creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Hotel Iris



อ่านจบแล้วเหมือนถูกเอามาปล่อยกลางป่า ย้อนรอยกลับไม่ได้ หาเศษขนมปังไม่เจอ จะไปต่อก็ไม่ถูก อาจเพราะเราไม่เข้าใจความสุข ความสมปรารถนาของผู้ที่ถูกสั่ง ถูกกระทำ ในรูปแบบของความรักที่ (คงมี) คนอื่นตราหน้าว่าวิตถาร เมื่อตัดสินจากการท่องโลกของ Ogawa ผ่านนิยาย 3 เล่ม (Hotel Iris, Revenge กับ The Diving Pool) จุดแข็งที่เคยพูดถึงวิธีที่เธอบรรยายเรื่องดาร์ก ๆ นับว่าแกร่งเหลือเกิน แม้แต่กับโครงเรื่องที่เราไม่คิดว่าตัวเองจะชอบอย่างเด็กหญิงทำงานในโรงแรมเล็ก ๆ เมืองติดชายทะเลตกหลุมรักเสียงที่มีอำนาจของชายวัยกลางคนขณะเขากำลังทะเลาะกับโสภิณี จนแสวงหาเพื่อให้ได้มาถึงการถูกสั่ง สัมผัสรสความเจ็บปวดและสุขสมใจในเวลาเดียวกัน ก็ยังถูกดูดเข้าไปอยู่ในโลกนั้นได้อย่างน่าพิศวงและไม่อึดอัดขัดเขิน สำหรับเรา พลังของ Hotel Iris ไม่ได้อยู่ที่การเชิญชวนคนอ่านมาเป็นมาโซคิสต์ หรือแม้แต่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจอะไร คุณก็ยังคงไม่เข้าใจนั่นแหละครับ เพียงแค่จุดที่ยืนอยู่มันสั่นคลอน

ผมให้




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2558    
Last Update : 9 ตุลาคม 2558 6:46:16 น.
Counter : 806 Pageviews.  

ทอมมีน็อคเกอร์ (The Tommyknockers) เล่ม 1



ความเสียหายใหญ่โตระดับเมืองล่มสลายอาจเกิดจากเพราะเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไรเช่น ขาดตะปูเกือกม้าตัวเดียว หรือเดินสะดุดขอบยานอวกาศต่างดาวที่ถูกฝังหลายล้านปีซึ่งโผล่เหนือพื้นดินมานิดเดียว แล้วความอยากรู้อยากเห็นทำให้ขุดมัน

เล่มหนึ่งจบที่หน้า 560 การเว้นวรรคและพิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ น้อยกว่าสู่ฝันสนธยามากครับ แต่ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

ระหว่างอ่านมีจุดสะดุดเยอะมาก โดยเฉพาะการสะดุดเพราะตรรกะภายในของการเดินเรื่อง และความไม่สมเหตุสมผลของประโยค จึงลองเปิดเช็คกับต้นฉบับ ไม่ใช่ตั้งใจจับผิดอะไรนะครับ ส่วนใหญ่เป็นเพราะอยากรู้ และเปิดดูเฉพาะส่วนที่คิดว่าแปลกจริง ๆ ทำให้พบอะไรหลาย ๆ อย่างที่ชวนตกตะลึง ถึงขั้นความชื่นชอบชื่นชมที่มีต่อผู้แปลหายไปแทบหมดสิ้น (ผมเริ่มอ่านหนังสือแปลของสุวิทย์เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว) ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

1. https://www.facebook.com/catcher.in.the.mist/posts/924223614325290
2. https://www.facebook.com/catcher.in.the.mist/posts/924699577611027
3. https://www.facebook.com/catcher.in.the.mist/posts/925056884241963
4. https://www.facebook.com/catcher.in.the.mist/posts/925454177535567
5. https://www.facebook.com/catcher.in.the.mist/posts/925515744196077

หลังจากหน้า 200 ฉบับแปล (ประมาณ 16% ของหนังสือ) ไม่เปิดต้นฉบับอีกเลย แต่ก็มาอดใจไม่ไหวกับ

6. https://www.facebook.com/catcher.in.the.mist/posts/926601560754162

ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาจากการตีความนะ แต่เป็นปัญหาที่การแปล

ยังไม่หมด ระหว่างที่กำลังดูแค่บางประโยคแปลก ๆ นั่นแหละ ทำให้เราต้องอ่านทั้งตอนเพื่อเก็บอารมณ์ตามต้นฉบับ ทำให้พบว่า ฉบับหนังสือแปล ตัดทิ้งประโยคออกไปจำนวนมาก บางครั้งตัดทิ้งเป็นย่อหน้า เช่น "To his dubious credit, ...", "He saw it then: the funnel in the sky ...", "Surprised you got anything left at all ..." สามท่อนนี้ในต้นฉบับซึ่งสัมพันธ์กับเนื้อหาในหนังสือแปลหน้า 107, 108, 174 ถูกตัดทิ้งไปตามลำดับ

ยังมี ประเด็นการตีความที่ผมเข้าใจว่าเป็นคนละอารมณ์กับต้นฉบับ เช่น "Holy fuck!" someone cried. "Are you shitting?" ถูกแปลเป็น "ส้นตีน!" ใครคนหนึ่งตะโกนใส่ "โกหกชัดๆ!" แบบนี้ให้อารมณ์โกรธแค้น ปฏิเสธ ต่อต้าน ขณะที่อารมณ์ของต้นฉบับเป็นการอุทานด้วยความช็อค ประหลาดใจ แล้วถามว่า ไม่ได้ล้อเล่นกันใช่มั้ย

ยังมี ต้นฉบับใช้ font คนละแบบเพื่อแยกประเภทข้อความ เช่น ข้อความที่เป็นเสียงในหัวของตัวละคร แต่ฉบับแปลตัดลักษณะดังกล่าวทิ้ง ทำให้อ่านไม่ลื่นไหลเท่ากับการอ่านต้นฉบับ

หลังจากหน้า 200 ก็อ่านต่อจนจบเล่ม 1 แต่เตือนตัวเองอยู่ตลอดขณะอ่านว่า คิงอาจจะไม่ได้อยากสื่อสารอย่างนั้น เราอ่านด้วยความอยากรู้ล้วน ๆ ว่า อะไรทำให้หลายคนปลาบปลื้มกับเล่มนี้ จะว่าไปมันก็อ่านสนุกระดับหนึ่งนะฮะ ถ้าไม่นับว่ามันไม่ใช่งานของคิง โครงเรื่องโดยรวมอาจจะใช่ แต่รายละเอียด...ไม่

ความสนุกกับความถูกต้องไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน

คงไม่อ่านฉบับแปลเล่ม 2 ต่อล่ะครับ

ผมให้




 

Create Date : 27 กันยายน 2558    
Last Update : 27 กันยายน 2558 12:09:17 น.
Counter : 1221 Pageviews.  

สู่ฝันสนธยา (Needful Things)



ฉบับแปลถูกแบ่งเป็น 2 เล่ม คงเพราะความหนา และคุณไม่สามารถหยุดอ่านตอนจบเล่มหนึ่งที่หน้า 512 ได้ ต้องตามไปอ่านเล่ม 2 จนถึงหน้า 520 เพราะมันจบเล่มโดยที่ไม่จบประโยค - -"

ถึงจุดนี้ก็ประมาณครึ่งเรื่องนะฮะ

ถ้า Jared Diamond เป็นลูกหลานในจักรวาลของเรื่องนี้ Collapse ของแกจะต้องเพิ่มปัจจัยที่ทำให้สังคมล่มสลายจากกรณีศึกษาแคสเติ้ลร็อคอีกหนึ่งปัจจัย ปัจจัยที่ 6 คือร้านขายของเก่าชื่อ Needful Things ของมิสเตอร์กอนท์ :P

King สร้างเมืองสงบ ๆ เล็ก ๆ และพัฒนาเรื่องจนมันยุ่งเหยิงได้เจ๋งเป็นบ้า การขายของที่คนซื้ออยากได้ ยอมต่อรองกับการแกล้งชาวบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบน้ำผึ้งหยดเดียว เป็นข้อความที่แฝงนัยหลายระดับ น่าสนใจ สำนวนแปลก็โอเค สไตล์สุวิทย์นั่นแหละ สามารถอ่านข้ามคืนได้เลยฮะ อ้อ...ภายใต้เงื่อนไข ถ้าทนข้อความพิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ ไหว ทนการเว้นวรรคที่ทำให้บางประโยคต้องอ่านมากกว่าหนึ่งรอบถึงจะเข้าใจได้ และไม่ลำบากใจกับการอ่านประโยคภาษาไทยที่ถูกควบคุมโดยเครื่องหมายแบ่งประโยคย่อยแบบภาษาอังกฤษ

คืนนี้ เราให้เล่ม 2 ถึงตี 3

[19 ก.ย. 2558 จบเล่ม 1]

Needful Things เป็นร้านขายของเก่า และมีสินค้าที่คุณอยากได้ อันที่จริง ทุกคนมีสิ่งตัวเองอยากได้กันทั้งนั้นแหละ ยิ่งเป็นของในร้านนี้ คุณก็ยิ่งจะอยากได้มาก ถึงขั้นลุ่มหลงและเสพติดกันเลยทีเดียว ราคาไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญสำหรับการซื้อขายครับ คุณต้องทำภารกิจบางอย่างที่ดูเหมือนไร้พิษภัยด้วย ภารกิจที่จะคนตะกอนแห่งความวุ่นวายซึ่งนอนนิ่งอยู่ใต้พื้นผิวหน้าอันสงบราบเรียบของเมืองให้ฟุ้งขึ้นมา พูดได้ว่าวุ่นวายจนถึงขั้นล่มสลาย ขอย้ำความเห็นที่ผมพูดไปก่อนหน้าในเล่มแรกที่ว่า คิงพัฒนาเรื่องจากเมืองเงียบ ๆ ไปสู่ความฉิบหายได้ยอดเยี่ยมนั้น ครั้นอ่านจบก็ยิ่งชื่นชมครับ บทสรุปตอนจบ ถึงแม้จะอีสปสอนใจไปนิด ประมาณ ชัยชนะเป็นของผู้ที่เอาชนะใจตัวเองได้ แต่ความสุดยอดของเรื่องเล่าและวิธีเล่าก็ทำให้ความชอบสมควรอยู่ที่ 5 ดาว ถ้าไม่ใช่เพราะถูกทำลายด้วยการขาดพิสูจน์อักษรและขาดงานบรรณาธิการในฉบับแปล พิมพ์ผิดเยอะจริง ๆ ผมไม่ได้พูดถึงการสะกดคำผิดจาก รบ. นะ แต่ผิดอย่าง "ขนแข็งหยาบน่าสะอิดสะเอียนถูกไถฟังและลิ้น" "เพื่อให้มันสะบัดดิ้นเรา ๆ ข้างบน" "ลามกินสายฟเนื้อเปล่า" "ไบอรัน" (ไบรอัน) "ไปฆ่ามันเสียง" "เปิดศีรษะของเขาหายไปเป็นกะปิจากหัวคิ้วขึ้นไป" อะไรแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นการพิมพ์ซ้ำ ... ราคาถูกซะที่ไหน

[20 ก.ย. 2558 จบเล่ม 2]

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 20 กันยายน 2558    
Last Update : 27 กันยายน 2558 12:00:43 น.
Counter : 1103 Pageviews.  

Japanese Erotica in Contemporary Art



ผมชอบคำหนึ่งที่บรรยายลักษณะของงานในหนังสือเล่มนี้จากคำนำของ Eiri Takahara ... 'a Yearning to objectify the self through fantacy' ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำอัตตาให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาผ่านแฟนตาซี นี่เป็นคำเชิญชวนให้มองลึกลงสู่ภายในตัวตนของคนดูครับ สำหรับ Takahara ความปรารถนาที่ถูกทำให้เป็นรูปธรรม (objectified yearning) นั้นสะท้อนถึงความหวังของคนที่จะใช้วัตถุเป็นเครื่องแสดงหรือยืนยันการมีอยู่แห่งตัวตนของตนเอง Takahara บอกว่า วัตถุแห่งความปรารถนาอาทิเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง (ระหว่างยุคเมจิกับไทโช เด็กชายเป็นโมเดลมากกว่าเด็กหญิง) เป็นสัญลักษณ์ของการรักตัวเอง และเป็นการรักตัวเองที่บุคคลกับวัตถุผสมกลมกลืนกัน นี่แตกต่างจากนาร์ซิสิซึ่มแบบตะวันตกที่บุคคลกับวัตถุแยกออกจากกัน ฉะนั้น self-love สำหรับญี่ปุ่นจึงเป็นการพูด (อย่างมีสุนทรียะ) ถึงสถานะพหุสัณฐานก่อนที่จะมีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างตัวตนกับความเป็นอื่น ... Takahara ยังว่า ผู้ที่ดื่มด่ำกับงานประเภทนี้จะรู้สึกรักและสงสารต่อวัตถุอันสวยงามนั้น ต่อตัวตนที่ถูกมองว่าไร้เดียงสา ไร้อำนาจ ตัวตนถูกจองจำอยู่ในคุกชะตากรรม และถูกพิพากษาให้ต้องทนทุกข์ทรมาน

บทแรกแนะนำศิลปินในตระกูลนี้ 18 คนพร้อมผลงาน ส่วนตัว เราว่า Kenichi Koyama แรงกำลังดี มีทั้งความน่ารัก ขบขัน หดหู่ ไม่โหดจนปั่นป่วนเมื่อมองมากไป บทที่ 2 เกี่ยวกับภาพประกอบของศิลปิน 11 คน มีทั้งสเก็ตแบบง่าย ๆ ไปจนถึงลงลายละเอียดวิจิตรพิสดาร บทที่ 3 ตุ๊กตาของศิลปิน 9 คน เราว่า ตุ๊กตาของ Tari Nakagawa ทำร้ายจิตใจผู้ดูมากกว่าใคร ส่วนของ Hiroko Igeta มีมิติให้ตีความมาก บทที่ 4 ฟิกเกอรีน 4 คน และบทที่ 5 ภาพการ์ตูน 8 คน แต่ละบทจะมีประวัติศิลปินสั้น ๆ ประมาณที่เขียนลงเอกสารแผ่นพับแจกในพิพิธภัณฑ์

ขอบคุณ Wynn Aravind สำหรับหนังสือของฝากจากการผจญภัยในเมืองที่ภาพสะท้อนจากภายในเสื่อมได้อย่างมีสไตล์ ถูกใจครับ

ผมให้




 

Create Date : 19 กันยายน 2558    
Last Update : 19 กันยายน 2558 16:18:17 น.
Counter : 600 Pageviews.  

อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป



หนังสือรวมภาพเสียดสีล้อเลียนจากเพจที่ผมไม่เคยติดตาม ไม่เคยกดไลค์ ไม่เคยรู้จักมาก่อนรู้จักหนังสือ ในชื่อเดียวกัน อย่าลืมข้อเท็จจริงนี้กับนัยของมันระหว่างอ่านความเห็นของผมนะฮะ

ภาพในหนังสือล้อเลียนอะไร คำตอบสั้น ๆ คงเป็นสังคม ความเป็นไปของสังคมเมืองหลวงที่อยู่เมืองดัดจริตคิดว่ามันดัดจริต เป็นภาพสะท้อนความย้อนแย้ง แม้แต่ตัวผลงานหลายชิ้นเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความย้อนแย้ง แต่ถ้าเราพูดว่า สิ่งที่เรียกว่าความย้อนแย้งหรือความดัดจริตเป็นเรื่องของการมอง วัตถุเดียวกันที่ถูกมองเมื่อต่างมุมก็อาจไม่ดัดจริต ฉะนั้นภาพในหนังสืออาจทำร้ายจิตใจใครบางคน พร้อม ๆ กับนำความสะใจมาให้ใครบางคน ลักษณะอันนี้ทำให้เกิดผลสืบเนื่องคือ โอกาสที่คนกลุ่มแรกจะอ่านต่ำ (เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเชื่อว่าเขาเหล่านั้นเป็นมาโซคิสต์) โอกาสที่คนกลุ่มหลังจะอ่านสูง และไม่ใช่อ่านครั้งแรก แต่เป็นการอ่านซ้ำ ทำให้หนังสือมีฟังก์ชั่นที่เหมือนกับของที่ระลึกนะครับ ฟังก์ชั่นเดียวกับ The Book of Hormones Season 1, 2 ที่ติ่งพึงมี ขณะที่คนไม่เคยดูซีรีส์ก็ไม่รู้จะซื้อไปทำไม เซ็กชั่นประมวลเหตุการณ์เป็นข้อความที่ (ถึงแม้ว่าจะเป็น fact แต่ก็เป็น 'selected fact' เพื่อใช้เสริมให้มุมมองของภาพล้อเลียนกับ fact นั้น ๆ มีลักษณะ coherence กัน) สะกิดความทรงจำแบบเดียวกับบทสนทนาในหนังสือฮอร์โมน สั้นเกินกว่าที่จะอธิบายอะไร (แน่นอน เราเดาคำตอบว่าจุดประสงค์ของหนังสือก็ไม่ใช่เพื่อที่จะอธิบายอะไร) แต่สร้างความชอบธรรมให้กับภาพจากฉากในละครที่เอามาเรียงต่อกัน ฉะนั้น สำหรับเราแล้วอยู่เมืองดัดจริตจึงอยู่ในฐานะเป็นหนังสือที่ระลึกของแฟนเพจ

สำหรับชิ้นงาน ก็มีบ้างที่ชวนคิด แต่ส่วนใหญ่เผยแพร่คำสอน

ตัวหนังสือถูกออกแบบอย่างดี สวยครับ ภาพพิมพ์มีคุณภาพ แต่มีจุดเสียอยู่หน่อยตรงที่ภาพหรือข้อความที่กินพื้นที่สองหน้า เราจะอ่านข้อความที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหน้าไม่ออก จะแบะมากก็กลัวหักท่อน ที่เหลือนอกจากนั้นในส่วนของรูปเล่มหนังสือ ถือว่าไร้ที่ติครับ มีอีกจุด ซึ่งบางคนไม่นับเป็นจุดเสีย อาจจะนับว่าเป็นดีไซน์ของหนังสือ คือ redundancy เราไม่ได้พูดถึง redundancy ของงานที่สื่อสารแก่นเดียวกัน เพราะในแง่นี้ redundant information จะมีข้อแก้ต่างผ่านคำว่าศิลปะ แต่พูดถึงข้อมูลเช่น สารบัญรูปเล็ก ที่ใช้บอกหน้าของรูปใหญ่ โดยมีชื่อและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรูปเล็ก แยกออกมาอีกหน้าหนึ่ง ซึ่งข้อมูลก็ซ้ำซ้อนกับรูปใหญ่นั่นแหละ เรามองไม่เห็นประโยชน์ของมันนะ แน่นอน ข้อทุกเรื่องที่เกี่ยวพันกับศิลปะจะอ้างด้วยคำขึ้นต้นว่า "มันไม่จำเป็นสักหน่อยที่ ..." ได้เสมอ

ผมให้




 

Create Date : 19 กันยายน 2558    
Last Update : 19 กันยายน 2558 11:41:48 น.
Counter : 1218 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.