creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

impossible belief

John D. Barrow เขียนบทความสั้น ๆ ถึงความเชื่อที่เป็นไปไม่ได้ (impossible belief) นี่ไม่ได้พูดในความหมายทำนองความเชื่อที่ว่าฮอกวอตส์มีจริง แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีจริง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เด็ก ๆ ขี่ไม้กวาดเล่นควิดดิชลอยไปลอยมาจะมีอยู่จริง เพราะมันมีความเป็นไปได้ที่จะมีคนเชื่อเรื่องที่โรว์ลิงเขียนว่าเป็นเรื่องจริง ทำนองเดียวกับมีความเป็นไปได้ที่จะมีเด็กเชื่อว่ามีซานตาครอสนั่งรถที่มีกวางเรนเดียร์เหาะลากอยู่จริง ความเชื่อประเภทนี้ยังเรียกว่าเป็นความเชื่อที่เป็นไปได้นะครับ เพราะเป็นความเชื่อที่คุณสามารถ perform หรือแสดงอาการ 'เชื่อ' ได้ ลองนึกถึงตัวอย่างความเชื่ออื่น ๆ ที่อาจจะคุ้นเคย มีทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อ เช่น เด็กบางคนออกจากท้องแม่ปุ๊บก็เดินได้หลายก้าวแถมยังพูดได้ บางคนบอกว่าตัวเองคือพระเจ้า



impossible belief ของ Barrow คือความเชื่อที่เราไม่สามารถแสดงอาการเชื่อได้ แม้จะหลอกตัวเองว่าเชื่อก็ยังทำจริง ๆ ไม่ได้ แกยกตัวอย่างอลิสกับบ๊อบ ความเชื่อต่อไปนี้ของอลิสคือ impossible belief

อลิสเชื่อว่าบ๊อบตั้งสมมติฐานว่าอลิสเชื่อว่าสมมติฐานอันนั้นของบ๊อบไม่เป็นจริง



นึกถึงพาราด็อกซ์ของรัสเซลล์กันมั้ยครับ เซ็ตของทุกเซ็ตที่ไม่มีตัวมันเองเป็นสมาชิก :))




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2557    
Last Update : 15 ธันวาคม 2557 8:38:54 น.
Counter : 848 Pageviews.  

The Joy of Sin: Lust

บทแรกในหนังสือ The Joy of Sin ผู้เขียน Simon Laham ชี้ให้เห็นประโยชน์ของบาปข้อแรก lust (บาปทั้ง 7 ตามคำสอนของโป๊ปเกรกอรี่ที่ 1 ประกอบด้วย lust, gluttony, greed, sloth, wrath, envy แล้วก็ pride เนื้อหาหนังสือก็มี 7 บทตาม 7 บาป) Laham ยกคุณูปการของราคะผ่านการทดลองทางจิตวิทยาหลายอัน ขอเล่าสักหนึ่งอัน



เป็นการทดลองของ Jens Förster แห่งมหาวิทยาลัย Jena เยอรมนี (เราลองเสิร์ชชื่อ Jens เจอข่าวกรณีกล่าวหา scientific misconduct คร่าว ๆ เกี่ยวกับการตีความสถิตินี่แหละ ยังไม่ได้ติดตามดูรายละเอียดนะฮะ อันนี้ถ้าใครอ่าน ก็อ่านเอาสนุกละกัน) การทดลองนี้เริ่มด้วยการปลุกราคะ ทำให้ผู้ร่วมทดลองเงี่ยน แล้วดูว่าความเงี่ยนจะส่งผลอย่างไรต่อการทำงานของสมองในแง่ local vs global processing ตัวอย่างเช่น คุณเห็นตัวอักษรอะไรข้างล่างนี้

H
H
H
H
H
H H H H H

H หรือ L? กรณีที่เป็น global ก็จะเห็น L ง่ายกว่าเห็น H เห็นป่าชัดกว่าเห็นต้นไม้ ส่วนถ้าเป็น local ก็กลับกัน

ผลการทดลองพบว่า คนที่กำลังเงี่ยนมีแนวโน้มที่จะประมวลผลแบบ local มากกว่า

ทีนี้ นักจิตวิทยาบอกว่า local processing สัมพันธ์กับ analytic thinking เช่นความสามารถในการแก้ปัญหาอย่าง ถ้า A น้อยกว่า B และ C มากกว่า B แล้ว A น้อยกว่า C ใช่มั้ย

Förster พบว่า ผู้ทดลองที่ถูกปลุกราคะจะแก้โจทย์ปัญหาที่ต้องใช้ทักษะ analytic thinking ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม

Laham จึงเขียนปิดท้ายด้วยอารมณ์ขัน เป็น moral ของการทดลองชุดนี้ว่า ก่อนสอบคราวหน้า ดูหนังโป๊อาจช่วยได้ :))




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2557    
Last Update : 1 ธันวาคม 2557 18:35:33 น.
Counter : 783 Pageviews.  

The Science of Interstellar: Into Gargantua



ในต้นฉบับร่างแรกของหนังสือปี 1985 ตอน Carl Sagan จะส่ง Eleanore Arroway นางเอก Contact ผ่านหลุมดำเพื่อไปยังดาว Vega นั้น Kip ได้แนะนำให้เปลี่ยนเป็นส่งผ่านรูหนอนแทน เพราะ singularity ในหลุมดำจะฆ่านาง ฉีกนางออกเป็นชิ้น ๆ แล้วเหตุใดใน Interstellar แกถึงได้เชียร์ Christopher Nolan ให้ส่ง Cooper เข้าไปในหลุมดำ Gargantua

Kip เล่าว่า ความรู้ปี 1985 นั้น ในหลุมดำมี singularity อยู่แบบเดียว คือแบบ BKL (ตามชื่อนักฟิสิกส์ชาวรัสเซีย 3 คน Belinsky, Khalatnikov กับ Lifshitz) แต่ต่อมาในปี 1991 Eric Poisson กับ Werner Israel แห่งมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา แคนาดา พบ singularity อีกแบบ (จากคณิตศาสตร์ของกฎของไอน์สไตน์) เรียกว่า infalling singularity ถ้าคุณตกลงในหลุมดำ จะมีพวกแก๊ส ฝุ่น แสง คลื่นความโน้มถ่วง ฯลฯ ตกตามหลังคุณมาด้วย ซึ่งไอ้สิ่งที่ตกตามหลังนี่เมื่อมองจากสายตาของเอกภพภายนอกหลุมดำอาจใช้เวลานานนับล้านหรือพันล้านปีกว่าจะเข้าไปในหลุมดำ แต่ถ้ามองผ่านสายตาของคุณ สิ่งที่ตกตามหลังมาอาจใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที และสิ่งเหล่านี้จะทำตัวเป็นชั้นบาง ๆ ที่เคลื่อนที่เข้าหาคุณด้วยอัตราเร็วแสงหรือเกือบเท่าอัตราเร็วแสง ชั้นดังกล่าวจะสร้างแรงไทดัลความเข้มสูงบิดอวกาศ แต่ในกรณีที่มันตามมาทันและชนคุณ แรงบีบ-ยืดจากไทดัลที่กระทำต่อร่างกายคุณก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากรณี BKL มันจึงได้ชื่อว่าเป็น gentle singularity เมื่อมองจากเวทีของ sci-fi จึงพอจินตนาการว่าอาจรอดตายหลังถูกชนได้ (แต่ตัว Kip เองคิดว่า โอกาสรอดน้อยนะครับ)

ต่อมาในปี 2012 Donald Marolf แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่แซนตาบาร์บารา กับ Amos Ori จากอิสราเอลพบว่ายังมี singularity อีกแบบ คือ outflying singularity เกิดจากพวกแก๊ส ฝุ่น คลื่นความโน้มถ่วงเป็นต้น ที่ตกลงในหลุมดำก่อนหน้าคุณ ซิงกูลาริตี้ทั้งคู่ gentle เหมือนกัน โตขึ้นเมื่อหลุมดำแก่ขึ้นเหมือนกัน และเคลื่อนที่เข้าหากัน ฉะนั้น ตอนที่ Cooper ตกลงไป ยาน Ranger ของเขาจะต้องชนกับ gentle singularities อันใดอันหนึ่ง และอาศัยทางรอดคือพวก they ซึ่งเป็น bulk beings ที่อาศัยอยู่ในมิติที่สูงกว่าเข้ามาช่วยไว้ งานนี้ Nolan เลือกให้ Roger ชน outflying singularity โดยขณะชนนั้น Cooper ดีดตัวออกมาพอดี แล้ว they เตรียม tesseract มารอรับไว้

เหตุผลหนึ่งที่เลือกให้ชน outflying singularity คือ ถ้าคูเปอร์ถูกชนด้วย infalling และรอดตาย หลังจากถูกชนแล้วเขาจะไปอยู่ในอนาคตอันไกลโพ้นของเอกภพ ถึงแม้พวก they จะมาช่วยไว้และส่งเขากลับระบบสุริยะ เขาก็ไปถึงระบบสุริยะ ณ เวลาที่ผ่านจากตอนจากมานับพันล้านปี เราก็จะไม่ได้เห็นฉากซึ้ง ๆ อย่างพ่อรักษาสัญญา มีเมิร์ฟแก่ชรานอนรอความตายอยู่บนเตียงและได้พบหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย

ทีนี้ เกิดปัญหาสืบเนื่องจากการที่ Nolan เลือกให้ Cooper ชน outflying เพราะนั่นแปลว่า Ranger จะต้องวิ่งหนี infalling (ซึ่งตามมาหลังมาติด ๆ ด้วยอัตราเร็วเกือบอัตราเร็วแสง) ได้ทัน Kip แก้โดยบอก งั้นให้ตอนพุ่งเข้าหาหลุมดำถูกเหวี่ยง (slingshot) ด้วยหลุมดำ intermediate-mass อีกสักอันหลังแยกตัวจาก Endurance




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2557 15:38:04 น.
Counter : 1671 Pageviews.  

The Science of Interstellar: Bulk Fields



มิติที่ 5 (the bulk) ของเอกภพใน Interstellar ไม่ถูกม้วน เพื่อให้มีที่ว่างพอสำหรับคูเปอร์กับ tesseract เข้ามาเล่นบทสำคัญตอน climax ของหนัง ทำให้ Kip ต้องหาทางออกที่จะไม่ม้วนมิตินี้และขณะเดียวกันยังรักษา inverse square law สำหรับแรงโน้มถ่วงของนิวตันเอาไว้ได้ ทางออกของ Kip คือ ทำให้เบรนของเราเป็นแซนด์วิช ที่มี confining brane สองอันประกบบนล่างแล้วกาล-อวกาศระหว่างพวกมันม้วนแบบ Anti-DeSitter ซึ่งจะช่วยไม่ให้แรงโน้มถ่วงรั่ว ไม่ทำให้กฎของนิวตันผิด ไม่ทำให้โลกของเราหรือระบบสุริยะไม่เกาะอยู่ด้วยกันรอบดวงอาทิตย์ (the bulk นอกแซนด์วิชไม่ warped อันเป็นเวทีเหลือเฟือสำหรับงาน sci-fi) หลังจากคิดทางออกนี้แล้ว แกของคำปรึกษาจาก Lisa Randall ให้ช่วยวิจารณ์ Lisa บอกว่าไอเดียแซนด์วิชนี้มีคนเสนอก่อนหน้านี้แล้ว แถมต่อมา Edward Witten ได้พิสูจน์ว่าแซนด์วิช AdS ไม่เวิร์ก ไม่เสถียร เบรนจะชนกัน ทำลายเอกภพ

ในหนัง Kip ให้ Professor Brand วิเคราะห์และสรุปเหตุผลที่เบรนแซนด์วิชไม่ชนกันว่าเป็นเพราะมี bulk fields มายับยั้งแล้วผลักเบรนให้ห่างออกไปถ้ามันงอจนใกล้จะชนกัน และ mathematical description ของ bulk fields รวมถึงกลไกที่มันก่อให้เกิด anomalies เป็นต้นนี่แหละครับคือสิ่งที่ Professor Brand พยายามตามหาและแก้

สนใจดูกระดานดำทั้งหมดของ Professor Brand เชิญที่ interstellar.withgoogle.com




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2557 16:21:38 น.
Counter : 949 Pageviews.  

The Science of Interstellar: Accident is the first building block of evolution



ตอนที่พบว่าดาวเคราะห์ของ Miller ไม่เวิร์ก (คลื่นยักษ์จากแรงไทดัลของ Gargantua เป็นต้น) เอมิเลียกับคูเปอร์เถียงกันว่าจะไปดาวเคราะห์ดวงไหนต่อดี มี 2 ตัวเลือก คือ ดาวเคราะห์ของ Edmund กับดาวเคราะห์ของ Mann โดยดาวเคราะห์ของ Edmund นั้นอยู่ไกลกว่า (อยู่ไกลจาก Gargantua กว่าด้วย) เธออยากไปหา Edmund และเธอให้เหตุผลแบบนี้ครับ

"Accident is the first building block of evolution." ความบังเอิญเป็นปฐมเหตุ (โครงสร้างพื้นฐานตัวแรก) ของวิวัฒนาการ เธอว่างั้น ประโยคนี้โอเคนะฮะ เป็นแนวคิด เป็นทฤษฎีหนึ่งที่มีคนยอมรับกัน จากนั้น โน้มน้าวต่อ "But when you're orbiting a black hole, not enough can happen---it sucks in asteroids and comets, other events that would otherwise reach you. We need to go further afield." การที่เราโคจรอยู่ใกล้ ๆ หลุมดำเนี่ยนะ โอกาสเกิดเหตุบังเอิญมันยาก เพราะเจ้าหลุมดำมันดูดดาวหางดาวเคราะห์น้อยไปหมด (คือ เธอกำลังจะพูดว่า เมื่อเวลาผ่านไป วงโคจรจะสะอาดขึ้นเรื่อย ๆ) ฉะนั้น เราไปอีกหน่อยเถอะค่ะ

Kip บอกว่า Christopher Nolan รู้นะฮะว่าข้อโต้แย้งของเอมิเลียผิด แต่ก็ยังเลือกที่จะเก็บบทท่อนนี้เอาไว้ (บทท่อนดังกล่าวเขียนโดย Jonah) เพื่อที่จะบอกผู้ชมว่า ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนสามารถตัดสินใจได้สมบูรณ์แบบหรอก

โอเค เราว่าเหตุผลของ Nolan ผ่านนะ ฟังขึ้น แต่ message อันนั้น อันที่แกจะสื่อ imperfect judgment จะส่งมาถึงคนดูได้เต็มปากเต็มคำก็ต่อเมื่อคนดูรู้ว่า argument ของเอมิเลียผิดตรงไหน

คุณระบุได้มั้ยฮะว่าจุดผิดในข้อโต้แย้งของเธออยู่ที่ใด

คีย์เวิร์ดคือโมเมนตัมเชิงมุม วัตถุที่โคจรรอบ ๆ Gargantua ตอนที่มันอยู่ห่าง Gargantua จะมีโมเมนตัมเชิงมุมสูง พอมันเข้าใกล้หลุมดำ โมเมนตัมเชิงมุมที่สูงนั้นจะทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลางซึ่งสามารถเอาชนะแรงดึงดูดของหลุมดำได้สบาย ๆ (นอกจากว่าวัตถุนั้นจะโคจรมุ่งหน้าเข้าหาหลุมดำอยู่แล้วนะ) Kip โชว์รูปจำลองการโคจรของวัตถุพวกนี้ในหนังสือของแก แล้วบอกว่า ถ้ามันไม่ซวยจริง ๆ เช่น ถูกเหวี่ยงด้วย gravitational slingshot จากวัตถุุอื่นทำให้ทิศทางป้อนเข้าปากหลุมดำพอดี มันก็จะรอดจากการถูกดูด และอันที่จริงแล้ว จะผลการจำลองที่ผ่านมานั้น โอกาสเกิดการชนเพื่อสร้างเหตุบังเอิญที่เอมิเลียอ้างถึงกลับเพิ่มขึ้นเสียอีก ไม่ใช่ลดลง :))




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2557 14:14:54 น.
Counter : 540 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.