creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Hell House



ชายชรามีตังค์ใกล้ตายอยากรู้คำตอบของคำถามว่าความตายใช่จุดสิ้นสุดหรือไม่ ส่ง ดร. บาร์เร็ต พร้อมภรรยากับคนทรงชายหญิงอีกสอง ฟิชเชอร์กับฟลอเรนซ์ เข้าไปสำรวจ Hell House เป็นบ้านผีสิงที่ขึ้นชื่อเรื่องความสยองที่สุด เขาให้เวลา 1 สัปดาห์ในการหาคำตอบว่าผีมีจริงไหม Matheson ใช้วันและเวลาเป็นตัวแบ่งบท เราอาจมองทั้ง 4 คนเป็นตัวแทนคน 4 กลุ่มที่รับมือกับเรื่องลึกลับบนปรัชญาคนละแบบ ดร. บาร์เร็ต เป็นนักฟิสิกส์ เขาไม่เชื่อเรื่องผี Hell House จึงเป็นเสมือนตัวเก็บประจุที่เก็บพลังงานบางอย่างซึ่งเป็น power supply ของปรากฏการณ์ พลังงานนี้ไม่มีเจ้าของ ไม่มีการสืบทอดเอกลักษณ์ของบุคคล ไม่มีจุดมุ่งหมาย เป็นแค่ส่วนหลงเหลือ เขาจึงประดิษฐ์เครื่องมือชื่อ Reverser ทำหน้าที่คล้ายโหลดในวงจรไฟฟ้าที่รองรับพลังงานจากตัวเก็บประจุ แค่นี้ Hell House ก็ไม่เป็นบ้านผีสิงอีกต่อไป ส่วนฟลอเรนซ์รับรู้ถึงวิญญาณมากมายที่ถูกกักขังไว้ภายในบ้าน และถูกชักใยโดยขุนพลคือเบลาสโกผู้ชั่วร้าย วิธีปลดปล่อยบ้านผีสิงของเธอคือปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกควบคุมเหล่านั้น ตัวละครทั้งคู่จึงมักปะทะกันเพราะตีความบ้านผีสิงต่างกัน ภรรยาของบาร์เร็ตไม่มีความคิดล่วงหน้าในเรื่องดังกล่าว เธอจึงเชื่อและถูกชักจูงโดยสิ่งที่เห็นขณะนั้น ๆ เธอสามารถกระโดดกลับไปกลับมาทั้งสองฝั่งได้ คนสุดท้าย ฟิชเชอร์ หนึ่งในผู้รอดตายเพียงคนเดียวจากการสำรวจบ้านผีสิงเฮลเฮ้าส์เมื่อสามสิบปีก่อน เขาเพียงอยากได้เงินค่าจ้าง และรู้ตัวว่าวิธีเดียวที่จะรอดคือสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองจากบ้าน อยู่สงบ ๆ อย่าไปยุ่งกับมัน

อ่านสนุกครับ

เผื่อคุณไม่เคยรู้มาก่อน Stephen King เคยบอกว่า Richard Matheson เป็นนักเขียนที่มีอิทธิพลต่อเขาในฐานะนักเขียนมากที่สุด และพูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่า "Hell House is the scariest haunted house novel ever written. It looms over the rest the way the mountains loom over the foothills." เราว่าเว่อร์ไปนิดถ้าขยายเวลามาถึงสมัยนี้ แต่สำหรับ 45 ปีที่แล้ว อาจจริงมั้ง เราไม่รู้ อันที่จริงเรื่องค่อนข้างเชย ๆ และผูกกับยุคสมัย ความรู้ ณ ช่วงเวลานั้น แต่ก็ยังอ่านสนุก

ผมให้




 

Create Date : 17 เมษายน 2559    
Last Update : 17 เมษายน 2559 8:40:58 น.
Counter : 882 Pageviews.  

Rosemary's Baby



นิยายเรื่องแรกของ Ira Levin ที่เคยอ่านเมื่อนานมาเป็นฉบับแปลของ The Stepford Wives เมืองนี้มีความลับ ชอบมากกว่าหนัง หนังก็ชอบนะ ชอบนิโคล คิดแมน สำหรับ Rosemary's Baby เรารู้จุดจบทั้งจากหนังและมินิซีรีส์ที่ย้ายเหตุการณ์จากนิวยอร์กไปฝรั่งเศสก่อนเริ่มอ่าน ก็ทำใจเตรียมไว้หน่อยว่าอาจจะไม่ตื่นเต้นเท่าคนอ่านเมื่อ 50 ปีก่อน (ผมถือว่าคุณก็รู้เหมือนกัน) หลายตอนที่คนรอบข้างโรยื่นมิตรไมตรีให้ เราก็ได้ยินเสียงค้านในใจ อย่ามาหลอกกันเลย ทั้งนี้เพราะรู้อยู่ว่าเรื่องจบยังไง พอลองหยุดคิดสมมุติว่าถ้าไม่รู้ล่ะ ประทับใจครับ งานของ Levin ดึงดูด และสร้างตัวละครโรสแมรีที่หลอกล่อคนอ่านให้ตีความได้ทั้ง 2 ฝั่งอย่างสมดุล ก่อนที่เรื่องจะเฉลยตอนท้าย เราฟันธงลงไปว่าเพื่อนบ้านกับผัวของเธอเป็นแก๊งแม่มดพ่อมดบูชาซาตาน หรือโรสแมรีวิตกจริตไปเองแทบไม่ได้เลย

ในบทสุดท้าย สะดุดหยุดคิดกับประโยคหนึ่ง Levin บรรยายความคิดของโรขณะจ้องมอง Andrew (ตอนเถียงแก๊งแม่มดเรื่องชื่อลูกระหว่าง Andrew กับ Adrian นี่เราขำนะ และชอบลักษณะยกได้วางได้ของชาวแก๊ง แสดงให้เห็นว่า Rosemary's Baby มีความเป็นการเมืองสูง ... หลังจากอ่านนิยายจบเมื่อ 3 วันก่อน เพิ่งพลิกอ่านบทนำของ Chuck Palahniuk เมื่อครู่ แกก็พูดถึงมุมมองด้านการเมืองในนิยายเหมือนกัน เสียดายพูดถึงแบบรวบรัดไปสักหน่อย) ถึงแม้พ่อของเขาจะเป็นซาตาน แต่แม่เป็นคนไม่ใช่เหรอ ถ้าเธอเลี้ยงลูก เธอจะเปลี่ยนแปลงความชั่วร้ายในตัว Andrew ได้ไหม (จะเหมือนอดัม แซนด์เลอร์ ใน Little Nicky รึเปล่า ... อาจจะไม่เสียทีเดียว เพราะในเรื่องนั้นรีส วิทเธอร์สปูน เป็นนางฟ้า) ทุกคนน่าจะเคยผ่านคำถามประเภทคนเรามี free will มั้ย ตอนนี้เราเหมือนจะได้ยิน Levin ตั้งคำถาม ลูกชายซาตานมี free will มั้ย โตขึ้นมาแล้วอยากเป็นคนดีอะไรแบบนี้ แล้วย้อนมองอีกด้าน บุตรของพระเจ้าล่ะ

หนังสือฉบับพิมพ์ของ Corsair มีบทนำของ Palahniuk สี่หน้า และมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการย้ายพื้นที่เกิดเหตุการณ์จากนอกบ้านมาเป็นในบ้าน การต่อสู้ไม่ใช่กับปิศาจตัวหนึ่ง แต่กับทุกคนรอบตัวที่เป็นปิศาจ

ผมให้




 

Create Date : 04 เมษายน 2559    
Last Update : 4 เมษายน 2559 11:27:09 น.
Counter : 1266 Pageviews.  

God Jr.



งานของ Cooper ที่เราเคยอ่านมีปกรณัมเซ็กส์ ยา ซาดิสม์-มาโซคิสม์ และความตาย George Miles 3 เล่ม (Closer, Frisk กับ Period ยังเหลือ Try กับ Guide) The Sluts กับรวมเรื่องสั้น Ugly Man แรงทุกเล่ม ทำให้จบ God Jr. ซึ่งเป็นเล่มที่ 6 ด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่มีอะไรรุนแรงทางกายภาพอย่างนั้นเลย และตัวละครหลักก็ไม่ใช่เด็กวัยรุ่น หนังสือเป็นเรื่องเล่าของ Jim พ่อผู้เสียลูกชายจากอุบัติเหตุรถยนต์ ผู้กล่าวโทษว่าตนเป็นต้นเหตุ จมอยู่ในอารมณ์โหยหา รู้สึกผิด อันที่จริง Jim กับ Tommy ก็ไม่ใช่พ่อลูกที่สนิทสนมกันเท่าไร เราว่าถ้า Tommy ไม่ตายนะ เขาจะกลายเป็นพระเอกที่แสวงหาสิ่งปลอบประโลมการมีตัวตนบนโลกใบนี้ผ่านความสุขทางเพศ ยา หรือแม้กระทั่งความเจ็บปวดซึ่งอาจเป็นเครื่องยืนยันเพียงหนึ่งเดียวว่าฉันยังมีอยู่เฉกเช่นเด็ก ๆ ของคูเปอร์ในนิยายเรื่องอื่น ๆ พ่อผู้เสียศูนย์ทางอารมณ์จึงชดเชยความเหินห่างหลังจากลูกชายตายด้วยการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ Tommy วาดร่างบนกระดาษหลายรูป ก่อนจะรู้ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นอยู่ในวิดีโอเกมที่ Tommy ใช้เวลาขลุกอยู่ทั้งวัน Jim เชื่อว่าการทำอย่างเดียวกันจะช่วยให้เขารู้จัก Tommy มากขึ้น อัดทั้งกัญชาและเกม ถึงจุดนี้คูเปอร์อาจรีดน้ำตานักอ่านขวัญอ่อน พ่อที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูกเริ่มพูดคุยกับตัวละครในเกม ต้นไม้ งู มนุษย์หิมะ (ซึ่งน่าจะเป็นบอสของด่าน ๆ หนึ่ง) เพราะอยากรู้ว่าลูกของเขาเป็นอย่างไร จนเริ่มพาตัวเหินห่างจากโลกอีกใบคือการงานและครอบครัว ตัวละครที่เกมที่มอบของขวัญให้กับผู้ฆ่า (หนึ่งในข้อสังเกตที่เจ็บแสบของคูเปอร์) บอกกับ Jim ว่า Tommy เข้ามาในเกมนี้แต่ไม่ทำอะไรทั้งนั้น จนพวกเขาเชื่อกันว่านั่นคือพระเจ้า ความจริงที่ Jim กำลังค้นหาเกี่ยวกับลูกของเขาใช่ความจริงไหม (หนึ่งในคำถามต่อ Reality ที่เจ็บแสบของคูเปอร์) และมันจะพาเขาเข้าใกล้ลูกชายมากขึ้นรึเปล่า

ถึงแม้ God Jr. จะไม่มีความรุนแรงทางกาย แต่ความรุนแรงทางใจนั้นมาเต็ม และสไตล์ที่ให้ผู้อ่านค่อย ๆ สะสมข้อมูลประหนึ่งทำเควสในเกมไม่ต่างไปจาก Jim ที่สวมร่างหมีถามสิ่งโน้นสิ่งนี้ ... ยอดเยี่ยม ถ้าอยากอ่านคูเปอร์แต่ติดว่าตัวเป็นผู้มีศีล (ที่สำคัญ ปกหนังสือไม่เหมือน The Sluts หรือเล่มอื่น ๆ ที่อาจต้องถือด้วยความกังวลสายตาชาวบ้านเวลาอ่านบนรถไฟ) เราขอแนะนำให้เริ่มจากเล่มนี้จ่ะ

ผมให้




 

Create Date : 29 มีนาคม 2559    
Last Update : 29 มีนาคม 2559 10:37:18 น.
Counter : 738 Pageviews.  

Numero Zero



Colonna เป็นพวกขี้แพ้ อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ Eco เขียนให้ Colonna บอกว่าตัวเขาเองเป็นนะฮะ "พวกขี้แพ้มักจะรู้อะไร ๆ มากกว่าคนชนะ ถ้าอยากชนะ ให้รู้แค่เรื่องเดียวพอ อย่าเสียเวลากับเรื่องอื่น คนที่พึงใจกับการเจริญปัญญานะมีแต่คนขี้แพ้" เขาตกลงรับเขียนหนังสือ Domani: Yesterday ในฐานะนักเขียนเงาให้ Simei คล้าย ๆ บันทึกขณะทำงานกับหนังสือพิมพ์ซึ่งจะไม่มีวันได้พิมพ์ชื่อ Domani หนังสือพิมพ์รายเดือน พร้อมทั้งตกลงเป็นผู้ช่วย Simei ในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดังกล่าวฉบับปีที่ศูนย์ จุดประสงค์ของนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังทำหนังสือพิมพ์นี้คือ จะใช้ฉบับปีที่ศูนย์ทั้ง 12 เล่มข่มขู่ผู้มีอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือการเงิน เพราะบทความในหนังสือพิมพ์พาดพิงและเปิดเผยกิจกรรมลับต่าง ๆ ที่มีคนไม่อยากให้เปิดเผย แล้วผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นจะกดดันจนหนังสือพิมพ์ปิดตัว นายทุนของเราก็จะได้รับอภิสิทธิบางอย่างแลกเปลี่ยนจากการปิดหนังสือพิมพ์ เราว่า Eco เปิดเรื่องแบบนี้น่าสนใจนะ หลังจากนั้นพัฒนาเป็น 2 สาย คือ สายการประชุมนักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ Domani ซึ่งเป็นเวทีให้ Eco ใช้วิจารณ์การสร้างข่าว การชี้นำต่าง ๆ นานาของสื่อ กับอีกสายคือสายทฤษฎีสมคบคิด การตายของโป๊ป การแทรกแซงของซีไอเอ สาเหตุของวินาศกรรม และอีกหลายเรื่องที่ไม่ค่อยจะเข้าใจเพราะอิตาลีเกินไป Eco ให้นักเขียนคนหนึ่งในกลุ่มเป็นคนหวาดวิตกเอาเรื่องรอบตัวมาโยงเข้าหากันได้หมด และเรื่องที่ยาวที่สุดคือมุสโสลินีไม่ได้ตายตอนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ศพนั้นเป็นของปลอม ตัวจริงอยู่อาร์เจนตินา (หรือไม่ก็วาติกัน) สำหรับสายที่สองก็เป็นอีกเวทีให้ Eco ใช้วิจารณ์การเชื่อมข้อเท็จจริงหลาย ๆ ชิ้นด้วยการเติมสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง อันที่จริงไอเดียจากทั้งสองสายไปด้วยกันได้และเข้ากันดี น่าเสียดายที่ผลลัพธ์กลับออกมาน่าเบื่อ มีคำพูดเสียดสีขำ ๆ เข้าท่า ๆ (อย่างพวกขี้แพ้) เยอะ แต่ขาดแรงดึงดูด เพราะเนื้อเรื่องไม่พาไปไหน เราว่าลบบทกลาง ๆ ทิ้ง (เพราะหัวกับท้ายดี) ก็ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกับเรื่องนี้ยาวเกินไปถ้าอยากจะพูดแค่อย่าหลงกลสื่อ แต่ขณะเดียวกันก็สั้นเกินไปที่หาความสนุกจากทฤษฎีสมคบคิดการหลบหนีของมุสโสลินีหรือการฆาตกรรมโป๊ปจอห์น ปอลที่ 1

ผมให้




 

Create Date : 24 มีนาคม 2559    
Last Update : 24 มีนาคม 2559 23:07:19 น.
Counter : 877 Pageviews.  

Solving Mathematical Problems: A Personal Perspective



ถ้าพูดถึงบล็อกเลขโหด ๆ ชื่อแรกที่โผล่คงเป็น terrytao.wordpress.com มีคนเคยพูดว่า ถ้าคุณเจอปัญหาเลขที่คิดแก้ไม่ออก วิธีหนึ่งคือทำให้ Tao สนใจปัญหาข้อนั้น ถึงแม้ Tao จะตั้งชื่อรองหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นมุมมองส่วนตัว แต่คำแนะนำของเขาในการวิเคราะห์ปัญหานับว่าเป็นมุมมองสากล เราชอบหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่คำนำใน edition แรก Tao ยกคำพูดของโพรคลัส (The Successor) นักปรัชญากรีก "ฉะนั้นสิ่งนี้คือคณิตศาสตร์ เธอทำให้คุณนึกถึงรูปทรงที่มองไม่เห็นของจิตวิญญาณและมอบชีวิตให้แก่ผู้ค้นพบ ทำให้จิตตื่น พุทธิปัญญาใสบริสุทธิ์ จุดความคิดจากภายใน ระงับความลืมเลือนและโง่เขลาซึ่งติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ..." แล้วพูดว่านั่นไม่ใช่สาเหตุที่เขารักคณิตศาสตร์ สำหรับ Tao ความสนุกต่างหากคือเหตุผล

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมโจทย์เลขนั่นแหละครับ แต่ความพิเศษอยู่ที่ Tao แสดงความคิดของเขาตามลำดับเพื่อบอกคนอ่านว่า ถ้าเป็นเขา เขาจะรับมือกับปัญหาแต่ละข้อยังไง ทำให้เราสามารถติดตาม เรียนรู้ และซึมซับเทคนิคที่เขาใช้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน คำแนะนำพื้นฐานที่ Tao พูดถึงในบทแรกเริ่มจาก 1. เข้าใจประเภทของปัญหา รู้ว่าเป็นปัญหาประเภทไหน ให้เราพิสูจน์ ให้เราหาอะไรบางอย่างที่สอดรับกับเงื่อนไข หรือให้ยกตัวอย่างหักล้าง เพราะประเภทของปัญหาเป็นตัวกำหนดวิธีการ 2. ทำความเข้าใจข้อมูลที่มีอยู่ในมือ 3. เข้าใจจุดมุ่งหมาย สามข้อนี้ดูเหมือนเทคนิคเบสิกที่ทุกคนใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาทุกประเภทอยู่แล้ว

มาถึงข้อ 4. ซึ่งเป็นข้อที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (และหลายครั้งจะหงุดหงิดตอนสอนเด็ก ๆ ที่ไม่เชื่อหรือไม่เห็นความสำคัญของมันแล้วแก้ปัญหายาก ๆ ไม่ได้) คือเลือกการใช้สัญลักษณ์ที่ดีแล้วเขียนมันลงบนกระดาษ Tao ให้เหตุผลของการเขียนลงบนกระดาษไว้ 3 ข้อ ก. เอาไว้อ้างถึงตอนหลังได้ง่าย ข. กระดาษที่เราเขียนลงไปนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีตอนเราติด ค. กริยาอาการเขียนสิ่งที่เรารู้สามารถกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ ๆ หรือความเชื่อมโยง (คำเตือนคืออย่าเขียนเกินพอดี) ทีนี้ถ้าปัญหายากจริง ๆ เทคนิคสากลคือ 5. ให้ดัดแปลงปัญหานิดหน่อย อาจจะพิจารณากรณีพิเศษ หรือกรณีที่ง่ายกว่า (เทคนิคอีกอย่างในข้อ 6. คือแปลงไปเป็นอีกปัญหาหนึ่งเลย เราใส่วงเล็บเพราะเป็นเรื่องที่อาศัยประสบการณ์เกินกว่าจะเป็นหลักการทั่ว ๆ ไป) ตัวอย่างปัญหาในเล่มมีหลายระดับและหลายแขนง ทฤษฎีจำนวน พีชคณิต analysis เรขาคณิตยุคลิด เรขาคณิตเชิงวิเคราะห์ แต่บทที่เราชอบสุดเป็นบทสุดท้าย ปัญหาหลากหลายเบ็ดเตล็ด (sundry examples) ซึ่งเป็นปัญหาที่ดูเหมือนโจทย์จะให้ข้อมูลมาไม่พอ คนที่ชอบหาอะไรคิดปวดหัวเล่น ๆ หลงรักเล่มนี้แน่ครับ

ตัวอย่างปัญหาภายในเล่มที่เคยเล่นบนเฟซบุ๊ก

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=937766419637676
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=938112326269752
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=939138492833802
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=941870722560579
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=939899616091023

ผมให้




 

Create Date : 23 มีนาคม 2559    
Last Update : 23 มีนาคม 2559 9:08:49 น.
Counter : 886 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.