creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Active and Passive Euthanasia

ตัวอย่างในบทความ Active and Passive Euthanasia (การุณยฆาตแบบ active กับแบบ passive) ของ James Rachels น่าสนใจดีฮะ การุณยฆาตแบบ active หมายถึง จงใจฆ่าให้ผู้ป่วยตาย ส่วนแบบ passive หมายถึง จงใจที่จะไม่ยื้อชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ หรือจงใจปล่อยให้ผู้ป่วยตาย ทั้ง 2 กรณีนี้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะอยากตายเอง แต่หลายคนมองว่าแบบแรกผิดศีลธรรม ส่วนแบบหลังโอเค อันนี้สะท้อนให้เห็นผ่านกฎหมายในหลายประเทศ, Rachels ว่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังภาพอันนี้คือ เพราะเราคิดว่า การฆ่าผู้อื่นไม่เท่ากับการปล่อยให้ผู้อื่นตาย คำถามที่แกสนใจคือ การฆ่ากับการปล่อยให้ตายโดยตัวของมันเองนี่มีน้ำหนักทางศีลธรรมแตกต่างกันจริงหรือ ถ้าเราเซ็ตเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่แตกต่างกันเพียงแค่ปัจจัยนี้ปัจจัยเดียว แล้วปล่อยให้ปัจจัยนั้นถ่วงน้ำหนักทางศีลธรรม และหากผลออกมาว่ามันต่างกันจริง ก็โอเค เรายอมรับได้ว่าการฆ่ากับการปล่อยให้ตายมีน้ำหนักที่แตกต่างกันทางศีลธรรมจริง, ตัวอย่างเหตุการณ์ของ Rachels เป็นแบบนี้ฮะ

เหตุการณ์ที่หนึ่ง ถ้าลูกพี่ลูกน้องวัยหกขวบของสมิธตาย สมิธจะได้สมบัติก้อนโต สมิธอยากได้ตังค์ วันหนึ่งเด็กหกขวบคนนั้นกำลังอาบน้ำ สมิธก็ย่องเข้าไปจับกดน้ำให้ตาย แล้วสร้างสถานการณ์ว่าอุบัติเหตุ

เหตุการณ์ที่สอง โจนส์ก็ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกับสมิธเป๊ะ แต่ตอนที่กำลังย่องเข้าห้องน้ำนั้น เด็กคนดังกล่าวลื่นหัวฟาดขอบอ่าง หน้าคว่ำลงจมน้ำ ถ้าจะช่วยโจนส์ก็ช่วยได้ แต่เรื่องอะไรจะช่วย โจนส์ปล่อยให้เด็กหกขวบตาย

ทั้งคู่มีแรงกระตุ้นเดียวกัน ตั้งใจจะทำแบบเดียวกัน ผลลัพธ์สุดท้ายเหมือนกัน ปัจจัยเดียวที่ต่างกันคือ สมิธฆ่า ส่วนโจนส์ปล่อยให้ตาย ถ้าโจนส์พูดว่า "ชั้นก็แค่ยืนดูเด็กตาย ชั้นผิดตรงไหน" คุณรับได้มั้ยฮะ ตาชั่งศีลธรรมของคุณจะดีดเข็มไปที่โจนส์มีศีลธรรมกว่าสมิธรึเปล่า Rachels บอกว่า ถ้าการปล่อยให้ตายโดยตัวของมันเองเป็นการกระทำที่มีศีลธรรมกว่าการฆ่า คำพูดของโจนส์ที่ว่า "ชั้นก็แค่ยืนดูเด็กตาย" ก็ต้องเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักพอให้คุณพูดกับตัวเองในใจว่า "เค้าก็แค่ยืนดูเด็กตาย เลวไม่เท่ากับฆ่าหรอก" อ้อ อย่าลืมว่าคุณรู้เจตนาของเขาด้วยนะครับ เพราะเราเซ็ตให้ปัจจัยอื่นเหมือนกันหมด, Rachels คิดว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น จากจุดนี้เขาก็สามารถใช้หลักการอ้างเหตุผลอย่าง modus tollens, disjunctive syllogism ฯลฯ เพื่อจะพูดว่า ถ้าการฆ่าไม่ได้เลวมากไปกว่าการปล่อยให้ตายโดยตัวของมันเอง แล้วการุณยฆาตแบบ active จะมีความแตกต่างทางศีลธรรมกับแบบ passive ได้ยังไง




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2556    
Last Update : 20 ธันวาคม 2556 0:17:02 น.
Counter : 1047 Pageviews.  

ข้อโต้แย้งเรื่องการมีอยู่ของ soul ของ Swinburne

ใน The Evolution of Soul ของ Richard Swinburne มีข้อโต้แย้งเรื่องการมีอยู่ของ soul (ขอใช้คำว่าโซเลยล่ะกันนะ) ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ แกว่า

p = ฉันเป็นคนที่มีจิตสำนึกและดำรงอยู่ในปี 1984
q = ร่างกายทั้งหมดของฉันถูกทำลายไม่เหลือซากในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของปี 1984
r = ฉันมีโซในปี 1984
s = ฉันดำรงอยู่ (exist) ในปี 1985

ให้ x เป็นประพจน์ (proposition) ทั้งหมดที่สอดคล้องกัน และสอดคล้องกับ p&q และเป็นประพจน์ที่พูดถึงเหตุการณ์ในปี 1984

(x) อ่านว่า 'สำหรับทุก x'

ข้อโต้แย้งของ Swinburne เริ่มจากข้อตั้ง (premiss) 3 ข้อ

1. p
2. (x)♢(p&q&x&r)
3. ¬♢(p&q&¬r&s)

(ข้อ 2. กับ 3. มี modal operator ตัวหนึ่งที่เกินความรู้ ม.4 มาหน่อย คือ ♢ (diamond) สัญลักษณ์นี้อ่านว่า 'เป็นไปได้ที่' เช่น ♢r = เป็นไปได้ที่ฉันจะมีโซในปี 1984)

premiss 1 ไม่น่ามีปัญหาอะไร, premiss 2 บอกว่า เป็นไปได้ที่ฉันจะอยู่รอดถึงปี 1985 (หมายความว่า อยู่รอดในบางรูปแบบ อยู่รอดแบบไม่มี body นะ) ถ้าหากว่าฉันมีจิตสำนึกในปี 1984 ถึงแม้ว่าร่างกายของฉันจะถูกทำลายจนสิ้นซากตอนสิ้นสุดปีนั้น และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ตามในปี 1984 ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดสองข้อเมื่อตะกี้ (เราอาจจัดรูปให้ดูง่ายขึ้นได้ว่า ∀x[1984(x)&♢(x&p&q) --> ♢(p&q&t&r)] เมื่อ 1984(x) คือประพจน์ x ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในปี 1984), premiss 3 บอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่ฉันซึ่งมีจิตสำนึกในปี 1984 จะอยู่รอดถึงปี 1985 ถ้าร่างกายของฉันถูกทำลายจนไม่เหลือซาก หากว่าฉันไม่มีโซในปี 1984

Swinburne บอกว่า จาก premiss 2 กับ 3 เรารู้ว่า ¬r ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในช่วงหรือขอบเขตของ x และเนื่องจากว่า ¬r เป็นข้อความที่บรรยายเหตุการณ์หรือสถานะในปี 1984 ทำให้ผลสืบเนื่องที่เราสามารถสรุปได้คือ มันไม่สอดคล้องกับ (p&q) ฉะนั้น (p&q) ⊨ r ทีนี้ Swinburne ให้เหตุผลว่า q นะ ไม่ส่งผลกระทบต่อ r หรอก (มันก็ make sense ใช่มั้ยครับ) ฉะนั้น p ⊨ r ... เจ๋งมั้ยฮะ

สมมติ คืนหนึ่งคุณนึกครึ้มอยากคุยกับเพื่อนเรื่องการมีอยู่ของ soul และข้อโต้แย้ง mind-body หรือ dualism ของ Descartes มันไม่เก๋เท่าไร ลองนึกถึง Swinburne อีกสักคน (หมายเหตุ อันที่จริงข้อโต้แย้งนี้ถูกโต้แย้งเพียบเลย :))




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2556    
Last Update : 19 ธันวาคม 2556 19:42:19 น.
Counter : 910 Pageviews.  

cut-and-choose



คำถามคลาสสิกเวลาเห็นเค้กคือเกมแบ่งเค้ก ถ้ามีคนสองคน เราจะแบ่งเค้กออกเป็นสองก้อนยังไงให้ยุติธรรม ผมเดาว่าใครก็ตามที่กำลังอ่านตอนนี้รู้คำตอบอยู่แล้วล่ะ กลยุทธ์ cut-and-choose ให้คนแรกเป็นคนแบ่งเค้ก แล้วคนที่สองเป็นคนเลือกก่อนว่าจะเอาเค้กก้อนไหน (ทำไมมันถึงยุติธรรม? คุณตอบได้) แล้วถ้ามี 3 คนล่ะ บางคนอาจนึกถึงวิธีคลาสสิกของ Steinhaus

1. คนแรกแบ่งเค้กเป็น 3 ก้อนที่เขาคิดว่าเท่า ๆ กัน
2. คนที่สอง ถ้าเห็นว่ามีเค้กอย่างน้อย 2 ก้อนที่ขนาดไม่ต่ำกว่า 1/3 ของเค้กก้อนก่อนแบ่ง ก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเห็นว่ามีเค้ก 2 ก้อนที่น้อยอย่างน่าเกลียด เขาก็จะบอกว่า 2 ก้อนไหนที่น่าเกลียด
3. ถ้าเป็นกรณีที่คนที่สองไม่ทำอะไรในข้อ 2. เราก็ให้คนที่สามเป็นคนเลือกคนแรก คนที่สองเป็นคนเลือกอีกสองก้อนที่เหลือ (ซึ่งเขาจะได้หนึ่งก้อนที่เขาคิดว่าไม่ต่ำกว่า 1/3 แน่ ๆ) และเค้กก้อนที่เหลือก้อนสุดท้ายเป็นของคนแรก (นั่นคือทั้ง 3 คนจะได้เค้กที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 1/3 จากการวัดของตัวเอง)
4. ถ้าเป็นกรณีที่คนที่สองบอกว่าเค้ก 2 ก้อนไหนที่น้อยอย่างน่าเกลียด เราก็จะถามคนที่สามแบบเดียวกับถามคนที่สองในข้อ 2. โดยที่เราบอกคนที่สามว่าไม่ต้องสนใจว่าคนที่สองบอกว่าเค้ก 2 ก้อนไหนน่าเกลียด
5. ถ้าคนที่สามไม่ทำอะไรจากข้อ 4. เราก็ให้คนที่สองเลือกเค้กเป็นคนแรก แล้วคนที่สามเลือกเค้กเป็นคนที่สอง และเค้กก้อนสุดท้ายเป็นของคนแรก
6. แต่ถ้าคนที่สามเห็นว่ามีเค้ก 2 ก้อนที่น้อยจากข้อ 4. เขาก็จะบอกว่า 2 ก้อนไหนที่น้อย ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีเค้กอย่างน้อยหนึ่งก้อนที่เลือกตรงกับคนที่สองจากข้อ 2. เราให้เค้กที่ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าเป็นเค้กก้อนเล็กแก่คนแรก (ในสายตาของคนแรกย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาแบ่งเท่า ๆ กันทั้งสามก้อน)
7. เอาเค้ก 2 ก้อนที่เหลือมารวมกัน แล้วให้คนที่สองกับคนที่สามแบ่งกันด้วยเทคนิค cut-and-choose

เกือบยี่สิบปีต่อมา Selfridge กับ Conway เสนอ envy-free protocol สำหรับกรณี 3 คน ดังนี้ (การแบ่งเค้กจะถือว่าเป็น envy-free ก็ต่อเมื่อทุกคนมีวิธีที่จะทำให้ได้เค้กที่ตัวเองคิดว่ามีขนาดเท่ากับเค้กชิ้นใหญ่ที่สุด, กรณี cut-and-choose ในแง่หนึ่งเราพูดว่ายุติธรรม ยุติธรรมในแง่ที่ทุกคนพอใจ ถึงจะไม่พอใจก็ไม่มีข้ออ้างว่าไม่ยุติธรรม เพราะคนแรกตัดเองนี่ คนที่สองก็ได้เลือกก่อนแล้วนี่ แต่มันไม่ได้รับประกันว่าคุณจะได้เค้กที่มีขนาดเท่ากับเค้กก้อนใหญ่ที่สุด)

1. คนแรกแบ่งเค้กเป็น 3 ก้อนที่เขาถือว่าเท่ากัน
2. ถ้าคนที่สองเห็นว่า มีเค้กอย่างน้อย 2 ก้อนมีขนาดเท่ากันและเป็น 2 ก้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เขาก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าคนที่ 2 เห็นว่ามีเค้กก้อนใหญ่ที่สุดเพียงก้อนเดียว เขาจะใช้มีดตัดเค้กก้อนนั้นให้มีขนาดเท่ากับเค้กที่ใหญ่เป็นอันดับสอง เค้กส่วนที่ถูกเขาตัดออกเราจะเรียกว่า L
3. เราให้คนที่สาม สอง หนึ่ง เลือกเค้กตามลำดับ โดยที่ ถ้าคนที่สามไม่เลือกเค้กก้อนที่โดนคนที่สองตัด คนที่สองต้องถูกบังคับให้เลือกชิ้นนั้น ซึ่งคนที่สองก็ต้องเต็มใจรับ เพราะเขาเป็นคนทำให้เกิดเค้กที่ใหญ่ที่สุด 2 ก้อนที่มีขนาดเท่ากันด้วยตัวเขาเอง ตอนนี้เค้กทั้ง 3 ถูกแบ่งให้ 3 คนโดยที่ทั้งสามคนเห็นว่าส่วนของตัวเองเท่ากับส่วนที่ใหญ่ที่สุด ต่อมา เราจะต้องหาทางแบ่ง L
4. กรณีที่คนที่สองไม่ได้ทำอะไรในข้อ 2. ก็จบเกม เพราะไม่มี L แต่ถ้าเป็นกรณีที่มี L นั่นหมายความว่า ไม่คนที่สามก็คนที่สองที่จะได้เค้กก้อนที่โดนคนที่สองตัด ในสองคนนี้ เราจะให้คนที่ได้เค้กก้อนที่ไม่โดนคนที่สองตัดเป็นคนแบ่ง L ออกเป็น 3 ชิ้นเท่า ๆ กัน และเราจะเรียกคนที่แบ่ง L ว่า A, เรียกอีกคนหนึ่งว่า B
5. เค้ก 3 ชิ้นที่ A แบ่ง L ถูกเลือกโดย B, คนแรก และ A ตามลำดับ (B เป็นคนเลือกคนแรกจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องอิจฉาใคร และคนแรกไม่อิจฉา B เพราะ เขาคิดว่า L บวกกับเค้กส่วนที่ B ได้ในรอบแรกนั้นเท่ากับเค้กก้อนของเขา แต่นี่เขายังได้บางส่วนของ L มาอีก เขาย่อมได้เปรียบ B)

:))

ผมกินเค้กหมดก่อนเขียนจบย่อหน้าที่สามเสียอีก




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2556    
Last Update : 8 ธันวาคม 2556 7:37:45 น.
Counter : 920 Pageviews.  

Is Justified True Belief Knowledge?

ความรู้คือความเชื่อที่เป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับความเชื่อดังกล่าวนั้นจริงหรือ (ถ้าใช้ภาษาอังกฤษอาจจะเข้าใจง่ายกว่า คำถามคือ Is Justified True Belief Knowledge?) อันนี้เป็นชื่อบทความสั้น ๆ ของโปรเฟสเซอร์ Edmund Gettier ซึ่งแกยกตัวอย่างแย้งว่า ความคิดที่ว่า ความรู้คือ justified true belief (ความเชื่อที่เป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับความเชื่อดังกล่าวนั้น) นั้น เป็นความคิดที่มีจุดอ่อน

คำถามสำคัญในญาณวิทยาคำถามหนึ่งคือ เมื่อไรเราจะพูดได้ว่าใครบางคนรู้อะไรบางอย่าง สมมติว่าใครบางคนคือ S และอะไรบางอย่างคือ P ดังนั้น คำถามก็คือ เมื่อไร เราจะพูดได้ว่า S รู้ว่า P

คำตอบต่อคำถามนี้อาจอยู่ในฟอร์ม (a) S รู้ว่า P ก็ต่อเมื่อ 1. P เป็นจริง, 2. S เชื่อว่า P และ 3. S มีเหตุผลรองรับความเชื่อ P, นั่นเท่ากับพูดว่า เงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงในการที่จะพูดว่า S รู้ว่า P และบทความของ Gettier จะยกตัวอย่างแย้งให้เห็นว่า เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราพูดได้ว่า S รู้ว่า P

เครื่องมือหลักของแกมี 2 อย่าง หนึ่ง เป็นได้ที่คนเราจะมีเหตุผลรองรับความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งที่จริง ๆ แล้วความเชื่อนั้นเป็นเท็จ และ สอง สำหรับ P ใด ๆ ก็ตาม ถ้า S มีเหตุผลรองรับในความเชื่อ P และ P ทำให้เกิด Q ตามมาเป็นผลสืบเนื่อง และ S ได้อนุมาน Q จาก P เราก็พูดได้ว่า S มีเหตุผลรองรับความเชื่อ Q

แกจะใช้เครื่องมือสองอย่างนี้ พร้อมกรณีตัวอย่าง 2 กรณีในการแย้ง

ตัวอย่างแย้งที่ 1: สมมติว่าสมิธกับโจนส์สมัครงานที่หนึ่ง และสมมติว่าสมิธมีหลักฐานมากพอที่จะเชื่อว่า (1) "โจนส์ได้งานนี้แน่ และโจนส์มีเหรียญอยู่ 10 เหรียญในกระเป๋า" (หลักฐานของสมิธคือ ประธานบริษัทเป็นคนบอกเค้าเองว่าโจนส์จะได้งาน และเมื่อสิบนาทีที่แล้ว เขานับจำนวนเหรียญในกระเป๋าของสมิธ) ทีนี้ ผลที่สืบเนื่องจาก (1) คือ (2) "คนที่จะได้งานมีเหรียญ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋า" จากเครื่องมืออย่างที่สองในย่อหน้าที่แล้ว เราพูดได้ว่า สมิธเชื่อว่า (2) เป็นจริงแบบมีเหตุผลรองรับ

ทีนี้ลองจินตนาการว่า ตอนประกาศผล สมิธต่างหากที่เป็นคนที่ได้งาน ไม่ใช่โจนส์ (แต่สมิธไม่รู้นะครับ) และบังเอิญว่าสมิธเองก็มีเหรียญ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋า (เจ้าตัวเองไม่รู้อีกเหมือนกัน) ในกรณีนี้ (2) เป็นจริง แต่ (1) เป็นเท็จ ลองจัดเข้าฟอร์ม (a) จะได้ 1. (2) เป็นจริง, 2. สมิธเชื่อว่า (2) เป็นจริง และ 3. สมิธมีเหตุผลรองรับความเชื่อ (2), ตอนนี้เราจะได้กรณีที่เงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ แต่ถามว่าสมิธรู้ว่า (2) เป็นจริงมั้ยครับ? สมิธรู้รึเปล่าว่าตัวเอง (=คนที่ได้งาน) มีเหรียญ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋า ((2) เป็นจริงเพราะสมิธมีเหรียญในกระเป๋า 10 เหรียญ) ฉะนั้น มีเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อแต่เขากลับไม่รู้ แปลว่า การมีเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้เพราะเงื่อนไขข้อที่ 2. เป็นไปตามเครื่องมืออย่างแรกของ Gettier สมิธเชื่อว่า (2) เป็นจริงจากการนับเหรียญในกระเป๋าของโจนส์



ตัวอย่างแย้งที่ 2: สมมติว่าสมิธมีหลักฐานพอที่จะเชื่อว่า (3) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด" (หลักฐานของสมิธคือ ที่ผ่านมาเขาจำได้ตลอดว่าโจนส์มีรถคันหนึ่งและเป็นรถฟอร์ด และล่าสุด โจนส์เพิ่งขับรถฟอร์ดไปส่งสมิธที่บ้าน) ทีนี้สมมติว่าสมิธมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อบราวน์ ซึ่งคุณบราวน์ตอนนี้อยู่ไหนก็ไม่รู้ สมิธสุ่มเลือกชื่อเมืองขึ้นมา 3 เมือง แล้วสร้างข้อความสามข้อความ

(4) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือไม่ก็ บราวน์อยู่ในบอสตัน"
(5) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือไม่ก็ บราวน์อยู่ในบาร์เซโลน่า"
(6) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือไม่ก็ บราวน์อยู่ในเบรสต์-ลิตอฟ"

ข้อความ (4) - (6) เป็นผลสืบเนื่องจาก (3), เท่ากับพูดว่า "ถ้า (3) แล้ว (4)" เป็นจริง, "ถ้า (3) แล้ว (5)" เป็นจริง, "ถ้า (3) แล้ว (6)" เป็นจริง, จากเครื่องมือสอง เราพูดได้ว่า สมิธเชื่อใน (4), (5) และ (6) แบบมีเหตุผลรองรับ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าบราวน์อยู่ไหน

ทีนี้สมมติกรณีว่า โจนส์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถฟอร์ด ไอ้รถคันที่เขาขับนั่นนะเป็นรถเช่า และบังเอิญว่าบราวน์อยู่บาร์เซโลน่า (สมิธไม่รู้นะครับ) ในกรณีนี้ เราจับเข้าฟอร์ม (a) ได้ว่า 1. (5) เป็นจริง, 2. สมิธเชื่อว่า (5) เป็นจริง และ 3. สมิธมีเหตุผลรองรับความเชื่อ (5), เรามีครบทั้ง 3 เงื่อนไข แต่สมิธไม่รู้ว่า (5) เป็นจริง เพราะหลักฐานที่ใช้ประกอบความเชื่อ (5) ซึ่งสืบเนื่องมาจาก (3) นั้นมาจากประสบการณ์ของสมิธเกี่ยวกับเรื่องรถของโจนส์ สมิธไม่รู้ว่าบราวน์อยู่บาเซโลน่า ซึ่งข้อนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่ทำให้ (5) เป็นจริง

ในบทความ นอกจาก (a) ยังมี (b) กับ (c) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของ Chisholm กับ Ayer ตามลำดับ ซึ่งทั้งคู่สามารถตีความให้เข้ากับ (a) ได้ ในกรณีที่ตีความเช่นนี้ ทั้งคู่ก็มีจุดอ่อนจุดเดียวกัน




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2556    
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 23:01:15 น.
Counter : 2408 Pageviews.  

Si fallor, sum

ในเดอะซิตี้ออฟก็อดของนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป มีข้อความตอนหนึ่ง "กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่า ข้าพเจ้ามีตัวตน และมั่นใจว่า ข้าพเจ้ารู้และรักความจริงข้อนี้ ซึ่งความมั่นใจและความรู้ดังกล่าวมิอาจเป็นภาพลวงตาหรือภาพมายา เมื่อกล่าวถึงความจริงดังว่า ข้าพเจ้าก็หาได้หวั่นบรรดาข้อโต้แย้งจากนักวิชาการไม่ ข้อโต้แย้งทำนอง เป็นไปไม่ได้หรือที่ท่านจะถูกทำให้เข้าใจผิด หรือถูกลวงว่าความเชื่อเช่นนั้นเป็นความจริง ทำไมถึงไม่หวั่นนะหรือ ก็เพราะถ้าหากข้าพเจ้าเป็นฝ่ายถูกทำให้เข้าใจผิด นั่นหมายถึงข้าพเจ้ามีตัวตน คนที่ไม่มีตัวตนจะถูกทำให้เข้าใจผิดได้อย่างไร ฉะนั้น หากข้าพเจ้าถูกลวง ย่อมยืนยันความมีตัวตนของข้าพเจ้าเป็นมั่น และเนื่องจาก ถ้าหากข้าพเจ้าถูกทำให้เข้าใจผิดแล้วข้าพเจ้ามีตัวตน แล้วข้าพเจ้าจะถูกทำให้เข้าใจผิดในการกล่าวว่าข้าพเจ้ามีตัวตนได้อย่างไร ฉะนั้น ข้าพเจ้าจะต้องมีตัวตนถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทำให้เข้าใจผิดไป เช่นนี้แล้ว จะยังสงสัยอีกหรือว่าข้าพเจ้ามิได้ถูกลวงในความรู้ที่ว่าข้าพเจ้ามีตัวตน" (หน้า 484 ฉบับแปลโดย R. W. Dyson, CUP, 1998)

เห็นว่า ข้อโต้แย้ง Si fallor, sum ของนักบุญออกัสตินอันนี้ เหมือนกับเวอร์ชั่นหนึ่งในอีกหนึ่งพันสองร้อยปีต่อมา Je pense, donc je suis หรือ Cogito, ergo sum (I think, therefore I am) ของเดการ์ตใน Discourse on Method and Principles of Philosophy แต่เราไม่มีหลักฐานว่าเดการ์ตอ้างอิง Cogito ของเขามาจาก Si fallor ของบิชอบออกัสตินนะ



ข้อความที่ผมแปลมาจากเดอะซิตี้ออฟก็อดนั้น สามารถเขียนในฟอร์มของการสรุปเชิงตรรกะได้อย่างน้อย 2 แบบ คือ (1) modus ponens: ถ้าเรามีเหตุคือ ก. P -> Q กับ ข. P เราสามารถใช้ ก. กับ ข. สรุปได้ว่า Q, กับ (2) modus tollens: ถ้าเรามีเหตุคือ ก. กับ ค. ¬Q เราสามารถใช้ ก. กับ ค. สรุปได้ว่า ¬P

(1) ก. ถ้าฉันสามารถคิดได้ว่าฉันอาจถูกลวงหรือถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของฉันแล้วล่ะก็ ฉันรู้ว่าฉันมีตัวตน, ข. ฉันสามารถ, ฉะนั้น ฉันมีตัวตน

(2) ก. ถ้าฉันไม่มีตัวตนแล้วล่ะก็ ฉันไม่สามารถคิดได้ว่าฉันอาจจะถูกลวงเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของฉัน, ค. แต่ฉันสามารถคิด, ฉะนั้น ฉันมีตัวตน




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2556    
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 8:42:33 น.
Counter : 1222 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.