creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ไม่มีชื่อเรื่อง 1

จากสเตตัสบน fb วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2556




 

Create Date : 08 มกราคม 2556    
Last Update : 8 มกราคม 2556 16:14:08 น.
Counter : 758 Pageviews.  

พาย

ออฟเป็นเด็กน่ารัก พ่อแม่ทุกคนในหมู่บ้านอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้พวกเขามีลูกชายน่ารัก ๆ อย่างนี้ ออฟเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และญาติผู้ใหญ่ เป็นที่รักของเพื่อน ๆ ทุกคน สัตว์เลี้ยงทุกตัวก็ชอบเขา ออฟมีจิตใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักแบ่งปัน ทั้งหมดนี่พ่อแม่ของเขาสอนมาอย่างดีตั้งแต่แรกเกิดโน่นเลยทีเดียว ไม่มีพ่อแม่คนใดไม่รักลูก และไม่อยากให้ลูกเป็นที่รักของคนทั่วไป

เช้าวันอากาศแจ่มใส กลางฤดูร้อน พ่อ แม่ และออฟจูงมือกันสามคนเดินออกจากบ้าน พวกเขาเดินไปตามถนนมุ่งสู่สวนสาธารณะ ด้านหลังสวนสาธารณะเป็นศาลสถิตแห่งพระเจ้า เช้าวันอากาศสดชื่นเช่นนี้ผู้คนมักพากันเดินทางมาสักการบูชา และวิงวอนขอสิ่งที่ตนปรารถนา

หญิงชรานางหนึ่งเดินเคียงหลานวัยไล่เลี่ยกับเด็กชายออฟ หล่อนบ่นพึมพำตลอดทาง ขณะที่หลานร้องไห้งอแง เด็กวัยนี้ไม่มีใครชอบการวิงวอนหรือขออนุญาต พวกเขาทำสิ่งที่ตนต้องการขึ้นมาเอง ถ้าสำเร็จจะหัวเราะและภูมิใจกับสิ่งนั้น ไม่สำเร็จก็แล้วไป ยายดุหลานเมื่อเห็นออฟเดินผ่าน หล่อนบอกให้เอาอย่างออฟ ถ้าหล่อนเลือกได้จะขอมีออฟเป็นหลานเสียเดี๋ยวนี้ เมื่อเด็กชายยังไม่หยุดเอาแต่ใจ หล่อนก็เดินไปอุ้มออฟ พร้อมจูบที่แก้มทั้งสองข้าง ลูบหัวออฟเบา ๆ แต่พูดเสียงดังให้หลานชายจะได้ยินว่า “หลานยายจ๋า หลานยายจ๋า” ออฟอบอุ่นใจที่ได้รับกอด เขากอดตอบและขานรับ “ยายจ๋า”

สวนสาธารณะมีแมกไม้มากพรรณ สายลมฤดูร้อนหอบเอากลิ่นหญ้ากรอบและใบไม้แห้งคลุกเคล้าไอน้ำจากบึงใหญ่โชยผ่านจมูก ออฟอยากลงเล่นน้ำ พ่อถอดเสื้อผ้าแล้วลงเล่นน้ำกับลูก ส่วนแม่เฝ้าสัมภาระที่ทิ้งไว้ใต้ร่มไทร พ่อคอยปกป้องออฟไม่ห่าง แม่ก็มองตามไม่วางตา มีเด็กอีกหลายคนที่พ่อแม่ปล่อยให้เล่นน้ำกับเพื่อนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ พวกเขาใช้ปืนดูดน้ำและฉีดใส่กัน มีเสียงร้อง โอ๊ย เฮ้ย สลับกับหัวเราะเฮฮา ออฟอยากไปเล่นด้วย แต่รู้ว่าคงทำให้พ่อแม่เป็นห่วง เพราะอันตรายเกินไป

ออฟหันไปทางต้นเสียงตะโกนเรียก ครูของเขานั่นเอง พ่อ แม่ ทักทายครูเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ออฟดีใจที่ได้เจอครูที่นี่ เขาวิ่งตรงเข้าไปกอดครูเต็มแรง ครูกอดตอบและจูบเบา ๆ ที่หน้าผาก ออฟเป็นเด็กฉลาด ตั้งใจเรียน ครูทุกคนรักเขา และอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้ศิษย์ทุกคนเป็นแบบนี้ ออฟอยากนอนหนุนตักฟังครูเล่านิทาน ทุกคืนเขาจะนอนหนุนตักฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากพ่อและแม่

ก่อนกลับบ้านออฟเจอจูน จูนเป็นเด็กสาวร่าเริงเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา จูนมากับพ่อแม่เช่นกัน พ่อแม่ของจูนผลัดกันกอดออฟคนละที ออฟชอบจูน เขามักเขินอายเมื่ออยู่ใกล้กัน รอยยิ้มของจูนตรึงเขาจนแข็งทื่อและไม่อาจเคลื่อนไหว

เมื่อถึงบ้าน พ่อ แม่ และออฟล้วนเหนื่อยล้าหมดแรง แม่ทำอาหารในครัว ออฟกำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น (แน่นอนว่า) เป็นสายของออฟ แต่พ่อรับ เพื่อนสนิทคนหนึ่งโทรมา พ่อบอกว่าออฟไม่อยู่ ออฟไปเรียนต่อต่างจังหวัด วางหู

ขณะนั่งรอบโต๊ะรับประทานอาหาร ออฟนึกถึงเรื่องตลอดวันที่ผ่านมา เขาพูดว่าคุณยายคนนั้นน่าสงสาร บอกความต้องการอยากเล่นน้ำกับเพื่อนใจแทบขาด สนุกเมื่อได้เรียนกับคุณครู และมีความสุขเมื่ออยู่ใกล้ ๆ จูน

แม่เอากระทะฟาดหัวออฟเต็มแรงก่อนเขาพูดจบ พ่อลุกขึ้นยืน ตกตะลึง เก้าอี้ล้มเสียงดัง ตะโกนด่าแม่ว่านั่นไม่ใช่ลูกหล่อนคนเดียว หากแต่เป็นลูกชายของเขาด้วยก่อนกระทืบออฟซ้ำจนตาย

วันต่อมาข่าวออฟไปเรียนต่อต่างจังหวัดก็กระจายทั่วหมู่บ้าน หลายคนพากันเสียใจ บ้างเสียดาย แต่ทุกคนได้รับพายคนละชิ้นเป็นของขวัญอำลาจากครอบครัวอันแสนจะน่ารัก พายที่มีออฟเป็นไส้ใน



บันทึก วันนี้เปิดดูไฟล์เก่า ๆ ในคอม เจอไฟล์เรื่องนี้โดยบังเอิญ ตกใจครับ เขียนไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว สมัยยังไร้เดียงสา




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2555    
Last Update : 6 สิงหาคม 2555 21:26:58 น.
Counter : 1263 Pageviews.  

พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้

1.

คุณคงเคยถามตัวเองบ้างล่ะ, อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ถ้าวันนี้คุณรู้ว่าคุณต้องตาย คุณจะทำอะไร?

คุณยังมีอะไรเหลืออีกที่ไม่ได้ทำ?

สิ่งใดที่ควรค่ากับเวลาช่วงสุดท้าย

ให้ผมทายนะ

คุณยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่างเพราะคุณมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ และสุดท้ายคุณก็นึกน้อยใจกับเวลาที่คุณมีอยู่น้อยไป ถ้าคุณเลือกได้ คุณคงยังไม่อยากตายวันนี้ ถ้าเป็นไปได้คุณอาจจะร้องขอเวลาเพิ่มอีกเดี๋ยวเดียวเพียงเพื่อจะได้อยู่กับคนที่คุณรักอีกสักหนึ่งราตรี เพื่อจะได้ยิ้มและบอกเพื่อนเก่า ๆ ด้วยความยินดีว่าคุณไม่เคยโกรธ และพร้อมจะยกโทษให้กับสิ่งเลวร้ายที่เขาได้ทำไว้ เพื่อจะได้โอบกอดอกอุ่น ๆ ของแม่ที่ร้างห่างไปนานให้หายคิดถึง แม้กระทั่งเพื่อจะได้คำนึงถึงสิ่งที่คุณเคยบอกกับอดีตว่าจะไม่มีวันลืมเลือน

แต่ถ้าหากคุณสามารถเลือกว่าจะยอมตายวันนั้นหรือเปล่าได้ล่ะ! คุณจะตัดสินใจอย่างไร ?

คุณคงคิดสินะว่าไม่น่าจะตัดสินใจยาก เพราะคงไม่มีใครอยากตาย

เอาอย่างนี้สิครับ คุณลองฟังเรื่องนี้ดูสักหน่อยแล้วค่อยคิดกันต่อไป

ในวันที่อาจจะเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของผม

“ผมอายุ 17 แล้วนะฮะแม่”

“ก็เพราะเพิ่ง 17 นะสิถึงไม่ได้”

“ทำไม?, อะไรก็ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้สักอย่างเดียว ผมโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วนะครับ”

“17 แล้วนะเมื่อไหร่จะโตสักที”

“ก็บอกว่านัดเพื่อนไว้แล้วไงฮะแม่ จะให้ไม่ไปแล้วปล่อยให้เพื่อนรอได้ไง ต่อไปมันคงเลิกคบแน่ ๆ”

“ก็โทรไปบอกเพื่อนเค้าซิลูก”

“ไอซ์ เวลาเดินขึ้นบันไดให้มันเบา ๆ หน่อยก็ได้”

“ที่แม่พูดฟังบ้างสิลูก”

“ก็แล้วทีผมทำไมแม่ไม่ฟัง”

“มีเหตุผลหน่อยไอซ์”

“อย่าวิ่งลงบันไดเสียงโครมครามอย่างนั้นสิ เดี๋ยวก็คงได้ล้มตกลงมาเจ็บตัวเข้าสักวันหรอก”

“อ้าว! แล้วนั่นจะรีบออกไปไหนล่ะ”

“ไอซ์”

“แม่บอกว่าไม่ให้ไปไง”

“ไอซ์”

“ไอซ์”

“จะไม่กินข้าวก่อนรึไง ไอซ์”

“ผมออกไปข้างนอกแป๊บเดียวเดี๋ยวมาฮะ”

“ไอซ์ กินข้าวก่อน”

“ขับรถระวัง ๆ นะลูก อย่าเร็วนัก เข้าใจมั้ย?”

‘ขับรถระวัง ๆ นะลูก อย่าเร็วนัก เข้าใจมั้ย?’ นี่อาจเป็นคำพูดประโยคสุดท้ายที่ผมจะได้ยินจากปากของแม่ที่ผมรัก

2.

คืนนั้นผมขับรถออกจากบ้านเวลาประมาณสองทุ่ม เป็นคืนที่ฝนตกรถติดแน่นขนัด ผมไม่คิดว่าจะไปทันงานเริ่ม เพื่อนคนหนึ่งกำลังจะครบรอบวันเกิดปีที่สิบแปดในอีกสองวันข้างหน้า พวกเรามักจะมีงานเลี้ยงกันบ่อย ฉลองวันเกิดกันสองสามวันแทนที่จะเป็นปีล่ะครั้งอย่างคนอื่นเขา เวลาผ่านไปชั่วโมงเศษผมก็มาถึงบ้านของเพื่อนที่เป็นเจ้าของงาน จะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นคืนที่หก หกคืนที่ผมออกมาเที่ยวดึก ๆ ดื่น ๆ ติดต่อกัน ผมใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับบ้านเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่กลับมาจากออสเตรเลีย แม่คงอยากให้ผมรอพบพ่อ นาน ๆ ครั้งพวกเราจึงจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสักที ใจจริงผมก็อยากรอพบพ่อก่อนนั่นแหละครับ ถ้าไม่เป็นเพราะท่านโทรศัพท์บอกว่าจะกลับมาถึงดึกสักหน่อย

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ สิ่งที่อาจเป็นไปได้ว่า นอกจากแม่จะบอกให้ผมขับรถช้า ๆ ด้วยความเป็นห่วงเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นหน้าพ่อก็คือเมื่อสี่เดือนที่แล้ว

นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิด แต่มันก็กำลังจะเกิดขึ้น

สิ่งที่แน่นอน คือ ผมไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นในวันนั้น --- ในขณะนั้น --- ขณะที่ผมกำลังขับรถ

ผมจอดรถที่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับ "นิวเคลียส" บาร์เล็กๆใกล้บ้านเพื่อน คืนนั้นบริเวณหน้าร้านนิวเคลียสมีกลุ่มคนประมาณสี่ห้าคนกำลังยืนชุมนุมกัน ผมเห็นผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้นสีแดงเดินไปเดินมาระหว่างผู้ชายในกลุ่มด้วยสีหน้ากระวนกระวาย ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรเธอมากมายนัก หลังจากจอดรถเสร็จเรียบร้อย ก็เดินอ้อมมาหยิบเบียร์ที่ท้ายรถ ตอนนั้นฝนหยุดตกแล้ว แต่ผมคิดว่าคงดีกว่าถ้าถือร่มติดมือเข้าไปด้วย เผื่อมันจะเทลงมาอีกทีตอนขากลับ ผมจึงเข้าไปในรถอีกรอบเพื่อหยิบร่มที่วางไว้ที่เบาะหลัง ตอนนั้นเองที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมเกือบลืมมันไว้ในรถแล้วไหมล่ะ พ่อโทร ฯ มาบอกว่าท่านจะกลับถึงบ้านดึกกว่าเดิมอีก เพราะเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย ผมก็เลยบอกว่าวันนี้ไม่ได้อยู่กินข้าวด้วยกัน มีงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อน หลังจากวางหู ผมก็ล๊อกรถแล้วหิ้วเบียร์ 1 กล่องพร้อมกับร่ม 1 คันเดินตรงไปยังบ้านของเพื่อนทันที

เดินไปได้ประมาณสองสามก้าวผมได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องลั่น ทันทีที่หันกลับไปดูจึงรู้ว่าเป็นผู้หญิงกระโปรงแดงตัวสั้นหน้าร้านนิวเคลียสนั่นเอง สายตาของเธอกับผมประสานกันครู่หนึ่ง เธอมองผมอย่างฉงนจนผมรู้สึกประหลาดใจ คนทั้งกลุ่มมองมาทางผม เพียงครู่เดียวผมก็เข้าใจ มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งตรงมาทางนี้ คนที่ถูกมองอาจเป็นเขาคนนั้นก็ได้ไม่ใช่ผม เขากำลังจะวิ่งผ่านหน้าผมไป จู่ ๆ ผู้หญิงก็กรีดร้องลั่น ตะโกนคำหลายคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่เสียงที่ดังกว่าเสียงกรีดร้องนั้นทำให้ผู้ชายคนที่วิ่งผ่านหน้าผมไปเมื่อครู่ต้องล้มกลิ้งทิ้งตัวลงกับพื้น ผู้คนภายในร้านนิวเคลียสทยอยออกมามุงดูเหตุการณ์ จังหวะเดียวกันนั้นเอง ผู้ชายอีกคนหนึ่งในกลุ่มที่ผมเห็นตอนแรกก็วิ่งลัดสวนตัดหายไปทางด้านหลังซอย ผู้หญิงกระโปรงสั้นสีแดงยังกรีดร้องไม่เป็นประโยค สักพักผมจึงรู้ว่าผมแค่เห็นเธอกรีดร้องแต่ไม่ได้ยินเสียงของเธอเลย เสียงของเธอหายไปไหน ? ผมกลับได้ยินเสียงของใครอีกคนหนึ่งพูดว่า "เด็กคนนั้นถูกยิง!" ผมพยายามจะมองไปทางชายที่ล้มกลิ้งอยู่บนถนน ไม่นานนักตัวของผมเริ่มหนักขึ้นราวกับว่าโดนถ่วงด้วยก้อนหินขนาดใหญ่แล้วถูกปล่อยให้ตกลงไปในทะเลลึก ผมจึงก้มลงมองดูที่เท้าทั้งสองว่ามีก้อนหินผูกอยู่หรือไม่ ผมไม่พบก้อนหินหรืออะไรที่จะถ่วงผมเอาไว้เลย นอกจากขวดเบียร์ที่แตกอยู่ข้าง ๆ ร่มและโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

คงมีใครสักคนปิดไฟ ผมพยายามหาไม้ขีดอยู่นานแต่ก็ไม่พบ จำได้ว่าปกติผมมักจะเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไม่น่าเชื่อว่าความมืดทำให้ผมกลัวได้มากมายขนาดนี้ ผมภาวนาขอให้มีใครสักคนหนึ่งจุดไฟขึ้นมา ผมหลับตาสนิท จำไม่ได้ว่าผมกลัวอยู่นานเท่าใดแต่สุดท้ายผมก็ได้เผลอหลับไป คงเหมือนเด็กที่นอนคลุมโปงเพราะกลัวผีในฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าวแม้จะรู้ว่าสุดท้ายต้องเปิดผ้าห่มออกมาเพราะกลัวร้อนมากกว่าผี แล้วก็เผลอหลับไปในที่สุดเช่นกัน

3.

ครับ ผมเชื่อว่าคุณคงทายถูก

วันนั้นผมถูกยิง

กระสุนเข้าตรงกลางหน้าผากพอดิบพอดี ลูกกระสุนที่วิ่งตรงมาคร่าชีวิตผมนั้นจริงๆแล้วเป็นแค่การยิงขู่ของชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาสาบานว่าไม่เห็นผมยืนอยู่ตรงนั้นเลย แต่หลังจากที่ยิงขู่นัดแรกแล้วชายคนที่มีเหตุวิวาทด้วยตกใจกลัววิ่งหลบหนี เมื่อชายเจ้าของปืนเห็นดังนั้นจึงยิงไปอีกนัดเพราะไม่สามารถควบคุมสติได้ ชายที่วิ่งหนีก็ล้มลงตายข้างรถของผมนั่นเอง นี่คือสิ่งที่ตำรวจนำมาบอกกล่าวกับพ่อแม่ หลังจากที่ผมตายไปแล้ว 4 ชั่วโมง

ผมเห็นแม่ร้องไห้ ฟูมฟายคร่ำครวญต่างๆนานา ส่วนพ่อก็ไม่ต่างไปจากแม่เท่าไรนักแม้ว่าท่านจะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ได้มากกว่าก็ตามที ที่ด้านซ้ายของแม่ มีเพื่อน ๆ ของผมนั่งอยู่ ทุกคนดูสีหน้าสลดไม่แพ้กัน ป๋อมถือผ้าเช็ดหน้าในมือ ขอบตาแดงก่ำ ผมนั่งดูตั๊กปลอบป๋อมนานพอที่จะเริ่มรู้สึกว่าตั๊กก็เป็นคนที่น่าคบหาเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งถ้าหากไม่เป็นเพราะตั๊กมาจีบป๋อมทั้งๆที่รู้ว่าป๋อมกับผมเป็นแฟนกัน ผมนั่งมองดูชั้นหนังสือที่วางอยู่ด้านหลังโซฟา ผมเคยบอกกับแม่ว่าจะจัดให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปงานวันเกิดเพื่อนในคืนนั้น แต่ผมก็ขอผลัดเป็นวันรุ่งขึ้น ชั้นล่างของชั้นวางหนังสือเป็นกล่องที่ผมเอาไว้เก็บซองจดหมาย คำสัญญากับเจ้าตัวเล็กว่าจะเขียนจดหมายไปหาเมื่อผมกลับมาถึงเมืองไทยค่อย ๆ ทยอยเข้ามาในห้วงความทรงจำ ผมมองอะไรต่อมิอะไร และนึกถึงความทรงจำทั้งหลายอยู่นานนับเดือนก่อนที่ผมจะตัดสินใจจากไปอย่างถาวร นั่นคือผมได้สิ้นสุดการเดินทางบนถนนสายสุดท้าย เรื่องราวของผมที่มีให้เล่าก็คงจะจบลงตรงนี้

แต่คุณเชื่อไหมล่ะ !!!

เรื่องของเรื่องก็เริ่มต้นตรงนี้แหละครับ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมรู้ได้ล่วงหน้าว่าต้องถูกลูกหลงวันนั้น

คำถามตามมาที่น่าสงสัยไม่แพ้กัน คือ ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าผมจะต้องตาย เรื่องนี้เอาเป็นว่าสมมติผมไม่สงสัยก็แล้วกัน ผมรู้แน่ ๆ แต่สิ่งที่ผมรู้นั้นมีเพียงแค่หลังจากรับโทรศัพท์ของพ่อแล้วออกมาจากรถพร้อมกับร่มและเบียร์ผมจะถูกยิง ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือเวลาที่ผมรู้ก็เป็นเวลาที่ผมจะต้องตัดสินใจว่าจะหยิบร่มหรือไม่พอดี

4.

เรากลับไปเริ่มต้นกันอีกครั้ง ในคืนนั้น หลังจากผมจอดรถเยื้องกับร้านนิวเคลียสเรียบร้อยแล้วกันดีกว่า

เบียร์หนึ่งกล่องที่ผมกำลังหิ้วอยู่แม้จะไม่หนักสักเท่าไรแต่ก็ถือลำบากเหมือนกัน ผมเดินตรงไปยังบ้านของเพื่อนโดยทันทีโดยไม่รีรอ เพราะรู้ดีว่าหากขืนอยู่ต่ออีกสักหน่อยก็ต้องตายเปล่า เดินไปได้จนถึงหน้าบ้านก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัดติด ๆ กัน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงของความโกลาหลวุ่นวาย เพื่อนๆที่อยู่ในบ้านต่างรีบวิ่งออกมาดู ผมก็วิ่งตามไปด้วยความอยากรู้

คืนนั้นพวกเราพูดถึงเรื่องของคนที่เพิ่งตายไปอย่างสนุกสนานเฮฮา ราวกับเป็นเหตุการณ์ผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่ตนได้สัมผัสมา ทุกคนดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ และนั่นอาจจะทำให้งานเลี้ยงในคืนนี้ต้องเลิกเร็วกว่าที่ควรจะเป็น รุ่งขึ้นผมก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อกับแม่ฟังก่อนที่ท่านจะเดินทางไปประชุมในตอนสาย ผมยังบอกอีกด้วยว่าถ้าหากผมตัดสินใจเข้าไปหยิบร่มในตอนนั้นก็เป็นไปได้ทีเดียวที่ผมจะถูกลูกหลงเข้าอย่างจัง เพราะก่อนกลับบ้านผมเห็นชายสองคนกำลังชี้ตรงไปยังกำแพงใกล้ ๆ ที่จอดรถแล้วก็พูดอะไรกันครู่หนึ่ง เมื่อผมเดินตามไปดูที่ชายคู่นั้นชี้ก็เห็นรอยลูกกระสุน ซึ่งรอยดังกล่าวก็อาจจะไม่มีถ้าผมยังยืนอยู่ที่รถนานกว่าเดิมอีกสักเพียงเสี้ยววินาที

คุณอาจจะคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่จบลงอย่างแฮปปี้กว่าเรื่องแรกใช่มั้ยล่ะ ผมเองก็เคยคิดเช่นกันครับ แต่สิ่งที่ผมไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าก็คือรถที่ท่านทั้งสองนั่งไปโรงแรมเพื่อประชุมในตอนสายของวันนั้นประสบอุบัติเหตุ ตำรวจบอกว่าพวกท่านเสียชีวิตโดยทันที

คุณคงรู้ใช่มั้ยครับว่าผมกำลังคิดถึงอะไร?

ผมคิดถึงสิ่งที่ผมต้องเผชิญต่อไปคนเดียวโดยลำพังบนโลกใบนี้ กับความเศร้าและความคิดว่าถ้าหากผมตาย คืนนั้น ท่านคงจะเปลี่ยนเส้นทางจากโรงแรมไปเป็นโรงพยาบาลที่มีร่างกายของผมนอนอยู่ ท่านทั้งคู่อาจจะเศร้าโศกเสียใจแม้จะมากมายเพียงใด แต่ท่านก็คงไม่ตาย

คุณคงอยากจะรู้ล่ะสินะ ว่าผมจะตัดสินใจยังไงเกี่ยวเรื่องร่มถ้าผมมีโอกาสใหม่อีกสักครั้ง ผมจะเข้าไปหยิบมันไหมถ้าผมรู้ว่าผมจะต้องตาย แต่ถ้าผมเลือกว่าไม่ คนที่ผมรักที่สุดคือพ่อกับแม่ก็จะต้องตายแทน ผมจะเลือกเส้นทางใดในครั้งนี้ ครั้งแรกที่ผมตัดสินใจนั่นเป็นเพราะสิ่งที่ผมรู้มีอยู่น้อยกว่าสิ่งที่ผมคิด

5.

ผมคิดว่าเราควรกลับไปในคืนนั้นกันอีกสักครั้ง และอาจเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้ผมได้มาถึงทางแยกที่แตกออกเป็นสองทาง และทางทั้งสองต่างก็นำไปสู่ความตีบตันเช่นเดียวกัน ทางหนึ่งผมต้องตายพร้อมกับรู้ว่ามีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำและผมก็ยังไม่อยากตาย ส่วนอีกทางหนึ่งคือทางที่ผมคิดว่าจะมีโอกาสให้ผมทำในสิ่งที่อยากทำแต่เป็นทางที่ผมไม่อยากเลือกเดินเพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าทางเส้นนี้ของผมจะไม่จบลงแบบทางเส้นแรกอีก ข้อสำคัญ หนึ่งในสิ่งที่ผมอยากทำคือบอกให้คนที่ผมรักทุกคนรู้ว่าผมรักพวกเขามากเพียงใด แม้ผมอาจจะไม่มีโอกาสบอกด้วยคำพูดแต่ผมก็มีโอกาสบอกด้วยการกระทำ --- การกระทำเพื่อให้คนที่ผมรักยังมีชีวิตอยู่ต่อไป

ครับ

ผมเลือกที่จะเข้าไปเอาร่มในคืนนั้น ผมรับโทรศัพท์ที่พ่อโทรมา ก่อนวางหูผมบอกว่ารักท่านมาก ซึ่งคงทำให้ท่านประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะผมไม่เคยพูดอะไรทำนองนี้มาก่อนเลย แล้วผมก็โทรไปหาแม่และบอกท่านว่าพรุ่งนี้ผมจะจัดชั้นหนังสือให้เรียบร้อยผมให้สัญญา แม่ก็ไม่ดุอะไรเช่นเคยนอกจากคำพูดที่ท่านคงชินปากว่า “…พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้…”

ผมก้าวเท้าออกจากรถ มีเสียงปืนเสียงกรีดร้องแล้วก็เสียงปืน ผู้คนเริ่มออกมาวุ่นวายกันอย่างที่ผมนึกไว้ไม่มีผิด คนที่ปิดไฟคราวนี้คงจะยินดีกับการตัดสินใจของผมเป็นที่สุดกระมัง

ผมเชื่อในความสัมพันธ์กันของโลกใบนี้ ถ้าโลกบอกเราว่าอำลา เราก็ต้องอำลา ในสายตาของเรานั้นอาจจะต่างกันในแง่ของการอำลา ผมอาจจะเห็นว่าการที่ผมตาย แตกต่างจากการที่พ่อแม่ต้องตาย แต่โลกอาจจะไม่เห็นเช่นนั้น โลกคงจะเห็นเป็นอย่างเดียวกันคือการอำลา ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายจากไป เพราะโลกเท่านั้นที่รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญสำหรับความตาย แต่เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วเพื่อความเหมาะสมและความสอดคล้อง แม้เราจะเห็นว่าไม่เหมาะสม แต่นั่นก็เป็นเพราะสิ่งที่เรารู้มีอยู่น้อยกว่าสิ่งที่เราคิด และวิถีของโลกก็เป็นอยู่เช่นนี้ คือยอมให้เรารู้น้อยแต่ปล่อยให้เราคิดเยอะ โลกยอมให้เรารู้ว่าจะดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ของเราไว้ได้อย่างไร แต่ไม่ยอมให้เรารู้ว่าทำไมเราต้องดำรงรักษาเผ่าพันธุ์เอาไว้ หรือแม้แต่เพื่ออะไร โลกยอมให้เรารู้และคิดไปได้ไกลถึงเรื่องของดีเอ็นเอ แต่คงมีเหตุผลที่โลกไม่ยอมให้เรารู้ว่าทำไมโลกไม่ยอมให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็แน่ล่ะ --- นั่นแหละ --- โลกใบนี้

ผมเห็นป้ายผ้าขนาดยาวมีชื่อของเพื่อน ๆ ที่ผมรู้จักทั้งที่สนิทและไม่สนิทเขียนข้อความบางอย่างให้ แต่ก็ไม่มีสมาธิพอที่จะเพ่งอ่านข้อความเหล่านั้น สักครู่ก็มีแสงสว่างจ้าส่องตรงเข้ามา ผมเริ่มได้ยินเสียงเอะอะ ผมได้ยินเสียงของแม่ เสียงของพ่อ ผมรู้ว่าป๋อมอยู่ตรงนั้นและมีใครอีกหลายคน เสียงดนตรี --- ใช่ล่ะ --- ผมได้ยินเสียงดนตรี ผมรู้สึกสั่นและหนาวยะเยือกไปทั้งตัว คงมีใครสักคนหนึ่งปิดไฟเพื่อให้ผมนอนอีกครั้ง มีต่างกันที่ครั้งนี้ผมว่างเปล่า ไม่รับรู้ว่ามีผมอยู่ ณ ที่ใด ไม่มีแม้กระทั่งสิ่งที่ผมคิด ผมอยากจะสงสัยว่านี่ผมอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าความคิดสงสัยนั้นจากหายไปไหน ผมได้แค่ยอมรับสิ่งที่ผมเป็น --- ไม่ใช่สิ! --- เพราะผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นอะไร มันเหมือนเป็นการพักผ่อนที่สบาย ผมอยู่ในสภาพเช่นนั้นนานเท่าไรสุดที่จะรู้ได้ ระหว่างที่ผมกำลังหลับใหลอยู่ท่ามกลางสนามของเวลานั้น ผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็คงถึงเวลาสำหรับการเกิดใหม่

หลังจากพยายามอยู่นาน ผมก็ลืมตาได้อีกครั้ง แม้ว่าครั้งนี้แสงจะสว่างจ้ามากก็ตาม

ผมเห็นดอกกุหลาบ ดอกทานตะวัน ดอกกล้วยไม้ และดอกอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ผมไม่รู้จัก แต่ทุกดอกเป็นดอกที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ผมเริ่มมองไปรอบๆตัว อ่านข้อความบนผ้าผืนนั้น ทุกคนเขียนอวยพรให้ผมหายไวๆ เจ้าตัวเล็กก็มีชื่อกับเขาด้วย ดอกไม้วางไว้เต็มห้อง ไม่นานนักพยาบาลสาวสวยก็เดินเข้ามา บอกว่าทุกคนลงไปกินข้าวที่ร้านค้าด้านล่าง เธอบอกผมว่าโชคดีที่กระสุนแค่เฉี่ยวศีรษะ แต่ถ้าผมก้าวออกมาจากรถเร็วกว่านี้ผมคงไม่รอดแน่

คุณรู้ไหมครับว่าผมคิดอะไร

ผมคิดขอบคุณคำว่า “…พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้…” ของแม่

(จบ)

นี่เป็นเรื่องแรกที่หัดเขียนเมื่อหลายปีก่อน พอย้อนมาอ่านอีกที เห็นว่าตัวเองอ่อนหัดอะไรเช่นนี้




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2551    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 16:46:26 น.
Counter : 216 Pageviews.  

คุก

เขานอนก่ายหน้าผาก สายตาจ้องมองเส้นขอบฟ้าไกล...

กี้ถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่อายุ 8 ขวบ น่าเศร้าใจนัก ไม่อยากเชื่อเลยว่ายังคงหลงเหลือประเทศที่มีกฎหมายเหี้ยมโหดเช่นนี้อยู่อีกบนโลก ประเทศได้ตรากฎหมายศักดิ์สิทธิ์เป็นข้อห้ามมากมายเพื่อให้สอดคล้องกับศีลธรรมอันประเสริฐ ผู้ฝ่าฝืนต้องถูกจองจำด้วยขื่อและลิ่มที่ตอกตรึงติดกับพื้นหิน ยึดไว้ตรงกลางห้องคุมขัง แล้วเจาะแขนทั้งสองข้างร้อยด้วยโซ่เข้าในช่องระหว่างกระดูกปลายแขนทั้งสองท่อน ปลายอีกฝั่งหลอมเชื่อมกับลูกเหล็กน้ำหนักนับร้อยกิโลกรัม สำหรับผู้มาอยู่ใหม่ การหยิบอาหารใส่ปากจึงเป็นทัณฑ์ที่ปวดร้าว

ไม่มีความเจ็บปวดทรมานใดทำให้กี้หวั่นกลัว ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเขาอยู่ด้วยความฝันว่าจะหนีจากที่นี่ให้ได้สักวัน เขารอให้ตัวเองแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดกว่านี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่เขาคิดว่าแข็งแกร่งและฉลาดพอ ก็มีคำสั่งย้ายให้เขาไปอยู่ในคุกแห่งใหม่ที่เข้มงวดและมั่นคงกว่าเก่าทุกทีไป

ตอนอายุ 29 กี้อยู่ที่คุกกลางทะเลสาบ ที่นั่นทัศนียภาพงดงามประทับใจ ยามเช้าแสงอรุณสาดกระทบผิวน้ำ เมื่อลมพัดพลิ้วก็สะบัดผืนน้ำให้ระบำไหวระยิบระยับ มองไปไกลเป็นเนินหญ้าเขียวชอุ่ม ไอหมอกที่ยังหลงเหลืออยู่แผ่ออกมาจากผืนดินบริเวณราวป่า ทิวสนทอดตัวยาวเป็นแนวแถวตัดกับขอบฟ้าสีทอง ยามสาย เด็กเล็ก เด็กใหญ่ในหมู่บ้านทยอยกันออกมาเป็นกลุ่มๆ บ้างก็วิ่งเล่นส่งเสียงหัวร่อเฮฮา บางครั้งกี้ร่วมหัวร่อไปกับเขาด้วย บ้างไล่จับผีเสื้อหมู่แมลงกันคึกคัก กี้ก็ไขว้คว้ามือตามกลุ่มเด็กจนปวดแปลบไปถึงกระดูกสะบัก บางกลุ่มก็แก้ผ้ากระโดนลงน้ำ เด็กโตขึ้นมาหน่อย หนุ่มสาวตกในห้วงรักจับคู่ชายหญิงเดินควงเคียงกะหนุงกะหนิง

บรรดาภาพรื่นเริงที่เห็นดูขัดแย้งกับรอยขูดเขียนผนังคุกอย่างอัศจรรย์ ผนังด้านหนึ่งเป็นขีดนับวันและจารึกนามผู้มาอยู่ก่อน อีกด้านเป็นบทกวีกระท่อนกระแท่นบรรยายความงามของทะเลสาบ ความคับแค้นใจ ความเปลี่ยวเหงา ความอิสระ และความกลัว บางด้านก็เป็นรอยคราบเลือดแห้งกรัง มีรอยขีดข่วนตามอารมณ์ที่ฟุ้งพาไป

เช้าวันครบรอบอายุ 30 ปี กี้ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองยังคงเป็นเด็ก 8 ขวบ

12 ปีของวัยเด็กที่หายไป กับ 22 ปีที่หยุดนิ่งเหมือนก้อนเนื้อแช่แข็ง เมื่อเสียงภายในของเด็กชายอายุ 8 ขวบเรียกร้อง เขาก็ใช้มีดเสียบบริเวณระหว่างช่องอกและช่องท้อง ตรงท่อกระบังลม ออกแรงกดแล้วกรีดแหวกช่องท้องให้แยกกว้าง มองเข้าไปข้างใน เลื่อนใบมีดผ่านกระเพาะอาหาร ผ่านตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ลำไส้เล็กใหญ่ แล้วก็ไต ก่อนถึงกระเพาะปัสสาวะซึ่งอยู่ภายในอุ้งเชิงกราน เขาร้องตะโกนลั่นอย่างตื้นตันใจ

“รีบหนีออกไป! กี้ รีบหนีออกไป”

แล้วกี้… เด็กผู้ชายอายุ 8 ขวบก็ค่อย ๆ มุดผ่านตัวเขาออกมา

(จบ)




ภาพประกอบผล งานของ Michal Macku ศิลปินชาว Czech

ตอนนั้นบอกกี้ว่าเดี๋ยวเขียนเรื่องสั้นให้เรื่องหนึ่ง นึกไม่ออก เขียนอะไรดี เขียนเพราะอยากเขียน มันก็ออกมาสั้น ๆ แบบนี้แหละครับ นานเหมือนกันแล้วนะ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 16:55:37 น.
Counter : 241 Pageviews.  

ต้นสนกับใบคา

คาทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง เหลืออีกแค่เพียงสองชั้นเท่านั้นเขาก็จัดหนังสือเสร็จเสียที แม้รู้ว่าคงไม่เกินสามเดือนหนังสือในชั้นทั้งสิบเอ็ดจะถูกวางเปะปะสับสนกันอีก แต่เขาก็ยังอยากให้มันดูเป็นระเบียบสักสามสี่เดือนครั้งก็ยังดี และทุกครั้งที่จัดเรียงชั้นหนังสือใหม่ เขาต้องมีอะไรให้ประหลาดใจได้เสมอ บางทีเขาพบหนังสือที่คิดว่าหายไปนานแล้ว บางทีเขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าซื้อหนังสือเล่มเดิมมาซ้ำถึงสองหรือสามเล่ม บางทีเขาก็เจอที่คั่นสวยๆ และเมื่อตะกี้นี้ เขาเจอข้อความซึ่งเขียนด้วยลายมือของตัวเอง

คานอนพลิกดูหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง เขาแน่ใจว่าเป็นเล่มที่ยังไม่เคยอ่านจริงจังมาก่อน แต่ตัดสินใจซื้อก็ด้วยเหตุผลพื้นๆ ว่าปกแข็ง ภาพสวย และราคาไม่แพงนัก มันเป็นหนังสือแปลฉบับสองภาษา ภาคแรกเป็นภาคแปลภาษาไทย ส่วนภาคหลังเป็นภาษาบาลีอักษรไทย เขาดูชื่อปกหนังสือและพยายามสะกดคำอ่าน ‘โลกสัณฐานโชตรตนคัณฐี’ ควรอ่านว่า โลก-สัน-ถาน-โชด-ตะ-นะ-คัน-ถี หรือ โล-กะ-สัน-ถาน หรือ โช-ตะ-ระ-ตะ-นะ หรืออะไรดี สุดท้ายเขาตัดสินใจอ่านตามตัวสะกดบาลีอักษรไทยว่า โล-กะ-สัน-ถา-นะ-โช-ตะ-ระ-ตะ-นะ-คัน-ถี คาพลิกหาหน้าที่พบข้อความเมื่อสักครู่ จำได้ว่าเขาเจอมันขณะเปิดดูรูปภาพแบบผ่านๆ เป็นภาพจากสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี

นั่นไง... คาเจอมันแล้ว



ดูจากภาพมีสัตว์นานามาชุมนุมกัน ไม่ว่าจะเป็นกวาง ช้าง เสือดาว หมูป่า สิงห์ และตัวหน้าตาประหลาดที่เขาไม่รู้จัก ใต้ภาพมีคำบรรยายสั้นๆ ว่าเป็นภาพสัตว์จตุบาทเลือกสีหราชเป็นพญาครั้งปฐมกัลป์ คาคิดในใจ นี่จักรวาลเราเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้วหรือ สมัยโน้นของเขานั้นถ้าไม่หมายถึงปฐมกัลป์ แต่หมายเอากลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ก็นับว่าน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อนึกว่าสีหราชแจกใบปลิวออกหาเสียงกับเหล่าจตุบาทคาก็ปริยิ้มออกมา



เขายิ้มกว้างอีกครั้งให้กับความขี้ลืม และโชคชะตาที่ไม่เล่นตลกจนเกินไป คาอ่านข้อความซ้ำเกือบสิบเที่ยว

‘วันนี้อีกสองปีข้างหน้านัดเจอสนที่ร้านกาแฟโอเปอร์ตีการ์ซอง’

เขาเขียนมันด้วยดินสอเมื่อสองปีที่แล้ว

ชื่อ‘สน’

คาใช้เวลานึกครู่หนึ่งก็ร้องอ๋อออกมา สน เพื่อนทางอินเทอร์เน็ตคนนั้นนั่นเอง ถ้าเขาจำไม่ผิด ตอนนั้นสนกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก และใกล้จะสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย มันเป็นคืนที่เขาคุยผ่านเน็ตเวิร์กจนสว่าง ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เขายังจำได้แม้กระทั่งเรื่องที่คุยกันคืนนั้น และจำได้แม้กระทั่งชื่อ ‘นกกระเรียนคาบกิ่งท้อบินไป’ ชื่อที่เขาใช้ในโปรแกรมแช๊ท แต่เอ๊ะ จำได้ทั้งๆ ที่คาใช้ชื่อนี้แค่ครั้งเดียว

สนถามเขาว่านกกระเรียนคาบกิ่งท้อไปไหน

“ขุนเขาเปงไหล่” คาตอบ โดยไม่คิดที่จะถามว่าคนที่ถามมานั้นคือใคร ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่อยากรู้ว่าเขาเป็นใครเช่นกัน

เมื่อสนถามต่อว่านกกระเรียนไปขุนเขาเปงไหล่ทำไม คาจึงอธิบายบทกวีของฮั่นชานให้เขาฟัง ชื่อนกกระเรียนคาบกิ่งท้อบินไปเป็นวรรคแรกในบทหนึ่งของบทกวีที่เขาชื่นชอบ ว่ากันว่าเป็นผลงานรจนาของฮั่นชานบัณฑิตยากไร้ที่ปลีกตัวซ่อนวิเวกบนเขาเทียนไท้ คาไม่สามารถตอบสนได้ว่านกกระเรียนไปขุนเขาเปงไหล่ทำไม แต่เขาก็เสนอความเห็นว่านกกระเรียนอาจจะอยากไปเที่ยวที่เปงไหล่ หรือไม่บางทีก็มันคงปรารถนาเอาผลท้อไปถวายบรรดาเซียนก็ได้

“นายรู้ใช่ไหมว่าขุนเขาเปงไหล่เป็นที่อยู่ของพวกเซียน อยู่บนเกาะๆ หนึ่งทางทะเลตะวันออก” แน่ล่ะ เขาไม่รู้ คาจึงพูดต่อ “และพวกเซียนก็กินผลท้อนั่นแหละเป็นอาหาร แปลกดีนะ ว่ามั้ย”

คาลุกจากเตียงเดินไปรื้อชั้นหนังสือแล้วลงมือหาขุนเขายะเยือก ‘ให้ตาย’ เขาบ่นกับตัวเอง ‘เพิ่งจัดเมื่อตะกี้แท้ๆ หายไปไหนวะ’ นั่นไง อยู่นั่นไง เขาพลิกสองสามนาทีก็เจอนกกระเรียนคาบกิ่งท้อบินไป

๖๖.
นกกระเรียนคาบกิ่งท้อบินไป
ทุกพันลี้จึงจะหยุดยั้งลงพักผ่อน
มันปรารถนาจะเดินทางไปยังขุนเขาเปงไหล่
โดยนำผลท้อติดไปเป็นเสบียง
ยังห่างไกลจากจุดหมาย ขนของมันเริ่มหลุดร่วง
เป็นนกหลงฝูงดวงใจเศร้าอาดูร
และเมื่อบินย้อนกลับมายังรวงรังที่พำนัก
คู่ของมันก็จดจำไม่ได้อีกแล้ว.

คายังจำความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากเขาพิมพ์บทกวีบทนี้ได้ดี ตอนนั้นเขาคิดว่าคนที่คุยด้วยอาจจะหนีไปแล้ว หรือไม่ระบบเน็ตเวิร์กก็คงตัดหรือสายโทรศัพท์คงหลุด เขาทำอะไรระหว่างที่รอบทสนทนาตอบกลับมา คาจำไม่ได้ ประมาณสิบห้านาทีต่อมาสนก็ถามว่าทำไมบทกวีเศร้าเหลือเกิน คาชอบความเศร้าหรืออย่างไร ถ้าเป็นเขา เขาคงไม่ลืม สนเชื่อว่าเขายังจดจำคู่ของเขาได้

“จริงหรือ” คาถาม “งั้นอีกสองปีเรามาเจอกันนะ” เขาพูดโดยไม่คิดจริงจังอะไรนัก “ถ้านายไม่ลืม อีกสองปีเรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟ ตกลงไหม” สนตอบตกลงและขอให้คาช่วยลอกบทกวีของฮั่นชานให้เขาอ่านอีก เมื่อสว่าง ก็ครบหนึ่งร้อยบทพอดี

จากวันนั้นมา คาไม่พบสนออนไลน์อีกเลย ‘วันนี้สิครบสองปี’ เขานึกด้วยความตื่นเต้น พลางคิด สนจะเป็นคนยังไง หน้าตาท่าทางแบบไหน ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เขารู้ข้อมูลไม่มากนัก สิ่งเดียวที่คาคิดว่าเขาพอรู้ก็คือความอ่อนไหว บทกวีตอนหนึ่งว่า ‘ใครเลยจะอาจสลัดพ้นพันธนาการของโลกนี้ แล้วมานั่งอยู่กับข้าพเจ้าในท่ามกลางเมฆขาว’ สนตอบแบบติดตลกแม้เขาไม่อาจสลัดพ้นพันธนาการ แต่เขาก็ยินดีจะมานั่งเป็นเพื่อนใครก็ตามที่ต้องการเพื่อนและนั่งรออยู่ตรงนั้น

คาใช้เวลาจัดหนังสือต่ออีกหนึ่งชั่วโมง แล้วเขาก็ลงไปรอพบสนที่ร้านโอเปอร์ตีการ์ซอง

“คา... ทำไมวันนี้มาแต่หัววัน” ลุงสุเจ้าของร้านเอ่ยทัก “เหมือนเดิมมั้ย หรือจะนั่งเล่น ก็ตามสบายเลยนะ” เจ้าของร้านคุ้นเคยกับแขกหนุ่มขาประจำดี “เอ้ ดูหน้าเหนื่อยๆ ไม่สบายรึป่าว ยาอยู่ในตู้ไปหยิบเอาเองได้เลย” เขาสั่งคาปูชิโนเย็นแบบเดิม ซึ่งหมายถึงไม่ใส่นมสดแต่ใช้นมข้นหวาน ไม่ต้องตีนมให้เป็นฟอง

เขาเลือกนั่งโต๊ะเดียวกับชายสองคนที่กำลังโขกหมากรุกกันอย่างเมามัน คาชอบเล่นหมากรุก แต่เขาก็ไม่เคยออกไปโขกกระดานจริงกับใครสักที ทุกวันนี้เขาจะต่ออินเทอร์เน็ตแล้วเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์เกมหมากรุกออนไลน์ เสียงโขกกระดานดังป๊กๆ ก็เป็นเสียงสังเคราะห์ผ่านการ์ดเสียง ไม่ว่าจะเดินแต้มเด็ดขนาดเซียนผวามันก็ป๊กดังเท่ากับเดินหนีเขาหัวซุกหัวซุน คาตั้งใจจะดูหมากรุกรอสนจนร้านปิด ถ้าสนไม่มาก็แล้วกันไป ขนาดเขายังลืมเลย ว่าแล้วคาก็ขอบคุณโชคชะตาที่ดลใจให้เขาตื่นมาจัดหนังสือตั้งแต่เช้า แท้ที่จริงแล้วมันอาจเป็นการด่วนขอบคุณเร็วไปอยู่สักหน่อย เพราะถ้าสนจำไม่ได้หรือไม่ใส่ใจเอาสัญญาเป็นจริงเป็นจัง เขาก็จะเอาคำขอบคุณคืนแล้วกล่าวโทษโชคชะตาอีกหลายรอบ บางทีอาจจะทุกรอบที่เขานึกขึ้นได้ก็ได้

กาแฟแก้วที่สาม “วันนี้ว่างหรือไง” ลุงสุถาม เขาตอบไปตามตรงว่ากำลังรอเพื่อนคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าคนนั้นจะมาหรือเปล่า ลุงสุพยักหน้าแล้วเดินกลับไปอยู่หลังเค้าท์เตอร์

คากระสับกระส่าย เวลาเดินไปเรื่อยๆ ดูเหมือนมันจะช้ากว่าทุกวัน เขาเริ่มคิดว่าจะทักทายสนอย่างไรดี สวัสดีครับ ดีจังนะครับที่คุณยังจำได้ อ้อ ผมคาไง คุณสนใช่ไหมครับ หรือเขาควรกลับขึ้นไปหยิบขุนเขายะเยือกของฮั่นชานมาตั้งไว้บนโต๊ะเพื่อเป็นเครื่องหมายให้อีกฝ่ายรู้ หรือเอารูปนกกระเรียนดี แล้วจะไปหามาจากที่ไหนล่ะ ผลท้อนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย หน้าตาเป็นยังไงเขาก็นึกไม่ออกด้วยซ้ำ ถ้าให้คาเดา คงคล้ายกับลูกมะเขือเทศมั้ง หรือจะเอากระดาษมาเขียนคำว่าคาแปะไว้ดี ไม่ดี ไม่ดีแน่ ทำไมเขาต้องให้สนเห็นก่อนด้วยล่ะ บางทีสนอาจจะเดินเข้ามาแล้วถามหาคนชื่อคาก็เป็นได้ สนจะลืมหรือเปล่าว่าเขาเคยบอกชื่อว่าคา หรือไม่ก็เป็นสนเองนั่นแหละที่ถือป้ายตัวโตๆ ว่าต้นสนเข้ามาในร้าน

คนเล่นหมากรุกเปลี่ยนหน้าไปหลายคน รูปหมากก็แปรขบวนไปหลายแบบ มีครบทั้งม้าเตี้ย ม้าสูง ม้าซ้าย ม้าขวาและม้าอุปการซึ่งอุตริไปยืนอยู่ริมกระดาน อยากลองเล่นเองบ้างเหมือนกัน แต่ยกเหตุผลมาอ้าง คงไม่ได้สังเกตรอดูสนแน่ เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงร้านก็จะปิด ความคิดเขามีความว่างเปล่าบรรจุจนเต็ม

“เอ็งรอใครฮึคา ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืนเลย รอหญิงละสิ ท่าจะอกหักแล้วหนุ่ม”

ครั้งนี้คายิ้มแห้งๆ แทนคำตอบ เขามั่นใจแล้วว่าสนลืม บางทีเขาควรมั่นใจได้ตั้งแต่ตอนบ่ายสามโมง แต่ก็ดูเหมือนความมั่นใจของคนเรากับความหวังนั้นจะเดินไปพร้อมๆ กันได้ เพราะทั้งๆ ที่มั่นใจแล้วว่าสนลืม แต่ก็ยังหวังว่าเขาจะนึกได้ภายในนาทีสุดท้าย ‘โอ้ย นี่มันนาทีสุดท้ายแล้วจริงๆ’ การรับรู้เช่นนี้ทำให้จิตใจของเขาหงอยเหงา เขาคิดว่าพวกเรานั้นเกิดมาพร้อมกับความแปลกแยก ความแปลกแยกได้สร้างตัวตนให้เกิดขึ้นในคนเช่นเขา เขาตอบคำถามของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากำลังรอใคร หรือที่ถูกควรจะเป็นกำลังรออะไร คาเดินออกจากร้านก่อนเที่ยงคืนประมาณสิบห้านาที เขาเหนื่อย เซื่องซึม รู้สึกอ่อนล้าและใจสั่นด้วยฤทธิ์คาเฟอีน ขณะกำลังกดลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังห้องพักชั้นห้า ‘เวรกรรม ลืมได้ไงวะ’

เขารีบวิ่งกลับไปร้านโอเปอร์ตีการ์ซอง ลุงสุกำลังยกเก้าอี้ขึ้นวางบนโต๊ะ

“เอ้า หอบมาเชียว ลืมอะไรไว้รึ” ลุงสุถาม

“โธ่ ยังมาแกล้งถาม... ค่ากาแฟนะเท่าไหร่ละลุง สี่แก้ว ไม่รู้ผมจะนอนหลับรึเปล่าคืนนี้”

คราวนี้ลุงสุเป็นฝ่ายหัวเราะ

“ตลกอะไรบอกผมมั่งสิ” คาถาม

“ตะกี้พอคาเดินออกไป ลุงก็ตะโกนเรียก คา คา เฮ้ย คา แต่บรรดาเซียนเล่นไม่ยอมกลับบ้าน ต้องไล่พวกมันก่อน ค่อยไล่ตามแกทีหลังก็ได้ ห้อง ๕๑๐ นะลุงรู้จักดี” ลุงสุยิ้ม “ไล่พวกนี้แต่ละทีนี่แทบต้องคว่ำกระดาน พอดีก็มีคนเดินเข้ามาถามว่าลุงเรียกคาใช่มั้ย หรือไงนี่แหละ ลุงก็บอกว่า อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ก็คาลูกค้าประจำนะ วันนี้มานั่งรอใครก็ไม่รู้ทั้งวัน ซัดกาแฟไป ๔ แก้ว สงสัยรอหญิง พอเค้าไม่มาก็เดินเซื่องกลับไปเลย คิดมากจนลืมจ่ายตังค์ พูดแล้วลุงก็หัวเราะ เขาก็หัวเราะด้วย ถามลุงว่าคาดื่มกาแฟอะไรแล้วแก้วละเท่าไหร่ ของแกมันคาปูชิโนพิเศษแก้วละ ๕๕ ถ้าธรรมดา ๖๕ เขาก็ทำหน้าแปลกใจ ลุงถามว่าถ้าสนเดี๋ยวทำพิเศษให้ ที่มันถูกกว่าเพราะใส่นมข้นไม่ใส่นมสด ธรรมดาเค้าใส่นมสดกับฟองนมกัน เขาก็หัวเราะ สั่งเอาพิเศษให้เขาแก้วหนึ่ง ตอนจ่ายตังค์เขาก็ให้มา ๓๐๐ เห็นลุงทำหน้างงบ้าง เลยบอกว่าของคาด้วย ๔ แก้วก็เป็น ๒๗๕ เพิ่งเดินออกไปตะกี้นี้เอง”

คารีบออกไปดูหน้าร้าน แต่ก็ไม่เหลือใครอยู่บนถนนแล้วในเวลาดึกดื่นป่านนี้

“อ๋อ หรือเพื่อนคาที่รอวันนี้” ลุงสุเดินตามมาสมทบ “เอา นี่ เขาฝากนี่ให้แกด้วย”

คารับเศษกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่ออกอ่าน มันเป็นลายมือที่ดูสะอาดเรียบร้อย เขาอ่านมันอีกสองเที่ยวก่อนพับเก็บใส่กระเป๋า นึกในใจ เดี๋ยวจะต้องรีบกลับไปเปลี่ยนชื่อเป็นนกกระเรียนคาบกิ่งท้อบินไป

(จบ)

ในเรื่องทั้งหมดที่เขียน ผมไม่ชอบเรื่องนี้มากที่สุด แต่กลับเป็นเรื่องที่เอามาอ่านซ้ำมากที่สุด มันเน่า พอผ่านเวลาไปหลายปีกลิ่นเริ่มจาง กล้าหยิบจับมาดูอีกที มันก็เจอความอ่อนด้อย หลวมตั้งแต่ต้นจนท้ายเรื่อง แต่พอคิดว่า แล้วไงล่ะ นั่นสิ ก็มันแล้วไงล่ะ

คนที่รู้จักกันมักถามว่า 2 คนนั่นใคร ต้นสนส่วนใหญ่เดาได้ แต่ใบคานี่สิ ใช่ผมหรือเปล่า เพราะสันดานทำหนังสือรกห้องรกบ้านในเรื่องมันผมชัดๆ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ผม ไม่ใช่ใคร แค่ตัวละคร

ต้นสน




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2550    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 16:49:20 น.
Counter : 552 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.