creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

The Science of Interstellar: Imaging Gargantua



รูป Gargantua ใน Interstellar นั้น ...

1. สมมติให้ accretion disk บางมาก เพราะ Nolan กับ Franklin ไม่อยากฆ่าคนที่เข้าไปใกล้มัน เนื่องจากรังสีที่ disk นั้นปล่อยออกมามีความเข้มสูงมาก ฉะนั้น แทนที่จะมีอุณหภูมิหลายร้อยล้านองศาอย่าง disk ของเควซาร์ทั่ว ๆไป พวกเขาจึงสมมติให้ disk ของ Gargantua อันนี้มีอุณหภูมิต่ำพอ ๆ กับอุณหภูมิพื้นผิวดวงอาทิตย์

2. คิดผลจาก gravitational lensing ทำให้เรามองเห็น disk ที่อยู่ด้านหลังหลุมดำ (เป็นหนังฮอลลิวูดเรื่องแรกที่สร้างภาพหลุมดำรูปตัว ∅) ทำให้เรามองเห็นวงแหวนอยู่ด้านบนและด้านล่าง เมื่อเทียบกับระนาบของ disk

3. ไม่คิดผลจาก Doppler shift ที่ disk หมุนเข้าหาเราทางด้านซ้าย และหมุนออกจากเราทางด้านขวา อันจะทำให้รูป disk ดูไม่สมดุล ไม่งาม และมีสีฟ้าสว่าง ๆ ทางซ้าย สีแดงสลัว ๆ ทางขวา

4. สร้างโดยการปรับ Gargantua ให้หมุนช้าลงเหลือเพียงแค่ 0.6 ของค่าสูงสุด เพื่อรักษาให้ภาพที่คนดูเห็นมีความสมดุล การยอมทำให้ภาพสมดุลนี้ต้องแลกกับการเกิดข้อขัดแย้งประการหนึ่งคือ ความต้องการที่จะให้เวลาบนดาวเคราะห์ของ Miller ยืดออกในอัตรา 1 ชั่วโมงบนดาวเคราะห์เท่ากับ 7 ปีบนโลก เพราะความต้องการดังกล่าวจะเรียกร้องให้ Gargantua หมุนเกือบเท่าอัตราเร็วสูงสุด

5. disk ถูกลงสีสว่าง/สลัวตามระยะห่างใกล้/ไกลจาก Gargantua ซึ่งสัมพันธ์กับอุหณภูมิ

6. disk ที่อยู่ห่างออกมาจะหนาขึ้น เพราะคิด tidal gravity ที่อ่อนลง




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2557 14:09:29 น.
Counter : 871 Pageviews.  

The Science of Interstellar: Gravitational Slingshot



ตอนที่คูเปอร์กับพวกจะไปดาวเคราะห์ของ Miller ในส่วนของการพายาน Ranger ลงจอดบนดาวเคราะห์นั้น แกพูด "Look, I can swing around that neutron star to decelerate." Kip เอาประโยคนี้มาอธิบายเป็นเนื้อหาหนึ่งบทในหนังสือ เพื่อแสดงความสำคัญของประโยคดังกล่าวและความคลาดเคลื่อนในขณะเดียวกัน

ในแง่ความสำคัญ ยาน Ranger ที่ขับออกจากยานแม่ Endurance ซึ่งจอด (โคจร) อยู่รอบนอกของ Gargantua (ที่รัศมีวงโคจรประมาณ 10 เท่าของรัศมี Gargantua โดย Endurance ในวงโคจรดังว่ามีอัตราเร็วอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสามของอัตราเร็วแสง) จะต้องลดอัตราเร็วลงเพื่อให้ Gargantua ดูดมันเข้าไปหา (เพราะดาวเคราะห์ของ Miller อยู่ในวงโคจรที่ใกล้กว่า) แล้วพอใกล้ ๆ จะถึงดาวเคราะห์ มันจะต้องลดอัตราเร็วลงประมาณหนึ่งในสี่ของอัตราเร็วแสงเพื่อให้สามารถลงจอดบนดาวเคราะห์ของ Miller ที่โคจรด้วยอัตราเร็วประมาณ 0.55 เท่าของอัตราเร็วแสงได้ (เพราะตอนที่มันถูกดูดลงมานั้น อัตราเร็วของ Ranger จะสูงมาก สูงกว่าอัตราเร็วของดาวเคราะห์ประมาณหนึ่งในสี่ของอัตราเร็วแสง) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของความเร็ว ณ สองจังหวะดังกล่าวนั้นสูงมาก คำถามคือคูเปอร์พา Ranger ไปจอดบนดาวเคราะห์ได้อย่างไร

แทนที่จะถือว่าเทคโนโลยีทำได้ (ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น อาจดูย้อนแย้ง เพราะ Endurance เดินทางจากโลกไปยังดาวเสาร์ ใช้เวลาถึง 2 ปี นั่นคืออัตราเร็วเฉลี่ยเพียงแค่ 20 กิโลเมตรต่อวินาที, นี่ก็ยังเร็วกว่าจรวดที่เร็วที่สุดในปัจจุบันนะครับ) ประโยคข้างต้นของคูเปอร์จึงบอกเป็นนัยถึงคำตอบว่าใช้ gravitational slingshot ถึงแม้ประโยคนี้จะพูดถึงแค่จังหวะเดียว คือจังหวะตอนลงจอดที่ต้องอาศัยดาวนิวตรอนมาหักเหทิศทางและลดอัตราเร็ว แต่ตอนที่จะลดอัตราเร็วจากอัตราเร็วที่วงโคจรของยานแม่เพื่อให้ถูกดูดลงมาก็ต้องอาศัย slingshot เหมือนกัน

ในแง่ความคลาดเคลื่อน การเปลี่ยนความเร็วที่สูงขนาดนั้น Ranger จะต้องเข้าไปใกล้ดาวนิวตรอนหรือวัตถุใด ๆ ที่บิดกาล-อวกาศมาก ๆ ฉะนั้นลูกเรือจะต้องเจอปัญหาจากแรงไทดัล และเพื่อไม่ให้ทั้งคนและยานถูกแรงไทดัลฉีกกระจุย และเพื่อให้เข้าใกล้ได้มากพอที่จะหักเหและสามารถพายานลงจอดได้ รัศมีของวัตถุที่บิดกาล-อวกาศนี้จะต้องมากกว่า 10,000 กิโลเมตร นั่นคือ มันต้องใหญ่กว่าโลกนะครับ

อนิจจา ไม่มีดาวนิวตรอนที่ใหญ่กว่าโลก (รัศมีของดาวนิวตรอนโดยทั่วไปประมาณระยะทางจากสถานีรถไฟฟ้าวุฒากาศไปสถานีหมอชิตเท่านั้นแหละ) ฉะนั้น งานนี้จะต้องใช้หลุมดำ (IMBH) อีก 2 หลุม ไม่ใช่ดาวนิวตรอน!

Kip บอก Nolan แต่ Nolan ยืนยันจะใช้ดาวนิวตรอน

เหตุผล กลัวคนดูส่วนใหญ่สับสนถ้ามีหลุมดำหลายหลุมในหนัง :))




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2557 21:06:58 น.
Counter : 978 Pageviews.  

The Science of Interstellar: Gargantua's Spin



มี speculation อันหนึ่งที่ถ้าเราไม่อ่านหนังสือของ Kip ก็ไม่รู้ และน่าสนใจ

Nolan อยากให้เวลาบนดาวเคราะห์ของ Miller เดินช้าในอัตรา 1 ชั่วโมงที่นี่เท่ากับ 7 ปีบนโลก ซึ่งตอนแรก Kip คิดว่าเป็นไปไม่ได้ (ปรัชญาของหนังที่ Kip วางไว้อยู่บนฐานสำคัญ 2 ข้อ 1. จะต้องไม่มีส่วนไหนขัดกับกฎทางฟิสิกส์อันเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว และ 2. speculation ในส่วนกฎฟิสิกส์ที่ยังไม่รู้กระจ่างจะต้องมีความเป็นไปได้เมื่อมองผ่านสายตาของวิทยาศาสตร์จริง ๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ที่ "respectable" ถือว่ามันเป็นไปได้, เงื่อนไขอันนี้เขียนไปก็เท่านั้น แกเองก็ respectable นี่นา) แต่ Nolan ยื่นคำขาด "It's non-negotiable."

ทางออกของ Kip คือต้องวางให้ดาวเคราะห์ของ Miller อยู่ใกล้ Gargantua มากที่สุดที่เป็นไปได้โดยมันยังไม่ตกลงไปในหลุมดำ และ Gargantua ต้องหมุนเร็วเว่อร์ ๆ (อัตราเร็วการหมุนของหลุมดำมีขีดจำกัดหรือมีค่าสูงสุดนะครับ ถ้ามันหมุนเร็วกว่าขีดจำกัดเมื่อไร ขอบฟ้าเหตุการณ์จะหายไป ทำให้ซิงกูลาริตี้เปลือย เผยโฉมให้เอกภพภายนอกได้ยล ซึ่งอาจขัดกับกฎฟิสิกส์) Kip คำนวณแล้วพบว่า ถ้าอยากให้เวลาบนดาวเคราะห์ของ Miller ไหลช้าตามที่ Nolan ต้องการ Gargantua จะต้องหมุนช้ากว่าขีดจำกัดเพียงแค่เศษหนึ่งในหนึ่งร้อยล้านล้านส่วน

ในปี 1975 Kip ค้นพบกลไกที่ธรรมชาติใช้ปกป้องมิให้หลุมดำหมุนเร็วเกินขีดจำกัด และคาดว่าถ้าหลุมดำหมุนไปจนแตะ 0.998 เท่าของอัตราเร็วสูงสุดแล้วมันจะเข้าสู่ภาวะสมดุล ฉะนั้น แกจึงคาดว่าไม่มีหลุมดำที่หมุนเร็วกว่า 0.998 เท่าของอัตราเร็วสูงสุด สิ่งที่ Nolan ขอนั้นเร็วกว่าค่านี้มาก แต่แกก็จินตนาการว่า ยังเป็นไปได้นะ

ถ้าคุณได้ยินเสียงทุบโต๊ะ

คุณคิดว่าใคร Kip Thorne หรือ Christopher Nolan :))




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2557 23:55:35 น.
Counter : 950 Pageviews.  

they are not grounded



ตัวอย่างนี้จากบทความ Truth and Reflection ของยาโบลน่าสนใจดีครับ

แกสร้างลำดับของประโยค

S(1) : "มีค่า n > 1 ที่ S(n) สมมูลกับ S(n+1)"
S(2) : "มีค่า n > 2 ที่ S(n) สมมูลกับ S(n+1)"
S(3) : "มีค่า n > 3 ที่ S(n) สมมูลกับ S(n+1)"
.
.
S(m) : "มีค่า n > m ที่ S(n) สมมูลกับ S(n+1)"
.
.

ซึ่งเราสามารถพิสูจน์ได้ไม่ยากว่าประโยคทั้งหมดในลำดับนี้ทุกประโยคเป็นจริง โดยการสมมติว่า มี S(n) บางตัวในลำดับนี้ที่เป็นเท็จ นั่นคือ สำหรับคู่ S(m) กับ S(m+1) ใด ๆ ที่ m > n ค่าความจริงของ S(m) กับ S(m+1) จะต้องต่างกัน นั่นคือ จะต้องมี S(p) ที่ p > n และเป็นจริง หมายความว่ามีคู่ S(q) กับ S(q+1) ที่ q > p ที่ค่าความจริงของ S(q) เหมือนกับของ S(q+1) และเนื่องจาก p > n ฉะนั้นมีค่า q > n ที่ S(q) กับ S(q+1) สมมูลกัน เกิดข้อขัดแย้ง นั่นคือ ไม่มี S(n) ในลำดับที่เป็นเท็จ ทุกประโยคในลำดับนี้เป็นจริงหมด แต่มันเป็นจริงจากอะไร เช่น ถ้าเราถามว่าทำไม S(2) จริง คำตอบอาจจะเป็นเพราะ S(3) กับ S(4) จริง แล้วทำไม S(3) จริง คำตอบอาจจะเป็นเพราะ S(4) กับ S(5) จริง ... นี่เป็นตัวอย่างที่ยาโบลใช้ตั้งข้อสงสัยต่อ stability semantics

(ยาโบลเขียนบทความนี้ตอนเป็นนักศึกษาที่ยูซี เบิร์กลีย์ มีส่วนหนึ่งของบทความเตะตาซาล คริปกี้ ถึงกับโทรศัพท์มาหาเชียวนะฮะ แต่ตอนนั้นยาโบลไม่อยู่ Vernallis เป็นคนรับสาย สองคนนี้คุยอภิปรัชญาว่าด้วยไทม์โซนติดลม ถึงแม้ยาโบลจะกลับมาทันช่วงที่คริปกี้ยังไม่วาง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้คุย อีก 2 ปีต่อมายาโบลกับคริปกี้ถึงได้คุยกัน และรับคำเชิญไปพูดงานสัมมนาที่พรินซ์ตัน ส่วนของบทความที่เตะตาคริปกี้คือส่วนที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าพาราด็อกซ์ของยาโบล)

ที่มา: เก็บความมาเล่าจากหนังสือ The Yablo Paradox ของ Roy T. Cook




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2557 9:15:30 น.
Counter : 713 Pageviews.  

The Anatomy of Violence (1)

หนังสือ The Anatomy of Violence เขียนโดย Adrian Raine ข้างล่างนี้เป็นร่องรอยระหว่างอ่าน อ่านไป ชอบอันไหนและเล่าได้ไม่ยาวนัก ก็โพสต์ลงเฟสบุ๊ก



July 17, 2014

[อันนี้อ่านเจอตั้งแต่เมื่อคืนตอนก่อนนอน แต่ขี้เกียจปีนลงจากเตียงมาโพสต์ นึกได้อีกทีหลังกินข้าวเที่ยง] ผู้ชายอินเดียนเผ่า Yanomamo (ในวิกิพีเดีย สะกด 3 แบบ Yanomami, Yąnomamö, Yanomama ในที่นี้ขอยึดตามหนังสือ The Anatomy of Violence ของ Andrian Raine ที่กำลังอ่านละกัน mamo) ในเขตป่าฝนทางตอนเหนือของบราซิลและตอนใต้ของเวเนซุเอล่า จะมีสถานะทางสังคมอันหนึ่งเรียกว่า unokai หมายถึง คนที่เคยฆ่าคนอื่น ข้อมูลสถิติบอกว่า 44% ของผู้ชายเผ่านี้ที่อายุมากกว่า 25 ปีเคยฆ่าคนอื่น สาเหตุหลักคือความอิจฉาริษยาในเรื่องเนื่องด้วยเพศ unokai นั้นจะมีเมียโดยเฉลี่ย 1.63 คน มีลูกโดยเฉลี่ย 4.91 คน ขณะคนที่ไม่เป็น unokai มีเมียเฉลี่ย 0.63 คน และมีลูก 1.59 คน Yanomamo ถูกใช้เป็นตัวอย่างความสำเร็จในแง่ของ reproductive fitness จากการใช้กลยุทธ์คือความรุนแรง

July 17, 2014



July 19, 2014



July 24, 2014

อ่านเจอการทดลองน่าสนใจอันหนึ่ง โดย Peter Venables ทำบนเกาะมอริเชียสในมหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ นอกชายฝั่งแอฟริกา ให้เด็กอายุ 3 ขวบ 1,795 คน ซึ่งมาพร้อมกับแม่ ทดลองเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขคล้าย ๆ การทดลองหมากับกระดิ่งของปาฟลอฟ เด็กนั่งบนตักแม่เพื่อความสบาย ผ่อนคลาย และมั่นคง จะได้ยินเสียงจากหูฟัง ถ้าเริ่มต้นด้วยเสียงความถี่ต่ำ อีก 10 วินาทีต่อมาจะมีเสียงดังน่ากลัวแกล้งให้เด็กตกใจเล่น แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยเสียงความถี่สูง อีก 10 วินาทีต่อมา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อันนี้คือจะดูความสามารถในการเรียนรู้เงื่อนไขของความกลัวของเด็ก 3 ขวบ หลังจากเด็กเรียนรู้แล้ว แค่ตัวกระตุ้นคือเสียงความถี่ต่ำอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กตอบสนองคือแสดงอาการกลัวได้ ทำนองเดียวกับเสียงกระดิ่งที่ทำให้หมาน้ำลายแตก

Adrian Raine (ศิษย์ของ Venables) เขียนเล่าว่า เพียง 3 รอบเด็กก็เรียนรู้ได้ล่ะ รู้ได้ไงว่าเด็กเรียนรู้เงื่อนไขความถี่ต่ำน่ากลัว ความถี่สูงไม่น่ากลัว เขาแปะขั้วไฟฟ้า 2 แผ่นบนนิ้วเด็กเพื่อวัดความนำไฟฟ้าของผิวหนัง ความกลัวถูกตีความผ่านเหงื่อ และผิวหนังที่มีเหงื่อเพิ่มความนำไฟฟ้า ผลลัพธ์ที่เราจะได้คือข้อมูลการเรียนรู้เงื่อนไขความกลัวของเด็ก แน่นอน มีเด็กบางคนที่ความสามารถในการเรียนรู้เงื่อนไขความกลัวต่ำหรืออาจจะไม่มีเลย

ผ่านไป 20 ปี Yu Gao (ศิษย์ของ Raine) สืบค้นประวัติอาชญากรรมบนเกาะ วิเคราะห์ด้วยสถิติ พบว่า เด็กที่โตขึ้นมาแล้วเป็นอาชญากรจะมาจากกลุ่มเด็กที่ตอนอายุ 3 ขวบไม่สามารถเรียนรู้เงื่อนไขความกลัวได้

July 25, 2014



มีการทดสอบเพื่อวัด "executive functioning" ความสามารถในการตัดสินใจ วางแผน ความยืดหยุ่นทางพุทธิปัญญา โดยเฉพาะความสามารถในการปรับเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์ ได้ผลลัพธ์ตามรูป พวกไซโคผาธที่ประสบความสำเร็จ หมายถึง ไซโคผาธที่ไม่ถูกจับได้ชนะเลิศ โอเค ถ้าไม่ถูกจับได้แล้วเอามาทดลองได้ยังไง อันนี้ยาว ข้ามไป เอาเป็นว่าแลบเค้ามีอำนาจที่ได้จากศาลในการรักษาข้อมูลเป็นความลับ และเค้ามีวิธีที่ดีกว่าวิธีของ Cathy Widom ที่ประกาศลงหนังสือพิมพ์บอสตันระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1974 ถึงกรกฎาคม 1975 อันที่จริง ส่วนหนึ่งของการทดสอบนี้ (ไม่ใช่ executive functioning นะ) ยืนยันข้อคาดการณ์ของเธอที่ว่า ความแตกต่างออโตโนมิกระหว่างคนธรรมดากับไซโคผาธ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ (ไซโคผาธจะต่ำกว่าคนทั่วไปโดยเฉพาะเมื่อเผชิญหน้ากับภาวะเครียด) หรือความนำไฟฟ้าของผิวหนัง (ไซโคผาธเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับภาวะเครียด) นั้น เป็นเพียงข้อแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับไซโคผาธกิ๊กก๊อก หมายถึง ไซโคผาธที่ถูกจับได้ ส่วนไซโคผาธชั้นสูงจะไม่พบข้อแตกต่างออโตโนมิกดังกล่าว หมายความว่า เขาแทบเหมือนคนทั่วไป แต่ถ้าดูผลความสามารถในการตัดสินใจ บรรดาไซโคผาธชั้นสูงคะแนนนำลิ่วเลยครับ

นึกถึง ฮันนิบาล เล็กเตอร์ ของโทมัส แฮร์ริส กันมั้ย

July 25, 2014




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2557 20:46:57 น.
Counter : 800 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.