้พระเอกเจอหนทางแล้วว่าจะหาไฮโดรเจนจากไหนมารวมกับออกซิเจนที่ได้จากคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวอังคาร

2. คำบรรยายแบบเนิร์ด ๆ ผมขอยกตัวอย่างสัก 4 แห่ง 2.1 ตอนหนึ่งที่คำบรรยายของพระเอกเก็บรายละเอียดดี ตอนที่พระเอกบรรยายว่าให้นักบินบนยานที่อยู่ในวงโคจรควบคุมยานน้ำขึ้นของโครงการถัดไปให้ลงจอด "เพราะโลกอาจอยู่ห่างจากดาวอังคารออกไประหว่างสี่ถึงยี่สิบนาทีแสง" (น.77)

ดาวอังคารตอนที่มันอยู่ใกล้โลกที่สุด จะอยู่ห่างออกไปประมาณ 54.6 ล้านกิโลเมตร และตอนที่มันอยู่ห่างจากโลกที่สุดจะอยู่ห่างประมาณ 401 ล้านกิโลเมตร และ 1 นาทีแสงคือระยะทางที่แสงเคลื่อนที่ได้ 1 นาที ก็แปลว่าแสงใช้เวลาเดินทางจากโลกไปยังดาวอังคารตอนที่มันอยู่ใกล้ที่สุดประมาณ 3 นาทีกว่า ๆ ส่วนตอนที่อยู่ไกลที่สุด ก็ประมาณ 22 นาที นี่คือที่มาของตัวเลข 4 ถึง 20 นาทีแสงครับ

2.2 "แบตเตอรี่อันเบ้อเริ่ม ลากแทบไม่ไหว นี่ขนาดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของดาวอังคารนะ" (น.80)

ครึ่งหลังนั้นเท่ากับขยายว่าหนักมาก เพราะสนามโน้มถ่วงที่ผิวโลกของเราคือ g ขณะที่ดาวอังคารคือ 0.38g หรือประมาณ 0.4g นั่นคือมวลก้อนเดียวกันบนโลกจะหนักกว่าบนดาวอังคารประมาณ 2.5 เท่า

2.3 ตอนหนึ่งพระเอกซ้อมทดลองขับรถโดยปิดเครื่องทำความร้อน เพราะคิดว่าฉนวนของรถสำรวจจะเอาอยู่ แต่สุดท้ายความร้อนก็ค่อย ๆ หลุดออกไปจากรถจนได้ "แผนการสุดล้ำพังเพราะเทอร์โมไดนามิกส์ ไอ้เอนโทรปีเวรเอ๊ย" (น.85)

กฎข้อสองของเทอร์โมไดนามิกส์บอกว่าความร้อนไม่สามารถไหลจากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงได้เองตามธรรมชาติ และเราสามารถใช้ปริมาณที่เรียกว่าเอนโทรปีแสดงสถานะของกระบวนการถ่ายเทความร้อนนี้ เนื่องจากไม่มีฉนวนที่สมบูรณ์แบบตามที่พระเอกว่าไว้ ฉะนั้น ตามกฎของเทอร์โมไดนามิกส์ ความร้อนจะค่อย ๆ ออกไปจากรถ พูดอีกอย่างว่า เอนโทรปีของระบบ (ที่มีทั้งรถและบรรยากาศของดาวอังคาร) เพิ่มมากขึ้น พระเอกก็เลยสบถใส่เอนโทรปี

2.4 เป็นตอนที่พระเอกจะใช้หลักการเรื่องคานผ่อนแรงเพื่อยกรถ "ผมเดินถอยหลังพร้อมกับดึงสายเคเบิลไปด้วย ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ ซึ่งไม่ใช่ผมแน่นอน อาร์คิมิดิสต้องอยู่ข้างผมแน่ ๆ" (น.345)

มุกในประโยคนี้มาจากคำพูดอันโด่งดังของแกนะครับ Give me a place to stand and with a lever I will move the whole world. หาที่ให้ฉันยืนพร้อมคานยาว ๆ สักอัน แล้วฉันจะงัด (เคลื่อน) โลกให้ดู

จากตัวอย่างทั้ง 4 แห่ง จะเห็นว่า ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต่อความเข้าใจในภาพรวม แต่มันช่วยให้เรา "อิน" มากขึ้น

3. ตอนหนึ่งที่ผมประทับใจคือตอนอัพเกรดระบบปฏิบัติการของรถสำรวจให้คุยกับยานพาทไฟน์เดอร์ได้ ถ้าจะส่งโค้ดทีละครึ่งไบต์ให้พระเอก กว่าจะครบทั้งหมดกินเวลาถึง 3 ปี กระทั่งแจ๊คได้ไอเดียสุดเจ๋ง นั่นคือ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลของรถเป็นตัวช่วยบันทึกโค้ด "ปกติรถสำรวจจะแยกสัญญาณข้อมูลออกมาวิเคราะห์เป็นไบต์ ๆ จากนั้นก็หาลำดับเฉพาะที่แฮ็บส่งมา วิธีนี้ทำให้รถไม่สับสนระหว่างคลื่นวิทยุอื่น ๆ ในธรรมชาติกับคลื่นจากแฮ็บ พอรถสำรวจพบว่าไบต์ที่ได้รับไม่ถูกต้องมันก็จะไม่สนใจคลื่นที่ว่า" (น.139)

หมายความว่า ทุกข้อความที่รถได้รับ มันเลือกที่จะสนใจแต่ข้อความจากแฮ็บ ถึงแม้ยานพาทไฟน์เดอร์จะคุยกับมัน แต่มันก็ไม่สนใจ สิ่งที่พระเอกจะต้องทำก็แค่ เข้าไปแก้โค้ดของรถให้บันทึกทุกอย่างที่มันได้รับ ทีนี้ฝั่งนาซ่าก็จะบอกให้พาทไน์เดอร์พูดโค้ดไปเรื่อย ๆ ฝั่งรถก็บันทึกไปเรื่อย ๆ จนได้โค้ดครบ พระเอกก็แค่เอาโค้ดนั้นไปรัน

4. ตอนพูดถึงยานเฮอร์มีส "ถึงแม้ตัวเลขอัตราเร่งของเฮอร์มีสจะฟังดูไม่มาก แต่ในสี่สิบนาทีนั้นมันสามารถพาเราไปได้ไกลถึง 5.7 กิโลเมตรนู่นเลย" (น.363)

ถ้าเรารู้แค่ว่ายานเฮอร์มีสเป็นยานแบบเร่งต่อเนื่อง ความเร่งของเครื่องยนตร์ไอออนมันดูเหมือนน้อยมาก คือใน 1 วินาทีความเร็วเพิ่มขึ้นแค่ 0.002 เมตร/วินาที แค่นี้เราก็คำนวณตัวเลขตามได้ง่าย ๆ ว่าถ้าเริ่มจากหยุดนิ่ง ในเวลา 40 นาทีมันจะไปได้ไกลถึง (0.5)(0.002)(40*60)^2 = 5760 เมตร

ผมว่าคอนิยายไม่พลาดเล่มนี้อยู่แล้วล่ะ ที่เขียนตอนนี้ก็เพื่อจะเชียร์เด็กเนิร์ดที่ไม่ค่อยได้ติดตามอ่านนิยาย เผื่อขึ้น :P




 

Create Date : 13 กันยายน 2558    
Last Update : 13 กันยายน 2558 14:36:39 น.
Counter : 1944 Pageviews.  

แสบท้าสืบ (学ばない探偵たちの学園)



เวลาอยากได้อะไรเบา ๆ อ่านเปลี่ยนบรรยากาศงานเขียนหนัก ๆ ไลท์โนเวลที่มีเด็กมัธยมเป็นตัวเอกเดินเรื่องนับเป็นตัวเลือกที่ดีนะ เบา เร็ว แล้วก็เพลิน เรื่องนี้สามหนุ่มสมาชิกชมรมนักสืบของโรงเรียนโคะอิกะคุโบะต้องช่วยกันคลี่คลายปริศนาคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายที่เริ่มต้นขึ้นภายในห้องพยาบาลของโรงเรียน เป็นแนวสืบหาตัวคนร้ายสไตล์ตลกเฮฮา ซึ่งก็ตามสไตล์การเลือกหนังสือของสนพ. เขานั่นแหละ เป็นจุดขายที่คนซื้ออ่านคาดหวังได้ มุกตลกที่ผู้เขียนใส่เข้าไป ถึงแม้จะค่อนข้างกลมกลืน ไม่ฝืด แต่ก็ไม่ถึงขั้นหยุดหัวเราะนะ เบาทั้งมุกทั้งพล็อต อ่านได้เพลิน ๆ ฮะ

ผมให้




 

Create Date : 03 กันยายน 2558    
Last Update : 3 กันยายน 2558 11:39:53 น.
Counter : 832 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.