creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

It's Not the How or the What but the Who



ขอพูดตั้งแต่ต้นว่า impression ของเราหลังจากอ่านหนังสือจบค่อนข้างกลาง ๆ ออกไปทางลบ เหตุผลแรก business ไม่ใช่แนวถนัด (อ่านเพราะรับปากเพื่อนคนหนึ่ง) อีกเหตุผล คนเขียนหลงตัวเองมากเหลือเกิน ทั้งอิจฉาและหมั่นไส้ ถึงแม้หลายตอนแกจะออกตัวว่าพูดแบบถ่อมตน แต่ข้อความนี่สวนทางจ้า โอเคนะฮะถ้าคนเก่งจะหลงและชูหางตัวเอง เรารับได้ ขอให้อย่างน้อยโชว์อะไรที่อ่านแล้วสะกดให้ยอมรับ (ไม่ว่าโดยออกเสียงหรือในใจ) ว่า เออเข้าท่าว่ะ โชคร้ายที่เรามองไม่เห็นจุดนั้น ไอเดียของหนังสือคือ ความสำเร็จขั้นสุดยอดไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไรหรือทำอะไร แต่อยู่ที่ให้ใครทำ ผู้เขียนบอกว่าในฐานะนายจ้าง คุณต้องเลือกจ้างแต่คนเก่ง ๆ มาอยู่รอบตัว เอาเขามาใช้งาน และพัฒนาให้เขาเก่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เอามาสร้างทีมที่มีแต่คนเก่ง ๆ แล้วคุณก็จะเป็นผู้ชนะ คุณจะตัดสินใจเลือกคนได้ยังไง

ขอพูดด้วยสไตล์เดียวกับผู้เขียนที่ดึงทุกอย่างเข้าหาตัวเพราะเขาและเราเป็นศูนย์กลางจักรวาล สมัยประถม เด็กบ้านนอกอย่างเราหลังเลิกเรียนก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนอกจากจับกลุ่มเล่นสนุก และเกมที่พวกลูกตำรวจแถวบ้านพักชอบเล่นคือ rounders (จริง ๆ ต้องพูดว่าคล้าย rounders) ซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย มีเจ๊คนหนึ่ง สมมุติเรียกว่าเจ๊อ้อย นางเป็นใหญ่เพราะอยู่ ป.6 ทีมของนางชนะตลอด ใคร ๆ ก็อยากไปอยู่ทีมนี้ และก่อนเล่น นางจะเลือกว่าใครได้เข้าร่วมทีมบ้าง (พูดอีกอย่างหนึ่ง เลือกว่าใครจะเป็นคนชนะนั่นแหละ) พวกเราก็อยากถูกเลือกใช่มั้ยครับ ทีนี้ถ้ามีใครไปถามเจ๊ว่าเลือกยังไง ก็ต้องเลือกคนเก่งที่สุดสิ ตัวไหนอ่อนวันพรุ่งนี้แกก็ไม่เลือก เจ๊ไม่โง่พอจะเลือกคนร่วมทีมเพราะคล้ายกันหรือทำให้สบายใจตามที่ผู้เขียนเชื่อว่าคนจะตกหลุมวิวัฒนาการของสมองที่พัฒนาเชื่องช้ามาตั้งแต่ทุ่งสะวันนาหรอก ถ้าเจ๊อ้อยอยากให้ทีมราวเดอร์ของแกชนะ แกก็เลือกคนเก่งที่สุดเข้าร่วมทีม เราว่าเด็ก ป.6 ทุกคนเข้าใจดีนะไอ้แก่นที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้เนี่ย

สไตล์การเขียน แต่ละบทจะยกเรื่องเล่า (ที่สุดท้ายโยงเข้าหาตัวได้เสมอ) หรืองานวิจัยเพื่อมาสนับสนุนความคิดบางอย่างที่ต้องการจะพูด ดูเหมือนน่าเชื่อถือนะครับ แต่หลายอย่างเรามองยังไงก็เป็น cherry picking และเลือกมาแบบไม่ค่อยประณีต ขอยกตัวอย่างชวนเชื่อสัก 2 ตัวอย่าง

ตัวอย่างแรกจากบท The Odds Are Against You กับบท The Problem with Democracy ข้อความหลักที่ผู้เขียนอยากบอกคือ คุณไม่ได้ตัดสินคนได้เก่งกาจอย่างที่คุณคิดหรอกนะ ฉะนั้นทางออกของปัญหานี้ (ถ้าไม่จ้างบริษัทภายนอกอย่างบริษัทของผู้เขียนซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลก) ก็ต้องมีกรรมการสัมภาษณ์สามคน ตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาประกอบคือคำถามนี้ครับ สมมุติว่าคุณตัดสินคนได้อย่างแม่นยำ 90% (พูดด้วยภาษาคณิตศาสตร์ที่หนังสือไม่ได้ใช้คือกำหนดให้ทั้ง sensitivity และ specificity เท่ากันเท่ากับ 90%) และมีผู้สมัคร 100 คน ซึ่งคุณต้องการจ้างคนเก่ง ซึ่งหมายถึงคนที่อยู่ใน 10% แรก แล้วถามว่า % ของคนที่คุณคิดว่าเป็น 10% แรกนั้นจริง ๆ แล้วเป็นคนเก่งเท่าไร ผู้เขียนบอกว่าคนส่วนใหญ่ตอบผิด ไม่แปลกใจนะ มุกหลอกเด็กเริ่มเรียนความน่าจะเป็นที่สนุกอันหนึ่งคือปัญหา false positive คุณจะบอกว่า 9 จาก 10 คนเก่งเป็นคนเก่ง (เพราะ true positive หรือ sensitivity) และว่า 9 จาก 90 คนไม่เก่งเป็นคนเก่ง (เพราะโจทย์กำหนด specificity มาให้ ซึ่งแปลงไปเป็น false positive) ทำให้มี 9 จาก 18 คนที่คุณชี้เป้าได้ถูกต้อง หรือ 50% ผู้เขียนก็บอกว่า เห็นมั้ยล่ะ ขนาดแม่นยำตั้ง 90% คุณยังชี้เป้าถูกแค่ 50% เอง อันที่จริงตัวเลข 50% นี้ไม่ได้ขึ้ออยู่กับความแม่นยำ 90% เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการกำหนดว่ามีคนเก่งอยู่ 10% ด้วย (ถ้ากำหนดให้ความแม่นยำ b% และมีคนเก่ง a% เมื่อ a+b = 100 คำตอบจะได้ 50% เสมอ ... ให้พิสูจน์เป็นการบ้าน และไม่ควรเกิน 2 บรรทัด) และ a เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ครับ การใช้ตัวอย่างที่กำหนด a = 10% ในรอบแรกแล้วบอกให้คัดเลือกสามรอบ เพราะในรอบที่สองเราจะได้ a ใหม่จะเท่ากับ 50 ขณะที่ b เท่าเดิม ทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดจาก false positive ลดลง และรอบที่สาม a ยิ่งเพิ่ม ผลลัพธ์จาก false positive ก็ยิ่งลดลงไปอีกเหลือแค่ 1% ฉะนั้น 3 รอบจึงเหมาะสม ปัญหาของลอจิกอันนี้ของผู้เขียนคือการคำนวณเพื่อบอกว่า 3 รอบดังกล่าวขึ้นอยู่กับค่า a ซึ่งควบคุมไม่ได้และ b ซึ่งถือว่าเท่ากับ 100 - a ถ้าคุณลองเริ่มให้ a = 1, b = 90 คุณจะพบว่าหลังจาก 3 รอบผ่านไปผลลัพธ์จาก false positive ก็ยังสูงกว่า 10% แต่เนื่องจากผู้เขียนตั้งเป้าไว้แล้วคือเลข 3 เขาก็เลือก a = 10, b = 90

ตัวอย่างที่สองจากบท The Magic Number บทนี้พยายามตอบคำถามว่าเราควรพิจารณาตัวเลือกกี่ตัวดีถึงจะเหมาะสม อ้างงานวิจัย (คุณน่าจะเคยได้ยินมากกว่าหนึ่งครั้ง) ว่าร้านค้าที่มีแยมน้อยรสกว่าขายแยมได้ดีกว่าร้านค้าที่มีแยมให้เลือกหลากรสกว่า และพูดถึงตัวอย่าง "37 percent rule" ว่านักสถิติคงแนะนำให้คุณสำรวจคน 37% แรกก่อนแล้วค่อยเลือกคนที่ดีกว่าคนที่ดีที่สุดในกลุ่ม 37% นั้น ซึ่งตัวอย่างนี้อยู่คนละบริบทกับประเด็นที่พูดเขียนเขียน แค่ยกมาใส่กินพื้นที่กระดาษเท่านั้นนะครับ เพราะตัวเลข 37% เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ครับ ถ้ามีตัวเลือกต่อแถวกันเข้ามาทีละคนทั้งหมด 100 คน และคุณต้องการคนที่ดีที่สุด โดยที่ถ้าคุณไม่เลือกคนที่ x แล้วเริ่มพิจารณาคนที่ x+1 เป็นต้นไป คุณจะเปลี่ยนใจกลับไปเลือกคนที่ x ไม่ได้ และถ้าคุณเลือกคนที่ y แล้ว คุณก็จะไม่พิจารณาคนที่ y+1 เป็นต้นไป จบที่ y เลย กลยุทธ์ที่คณิตศาสตร์แนะนำเพื่อให้มีโอกาสได้คนที่ดีที่สุดมีค่าสูงสุดคือให้สำรวจ (ไม่เลือก) 37 คนแรกก่อน แล้วตั้งแต่คนที่ 38 เป็นต้นไปให้เลือกคนแรกที่ดีกว่าคนที่ดีที่สุดในกลุ่มสำรวจ (เป็นโจทย์แคลคูลัสง่าย ๆ ถ้ายังไม่เคยทำ ลองทำเป็นการบ้าน) นี่มันเหมือนกับเหตุการณ์ที่ใช้ในการพิจารณาว่าควรจะมีผู้สัมภาษณ์งานเท่าไหร่ตรงไหนเหรอ

ข้อดีของหนังสือก็มีนะ สรุปหลักที่คุณรู้โดยสัญชาตญาณอยู่แล้วออกมาเป็นข้อ ๆ การมองเป็นข้อ ๆ แยกส่วนอาจมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ ถามว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของหนังสือ ผู้เขียนคงบอกเจ้าของกิจการ แต่กิจการทั่ว ๆ ไปมีคนเก่งแห่กันไปสมัครงานรึเปล่า ฉะนั้นกลุ่มเป้าหมายตัวจริงคือกิจการที่มีสิทธิเลือกคนเก่งเท่านั้นแหละ

ผมให้




 

Create Date : 22 มีนาคม 2559    
Last Update : 22 มีนาคม 2559 14:52:23 น.
Counter : 446 Pageviews.  

What if?



ทั้งหมดเป็นคำถามที่แฟน ๆ ส่งให้แรนดัลผ่าน xkcd และคำตอบส่วนหนึ่งก็เผยแพร่ผ่านเว็บการ์ตูนสติ๊กแมนของเขานั่นแหละครับ คำตอบอีกส่วนหนึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรก เป็นคำถามแนว hypothetical (หรือแนวจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจุดจุดจุด) คำถามว่ากวนแล้ว คำตอบกวนตีนกว่า ในบทนำแรนดัลว่าเขาเอาเลขมาใช้ช่วยตอบคำถาม แต่ถ้าเรามองจากมุมหนึ่ง คำถามเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขหรือความจริงที่เราต้องยอมรับ หรือภาษาคณิตศาสตร์เรียก axiom แล้วแรนดัลอาศัย axioms เหล่านี้กับ rules of inference ที่อิงอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเพื่อหาข้อสรุป ถึงแม้คำตอบจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรใช้ชีวิตประจำวันแทบไม่ได้ แต่ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนการคิดอย่างเป็นระบบโดยใช้เพียงแค่ข้อกำหนดกับกฏ มันจึงเป็นคณิตศาสตร์นั่นแหละ

เครื่องมือที่แรนดัลใช้กวนตีนคนอ่านมีหลายรูปแบบ เช่น ผ่านเชิงอรรถ ผ่านตัวสติ๊กแมน

การอ่านสติ๊กแมนยากกว่าอ่านตัวบทที่อยู่ในรูปลำดับตัวอักษร เพราะสติ๊กแมนจะพาคนอ่านออกจาก context ปัจจุบันผ่านจุดเชื่อมโยงอีกมุมที่ต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้อ่าน ทำให้คนอ่านที่มีประสบการณ์แตกต่างออกไปอาจไม่ทันมุก หรือตีความมุกไปอีกแบบ ยกตัวอย่างนะ



ตัวบทพูดถึงเนินเอสเกอร์ (Esker) ที่เกิดจากการสะสมของทรายกับกรวดของแม่น้ำใต้แผ่นน้ำแข็ง สติ๊กแมนตัวหนึ่งพูดว่าแปลกจังที่เนินวนเป็นวง อีกตัวเลยพูดว่าเป็นเนิน M.C. ESKER ถ้าเราถามว่าอะไรคือฟังก์ชั่นของ M.C. คำตอบคือมันเป็นจุดเชื่อมโยงเข้ากับ M.C. Escher ผู้อ่านที่ไม่มีประสบการณ์กับผลงานของเอชเชอร์ก็ยากที่จะมีประสบการณ์ร่วมกับมุกของแรนดัลในสติ๊กแมน



ตัวบทพูดถึงมีวัฏจักรกลางวันและกลางคืนที่เปลี่ยนไปอันเป็นผลสืบเนื่องจากโลกหยุดหมุน ทำให้พระอาทิตย์ขึ้นและตกปีละครั้งแทนวันละครั้ง ตัวสติ๊กแมนพาคนอ่านข้ามไปถึงปัญหาการป้อนอาหารเกรมลิน เราต้องการความรู้เรื่องวงจรชีวิตของม็อกไกวในหนังของโจ ดันเต้ ถ้าพวกม็อกไกวน่ารัก ๆ เหล่านี้กินอาหารหลังเที่ยงคืน พวกมันจะฟักตัวเป็นเกรมลินส์ดุร้าย



บริบทพูดถึงปัญหาคนถูกทำลายดีเอ็นเอจากการกินเห็ดพิษ (ใช้ตัวอย่างเห็ดไข่เป็ดหรือ destroying angel) แล้วแรนดัลลากไปเชื่อมกับเชอร์โนบิลแพคเกต (แพคเกตเครือข่ายที่ทำให้เกิด broadcast storm) ปรากฎการณ์เคสเลอร์ (สถานการณ์ที่ความหนาแน่นของวัตถุในวงโคจรต่ำของโลกมีค่าสูงจนทำให้เกิดการชนของวัตถุต่อเนื่อง) แกนปิศาจกับอุบัติเหตุค่าวิกฤตทั้งคู่สัมพันธ์กับพลูโตเนียมมวลใต้วิกฤตทรงกลมที่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ซึ่งควบคุมไม่ได้ เป็นต้น

ในแง่หนึ่ง การอ่านสติ๊กแมนถือเป็นโจทย์ท้าทายคนอ่านครับ

คำถามหลักมีทั้งหมด 57 ข้อ รวมกับคำถามย่อย ๆ และคำถามที่แรนดัลไม่ตอบแล้วก็มากกว่า 70 ข้อ ผมขอเลือกเอามายั่วสัก 3 ข้อที่ยังไม่เคยพูดถึงบนเฟซบุ๊ก

1. คำถาม โยดาสามารถปล่อยพลังออกมาได้เท่าไร

แรนดัลใช้เหตุการณ์ตอนที่โยดาใช้พลังยกเอ็กซ์วิงขึ้นจากบึง โดยเปรียบเทียบเอ็กซ์วิงกับยานรบเอฟ-22 แล้วประมาณน้ำหนัก 12000 ปอนด์ (ความกวนตีนอีกอย่างของแรนดัลคือใช้หน่วยเกือบทุกระบบ ... นี่ใช่ความยุติธรรมในบางแง่รึเปล่า) แล้วจับเวลาที่ใช้ในการยกเอ็กซ์วิงขึ้นจากน้ำ และเปรียบเทียบความสูงจากฉากลูกเรือเดินลอดใต้ยานจากภาคความหวังใหม่เพื่อประมาณอัตราเร็วการยกขึ้นของยาน สุดท้ายเปิดวูกีพีเดียเพื่อหาความเข้มสนามโน้มถ่วงบนดาวเดโกบาห์ (0.9 จี ... บ้ามากที่มีข้อมูลแบบนี้อยู่บนโลก) คำนวณออกมาว่าโยดาปล่อยพลังงาน 19.2 กิโลวัตต์ ตอนท้ายแถมคำนวณพลังงานสายฟ้าที่พัลลาทีนปล่อยไปซ๊อตลุค กับพลังของลุคที่ดึงดาบเลเซอร์ออกจากหิมะ ตบปิดด้วยมุกโยดาเป็นพลังงานสีเขียว (ไม่รู้จะเอาฮาไปไหน)

2. คำถาม เคยอ่านเจอว่ามีนักวิจัยบางกลุ่มพยายามสร้างสเปิร์มจากสเต็มเซลล์ไขกระดูก ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ตัวเองท้องโดยใช้สเปิร์มที่สร้างจากสเต็มเซลล์ของเธอเอง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกสาวจะเป็นอย่างไร

แรนดัลใช้ระบบดี 20 ของสแตตตัวละครจากเกมคุกใต้ดินกับมังกรเป็นแบบจำลองดีเอ็นเอ ใช้สแตตแต่ละตัว (STR, CON, DEX เป็นต้น) แทนโครโมโซมเพื่อชี้ปัญหาโอกาสการจับคู่ของสแตตที่มีค่าต่ำเพิ่มขึ้นถ้าผสมพันธุ์กับตัวเองก่อนจบด้วยเรื่องของพระเจ้าการ์โลสที่มีสัมประสิทธิ์เลือดชิดเกือบเท่ากับเด็กที่เกิดจากพี่น้องผสมพันธุ์กัน

3. คำถาม ถ้าใช้ปืนพกยิงกระสุนซึ่งหนาแน่นเท่าดาวนิวตรอนบนพื้นผิวโลก (ไม่ต้องสนใจว่ายิงได้ยังไง) โลกจะถูกทำลายรึเปล่า

กระสุนที่หนาแน่นเท่าดาวนิวตรอนจะหนักประมาณตึกเอ็มไพร์สเตต ถ้าปล่อยหล่นลงพื้น จะเจาะเปลือกโลกไปฝังแกนเหล็กผสมนิเกิลที่ใจกลางโลก ดูไม่ค่อยน่าตื่นเต้นนัก แต่คำถามดัดแปลงที่แรนดัลเพิ่มอีกข้อคือ สมมุติว่าเราสามารถวางกระสุนไว้บนผิวโลก เราสามารถเข้าไปสัมผัสกระสุนได้มั้ย ปัญหาตอนนี้คือยิ่งเราเข้าใกล้กระสุน เราจะเข้าสู่สนามโน้มถ่วงที่ไม่กระจายแบบยูนิฟอร์ม ซึ่งเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ทำให้เราจะรู้สึกเหมือนเดินลงทางลาดทั้ง ๆ ที่กระสุนอยู่ในแนวระดับ และถ้ายื่นนิ้วเกินระยะห่าง 20 เซนติเมตรจากกระสุน นิ้วจะผ่าน point of no return (แปลว่าเราชักมือกลับออกมาไม่ได้ล่ะ) พอปลายนิ้วสัมผัส เลือดทั้งหมดจะถูกดูดไปล้อมเป็นทรงกลมรอบกระสุน และถ้าอยากสัมผัสจริง ๆ ก็ต้องเปิดน้ำใส่มันก่อนแล้วค่อยดำลงไป เตรียมวอดก้ากับเกลือไปเพื่อปรับความหนาแน่นของน้ำสู้กับ buoyancy ด้วย

หนังสือสนุกและเนิร์ดมากครับ

ผมให้




 

Create Date : 22 มีนาคม 2559    
Last Update : 22 มีนาคม 2559 9:48:16 น.
Counter : 930 Pageviews.  

I Haven't Dreamed of Flying for a While



จากข้อมูลในวิกิอังกฤษ งานหนังสือของ Yamada มี 3 เล่ม และแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้ง 3 เล่ม รู้สึกดีใจที่ได้อ่านครบฮะ ไม่ธรรมดาทั้งสาม งานทั้งหมดของเขาเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติภายใต้กรอบแบบ realistic ซึ่งผสมผสานลงตัวเหลือเกิน ใน Strangers ตัวละครหลักโหยหาผี เลือกที่จะอ้าแขนโอบกอดภาพหลอน ใน In Search of a Distant Voice ตัวละครเหงา ๆ พูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งผ่านเสียงที่เกิดขึ้นในหัว ราวเป็น schizophrenia สำหรับ I Haven't Dreamed of Flying for a While เรื่องของชายวัยกลางคนซึ่งเราพูดได้ว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งด้านการงานและครอบครัวได้เดินทางมาถึงจุด breakdown เมื่อมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับหญิงชราผู้อ่อนวัยลงทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน (จาก 67 ปีสู่ 4 ขวบ!) ทำให้เราคิดว่า Yamada เล่นอยู่กับแก่นเดียว สัจธรรมข้อเดียว ถ้าคุณซวยเป็นพระเอกในโลกของนักเขียนคนนี้ ข้อดีคือคุณจะอยู่รอดไปจนจบ คุณจะหลงใหลสิ่งสิ่งหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำถึงขั้นสิ่งสิ่งนั้นกัดกินชีวิตอันปกติและดีงามตามสายตาชาวบ้านที่มองมา แต่ทำใจเถอะ เพราะนอกจากไม่มีวันได้ครอบครองแล้วสิ่งที่คุณปรารถนายังจะค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา

ผมให้




 

Create Date : 10 มกราคม 2559    
Last Update : 10 มกราคม 2559 12:50:02 น.
Counter : 788 Pageviews.  

Mathematical Puzzles: A Connoisseur's Collection



ประโยคแรกที่ Winkler เตือนคนที่คิดจะเสียตังค์ซื้อหนังสือเล่มนี้คือ "These puzzles are not for everybody." ซึ่งก็ไม่ใช่คำขู่นะ เป็นการย้ำชื่อรองหนังสืออีกที A Connoisseur's Collection ถึงแม้ปัญหาทั้งหมดไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ระดับสูงแก้ แถมปัญหาหลายข้อความรู้มัธยมแก้ได้สบาย ๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาประเภทที่อ่านโจทย์จบปุ๊บคำตอบแทบจะหลุดออกมาพร้อมกันปั๊บ และอย่างน้อยคนอ่านต้องรู้ว่า เวลาได้รับคำสั่งให้พิสูจน์ข้อความใดข้อความหนึ่ง มันหมายความว่าอะไร เมื่อไหร่ข้อความนั้นถึงพูดได้ว่าถูกพิสูจน์แล้ว ฉะนั้นสมมุติฐานของ Winkler คือคนอ่านพูดภาษาเดียวกับแก ปัญหาหลายข้อซึ่งมีลูกเล่นแตกต่างจากปัญหาคลาสสิก เราจะถูกถือว่าคุ้นเคยกับปัญหาคลาสสิกดี ปัญหาหลายข้อ คนที่ไม่พูดภาษาคณิตศาสตร์อาจอ่านเฉลยแล้วยังไม่เข้าใจ เฉลยของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เฉลยแบบสอนคนอ่าน แต่เป็นเฉลยแบบชี้ทางว่าทำอย่างนี้นะแล้วจะได้คำตอบอันนี้ ส่วนที่เป็นรายละเอียด แกจะถือว่าคุณรู้ดี ตัวอย่างปัญหาบางข้อ ดู

1. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=936268886454096
2. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=936884706392514
3. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=938795866201398
4. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=940050049409313 (เฉลยคือปก)
5. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=940405432707108
6. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=942659139148404
7. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=936637336417251
8. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=943560212391630
9. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=943876109026707

ผมให้




 

Create Date : 02 มกราคม 2559    
Last Update : 2 มกราคม 2559 19:49:13 น.
Counter : 980 Pageviews.  

A Head Full of Ghosts



สตีเว่น คิง ทวิตข้อความ “A Head Full of Ghosts scared the living hell out of me, and I’m pretty hard to scare.” หลังอ่านนิยายเล่มนี้ นี่เป็นเหตุผลที่เพียงพอ (และสำหรับบางคน ... เหตุผลที่จำเป็น) ให้คอนิยายสยองขวัญหามาอ่านกันล่ะ A Head Full of Ghosts เป็นหนังสือที่พูดถึงการเขียนหนังสือสารคดีเล่มหนึ่งที่พูดถึงเหตุการณ์ประหลาดซึ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่งเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว โดยผู้เขียนหนังสือ (หมายถึงตัวละครในหนังสือของ Tremblay นะ) กำลังสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์ดังกล่าว เหตุการณ์นี้คือ มาร์จอรีลูกสาวคนโตของครอบครัวบาเร็ตถูกผีเข้าแล้วตามด้วยถูกวางยาพิษตายเกือบหมดบ้าน ผู้รอดชีวิตคือลูกสาวคนเล็กซึ่งขณะนั้นอายุแค่ 8 ขวบ ตอนเกิดเรื่องผีเข้า มีรายการทีวีเรียลลิตี้มาถ่ายทำ และสิบห้าปีให้หลังก็มีบล็อกเกอร์สาวคนหนึ่งออกมาวิจารณ์รายการทีวี พูดเจาะจงนะ เธอรื้อสร้างรายการโชว์นั่นผ่านการวิเคราะห์ฉากและความหมายโดยเทียบเคียงกับนิยายและหนังสยองขวัญร่วมสมัย (ถึงจุดนี้ คนอ่านที่ชื่นชอบหนังสือและหนังสยองขวัญเป็นทุน และที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผู้เขียน ตีว่าปลายสามสิบถึงห้าสิบจะอินเป็นพิเศษ) เห็นว่าโครงสร้างนิยายค่อนข้างซับซ้อน มีหลาย pov แต่จะพูดว่ามีลักษณะแบบราโชมอนก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะ ... (...) เหนืออื่นใด เรื่องทั้งหมดถูกสร้างโดยที่เราไม่มีทางรู้ว่ามีความจริงผสมอยู่เท่าไร คุณจะเอาความจริงจากทีวีโชว์ จากเด็กแปดขวบที่เจอเรื่องสะเทือนใจ หรือจากบล็อกเกอร์ที่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ได้เหรอ ทักษะการเล่าและการรับมือกับโครงสร้างแบบนี้ เราว่า Tremblay ทำได้ยอดเยี่ยม น่าเชื่อถือมาก แถมใช้พล็อตและบทเพื่อวิจารณ์อะไรหลาย ๆ อย่าง อำนาจของสื่อ ความเครียดของคนตกงาน อาการจิตเภท เป็นต้น ได้ในหมัดเดียว คือหมัดผีเข้า ถึงขั้นทำให้ผีที่สิงมาร์จอรี (ถ้ามี) ดูเป็นผีอนุบาลไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่มาร์จอรีบอกว่าเป็นสิ่งที่เข้าครอบงำเธอ เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนและเก่าแก่ ... ความคิด

ผมให้




 

Create Date : 01 มกราคม 2559    
Last Update : 1 มกราคม 2559 20:40:42 น.
Counter : 803 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.