creatio ex nihilo

BlogGang Popular Award#13


 
ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 83 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

He Never Died



[อาจจะสปอยล์] สนุกกว่าที่คาดมาก บทของ Henry Rollins โดดเด่นจนลืมได้ยาก พฤติกรรมของ Jack เหมือนพวกเบื่อหน่ายสังคมและถูกควบคุมด้วยตรรกะภายในอะไรบางอย่างที่คนดูจะค่อย ๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นเมื่อรู้เรื่องราวมากขึ้น เขาเป็นฆาตกร เขากินคน แต่ก็ไม่แสดงอาการเอร็ดอร่อยหรือสนุกสนานกับการกินนั้น กินเพราะต้องกิน เขาแก่มาก และดูเหมือนเขาไม่พูดโกหก ตอนพี๊คที่เขาบอก Cara สาวเสิร์ฟร้านอาหารประจำว่าเป็นใครนั่นแหละเราถึงรู้ว่าเขาแก่ขนาดไหน แก่กว่าคนทุกคนบนโลก เพราะเขาเป็นคนมนุษย์คนแรกที่เกิดแบบมีพ่อมีแม่ พ่อชื่ออดัม แม่ชื่อเอวา เขาคือคาอิน คาอินหรือ Jack ถูกพระเจ้าขับไล่เพราะฆ่าอาเบลน้องชายด้วยความโกรธความอิจฉา (โกรธกับอิจฉาใคร ถ้าไม่ขี้เกียจ เราจะเขียนถึงในย่อหน้าที่สอง) และให้เร่ร่อนไปบนโลก ในฉากสุดท้าย ก่อน Jack จะลงมือฆ่า Alex หัวหน้าแก๊งวายร้าย ชายแก่ประหลาดผู้มีเคราแพะปรากฏตัว ดูเหมือน Jack จะโกรธชายผู้นี้มาก เปลี่ยนจากเงียบขรึมเป็นวีนแตกขึ้นมาทันที โวยวายกับชายชราเคราแพะคนนี้ว่าลงโทษฉันสิ ทำให้ฉันตายสิ ตอนฉันจะฆ่าคนบริสุทธิ์มากมายทำไมเธอไม่โผล่หัวมา ทีจะฆ่าคนเลวคนนี้ดันโผล่ นี่หมายความว่ากระไร (ถึงตอนนี้ ในหัวเราเห็นหน้าไอน์สไตน์พร้อมข้อความ "Subtle is the Lord. Malicious, He is not." ... เป็นรูปตอนแกแลบลิ้นนะฮะ) Alex ก็งง Jack กำลังโวยใคร สุดท้าย Jack ไว้ชีวิตแล้วบอก Alex ว่าสักวันเธอจะมองเห็นเขา

บทช่วงที่ Rollins ปรี๊ดแตก บทพูดว่าลงโทษฉันสิ ฆ่าฉันสิ ทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งของ Steven J. Brams โปรเฟสเซอร์ด้านการเมืองที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เราไม่รู้เรื่องการเมืองแต่ Brams เขียนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมเจ๋ง ๆ หลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ Biblical Games และมีบทหนึ่งวิเคราะห์ปฐมกาล 4 อันเป็นตอนที่คาอินฆ่าอาเบล ในการวิเคราะห์ Brams ตั้งสมมุติฐานว่าพระเจ้ามี motivation ในการกระทำ ตามปฐมกาล 4 คาอินเป็นคนเพาะปลูก ส่วนอาเบลเป็นคนเลี้ยงสัตว์ อยู่มาวันหนึ่งสองพี่น้องก็เอาของไปให้พระเจ้า คาอินเอาผลผลิตจากต้นไม้ไปให้ ส่วนอาเบลให้แกะหัวปี พระเจ้าชอบของของอาเบล แต่ไม่ชอบของคาอิน ก็เลยเมินใส่คาอิน Brams ตั้งคำถามว่า ถ้าไม่ชอบทำไมไม่บอกไปตรง ๆ ล่ะ จะมาเล่นเกมจิตวิทยาเมินใส่ทำไม ทีกรณีอดัมกับเอวายังพูดตรง ๆ ไม่เห็นเงียบเลยนี่ ฉะนั้นเขาเชื่อว่าพระเจ้ามีแรงจูงใจจะทำให้คาอินอิจฉาน้องมากกว่า (สำนวนของ Brams จิกกัดกว่านี้เล็กน้อย ใครสนใจ หาอ่านเอง) ทีนี้ Brams ยกหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของเขาจากปฐมกาล 4:6 ซึ่งเป็นคำถามที่ ... เหมือนเล่นเกมจริง ๆ นั่นแหละ พระเจ้าถามคาอินหลังจากเมินของขวัญว่า "เธอโกรธทำไม ทำหน้าเป็นตูดทำไม" พระเจ้าไม่รอคำตอบนะฮะ เพราะแกรู้คำตอบอยู่แล้วนี่ เลยเทศนาต่อด้วยคำสอนไพเราะเพราะพริ้งราวบทกวี 4:7

หลังจากคาอินฆ่าอาเบลแล้ว พระเจ้าถามว่า "น้องชายเธออยู่ไหน" ... ถือว่าคุณรู้ 4:9-15 ล่ะกัน ถึงแม้จำได้ก็ลองอ่านซ้ำอีกที เชื่อว่าจะเห็นรูปแบบทั้งเกมในเชิงจิตวิทยาและเกมในเชิงคณิตศาสตร์ สรุปเลยนะฮะ ตาแรก เริ่มจากพระเจ้ามี 2 ทางเลือก 1. สร้างความอิจฉาในใจคาอิน 2. นิเสธ 1. พระเจ้าเลือก 1. เพราะถ้าเลือก 2. แกจะเบื่อและขาดผู้ประกาศกิตติคุณ (ฟังก์ชั่นของคาอินคือผู้ประกาศกิตติคุณที่พระเจ้าวางแผนเอาไว้) มาถึงตาคาอินบ้าง หลังจากอิจฉาแล้วมี 2 ทางเลือก 1. ฆ่าอาเบล 2. นิเสธ 1. Brams บอกกว่าการเลือก 1. สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล เกมนี้เป็นเกมที่เล่นระหว่างคาอินกับพระเจ้า ในเมื่อคาอินโจมตีพระเจ้าตรง ๆ ไม่ได้ ถึงแม้เขาอยากจะทำ เขาก็โจมตีสิ่งที่พระเจ้าชื่นชอบแทน นี่เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจตรงไหน ยิ่งถ้าเราตีความคำตอบของคาอินหลังจากพระเจ้าถามว่าน้องอยู่ไหน "ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันไม่ใช่คนดูแลเขานี่" คำตอบครึ่งหลังโจมตีศีลธรรมของพระเจ้าด้วย พระเจ้าไม่รู้เหรอว่าคาอินเป็นคนยังไง พระเจ้าไม่รู้เหรอว่าผลสืบเนื่องหลังจากทำให้คาอินอิจฉาจะเป็นแบบไหน มันไม่น่าจะคาดเดายากนี่หว่า จะว่าไป ถ้าตานี้คาอินไม่ฆ่าน้องสิ พระเจ้าอาจอ่านเกมผิด

ตาต่อมาพระเจ้าเดิน "น้องชายเธออยู่ไหน" กับ "เธอทำอะไรลงไป เลือดของน้องเจ้าร่ำร้องจากผืนดิน" ทำให้คาอินมีตัวเลือก 3 แบบ 1. ยอมรับ 2. ปฏิเสธ และ 3. หาข้อแก้ตัวทางศีลธรรม และหลังจากเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วพระเจ้าสามารถโต้ตอบได้ 2 แบบ 1. ฆ่า กับ 2. ลงโทษคาอิน Brams วิเคราะห์ว่าถ้าคาอินเลือก 1. หรือ 2. พระเจ้าจะเลือก 1. และในการเลือก 3. ของคาอินนั้นแม้ดูผิวเผินเหมือนแถ แต่ Brams ชี้ว่าพระเจ้าเองก็รู้ว่าตัวเองมีส่วนด้วย จึงเลือกที่จะขับไล่และทำเครื่องหมายไม่ให้ผู้ใดฆ่าคาอิน บัดนี้เขาได้กลายเป็นตัวแทนของการประกาศบาปแห่งความโกรธและอิจฉา รวมถึงความเมตตาไว้ชีวิตจากพระเจ้า วิน-วิน (อันที่จริงไม่ใช่ วิน-วิน ถ้าคุณพลิกดูหนังสือหน้าที่เป็นรูป analysis tree จุดหยุดของเกมจะอยู่ที่ medium-good สำหรับ คาอิน-พระเจ้า)

% รางวัลอาเบลปีนี้เป็นของ Andrew Wiles จากพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์

ผมให้




 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 12:14:32 น.
Counter : 792 Pageviews.  

ขวัญผวา



บทห่วยมาก แสดงห่วยมากกว่าบทเสียอีก ตัวละครงี่เง่าเต็มไปหมด แม้แต่ซอมบี้ที่โดยนิยามควรจะงี่เง่าอยู่แล้วยังงี่เง่าขั้นกว่าได้อีก แต่ดูจบจ้า เพราะอะไร ... คำตอบคือพล็อต สายป่าน กับป้า! ในส่วนของพล็อตนี่ดูเหมือนจะเข้าท่าในตอนแรก ๆ แม้มีออกทะเลบ้างโดยเฉพาะตอนพิชแต่สุดท้ายก็เข้าป่าไปอยู่กับพวกวานรใน 2001 ... อย่าเข้าใจว่าเทียบกันได้นะ เฟล

มะเดี่ยวเคยทำได้ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ

ผมให้




 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 11:57:48 น.
Counter : 309 Pageviews.  

Martyrs



ก่อนดู ได้ยินมิตรสหายพูด (หลายคนพูด) ว่านี่เป็นการรีเมกที่ไม่จำเป็น user คนหนึ่งใน imdb ก็พูด rotten tomatoes ก็พูด bloody disgusting ก็พูด จะว่าไม่เชื่อก็ไม่เชิงฮะ ในเมื่อเสียงเป็นเอกฉันท์ขนาดนี้ ฟังแล้วก็เข้าหูแหละนะ ไม่ทะลุหรอก แต่อยากมีประสบการณ์เองหนึ่งล่ะ เป็นสาวกขบวนการ new french extremity สอง อะไรที่มีความสัมพันธ์กับมัน ก็อยากรู้เป็นธรรมดา และสาม หนังของ Laugier ก็ไม่ได้นานขนาดหาดูยากนี่หว่า คนมั่นใจเอามาทำใหม่เขาคงมีดี เราเปิดใจกว้างเต็มที่ ถ้าไม่เคยดูฉบับฝรั่งเศสมาก่อน เราอาจจะรู้สึกสนุกนะ และคงให้คะแนนเป็นบวก แล้วมันคงหายไปจากความทรงจำผ่านเวลานานเข้าเป็นม่านควันหนังสยองขวัญอเมริกันธรรมดา ๆ และเมื่อผ่านไป 8 ปีคงบอกไม่ถูกว่ามันเจ๋งตรงไหน การดูฉบับฝรั่งเศสก่อนทำให้ฉบับอเมริกันกลายเป็นง่อย และในทางกลับกัน ถ้าคุณดูฉบับอเมริกันก่อน คุณจะรู้แก่นและพล็อตของเรื่อง ความรู้อันนี้เป็นศัตรูตัวร้ายของการดื่มด่ำหนังต้นฉบับฝรั่งเศส คุณจะพลาดความรู้สึกที่จู่ ๆ Laugier ก็ปล่อยฉากสุดท้ายอัดคุณลงมากองนั่งมองเครดิตเลื่อนขึ้นแบบ ... สุดยอดเป็นบ้า ฉะนั้น ถ้ายังไม่เคยดู Martyrs ถึงแม้ การดูฉบับรีเมกปี 2016 จะทำให้คุณชอบ คำแนะนำของผมคือ อย่าดูครับ ของดีคือต้นฉบับฝรั่งเศส จบแล้วค่อยดูอเมริกัน จากนั้นมาชูป้ายแสดงความสงสัยว่ามันจะรีเมกทำไมด้วยกัน

% เกิน 4 ประโยคชัวร์

ผมให้




 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 11:55:44 น.
Counter : 565 Pageviews.  

อาบัติ



ข้อเสียข้อเดียวที่เราเสียดายคือพลังของมันถูกกลบด้วยความคิดแบบหนังผีไทยทศวรรษที่ผ่านมา ผีผู้พร้อมเสียงทำให้ตกใจมากกว่าทำให้หวาดกลัว ถ้าไม่มีสินค้าอื่นจะขายให้กับคนดูนอกจากความตกใจก็โอเคนะฮะ แต่พล็อตและไอเดียที่มีมันชี้ว่าอาบัติมีของ นักแสดงและบทก็ค่อนข้างดี (ยกเว้นบทพูดของฝ้ายบางช่วงเหมือนเด็กสยามมากกว่าซันเสียอีก) ถ้าหรี่เสียงแล้วปล่อยให้ความเงียบทำงานบ้าง หนังจะมีพลังกว่านี้ ... ส่วนเรื่องอื่น ไม่อยากเสียเวลาพูดถึง

% เกิน 4 ประโยคมั้ยเนี่ย
% แล้วประโยคในภาษาไทยมันนับกันยังไง

ผมให้




 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 11:53:27 น.
Counter : 294 Pageviews.  

The Martian



% ปีนี้จะพยายามเขียนให้มากกว่า 4 ประโยค

ถ้าเราตั้งสมมุติฐานว่าหนังพยายามรักษาแก่นหรือ theme จากหนังสือ เราก็น่าจะมองเป็นอันดับแรกว่าอะไรคือแก่นของหนังสือ ความเหงา ซึมเศร้า จนตรอกของมนุษย์คนหนึ่งผู้ถูกทอดทิ้งห่างโลกหลายล้านไมล์เหรอ ภูมิศาสตร์ กสิกรรม หรือวิธีเอาตัวรอดบนดาวอังคารรึเปล่า เทคโนโลยีอวกาศใช่มั้ย จากการอ่านเรื่องนี้เฉลี่ย 2-3 รอบ (บางบทและบางประโยคอ่านมากกว่าสิบรอบ ... เพื่อค่าขนมนะ) แก่นเดียวที่เราจับได้จากงานเขียนคือ เด็กเนิร์ดรอดหวะ ชัยชนะของเด็กเนิร์ด ชัยชนะของการคิดแก้ปัญหาแบบเป็นระบบ บทที่ชวนให้อ่านเหมือน technical manual ทำหน้าที่เพียงเสริมความเนิร์ดของตัวเอก (และทำให้ genre เป็น hard sci-fi ... แค่นั้น) การติดเกาะบนดาวอังคารเป็นส่วนที่เรียกว่าโครง อารมณ์ขันเป็นบุคลิกตัวละคร (สตีเว่น คิง เคยเขียนว่าพอเป็นเรื่องความตาย เราจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากหัวเราะ) และขณะเดียวกันก็เป็นสไตล์ของผู้เขียน ทีนี้ลองสมมุติว่า Ridley Scott เอาไปแต่โครงโดยทิ้งแก่นเดิม เราก็อาจจะได้ดู The Martian ในแบบเศร้ารัดทดบีบน้ำตาหรือหว่องก๊าไหว่ หรือแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Andy Weir ฉะนั้นหนังบางเรื่องซึ่งมีโครงในระดับ abstract เหมือนกัน Cast Away, Robinson Crusoe, Lord of the Flies เป็นต้น ต่างกันก็แค่ติดเกาะที่ไหน ติดเกาะกับใคร กี่คน แต่แก่นหรือ big idea คนละเรื่องคนละขั้วนั้น หากจะนำมาเปรียบเทียบ ก็ต้องไม่ลืมแก่นที่แตกต่างกันของมันด้วย เราชอบที่ Scott เลือกรักษาแก่นแบบ Weir ถือว่าเป็นโจทย์ยากนะ ปัญหาของเขาคือจะใส่ technical-manual style ลงไปยังไง (จะใช้วิธีเดียวกับการแคปเจ้อโมเม้นต์เลสลี จางซบเหลียง เฉาเหว่ยในรถใต้แสงไฟสีเขียวสีเหลืองกับเงามืดสลัวสัก 2-3 นาทีแล้วถือว่าแม็ตต์ เดม่อนคำนวณจำนวนหัวมันฝรั่งที่จะปลูกเสร็จแล้วได้เหรอ) ทำให้ technical-manual style ถูกตัดลงเกือบหมด แก่นในแบบของ Weir จึงไม่โดดเด่นเท่าที่เห็นในหนังสือ และอาจทำให้คนที่ไม่อ่านหนังสือได้รับแค่ impression เดียวคือ feel-good

ผมให้




 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 11:49:36 น.
Counter : 276 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.