creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

วัยกระเตาะ 14



อยากรู้ฝีมือ 2 พี่น้องฝาแฝด รอลุ้นคิวไค เล่มนี้ยืด หวังให้เล่มหน้าได้ชมสมใจ







 

Create Date : 16 ธันวาคม 2550    
Last Update : 16 ธันวาคม 2550 2:04:11 น.
Counter : 980 Pageviews.  

กรุงเทพมหานคร เมืองสีเทาของเด็กและเยาวชน



ผมไม่เห็นด้วยที่สมพงษ์บอกว่าเรื่องนี้สั้นกระชับ หลายบทนำข้อมูลที่แสดงด้วยตารางมาเขียนเป็นบทบรรยาย สำหรับผมขอเรียกว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลซ้ำซ้อน ซึ่งขัดแย้งกับคำว่ากระชับ ปัญหาที่สมพงษ์นำเสนอเป็นปัญหาที่ผู้เขียนและคนส่วนใหญ่ตั้งให้เป็นปัญหาด้านสีดำ คำว่าสีเทาเป็น fuzzy ที่มีทั้งส่วนสีขาวและสีดำผสมกัน การสรุปว่ากรุงเทพเป็นเมืองสีเทาโดยปัญหา dominate จากสีดำ ลืมไปว่าสีขาวก็ทำปัญหาได้ไม่แพ้กันนั้นลำเอียงเกินไป ตัวอย่างปัญหาสีดำ ยุวอาชญากรรม ติดเกม สื่อลามกอนาจาร ฯลฯ ดังระบุในหนังสือ แล้วปัญหาจากสีขาวล่ะ ตัวอย่าง เด็กนักเรียนตั้งใจเรียน เรียนพิเศษ เรียนปกติ สอบไม่ได้ผลดังหวัง เครียด ฆ่าตัวตาย ฯลฯ ปัญหาสีดำของเด็กถูกควบคุมโดยรัฐฯ แต่ปัญหาสีขาวของเด็กที่ไม่ถูกควบคุมจะขยายผลเป็นปัญหาที่ประณีตซับซ้อน และตามหลอกหลอนอยู่ในสังคมในอนาคต อันหนึ่งที่น่ายกเป็นตัวอย่างได้คือการกวาดล้างหนังสือที่กลุ่มคนผู้มีปัญหาจากด้านสีขาวเมื่อเยาว์ขาดสามัญสำนึกในการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างวรรณศิลป์กับอนาจาร

ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่สมพงษ์สรุปมาเป็นหนังสือน่าอ่านเล่มนี้ แต่ผมยังเชื่อว่าปัญหาจริง ๆ มันไม่ได้อยู่ที่สี หากอยู่ที่ความไม่พอดี เราไม่ควรป้ายสีดำให้เกม แต่ควรป้ายสีดำให้การเล่นเกมที่มากเกินพอดี เราไม่ควรป้ายสีดำให้หนังสือโป๊ แต่ควรป้ายสีดำให้การเสพสื่อเหล่านั้นที่เกินพอดี การกวาดล้างตัดปลายปัญหาอย่างบ้าระห่ำจะส่งให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และเป็นผลเสียที่หลบซ้อนลึกลงไปในใจคน

ผมให้




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2552 12:24:46 น.
Counter : 1074 Pageviews.  

chance



[ตัดตอนมาจากส่วนที่เคยเขียนบันทึกเอาไว้ 21/12/2549]

ขณะที่พิมพ์ (offline) ผมนั่งอยู่หลังเค้าเตอร์บาร์เล็ก ๆ คนชงเหล้าอย่างเรา ตอนลูกค้าเขานั่งจู๋จี๋กันกระหนุงกระหนิง ก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเล่น

ถ้าผมเข้าไปคุยกับท่านลูกค้า 2 คนนั้น เพื่อค้นหา coincidences อาทิ อาจารย์สอนวิชาพุทธศาสตร์ของลูกชายของลูกค้าร้านขาประจำร้าน starbuck ที่แม่ของแฟนของแฟนเก่าของผมเป็นผู้จัดการ เป็นพ่อของหล่อน (ลูกค้าหญิง) โอกาสจะเป็นเท่าไร six-degrees of separation เป็นไปได้หรือไม่ ? นี่แหละครับ เนื้อความในหนังสือเล่มที่ผมกำลังจะพูดถึง

chance เขียนโดย dr. amir d. aczel นักคณิตศาสตร์ที่รู้จักกันดีด้วยผลงานโด่งดังหลายเล่ม เช่น fermat's last theorem, entanglement หนังสือเล่มนี้ออกสู่ตลาดปี 2004 พาดอักษรคำโปรยปกหน้าว่า "คู่มือสำหรับนักพนัน ความรัก ตลาดหลักทรัพย์ และสิ่งอื่นๆที่เหลือ" สไตล์ก็เหมือนกับเล่มก่อน ๆ ของเขานั่นแหละ หนังสือคณิตศาสตร์สำหรับคนที่ไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ หัวข้อคณิตศาสตร์เล่มนี้คือ "ความน่าจะเป็น" แทรกด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์และมุขที่พี่แกคงคิดว่าขำลงไป อ่านได้เพลินดี

สำหรับเซียนคณิตศาสตร์ ผมไม่ขอแนะนำเล่มนี้ เพราะมันอาจน่าเบื่อ aczel พูดตั้งแต่เริ่ม ความน่าจะเป็นคืออะไร หาได้อย่างไร วัดได้อย่างไร ถึง 4 บท เมื่อขึ้นบทที่ 5 แนะนำ subjective probability และพูดถึง de Finetti Game เกมที่เปลี่ยนความน่าจะเป็นแบบ subjective (e.g. ผมบอกกับเด็กล้างแก้วว่ามีโอกาสสูงที่คืนนี้ผมจะถูกลากไปนอนเป็นเพื่อนกับลูกค้าคนใดคนหนึ่ง เด็กล้างแก้วถาม "ที่ว่าโอกาสสูงนั้นสูงเท่าไรล่ะ" เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำว่าโอกาสสูงของผม ความน่าจะเป็นแบบนี้แหละครับ เรียกว่า subjective) ไปสู่ความน่าจะเป็นแบบ objective (e.g. ความน่าจะเป็นที่โยนลูกเต๋าได้หมายเลข 1 คือ 1/6 ถ้าเป็นเต๋าปกติยุติธรรม เป็น objective ไม่มีใครกังขาความน่าจะเป็นนี้) เกมของ Finetti เป็นอย่างไร เชิญอ่านต่อได้ในบทที่ 5 ของหนังสือ

บทที่ 6 พูดถึงสูตรทั่วไปที่พบได้ในตำราเรียน คือ complement of event (เช่นโอกาสที่ศลจะถูกหิ้ว = 1-โอกาสที่ศลไม่ถูกหิ้ว) กับ union of independent events ข้อนี้น่าสนใจมากครับ เพราะแม้ความน่าจะเป็นที่ศลจะถูกหิ้วต่อเหตุการณ์หนึ่ง ๆ จะน้อยนิด (ตามความคิดของเด็กล้างแก้ว) แต่ถ้าจำนวนเหตุการณ์นั้นมีมาก (e.g. ลูกค้าที่คิดจะหิ้วมีมาก; แม้ว่าแต่ละคนจะมีความคิดหิ้วด้วยโอกาส 0.00001) ความน่าจะเป็นรวมก็เพิ่มขึ้น เข้าทำนองว่ายิ่งพยายามมาก ยิ่งมีโอกาสมาก aczel ยกตัวอย่างกรณีลิงเขียนแฮมเล็ตได้อย่างเช็กส์แปร์ ถ้าลิงได้พยายามมากพอ ลิงก็จะประสบความสำเร็จ บทนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องคาสิโนคือ paradox of the Chevalier de Mere อันที่จริงก็ไม่เป็น paradox อะไร หากเราเข้าใจผลรวมความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เป็นอิสระต่อกัน

บทที่ 7 พูดถึง random walks กับ gambler's ruin แม้จะเป็น fair game โอกาสแพ้ เท่ากับโอกาสชนะ (อย่าหวังว่าคาสิโนที่ไหนจะเล่น fair game กับคุณนะครับ e.g. ผมเล่น chess กับลูกค้าก็เลือกเฉพาะกับคนที่เมาแล้ว) แต่ถ้าเล่นกับคนที่มีทุนมากกว่า คุณก็แพ้อยู่ดี ถ้าเราดูกราฟโยนเหรียญหัว-ก้อย ซึ่งจัดเป็น fair game กำหนดหัว +1 ก้อย -1 ผ่านไปมากกว่า 100 ครั้ง เกมจึงจะมีผลบวกเท่ากับ 0 หลังจากนั้นผ่านไปอีกหลายร้อยเกมจึงจะเป็น 0 อีกครั้ง นี่เรียกว่า gambler's ruin

บทที่ 8 ต่อเนื่องจากบทที่ 7 แต่ตอบคำถามพื้นฐานกว่า นั่นคือ อย่างไรจึงเรียกว่าสุ่ม (random) โอกาสที่รูปแบบหนึ่งจะสุ่มหรือไม่สุ่มมีปัจจัยใด อย่างเช่นตอนนี้ มีลูกค้านั่งที่บาร์ ที่บาร์มีเก้าอี้ 7 ตัว เขานั่งกันแบบนี้ครับ bbBBBBb ลูกค้านั่งตำแหน่ง B ส่วน b เป็นที่ว่าง คุณคิดว่าลูกค้าเลือกเก้าอี้แบบสุ่มมั้ยครับ ? โอกาสสุ่มแล้วมีรูปแบบอย่างนี้เป็นเท่าไร ? ขอข้ามไปบทที่ 11 เพราะ aczel ยกตัวอย่างสุ่มในบทที่ 11 น่าสนใจคือปัญหาวันเกิด ผมลองเอาไปเล่นกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนภาษาเยอรมันที่เกอเท่ (เพื่อนของผมเรียนอยู่ ม.4 โรงเรียนสามเสนฯ) ชั้นเรียนภาษาเยอรมันของเรามีนักเรียน 23 คน ผมถามเพื่อนว่ามีโอกาสมากหรือน้อยที่คนในห้องเราจะมีวันเกิดตรงกัน เขาตอบว่า "น้อย" แต่เมื่อผมคิดตามทฤษฎีให้ดูแล้วบอกว่ามีโอกาส 50% คุณคิดว่าน้อยหรือมากครับ ถ้าเลือกห้อง 23 คนมา 2 ห้อง ก็ต้องมี 1 ห้องโดยเฉลี่ยที่มีคนมีวันเกิดซ้ำกัน (ที่ต้องพูดว่าโดยเฉลี่ยเพราะ gambler's ruin จากบทที่ 7 ไงครับ) น่าสนใจกว่านั้น aczel อ้างสมการของนักคณิตศาสตร์ persi diaconis จากเล็กเชอร์ที่เขาสอนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียที่เบิร์กเล่ย์ ผลจากสมการบอกเราว่า เพียง 31 คนเท่านั้นแหละ โอกาสที่จะมีคนมีวันเกิดซ้ำกันมีถึง 95% สิ่งนี้คุณ aczel เรียกว่า some kind of aggregation !

บทที่ 9 พูดเรื่องสามเหลี่ยมปาสกาล (รู้จักกันดีตั้งแต่ ม.ต้น ... ข้าม) บทที่ 10 เรื่อง inspection paradox เรื่องนี้ก็น่าสนใจ ทุกคนที่เคยรอรถเมล์ย่อมเจอแต่เหตุการณ์แบบนี้ใช่มั้ยครับ ทำไมรอนานจัง ? มันควรจะเฉลี่ย ๆ กันไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องเป็นหนูที่รอนานทุกที ? บทที่ 12 คือความบังเอิญ ? แบบที่ผมเกริ่นตอนแรกว่าเป็นไปได้มั้ยที่ผมกับลูกค้าหญิงคนนั้นจะห่างกันไม่เกิน 6 ดีกรี ผมกับคุณที่อ่านถึงบรรทัดนี้จะห่างกันไม่เกิน 6 ดีกรี (ถ้าผมรู้จักน้องกุ๊กไก่ น้องกุ๊กไก่รู้จักคุณ เรียกว่าผมกับคุณห่างกัน 1 ดีกรี) six degrees of separation เป็นเรื่องที่ (ผมเข้าใจว่า) ยังพิสูจน์ไม่ได้ ถ้าจะเชื่อ คุณต้องศรัทธา

บทที่ 13 จั่วหัวท้าทาย จะประสบความสำเร็จในความรักอย่างไร ? ถ้าเราต้องตัดสินใจเลือกของอย่างหนึ่งที่เข้ามาในชีวิต โดยที่เราไม่อาจทดสอบคุณภาพของทุกชิ้นได้ คณิตศาสตร์แนะนำให้เราสำรวจคุณภาพ 37% ของจำนวนชิ้นทั้งหมด แล้วเลือกชิ้นถัดไป (หลังจาก 37%) ที่ดีกว่ากลุ่มตัวอย่าง โอกาสที่ชิ้นนั้นจะเป็นชิ้นที่ดีที่สุดคือ 37% มากกว่า 1 ใน 3 น่าสนไหม ส่วนบทที่ 14 พูดเรื่อง probabilistic averages

เที่ยงคืน---ร้านจะปิดแล้วครับ---ข้ามไปบทที่ 15 พูดถึงกลยุทธตามทฤษฎีเกม แต่ aczel พูดย่อมาก เพียง 2 หน้ากระดาษ บทที่ 16 Bayes's theorem นายคนนี้เคยพยายามจะใช้ความน่าจะเป็นพิสูจน์การมีตัวตนของพระเจ้า แม้ไม่สำเร็จก็ได้ทิ้งมรดกความคิดอันยิ่งใหญ่ไว้ที่เราเรียกว่า bayesian statistics ปัญหา monty hall problem ก็สามารถพิสูจน์ด้วย bayes บทรองสุดท้ายพูดถึงความสวยงามของการสุ่มโดยธรรมชาติ หรือ normal curve (จะเรียก Gaussian curve หรือ De Moivre ก็ได้) โอกาสที่จะสุ่มข้อมูลใกล้ค่าเฉลี่ยข้อมูลมีมากกว่าโอกาสของการสุ่มข้อมูลที่อยู่ไกลค่าเฉลี่ยของข้อมูล บทที่ 18 สุดท้าย พูดเรื่องการสุ่มตัวอย่างเพื่อทำ polls ... ต้องไปเก็บแก้วแล้ว บาย บาย

ผมให้




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2552 12:25:15 น.
Counter : 1132 Pageviews.  

ไวโอลินของไอน์สไตน์



ยังไม่เคยมีหนังสือเล่มไหนที่ทำให้ผมปั่นป่วนได้เท่าเล่มนี้ ทั้งอยากเชียร์ให้คนได้อ่านกันเยอะ ๆ และอยากด่าเช็ดให้มันหมดตั้งแต่ บอกอ คนแปล ยันคนเขียนคำนิยม ก่อนอื่น ขอสารภาพว่าเพิ่งอ่านจบไปแค่บทเดียว คุณคงสงสัยละสิ อ่านแค่บทเดียวยังทำซ่ามาด่าชาวบ้านได้อย่างไร เหตุผลหนึ่งที่ผมไม่อยากอ่านมากไปกว่านี้ก็เพราะกลัวต้องเขียนยาวกว่านี้ และไม่อยากหงุดหงิดใจเมื่อเจออะไรไม่ชอบมาพากล ลำพังคำนิยมกับบทแรกก็มีให้ยำเยอะแล้วครับ ตั้งใจเอาไว้ วันเสาร์ก่อนไปดู MARIINSKY BALLET จะแวะคิโนะฯ สยามพารากอน หา Einstein's Violin มาอ่าน

เริ่มที่ผู้เขียนคำนิยม คำนิยมเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอ่านไม่ว่าเป็นหนังสือเล่มใด (ถ้าผมอยากอ่าน) ส่วนใหญ่ผมไม่อ่านคำนิยมหรือคำนำเสนอ หนังสือดี หรือไม่ดีอย่างไร สมควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ผู้อ่านตัดสินใจ คำนิยมที่เลิศลอยเกินจริง บางทีมันฟ้องว่าผู้เขียนยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้น คำนิยมประเภทเลิศลอยนี้ให้อภัย ของซื้อของขาย ทำเป็นมองให้เห็นป้ายเพื่อโฆษณาเท่านั้นเป็นดี แต่มาเจอคำนิยมในเล่มนี้ ... จี๊ดขึ้นสมอง ปากมือไม้สั่นยิ่งกว่านางสาวไทย

"นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ไปไม่ถึงไหน เพราะว่านักวิทยาศาสตร์ของไทยไม่รู้ดนตรี เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีสมองข้างเดียว ไม่เข้าใจดนตรี จึงไม่พัฒนาสมองทั้งสองข้างให้เติบโตได้..." ขออภัย พูดจาแบบนี้ แถวบ้านเรียก "กุลสตรีเล็บงาม" ตอนแรกผมพยายาม แปล "นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ไปไม่ถึงไหน" แบบ positive นะครับ คือ "ที่ไปไม่ถึงไหน" เป็นวิเศษณ์วลีทำหน้าที่ขยายคำนามนักวิทยาศาสตร์ไทย "นักวิทยาศาสตร์ที่ไปไม่ถึงไหน" จึงไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ไทยทั่ว ๆ ไป แต่หมายถึง "นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ไปไม่ถึงไหน" ปัญหาความไม่สอดคล้องของการแปลแบบนี้ตกอยู่ที่คำว่า 'เพราะว่า' "เพราะว่านักวิทยาศาสตร์ของไทย..." ดังนั้น "นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ไปไม่ถึงไหน" จึงเป็นประโยคที่เป็นผล ! ไม่ใช่นามวลี จากนั้นเชื่อมด้วยคำ "เพราะว่า" แล้วตามด้วยประโยคที่เป็นเหตุ ... การให้เหตุผลแบบนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ครับ ?

มากกว่าครึ่งของคำนำเสนอไม่ใช่คำนำเสนอ หากแต่ระบายและสนอง สิ่งที่ผู้เขียนเสนอนำคำที่ตัวเองเก็บกดเอาไว้ ("ดนตรีเป็นวิชาของคนไม่เอาไหน") ส่วนใหญ่เป็นอคติส่วนบุคคล ("เมื่อนักวิทยาศาสตร์โหล ๆ ที่ไม่เชื่อเรื่องดนตรี ทำให้คนทั่ว ๆ ไปที่เชื่อวิทยาศาสตร์ ตกลงปลงใจไม่เชื่อเรื่องดนตรีไปด้วยอย่างง่ายดาย") เป็นความเข้าใจผิด ("มนุษย์หันมาพิสูจน์ความเชื่อด้วยวิทยาศาสตร์กันหมดใช่ไหม" ... ประโยคนี้เห็นชัดว่าผู้พูดไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์เลยสักนิดเดียว)

ผู้เขียนคำนำเสนอได้เขียนสิ่งที่ไม่ควรเขียนอย่างยิ่งลงในคำนำเสนอ ทั้งในแง่ที่มันไม่เกี่ยวกับหนังสือ และไม่ใช่ประเด็นที่ควรเสนอนำด้วยความคิดแคบ ๆ เพียงมุมเดียว

ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่ทำงานในส่วนที่นำวิทยาศาสตร์มาใช้ คุณเชื่อหรือไม่ว่าวิทยานิพนธ์ตอนทำปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (เราเรียนเรื่องการออกแบบชิพ หรือ ไอซี) หัวข้อวิจัยของผมนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับดนตรีคลาสสิก และกล้าเปิดกะลาท้าโลกว่ามีนักวิทยาศาสตร์ไทย วิศวกรไทย มากมายที่รู้ดนตรี ในระดับมาตรฐานที่สูงกว่านักดนตรีที่รู้เรื่องฟิสิกส์ ! ผมชอบดนตรี ผมรักนักดนตรี เฉพาะเดือนธันวาคมนี้ผมมีตั๋วชมการแสดงดนตรีสำหรับคอนเสิร์ตแล้ว 4 รายการ MARIINSKY BALLET วันที่ 8, Pletnev วันที่ 11, คุณหญิง Kiri Te Kanawa วันที่ 17 และยาซากิ วันที่ 19 หลาย ๆ รายการเพื่อน ๆ นักวิทยาศาสตร์หลายคนของผมไปชื่นชมดื่มด่ำกันทั้งนั้นครับ

ในด้านการแปล คงต้องยอมรับว่าผู้แปลพยายามแปล แต่ศัพท์แสงทั้ง 2 ด้านต้องตรวจสอบให้รอบคอบ เพราะความหมายมันผิดกันไกล โดยเฉพาะคำศัพท์ทางฟิสิกส์ซึ่งมีความหมายเจาะจง ช่วง 2-3 นาทีแรกที่อ่านผมคิดว่าคนเขียนคงเขียนผิด เราให้อภัย เพราะผู้เขียนไม่ใช่นักฟิสิกส์ แต่เมื่อเริ่มพบที่ผิดมากขึ้นจึงสงสัย เข้าไปอ่าน sample chapter ใน amazon.com โอ ... แปลผิดนี่เอง; 2 ประโยคแรกจากตัวอย่างต่อไปนี้ไม่มี sample ต้นฉบับให้อ่าน ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นตามข้อเท็จจริง

• "ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดพลังงานนิวเคลียร์ ระเบิดปรมาณู"
→ พลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานใด ๆ มันมีอยู่แล้วครับ ไม่ได้เกิดขึ้นมาใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่คือการนำพลังงานนั้นไปใช้ ใช้ทางดี หรือทางเลว มันไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับพลังงาน แต่อยู่ที่คน

• "กระทั่งท้าทายกฎสัมพัทธภาพที่ว่า ไม่มีสิ่งใดที่เดินทางเร็วเหนือกว่าความเร็วของแสง"
→ สัมพัทธภาพเป็นเพียงทฤษฎี ไม่ใช่ กฎ

• For example, the "big bang" concept of a single universe no longer made sense to me.
→ คำว่า universe หมายถึง เอกภพครับ ไม่ใช่ระบบสุริยจักรวาล และไม่ได้แปลว่า ระบบสุริยจักรวาลระบบเดียว แต่ผู้เขียนกำลังหมายถึง พหุภพ หรือ multiverse, parallel universe ฯลฯ

• One scientist after another used music as simile: A superstring is "like a violin string" vibrating in varied patterns, ...
→ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้ดนตรีในเชิงสัญลักษณ์ครับ แต่เปรียบเทียบกันตรง ๆ ว่า fundamental element เกิดจากการสั่นของสตริง ประดุจตัวโน๊ตเกิดจากการสั่นของสายไวโอลิน (มันไม่ใช่สัญลักษณ์ แต่เป็นการเปรียบเทียบ)

• that music enhances brain circuitry and sharpens the brain's creative powers,
→ ดนตรีช่วยยกระดับการไหลเวียนของโลหิตในคลื่นสมองและพัฒนาพลังในการสร้างสรรค์ของสมองให้แหลมคมยิ่งขึ้น

ผมแปลข้อความ "การไหลเวียนของโลหิตในคลื่นสมอง" ไม่ออก (ใครก็ได้ช่วยที) ข้อเท็จจริง คือ โลหิตไหลเวียนในเส้นเลือด ถ้ามันออกมานอกเส้นเลือดเมื่อใด มันได้แค่ไหล แต่ไม่เวียน (เว้นคุณจะใช้ปากดูดมันกลับลงกระเพาะ เพื่อนำไปดูดซึมใหม่ แต่มันก็ไม่เวียนจริง ๆ อยู่ดี) ส่วนคลื่นสมองนั้นเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่มีอะไรอยู่ในมันได้หรอกครับ

เอาเป็นตัวอย่างแค่นี้ บรรณาธิการ บรรณ หนังสือ อธิการ เป็นใหญ่ ท่าจะไม่ใหญ่จริง ทั้งหนังสือ ฟิสิกส์ ดนตรี และภาษาไทย

ผมให้




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2552 12:25:41 น.
Counter : 1506 Pageviews.  

พลังงานนิวเคลียร์เพื่อมนุษยชาติ



เมื่อวานระหว่างรอดู golden compass อ่านเล่มนี้ฆ่าเวลาได้ครึ่งเล่ม หนังฉายพอดี หนังสนุก หนังสือก็เขียนอ่านง่ายดี ดูเหมือนเป็นตำราเรียนเพราะ มก. พิมพ์ พิมพ์นิดเดียว 1,500 เล่ม ไม่น่าจะเป็นตำราเรียน เพราะเนื้อหาไม่ใช่เชิงลึก เป็นเพียงภาพรวมกว้าง ๆ ว่ามันมีประโยชน์อย่างไร มีโทษอย่างไร พลังงานจากแกนกลางอะตอมคงไม่มีใครปฏิเสธว่าสิ่งนี้มีคุณอนันต์ และมีโทษมหันต์ไปพร้อม ๆ กัน

ผมให้




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2552 12:26:12 น.
Counter : 1049 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.