creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ประเทศนะครับ ไม่ใช่บริษัท

A Country is not A Company


Paul Krugman เขียน
ศล แปล


นักศึกษาที่วางแผนจะเข้าสู่วงการธุรกิจบ่อยครั้งเลือกเอกเศรษฐศาสตร์ แต่มีน้อยคนนักที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะได้ใช้สิ่งที่ได้ยินมาจากชั้นเรียน นักศึกษาเหล่านั้นตระหนักความจริงพื้นฐานข้อหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ช่วยพวกเขาในการทำธุรกิจ

     คำพูดย้อนกลับก็ยังคงเป็นจริงครับ สิ่งที่คนเรียนรู้จากการทำธุรกิจไม่ได้ช่วยพวกเขาในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ ประเทศไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่นะครับ แนวความคิดที่สร้างผู้นำทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งโดยทั่วไปไม่ใช่แนวความคิดที่สร้างนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ผู้บริหารที่ทำเงิน 1 พันล้านเหรียญมักจะไม่ใช่คนที่เหมาะสมสำหรับภารกิจให้คำปรึกษาเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านเหรียญ

     เราพูดเรื่องนี้กันทำไม? สุดท้ายแล้วทั้งนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ใช่กวีฝีมือฉกาจ แล้วไงล่ะครับ? ตราบจนทุกวันนี้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้บริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเองนั่นแหละ) เชื่อว่าคนที่ทำเงินส่วนตัวได้มหาศาลย่อมรู้วิธีสร้างความมั่งคั่งยิ่งขึ้นแก่ประเทศชาติ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วคำแนะนำของเขาหรือเธอบ่อยครั้งผิดพลาดมหันต์

     ผมไม่ได้บอกว่านักธุรกิจโง่หรือนักเศรษฐศาสตร์ฉลาดเป็นพิเศษนะครับ ตรงกันข้าม ถ้าเอาผู้บริหารธุรกิจของสหรัฐแนวหน้า 100 คนมาเทียบกับนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ 100 คน คนที่โดดเด่นน้อยที่สุดของกลุ่มแรกยังฉายแสงเจิดจรัสกว่าคนที่โดดเด่นมากที่สุดของกลุ่มหลังเสียอีก ประเด็นของผมคือ รูปแบบการคิดที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แตกต่างอย่างมากกับวิธีการคิดที่นำไปสู่ความสำเร็จในธุรกิจ ด้วยความเข้าใจความแตกต่างดังกล่าว เราสามารถเริ่มที่จะเข้าใจความหมายของการทำการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง และบางทีอาจช่วยให้นักธุรกิจบางคนกลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีระดับสติปัญญาเพียงพออยู่แล้ว

     ผมขอเริ่มด้วยตัวอย่างทางเศรษฐศาสตร์สองเรื่องที่ผมพบว่าผู้บริหารธุรกิจโดยทั่วไปไม่เข้าใจ เรื่องแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างการส่งออกและการสร้างงาน เรื่องที่สองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนต่างชาติกับดุลการค้า ทั้งสองเรื่องเกี่ยวพันกับการค้าระหว่างประเทศ เหตุผลหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างนี้เพราะมันเป็นเรื่องที่ผมรู้ดีที่สุด และมันก็ยังเป็นเรื่องที่ดูเหมือนนักธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบผิด ๆ ระหว่างประเทศกับบริษัท

การส่งออกกับงาน

ผู้บริหารธุรกิจเข้าใจผิดอยู่เสมอสองประการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการค้าระหว่างประเทศกับการสร้างงานภายในประเทศ ประการแรก เนื่องจากนักธุรกิจสหรัฐส่วนใหญ่สนับสนุนการค้าเสรี ฉะนั้นพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่าการค้าโลกที่ขยายตัวเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการจ้างงานของโลก พูดให้ชัดขึ้นคือพวกเขาเชื่อว่าข้อตกลงการค้าเสรี เช่น ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) ที่เพิ่งสรุปไปเมื่อไม่นานนี้เป็นเรื่องที่ดีอย่างมากมาย เพราะพวกเขาหมายถึงงานที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ประการที่สอง นักธุรกิจโน้มเอียงที่จะเชื่อว่าประเทศหลายประเทศแข่งขันกันเพื่องานเหล่านั้น ยิ่งสหรัฐส่งออกมากขึ้น ก็คิดไปว่าคนจะถูกจ้างงานเพิ่มขึ้น และการนำเข้ามากขึ้นเท่ากับงานเหลือน้อยลง ตามมุมมองดังกล่าว สหรัฐมิใช่เพียงแค่มีการค้าเสรีแต่ต้องมีการแข่งขันอย่างเพียงพอที่จะได้รับสัดส่วนปริมาณมากของงานที่การค้าเสรีสร้างขึ้นอีกด้วย

     ความคิดแบบนี้ฟังดูมีเหตุผลมั้ยครับ? แน่นอน มันดูดีมีเหตุผล โวหารทำนองนี้เคยฟุ้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่แล้ว และเป็นไปได้ว่าจะยังได้ยินอีกในการแข่งขันครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์ไม่เชื่อว่าการค้าเสรีสร้างงานทั่วทั้งโลก (หรือไม่เชื่อว่าประโยชน์ของการค้าเสรีควรจะวัดในรูปของการสร้างงาน) หรือประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกสูงจะมีการว่างงานต่ำกว่าประเทศที่ขาดดุลการค้า

     ทำไมนักเศรษฐศาสตร์จึงไม่เห็นพ้องกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นสัญชาตญาณสำหรับนักธุรกิจ? ความคิดที่ว่าการค้าเสรีเท่ากับการเพิ่มงานในภาพรวมดูเหมือนจะชัดเจน ค้าขายมากขึ้นหมายถึงส่งออกมากขึ้น ฉะนั้นงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเพิ่มมากขึ้น แต่มีอยู่ปัญหาหนึ่งในข้อคิดเห็นดังกล่าว ด้วยเหตุที่การส่งออกของประเทศหนึ่งคือการนำเข้าของประเทศอื่น ๆ จากความจำเป็นทางคณิตศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ทุกดอลลาร์ที่ได้จากการขายส่งออกถูกจับคู่กับดอลลาร์ของการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายจากสินค้าภายในประเทศของบางประเทศไปเป็นการนำเข้า เว้นแต่มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คิดว่าการค้าเสรีจะเพิ่มการใช้จ่ายโดยรวมทั้งโลก–ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่จำเป็น–อุปสงค์ของโลกโดยรวมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

     ยิ่งไปกว่านั้น เลยจากจุดที่มิอาจโต้แย้งได้ของคณิตศาสตร์ยังมีคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่จำกัดปริมาณงานทั้งหมด ใช่แค่เพียงเรื่องขาดแคลนอุปสงค์ของสินค้าหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ ยกเว้นในระยะที่สั้นมาก ๆ เพราะสุดท้ายแล้วการเพิ่มอุปสงค์ไม่ใช่เรื่องยาก ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สามารถพิมพ์เงินได้มากเท่าที่ต้องการ และมันก็ได้แสดงให้เห็นความสามารถบ่อยครั้งในการสร้างความฟูเฟื่องทางเศรษฐกิจยามที่มันปรารถนา งั้นทำไม Fed ไม่พยายามที่จะรักษาความบูมของเศรษฐกิจไว้ตลอดเวลาล่ะ? เพราะ Fed เชื่อด้วยเหตุผลที่ดีว่าถ้ามันทำแบบนั้น–ถ้ามันสร้างงานมากเกินไป–ผลที่ได้จะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวและไม่อาจยอมรับได้ พูดอีกมุมหนึ่งก็คือข้อจำกัดของปริมาณงานในสหรัฐไม่ใช่ความสามารถในการสร้างอุปสงค์ (จากการส่งออกหรือแหล่งอื่น ๆ) ของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่เป็นระดับของการว่างงานที่ Fed คิดว่าเศรษฐกิจต้องการเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

     นั่นไม่ใช่ประเด็นนามธรรมนะครับ Fed เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเจ็ดครั้งระหว่างปี 1994 และก็ไม่ได้ปกปิดจุดประสงค์ของการทำเช่นนั้นเป็นความลับ Fed ต้องการลดการบูมของเศรษฐกิจซึ่งกลัวว่าอาจจะสร้างงานมากเกินไป ทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป และนำไปสู่เงินเฟ้อ พิจารณาสิ่งที่เรื่องนี้บอกใบ้สำหรับผลกระทบของการค้าต่อการจ้างงาน สมมติว่าเศรษฐกิจของสหรัฐประสบกับการเพิ่มขึ้นของการส่งออกอย่างฉับพลัน (export surge) เช่นสมมติว่าสหรัฐตกลงที่จะยกเลิกการคัดค้านการใช้แรงงานทาสถ้าจีนยินยอมซื้อสินค้าของสหรัฐมูลค่า 200 พันล้านเหรียญ Fed จะทำยังไง? Fed จะชดเชยผลกระทบจากการขยายตัวของการส่งออกด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้การเพิ่มขึ้นใด ๆ ของงานที่สัมพันธ์กับการส่งออกจะถูกจับคู่อย่างเหมาะสมกับการสูญเสียของงานในภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น งานก่อสร้าง ทำนองกลับกัน Fed จะตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าอย่างฉับพลัน (import surge) ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน ดังนั้นการสูญเสียโดยตรงของงานจากการแข่งขันจากการนำเข้าจะถูกจับคู่โดยประมาณกับการเพิ่มจำนวนงานที่อื่น

     ถึงแม้เราจะมองข้ามประเด็นที่การค้าเสรีเพิ่มการส่งออกโดยรวมของโลกเท่ากันเป๊ะกับเพิ่มการนำเข้าโดยรวมของโลกอย่างไม่มีทางเป็นอื่น มันก็ยังไร้เหตุผลที่จะคาดหวังว่าการค้าเสรีเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ อีกทั้งไม่ควรคาดหวังนโยบายการค้าใด ๆ เช่นการส่งเสริมการส่งออก ที่จะเพิ่มจำนวนงานรวมในเศรษฐกิจของเรา ตอนที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์กลับจากต่างประเทศพร้อมรายการสั่งซื้อใหม่นับพันล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทสหรัฐ เขาอาจจะหรืออาจจะไม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกนับพัน ถ้าเขามีบทบาท เขาก็จะมีบทบาทในการทำลายงานที่อื่น ๆ ในเศรษฐกิจเป็นจำนวนที่เท่ากันด้วย ความสามารถของเศรษฐกิจสหรัฐที่จะเพิ่มการส่งออกหรือลดการนำเข้าโดยเนื้อแท้แล้วไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความสำเร็จของมันในการสร้างงาน

     คงไม่จำเป็นต้องบอกนะครับ ว่าความคิดนี้ไม่เข้าหูบรรดาคุณผู้ฟังที่เป็นนักธุรกิจสักเท่าไร (ตอนที่ผมพูดในรายการธุรกิจรายการหนึ่งว่าข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ไม่มีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบต่อจำนวนงานรวมในสหรัฐ ผู้รวมรายการคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้สนับสนุน NAFTA ตอบกลับมาด้วยความเดือดดาลว่า “ก็ไอ้ความเห็นแบบนั้นแหละที่อธิบายว่าทำไมคนถึงเกลียดนักเศรษฐศาสตร์!”) งานที่ได้รับจากการเพิ่มการส่งออกหรือลดจากการแข่งขันการนำเข้าเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คุณสามารถเห็นคนผลิตสินค้าให้ชาวต่างชาติซื้อ หรือคนงานที่โรงงานถูกปิดจากการเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากการนำเข้า ผลกระทบอันอื่นที่นักเศรษฐศาสตร์พูดถึงนั้นดูเป็นนามธรรม และถึงตอนนี้ถ้าคุณยอมรับความคิดที่ว่า Fed มีทั้งเป้าหมายเรื่องงานและวิธีการที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ คุณต้องสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงในการส่งออกและนำเข้ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการจ้างงานโดยรวม

การลงทุนกับดุลการค้า

ตัวอย่างที่สองของเราเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนในต่างประเทศกับดุลการค้าก็มีปัญหากับนักธุรกิจเหมือนกัน สมมติว่าบริษัทข้ามชาติหลายร้อยบริษัทตัดสินใจว่าประเทศหนึ่งเป็นไซต์โรงงานอุตสาหกรรมในฝันและเริ่มเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีสู่ประเทศนั้นเพื่อสร้างโรงงานใหม่ จะเกิดอะไรขึ้นกับดุลการค้าของประเทศนั้นครับ? นักบริหารธุรกิจเกือบทุกคนไม่มีเว้นเชื่อว่าประเทศจะเริ่มเกินดุลการค้า คำตอบของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าประเทศดังกล่าวไม่อาจหนีพ้นการขาดดุลการค้าครั้งใหญ่โดยทั่วไปไม่สามารถโน้มน้าวใจของบรรดานักบริหารธุรกิจให้เชื่อถือได้

     ง่ายมากครับที่จะดูว่าคำตอบของนักธุรกิจมาจากไหน พวกเขาคิดถึงบริษัทของตัวเองแล้วตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากจู่ ๆ สมรรถภาพในอุตสาหกรรมของพวกเขาขยายตัว เห็นได้ชัดว่าบริษัทของพวกเขาจะนำเข้าน้อยลงและส่งออกเพิ่มมากขึ้น ถ้าเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่ามันย่อมหมายถึงการเลื่อนไปสู่การเกินดุลการค้าสำหรับเศรษฐกิจโดยรวม

     นักเศรษฐศาสตร์รู้ว่าทางกลับกันเท่านั้นที่เป็นจริง ทำไม? ก็เพราะดุลการค้าเป็นส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน และดุลการชำระเงินรวมของประเทศใด ๆ -ผลต่างระหว่างยอดขายให้กับต่างประเทศรวมกับยอดซื้อมาจากต่างประเทศรวม–จะต้องเท่ากับศูนย์เสมอ1 แน่นอนว่าประเทศสามารถมีดุลการค้าขาดดุลหรือเกินดุล กล่าวคือประเทศสามารถซื้อสินค้าจากต่างชาติมากกว่าขายหรือกลับกันก็ได้ แต่ความไม่สมดุลนั้นจะต้องถูกจับคู่กับความไม่สมดุลในบัญชีทุนเคลื่อนย้าย (capital account) ที่สอดคล้องกัน ประเทศที่ขาดดุลการค้าจะต้องกำลังขายสินทรัพย์ให้แก่ต่างชาติมากกว่าที่มันซื้อ ประเทศที่เกินดุลการค้าจะต้องเป็นผู้ลงทุนสุทธิในต่างประเทศ ถ้าสหรัฐซื้อรถยนต์จากญี่ปุ่น มันจะต้องกำลังขายอะไรบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน อาจเป็นเครื่องบินโบอิ้ง แต่มันก็อาจจะเป็นร็อกกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ (Rockefeller Center) หรือพันธบัตรรัฐบาลก็ได้ นี่ไม่ใช่แค่ข้อคิดเห็นที่นักเศรษฐศาสตร์ยึดถือนะครับ แต่มันเป็นความจริงทางบัญชีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

     แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประเทศดึงดูดเงินลงทุนจำนวนมากจากต่างชาติ? การไหลเข้าของเงินทุนทำให้ต่างชาติเข้ามาถือสิทธิ์ในสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นในประเทศนั้น มากกว่าที่ผู้อยู่อาศัยของประเทศนั้นจะเข้าไปถือสิทธิ์ในต่างประเทศ ว่ากันในทางหลักการบัญชี นั่นหมายถึงการนำเข้าของประเทศดังกล่าวจะต้องมากกว่าการส่งออก ณ เวลาเดียวกัน ประเทศที่ดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้าจึงจำเป็นต้องขาดดุลการค้า

     แต่ที่กล่าวมาก็เป็นเพียงแค่หลักการบัญชีครับ ในทางปฏิบัติมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เมื่อบริษัทตั้งโรงงาน บริษัทจะสั่งซื้ออุปกรณ์นำเข้าบางอย่าง การไหลเข้าของการลงทุนอาจจุดประกายการบูมภายในประเทศ ซึ่งนำไปสู่อุปสงค์นำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ถ้าประเทศมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัว การไหลเข้าของการลงทุนอาจผลักดันให้ค่าเงินสูงขึ้น แต่ถ้าอัตราการแลกเปลี่ยนของประเทศเป็นแบบคงตัว ผลลัพธ์อาจเกิดเงินเฟ้อ ไม่ว่าแบบไหนก็มีแนวโน้มทำให้ราคาของสินค้าของประเทศนั้นออกจากตลาดส่งออกและเพิ่มการนำเข้า ไม่ว่าเป็นช่องทางใดก็ไม่มีข้อสงสัยถึงผลสุดท้ายของดุลการค้า การไหลเข้าของทุนจะต้องนำไปสู่การขาดดุล

     ลองดูตัวอย่างในเม็กซิโกเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงทศวรรษ 1980 ไม่มีใครลงทุนในเม็กซิโก และประเทศก็เกินดุล ต่อมาหลังปี 1989 การลงทุนจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาท่ามกลางการมองแง่ดีแบบใหม่เกี่ยวกับโอกาสของเม็กซิโก เงินส่วนหนึ่งใช้จ่ายเพื่อนำเขาเครื่องมือสำหรับโรงงานใหม่ในเม็กซิโก ส่วนที่เหลือเติมเชื้อให้กับการฟูเฟื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งฉวยประโยชน์จากการนำเข้า และทำให้เงินเปโซเพิ่มค่าสูงกว่าค่าที่แท้จริง ต่อมาการส่งออกถดถอยและกระตุ้นผู้บริโภคเม็กซิกันซื้อสินค้านำเข้า ผลสุดท้าย การไหลเข้าของทุนมหาศาลถูกจับคู่กับการขาดดุลการค้ามหาศาลพอกัน

     จากนั้นเกิดวิกฤตการณ์เงินเปโซเดือนธันวาคม 1994 อีกครั้งที่ผู้ลงทุนพยายามออกจากเม็กซิโก ไม่ใช่เข้าแล้วนะครับ และฉากต่าง ๆ ก็วิ่งย้อนกลับ เศรษฐกิจที่ทรุดฮวบลงมาลดอุปสงค์การนำเข้า ค่าเงินเปโซใหม่ลดลง ขณะเดียวกันการส่งออกของชาวเม็กซิกันเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันซึ่งมาจากค่าเงินที่อ่อนตัว ดังที่นักเศรษฐศาสตร์คนใดก็สามารถทำนายได้ การล่มสลายของการลงทุนจากต่างประเทศในเม็กซิโกถูกจับคู่กับดุลการค้าของเม็กซิโกที่เท่ากันและเคลื่อนไปในทิศทางกันตรงข้ามสู่การเกินดุล

     แต่ก็เช่นเดียวกับความคิดที่ว่าการส่งออกขยายตัวไม่ได้หมายถึงการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ข้อสรุปที่สำคัญว่าประเทศที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติปกติแล้วขาดดุลการค้าก็มักจะไม่เข้าหูผู้ฟังที่เป็นนักธุรกิจ วิธีอันจำเพาะในการที่เงินลงทุนจากต่างชาติอาจทำให้ดุลการค้าแย่ลงดูน่าคลางแคลงใจในสายตาพวกเขา ผู้ลงทุนจะใช้จ่ายมากขนาดนั้นในการนำเข้าเครื่องมือจริงหรือ? เรารู้ได้อย่างไรว่าเงินจะแข็งค่าขึ้น หรือถ้ามันเป็นเช่นนั้น เรารู้ได้อย่างไรว่าการส่งออกทรุดลงในขณะที่การนำเข้าเพิ่มมากขึ้น? ที่จุดต้นตอความสงสัยของนักธุรกิจคือความล้มเหลวความเข้าใจอำนาจของหลักการบัญชีที่บอกว่าการไหลเข้าของเงินทุนจะต้อง-ไม่ใช่อาจจะนะครับ-เกิดขึ้นร่วมกับการขาดดุลการค้า

     ในตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีข้อสังสัยเลยว่านักเศรษฐศาสตร์ถูก นักธุรกิจผิด แต่เหตุใดเหตุผลดังกล่าวที่นักเศรษฐศาสตร์พบว่ามันหนักแน่นจึงดูเหมือนเชื่อได้ยากมาก และถึงขั้นขัดแย้งกับนักธุรกิจ?

     มีสองคำตอบสำหรับคำถามนี้ คำตอบเบื้องต้นคือประสบการณ์ของชีวิตธุรกิจโดยรวมไม่ได้สอนผู้ปฏิบัติให้มองหาหลักการพื้นฐานของเหตุผลของนักเศรษฐศาสตร์ คำตอบที่ลึกกว่านั้นคือลักษณะของผลสะท้อนกลับที่เกิดขึ้นในธุรกิจเอกชนทั้งอ่อนกำลังกว่าและแตกต่างจากลักษณะของผลสะท้อนที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในเศรษฐกิจทั้งระบบ เดี๋ยวผมจะวิเคราะห์แต่ละคำตอบตามลำดับ

นิทานเรื่องตะขาบอัมพาต

บางครั้งนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขั้นสุดยอดก็เขียนหนังสือถึงสิ่งที่เขาหรือเธอได้เรียนรู้มา หนังสือพวกหนึ่งเป็นเหมือนไดอารี่ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพผ่านเกร็ดชีวประวัติ อีกพวกหนึ่งก็พยายามอย่างแรงกล้าที่จะอธิบายหลักการซึ่งเป็นรากฐานความสำเร็จของบุคคลที่ยิ่งใหญ่

     เกือบทั้งหมดปราศจากข้อยกเว้น หนังสือพวกแรกประสบความสำเร็จสูงกว่าหนังสือพวกหลัง ไม่เฉพาะยอดขายนะครับ แต่ยังหมายถึงเสียงตอบรับจากบรรดานักคิดอีกด้วย ทำไม? เพราะผู้นำบริษัทประสบความสำเร็จไม่ใช่จากการพัฒนาทฤษฎีทั่วไปของบริษัท แต่จากการค้นพบกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์บางอย่างหรือนวัตกรรมองค์กรใหม่ที่ใช้ได้ผล เคยมียักษ์ใหญ่ทางธุรกิจบางคนพยายามจัดระบบสิ่งที่พวกเขารู้ แต่เกือบทั้งหมด ความพยายามดังกล่าวกลับน่าผิดหวัง หนังสือของจอร์จ โซรอส บอกผู้อ่านเพียงน้อยนิดถึงวิธีที่จะเป็นจอร์จ โซรอส อีกคนหนึ่ง และมีหลายคนชี้ให้เห็นว่าในทางปฏิบัติแล้ววอร์เร็น บัฟเฟตต์ ไม่ได้ลงทุนตามวิถีวอร์เร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett Way) สุดท้ายพ่อมดการเงินก็มิได้ทำเงินจากการประกาศหลักทั่วไปของตลาดการเงิน แต่ทำเงินจากการเห็นโอกาสพิเศษที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงก่อนคนอื่นเล็กน้อย

     ในความเป็นจริง บ่อยครั้งที่นักบริหารธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ดูเหมือนจะทำร้ายตัวเองตอนที่พวกเขาพยายามจัดระเบียบแบบแผนสิ่งที่เขาทำ พยายามเขียนเซตของหลักการ พวกเขาเริ่มทำตัวในแบบที่พวกเขาคิดว่าควรจะทำ แต่ทว่าความสำเร็จก่อนหน้าของพวกเขานั้นอยู่บนการหยั่งรู้ภายในและความเต็มใจในการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผมนึกถึงโจ๊กเก่าแก่เรื่องหนึ่งของตะขาบที่ถูกถามว่ามันจัดการกับการวางตำแหน่งขาทั้ง 100 ขาได้ยังไง เมื่อมันเริ่มคิด มันก็ไม่สามารถเดินได้ปกติอีกเลย

     ถึงแม้ว่าผู้นำธุรกิจอาจจะไม่เก่งเท่าไรนักในการสร้างทฤษฎีทั่วไปหรืออธิบายสิ่งที่เขาหรือเธอทำ แต่ก็ยังมีคนที่เชื่อว่าความสามารถของนักธุรกิจในการเห็นจังหวะและการแก้ปัญหาในธุรกิจของเขาหรือเธอเองนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจระดับชาติได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้องการจากบรรดาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของท่านไม่ใช่ข้อเขียนวิชาการ แต่เป็นคำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำขั้นต่อไป ทำไมคนที่แสดงศักยภาพให้เห็นว่ามีการตัดสินใจดีคงเส้นคงวาในการทำธุรกิจจึงไม่เหมาะสำหรับให้คำปรึกษาประธานาธิบดีในการจัดการประเทศ? ตอบง่าย ๆ ก็เพราะประเทศไม่ใช่บริษัทที่มีขนาดใหญ่

     หลายคนไม่เข้าใจความแตกต่างในความซับซ้อนระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐจ้างงาน 120 ล้านคน ประมาณ 200 เท่าของเจเนอรัล มอเตอร์ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ถึงแม้ว่าตัวเลขอัตราส่วน 200 ต่อ 1 ไม่อาจพูดได้เต็มปากถึงความแตกต่างในความซับซ้อนระหว่างองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดกับเศรษฐกิจของประเทศ แต่นักคณิตศาสตร์จะบอกเราว่าจำนวนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้นในหมู่ประชากรกลุ่มใหญ่แปรผันตามกำลังสองของจำนวนประชากรกลุ่มนั้น พูดง่าย ๆ ว่าในบางแง่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ใช่ซับซ้อนกว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดแค่หลักร้อยเท่า แต่เป็นหลักหมื่นเท่า

     นอกจากนี้ ยังมีแง่ที่ว่าแม้แต่บริษัทที่ใหญ่มาก ๆ ก็ไม่ได้มีความหลากหลายเท่าไร บริษัทส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นรอบ ๆ แกนความสามารถบางอย่าง เช่น เทคโนโลยีเฉพาะด้าน หรือวิธีการเข้าสู่ตลาดพิเศษบางประเภท ผลก็คือแม้แต่บริษัทใหญ่ที่ดูเหมือนมีธุรกิจแตกต่างกันมากมายก็ยังมีแนวโน้มที่จะหลอมรวมกันด้วยแก่นกลางเดียวกัน

     ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจสหรัฐคือฝันร้ายระดับสุดยอดของการรวมกลุ่ม สายธุรกิจนับหมื่นที่แตกต่างกันสุดขั้วอยู่รวมกันได้เพียงเพราะบังเอิญอยู่ในขอบรั้วของประเทศเดียวกัน ประสบการณ์ของเจ้าของฟาร์มข้าวสาลีที่ประสบความสำเร็จมอบความเข้าใจเกี่ยวกับงานในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เพียงเล็กน้อย ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรต่อการวางกลยุทธ์เพื่อบรรลุผลสำเร็จสำหรับร้านอาหารสาขา

     เช่นนั้นแล้วอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนดังกล่าวจะถูกจัดการได้อย่างไร? เศรษฐกิจของประเทศจะต้องดำเนินบนฐานของหลักการทั่วไป ไม่ใช่กลยุทธ์เฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่นพิจารณาคำถามเกี่ยวกับนโยบายภาษี รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบจะไม่กำหนดภาษีเฉพาะเอกชนรายใดหรือบริษัทใดเป็นการเฉพาะ หรือหยุดพักการเก็บภาษีกรณีพิเศษ ในความเป็นจริง มันแทบไม่เป็นความคิดที่ดีเลยสำหรับรัฐบาลที่จะวางแผนนโยบายภาษีเพื่อส่งเสริมหรือยับยั้งอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษ ที่จริงระบบภาษีที่ดีจะต้องล้อตามหลักการสากลที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินตลอดระยะเวลาหลายปี เช่น มีความเป็นกลางระหว่างการลงทุนทางเลือก, อัตราส่วนเพิ่มต่ำ, การแบ่งแยกระหว่างการบริโภคปัจจุบันและอนาคตต่ำที่สุด

     ทำไมนั่นจึงเป็นปัญหาสำหรับนักธุรกิจ? สุดท้ายแล้วมีหลักการทั่วไปหลายอย่างที่เป็นรากฐานการจัดการที่ดีของบริษัท เช่น หลักบัญชีที่สอดคล้องกัน การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจน และอื่น ๆ แต่มีนักธุรกิจหลายคนมีปัญหาในการยอมรับบทบาทที่ค่อนข้างไม่ก้าวก่ายกันของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจ นักบริหารธุรกิจจะต้องออกแนวรุก มันยากสำหรับบางคนที่เคยชินกับบทบาทแบบนั้นจะตระหนักว่ามันยากขึ้นขนาดไหนและจำเป็นน้อยกว่าเพียงไรสำหรับบุคลิกเชิงรุกดังกล่าวต่อนโยบายเศรษฐกิจสำหรับประเทศ

     เช่นพิจารณาหัวข้อการประชาสัมพันธ์กลุ่มธุรกิจสำคัญ มีเพียง CEO ที่ไร้ความรับผิดชอบเท่านั้นที่จะไม่พยายามหาว่ากลุ่มธุรกิจใหม่กลุ่มไหนที่จะเป็นหัวใจต่ออนาคตของบริษัท CEO ที่ปล่อยการตัดสินใจการลงทุนทั้งหมดไว้กับผู้จัดฝ่ายบุคคลที่ทำงานโดยไม่ยึดกำไรเป็นศูนย์กลางถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่รัฐบาลควรตัดสินใจตามลิสต์กลุ่มธุรกิจสำคัญและประชาสัมพันธ์บรรดาธุรกิจเหล่านั้นอย่างแข็งขันหรือ? ค่อนข้างแตกต่างจากหลักต่อต้านการตั้งเป้าอุตสาหกรรมตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์นะครับ ข้อเท็จจริงง่าย ๆ คือรัฐบาลมีบันทึกการติดตามที่แย่มากที่จะตัดสินได้ว่าอุตสาหกรรมไหนน่าจะสำคัญ ที่ช่วงเวลาต่างกัน รัฐบาลเคยถูกโน้มน้าวด้วยเหล็ก กำลังงานนิวเคลียร์ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ หน่วยความจำชนิดสารกึ่งตัวนำ และคอมพิวเตอร์ยุคที่ห้าว่าเป็นคลื่นแห่งอนาคต จริงอยู่ ธุรกิจทำสิ่งที่ผิดพลาดเช่นกัน แต่มันก็ไม่ได้มีผลงานต่ำเป็นพิเศษแบบรัฐบาล เพราะผู้นำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มีความรู้ในรายละเอียดและความรู้สึกมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม ในแบบที่ไม่ว่าใครจะฉลาดเพียงใดก็ตาม ไม่อาจมีได้สำหรับระบบที่ซับซ้อนเช่นเศรษฐกิจประเทศชาติ

     กระนั้นความคิดที่ว่าการจัดการทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดแทบทั้งหมดประกอบด้วยการวางเค้าโครงที่ดีและปล่อยให้มันเป็นไปก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้สำหรับนักธุรกิจผู้ซึ่งสัญชาติญาณของเขาคือการ “เปิดฝากระโปรงแล้วลุยกับเครื่องยนต์” ตามคำของรอสส์ เปโรต์

กลับไปเรียนหนังสือ

ในโลกวิทยาศาสตร์ อาการที่เรียกว่า “โรคของผู้ยิ่งใหญ่” เกิดขึ้นเมื่อนักวิจัยที่โด่งดังในสาขาหนึ่งพัฒนาความคิดที่จริงจังของอีกสาขาหนึ่งซึ่งเป็นสาขาที่เขาหรือเธอไม่เข้าใจ เหมือนนักเคมีที่ตัดสินใจว่าตัวเองเป็นผู้เชียวชาญด้านการแพทย์ หรือนักฟิสิกส์ที่ตัดสินใจว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญปริชานศาสตร์ (cognitive science) อาการแบบเดียวกันนี้แหละครับมีให้เห็นในหมู่ผู้นำธุรกิจบางคนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ พวกเขาไม่ค่อยยอมรับว่าต้องย้อนกลับไปเรียนกันก่อนจึงจะสามารถให้คำวินิจฉัยในสาขาใหม่ได้

     หลักการทั่วไปที่ใช้กับเศรษฐกิจนั้นแตกต่างจากที่ใช้กับธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจยากกว่านะครับ มันแค่แตกต่าง ผู้บริหารที่คุ้นเคยกับบัญชีทางธุรกิจทุกกระเบียดนิ้วไม่ได้รู้วิธีการอ่านบัญชีรายรับประชาชาติซึ่งวัดคนละอย่างและใช้หลักการคนละอย่างกันได้อัตนโนมัติ การบริหารบุคคลกับกฎหมายแรงงานเป็นคนละเรื่องกัน การจัดการเงินของบริษัทและนโยบายเงินตราก็เป็นคนละเรื่องกัน ผู้นำธุรกิจที่ต้องการเป็นผู้จัดการทางเศรษฐกิจหรือผู้เชี่ยวชาญจะต้องเรียนรู้คำศัพท์ใหม่และกลุ่มของความคิดใหม่ ๆ ซึ่งบางเรื่องก็ไม่อาจเลี่ยงคณิตศาสตร์ได้

     สิ่งนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้นำธุรกิจในการยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จล้นหลาม ลองจินตนาการถึงคนที่เชี่ยวชาญความซับซ้อนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่บริหารองค์กรระดับพัน ๆ ล้านดอลลาร์ เป็นไปได้มั้ยครับที่คนเหล่านั้น คนที่อาจจะให้คำปรึกษาด้านโยบายเศรษฐกิจ จะตัดสินใจกลับไปทบทวนเอกสารตำราเรียนที่ครอบคลุมเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ปีหนึ่ง? หรือเป็นไปได้มากกว่าว่าเขาหรือเธอจะถือว่าประสบการทางธุรกิจเกินก็พอแล้ว คำหรือหลักการที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ก็ไม่ใช่อะไรใหม่นอกจากศัพท์แสงที่ข่มชาวบ้าน?

     แน่นอนครับ นอกเหนือจากตัวอย่างที่ผมแสดงมา ผู้อ่านอาจยังคงเชื่อว่าการตอบสนองแบบหลังสมเหตุสมผลกว่า ทำไมการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ต้องใช้หลักการที่แตกต่าง วิธีคิดที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจ? เพื่อตอบคำถามนี้ ผมจะกลับไปที่ความแตกต่างที่ลึกขึ้นระหว่างความคิดในการทำธุรกิจที่ดีกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ดี

     ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างกลยุทธ์เชิงธุรกิจกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์คือ แม้แต่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดก็เป็นระบบที่เปิดมาก ๆ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐที่เป็นระบบปิดแม้ในขณะการค้าโลกกำลังขยายตัว นักธุรกิจไม่เคยชินในการคิดเกี่ยวกับระบบปิด แต่นักเศรษฐศาสตร์คุ้นเคย

     ขออนุญาตยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เพื่อแสดงให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างระบบปิดกับระบบเปิด ลองนึกถึงขยะแข็ง แต่ละปีคนอเมริกันโดยเฉลี่ยผลิตขยะแข็งประมาณครึ่งตันที่ไม่สามารถรีไซเคิลหรือเผาได้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับขยะเหล่านี้? ในหลายชุมชนก็ใช้วิธีส่งไปยังที่อื่นครับ เมืองของผมกำหนดว่าทุกคนต้องเป็นสมาชิกบริการกำจัดขยะเอกชน แต่ไม่มีที่ทิ้งขยะ บริการกำจัดขยะจึงต้องจ่ายเงินให้กับชุมชนอื่นเพื่อแลกกับสิทธิในการทิ้งขยะ นี่หมายความว่าถ้าเมืองไหนตั้งห่างจากที่ทิ้งขยะ ค่าเก็บขยะก็จะสูงขึ้น แต่เทศบาลเลือกทางนั้น ยอมที่จะจ่ายตังค์เพื่อไม่ให้มีที่ทิ้งขยะเน่า ๆ ในเขตของตัวเอง

     สำหรับเมืองใด ๆ ตัวเลือกนี้เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้หรือครับที่ทุกเมืองและทุกเขตการปกครองในสหรัฐจะเลือกตัวเลือกเดียวกัน? เราทุกคนสามารถตัดสินใจส่งขยะของเราไปยังที่อื่นได้หรือครับ? เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (เว้นแต่จะส่งออกขยะไปยังประเทศโลกที่สาม) หลัก “ขยะเข้า ขยะออก” นำมาใช้จริง ๆ สำหรับสหรัฐในภาพรวม ประเทศสามารถเลือกได้ว่าจะฝังขยะแข็งที่ไหน แต่เลือกไม่ได้ว่าจะฝังมันหรือไม่ นั่นคือในแง่ของการกำจัดขยะ สหรัฐอเมริกาเป็นระบบปิดดี ๆ นี่เอง ถึงแม้ว่าแต่ละเมืองจะเป็นระบบเปิดก็ตาม

     ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนพอสมควร ทีนี้ลองดูอีกตัวอย่างนะครับ อาจจะเห็นชัดน้อยกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมเคยเป็นพวกไปทำงานแบบ “จอด-แล้ว-ต่อรถ” ทุกเช้าผมขับรถไปจอดที่จอดขนาดใหญ่ จากนั้นก็ใช้บริการขนส่งมวลชนเข้าตัวเมือง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ที่จอดรถไม่ใหญ่พอ มันเต็มอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่มาสายต้องขับรถต่อไปจนถึงที่ทำงาน อย่างไรก็ดี ผมเรียนรู้ในไม่ช้าว่าสามารถหาที่จอดได้เสมอถ้าผมไปถึงประมาณก่อน 8:15 น.

     ในกรณีนี้ คนที่เดินทางไปทำงานแต่ละคนถือว่าเป็นระบบเปิด เขาหรือเธอสามารถหาที่ว่างได้ด้วยการไปถึงแต่เนิ่น ๆ แต่คนที่เดินทางไปทำงานทั้งหมดทุกคนไม่สามารถทำอย่างเดียวกันได้ ถ้าทุกคนพยายามที่จะทำให้ได้ที่จอดรถด้วยการไปถึงเร็วยิ่งขึ้น ที่จอดรถก็แค่จะยิ่งเต็มเร็วขึ้น! คนที่เดินทางไปทำงานทั้งกลุ่มรวมกันจึงถือว่าเป็นระบบปิด อย่างน้อยก็ตราบเท่าที่การจอดรถเป็นประเด็นสนใจ

     เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับประเด็นเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจกับเศรษฐกิจ? ธุรกิจที่แม้แต่บริษัทที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ โดยทั่วไปแล้วเป็นระบบเปิด เช่น บริษัทสามารถเพิ่มการจ้างงานทุกแผนกได้พร้อม ๆ กัน สามารถเพิ่มการลงทุนในทุกด้าน สามารถมองหาส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดของมันที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าขอบเขตขององค์กรไม่ได้เปิดกว้างมาก บริษัทอาจพบว่ามันขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ยาก เพราะมันไม่สามารถดึงคนงานที่เหมาะสมเข้ามาได้เร็วพอ หรือเพราะมันไม่สามารถเพิ่มทุนได้สูงพอ องค์กรอาจพบว่ายิ่งยากกว่าในเรื่องของสัญญา เพราะมันไม่ยอมให้ไล่ลูกจ้างที่ดีออก แต่เราก็เห็นว่าไม่แปลกอะไรสำหรับบริษัทที่ส่วนแบ่งตลาดของมันจะเพิ่มขึ้นสองเท่าหรือลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่ปี

     ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจของประเทศชาติ โดยเฉพาะประเทศที่ใหญ่มาก ๆ อย่างสหรัฐเป็นระบบปิด บริษัทของสหรัฐทั้งหมดจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของมันเป็นสองเท่าภายในสิบปีข้างหน้าได้หรือไม่?2 แน่นอนว่าไม่ครับ ไม่ว่าการจัดการของบริษัทจะพัฒนาขึ้นเพียงใดก็ตาม อีกสิ่งหนึ่ง แม้ว่าการค้าโลกกำลังเติบโต แต่มากกว่า 70% ของการจ้างงานสหรัฐและการเพิ่มค่า (value-added) อยู่ในอุตสาหกรรมเช่นการค้าปลีกที่ไม่ทั้งส่งออกและเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากการนำเข้า ในอุตสาหกรรมเหล่านั้น บริษัทของสหรัฐหนึ่งสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของมันได้ด้วยการแย่งมาจากอีกบริษัทหนึ่งเท่านั้น

     ในอุตสาหกรรมที่เข้าสู่การค้าโลก บริษัทของสหรัฐที่มองทั้งกลุ่มสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ครับ แต่มันทำอย่างนั้นได้จากการเพิ่มการส่งออกหรือลดการนำเข้า การเพิ่มขึ้นใด ๆ ก็ตามในส่วนแบ่งตลาดหมายถึงการเคลื่อนไปสู่ภาวะเกินดุลการค้า และดังที่เราได้แสดงมาแล้วว่าประเทศที่เกินดุลการค้า หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศนั้นจะต้องส่งออกทุน ใช้คณิตศาสตร์นิดหน่อยเราจะพบว่า ถ้าบริษัทสหรัฐโดยเฉลี่ยขยายส่วนแบ่งตลาดโลกเพียงแค่ห้าเปอร์เซนต์ สหรัฐ (ซึ่งขณะนี้เป็นผู้นำเข้าทุนรวมจากประเทศที่เหลือของโลก) จะกลายเป็นผู้ส่งออกทุนรวมในปริมาณที่ไม่เคยพบมาก่อน ถ้าคุณคิดว่านี่คือเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ยาก คุณก็จำเป็นต้องเชื่อว่าบริษัททั้งหลายในสหรัฐไม่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมกันได้เกินหนึ่งหรือสองเปอร์เซนต์ ไม่ว่าบริษัทเหล่านั้นจะดำเนินกิจการได้ดีขนาดไหนก็ตาม

     นักธุรกิจมีปัญหากับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์เพราะพวกเขาชินการคิดเกี่ยวกับระบบเปิด ย้อนกลับไปที่สองตัวอย่างแรกของเรา นักธุรกิจมองที่งานซึ่งถูกสร้างโดยตรงจากการส่งออก และเห็นว่านั่นเป็นฉากที่สำคัญที่สุดของเรื่องราว เขาหรือเธออาจยอมรับว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่นี่ดูเหมือนไม่แน่นอน ไม่ค่อยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นคือการจ้างงานเป็นระบบปิด คนงานที่ได้งานจากการเพิ่มการส่งออกก็ไม่ต่างไปจากคนที่ไปทำงานแบบจอด-แล้ว-ต่อรถที่ได้ที่จอดเพราะไปถึงแต่เนิน ๆ พวกเขาจึงต้องได้งานจากการเสียงานของใครบางคน

     แล้วเรื่องผลกระทบจากการลงทุนต่างชาติต่อดุลการค้าล่ะ? ผู้บริหารธุรกิจมองที่ผลโดยตรงของการลงทุนต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างเช่นเคย ผลจากการไหลของเงินทุนต่ออัตราแลกเปลี่ยน ราคา และอื่น ๆ ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือหรือสำคัญเป็นพิเศษ แต่นักเศรษฐศาสตร์รู้ว่าดุลการชำระเงินเป็นระบบปิด เงินทุนที่ไหลเข้าจะต้องถูกจับคู่กับการขาดดุลการค้าเสมอ ฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของเงินไหลเข้าใด ๆ ย่อมนำไปสู่การเพิ่มการขาดดุล

ผลสะท้อนกลับในธุรกิจกับเศรษฐศาสตร์

อีกวิธีในการมองความแตกต่างระหว่างบริษัทกับเศรษฐกิจอาจช่วยอธิบายว่าเหตุใดผู้บริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มักจะผิดพลาดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อยู่เสมอ และเหตุใดความคิดทางเศรษฐศาสตร์บางอย่างจึงฮิตในหมู่นักธุรกิจมากกว่าบางอย่าง ระบบเปิดอย่างบริษัทโดยทั่วไปแล้วจะได้รับผลสะท้อนกลับ (feedback) ที่แตกต่างจากระบบปิดอย่างเศรษฐกิจ

     เราสามารถอธิบายแนวคิดนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวอย่างสมมติ ลองนึกถึงบริษัทที่มีสายธุรกิจหลักสองสาย คือเครื่องจักรขนาดเล็ก (widget) กับเครื่องกลไก (gizmo) ถ้ายอดขาย widget ของบริษัทนี้เกิดโตขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด การเติบโตดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อยอดขายรวมของบริษัท? การขาย widget ได้เพิ่มจะช่วยเหลือหรือทำร้าย gizmo หรือไม่? คำตอบในหลายกรณีคือไม่มีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางใดมากนักครับ ส่วนของ widget ก็จะแค่จ้างคนงานเพิ่ม บริษัทลงทุนเพิ่ม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

     แน่นอนว่าเรื่องราวไม่จำเป็นต้องจบตรงนี้ การขยายยอดขายของ widgetสามารถทั้งช่วยเหลือหรือทำร้ายธุรกิจ gizmo ได้หลายทาง ในทางหนึ่ง ธุรกิจที่สร้างผลกำไรของ widget สามารถช่วยจัดเตรียมกระแสเงินสดที่เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการขยายตัวของ gizmo หรือประสบการณ์ที่ได้จากความสำเร็จของ widget อาจถ่ายทอดไปยัง gizmo หรือการเติบโตของบริษัทอาจทำให้แรงที่ลงไปใน R&D เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองธุรกิจ ส่วนอีกทางหนึ่ง การขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจกระทบต่อทรัพยากรที่จำกัดของบริษัท ดังนั้นการเติบโตของ widget อาจต้องแลกด้วยการสูญเสียของ gizmo แต่ผลกระทบทางอ้อมดังกล่าวของการเติบโตส่วนหนึ่งของบริษัทต่อความสำเร็จของส่วนอื่นนั้นนอกจากจะไม่ชัดเจนในหลักการแล้วยังยากที่จะตัดสินในทางปฏิบัติ ผลสะท้อนกลับระหว่างสายธุรกิจที่แตกต่างกันมักเข้าใจได้ยาก ไม่ว่ามันจะส่งเสริมหรือแข่งขันกันสำหรับทรัพยากร

     ในทางตรงกันข้าม พิจารณาเศรษฐกิจของประเทศที่พบว่าการส่งออกหลักสินค้าหนึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าอุตสาหกรรมนั้นเพิ่มการจ้างงาน โดยทั่วไปมันจะทำได้จากความเสียหายของอุตสาหกรรมอื่น ถ้าในขณะเดียวกันประเทศไม่ได้ลดเงินทุนไหลเข้า การเพิ่มขึ้นของการส่งออกอย่างหนึ่งจะต้องถูกจับคู่กับการลดลงของการส่งออกอย่างอื่นหรือด้วยการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเพราะหลักบัญชีดุลการชำระเงินดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั่นคือมันเป็นไปได้มากที่จะเกิดผลสะท้อนกลับเชิงลบอย่างรุนแรงจากการเติบโตของการส่งออกอันนั้นต่อการจ้างงานและการส่งออกในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในความเป็นจริง โดยทั่วไปแล้วผลสะท้อนกลับเชิงลบเหล่านี้จะรุนแรงพอที่จะยับยั้งอย่างสมบูรณ์ไม่มากก็น้อยต่อพัฒนาการใด ๆ ในการจ้างงานโดยรวมหรือต่อดุลการค้า ทำไมหรือครับ? ก็เพราะว่าการจ้างงานและดุลชำระเงินเป็นระบบปิด

     ในโลกระบบเปิดของธุรกิจ ผลสะท้อนกลับมักจะอ่อนและแทบไม่แน่นอน ในโลกระบบปิดของเศรษฐศาสตร์ ผลสะท้อนกลับมักจะรุนแรงและแน่นอนมาก ข้อแตกต่างทั้งหมดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ผลสะท้อนกลับในโลกธุรกิจมักจะเป็นผลสะท้อนกลับเชิงบวก ในขณะที่ผลสะท้อนกลับในโลกของนโยบายเศรษฐกิจมักจะเป็นเชิงลบ แม้ว่าจะไม่เสมอไปก็ตาม

     ลองเปรียบเทียบผลกระทบของสายธุรกิจที่กำลังขยายในบริษัทกับในเศรษฐกิจระดับประเทศกันอีกครั้ง ความสำเร็จในสายธุรกิจหนึ่งขยายการเงินของบริษัท เทคโนโลยี และฐานตลาด ซึ่งมันจะช่วยเหลือบริษัทต่อการขยายสายอื่น ๆ นั่นคือบริษัทที่รุ่งในสายหนึ่งมักจะนำไปสู่การจ้างคนมากขึ้นในสายอื่นด้วย แต่เศรษฐกิจที่ผลิตและขายสินค้าหลายอย่างมักจะพบผลสะท้อนกลับเชิงลบระหว่างกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ การขยายของอุตสาหกรรมหนึ่งดึงทรัพยากรทุนและแรงงานจากอุตสาหกรรมอื่น

     จริง ๆ แล้วก็มีตัวอย่างของผลสะท้อนกลับที่เป็นบวกนะครับ ซึ่งมักจะเกิดกับอุตสาหกรรมเฉพาะอย่างหรือกลุ่มของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอุตสาหกรรมเหล่านั้นจับกลุ่มเข้าด้วยกันเชิงภูมิศาสตร์ เช่น วิวัฒนาการของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางการเงิน หรือวิวัฒนาการของฮอลลิวูดในฐานะศูนย์กลางความบันเทิง เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่ามีผลสะท้อนกลับเชิงบวก แต่ตัวอย่างดังกล่าวมักจำกัดอยู่กับภูมิภาคเฉพาะแห่งหรืออุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง ฉะนั้นในระดับของเศรษฐกิจประเทศชาติ ผลสะท้อนกลับเชิงลบจึงพบเห็นได้ทั่วไป เหตุผลชัดครับ ขอบเขตหรืออุตสาหกรรมเฉพาะเป็นระบบเปิดมากกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐโดยรวมมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมเอกชนหรือกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถดึงดูดคนงานจากภาคอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าอุตสาหกรรมเอกชนไปได้สวย การจ้างงานอาจเพิ่มขึ้นไม่เฉพาะอุตสาหกรรมนั้นแต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกันด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจจะเสริมความสำเร็จของอุตสาหกรรมแรกยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก หนุนกันแบบนี้ ฉะนั้นหากใครมองที่ความซับซ้อนของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เขาก็อาจจะมองเห็นผลสะท้อนกลับเชิงบวก แต่เมื่อมองเศรษฐกิจภาพรวม ผลสะท้อนกลับเชิงบวกแต่ละแห่งจะต้องถูกจับคู่กับผลสะท้อนกลับเชิงลบที่อื่นที่มากกว่า ทรัพยากรส่วนเพิ่มที่ถูกดึงเข้าไปในอุตสาหกรรมใดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมใดจะต้องมาจากที่อื่น ซึ่งหมายถึงมาจากอุตสาหกรรมอื่น

     นักธุรกิจไม่คุ้นเคยหรือไม่สบายใจกับความคิดที่ว่าระบบมีผลสะท้อนกลับเชิงลบ โดยเฉพาะพวกเขาไม่คุ้นแม้แต่น้อยกับวิธีที่ผลกระทบที่ดูเหมือนอ่อนและไม่แน่นอนจากมุมมองของบริษัทเอกชนหรืออุตสาหกรรมแต่ละราย เช่น ผลกระทบจากการลดการจ้างงานต่อค่าจ้างเฉลี่ย หรือการเพิ่มเงินลงทุนต่างชาติต่ออัตราแลกเปลี่ยน จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเมื่อมารวมกับผลกระทบของนโยบายต่อเศรษฐกิจประเทศชาติทั้งหมด

ประธานาธิบดีจะต้องทำอะไร?

ในสังคมที่ยอมรับนับถือความสำเร็จทางธุรกิจ ผู้นำทางการเมืองจะขอคำแนะนำจากผู้นำธุรกิจในหลายประเด็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และนั่นก็ถูกต้องนะครับ โดยเฉพาะคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเงิน ทั้งหมดที่เราสามารถขอได้คือทั้งผู้ให้คำแนะนำและผู้ขอคำแนะนำมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่ความสำเร็จทางธุรกิจให้ได้และให้ไม่ได้ต่อนโยบายเศรษฐกิจ

     ปี 1930 โลกตกอยู่ในภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ (Depression) จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เรียกร้องการกระจายทางการเงินปริมาณมากเพื่อบรรเทาวิกฤตการณ์และร้องขอนโยบายที่เกิดจากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าคำแนะนำของนายธนาคารที่ยึดติดกับมาตรฐานทองคำ หรือผู้ผลิตที่ต้องการจะขึ้นราคาด้วยการจำกัดผลลัพธ์ “สำหรับ-แม้จะไม่มีใครเชื่อ-เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะทางและยากวิชาหนึ่ง”3 ถ้าทำตามคำแนะนำของเขา เราอาจเลี่ยงความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดของความตกต่ำทางเศรษฐกิจได้

     เคนส์พูดถูกครับ เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะทางและยาก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีนั้นยากกว่าเป็นผู้บริหารทางธุรกิจที่ดี (จริง ๆ แล้วง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะคู่แข่งน้อยกว่า) อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์กับธุรกิจไม่ใช่วิชาเดียวกัน และผู้ที่เชี่ยวชาญวิชาหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจอีกวิชาหนึ่ง ยังไม่ต้องพูดถึงขั้นเชี่ยวชาญหรอกครับ ผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งไม่ได้ใกล้เคียงการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์มากไปกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ทางทหาร

     ครั้งหน้าถ้าคุณได้ยินบรรดานักธุรกิจเสนอมุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ถามตัวคุณเองครับว่าเขาเหล่านั้นได้สละเวลาศึกษาวิชานี้หรือยัง? เขาเหล่านั้นได้อ่านข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญหรือไม่? ถ้าไม่ ไม่ต้องสนใจว่าเขาจะประสบความสำเร็จในธุรกิจแค่ไหน อย่าไปฟัง เพราะเขาอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร

1 อันที่จริงแล้วมีข้อจำกัดทางเทคนิคสองประการต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประการแรกเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “การถ่ายโอนแบบไม่มีผลตอบแทน” เช่น ของขวัญ, ความช่วยเหลือจากต่างชาติ และอื่น ๆ อีกประการเกี่ยวข้องกับการจ่ายผลกำไรและดอกเบี้ยจากการลงทุนในอดีต ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดประสงค์หลัก

2 ถ้าพูดให้ชัด ควรพูดถึงบริษัทที่ผลิตในสหรัฐ เพราะมันเป็นไปได้อยู่แล้วที่บริษัทที่มีฐานอยู่ในสหรัฐจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกด้วยสิทธิการถือครองบริษัทสาขาต่างชาติ

3 “The Great Slump of 1930”, พิมพ์ซ้ำใน Essays in Persuasion (New York: Norton, 1963)




 

Create Date : 23 มีนาคม 2553    
Last Update : 1 เมษายน 2553 15:50:14 น.
Counter : 1290 Pageviews.  

Dictator

ในบท Unbelievable Stories About Apathy and Altruism หนังสือ Superfreakonomics มีข้อมูลสถิติจากการทดลองของ List ที่น่าสนใจหยิบมาเล่ากันครับ การทดลองของ List ต้องการค้นหาว่าคนเราไม่เห็นแก่ตัว (altruism) โดยธรรมชาติรึเปล่า เขาใช้เกม dictator ซึ่งเป็นเกมที่ดัดแปลงมาจากเกม ultimatum อีกทีเป็นเครื่องมือในการทดลองครั้งนี้


เกม ultimatum ถือว่าเป็นเกมบุกเบิกเกมหนึ่งของ experimental economics อย่างที่เรารู้กันว่าทฤษฎีเกมตั้งสมมติฐานไว้ 2-3 ข้อเกี่ยวกับคน เช่น คนทุกคนเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้มากที่สุด คนทุกคนฉลาด (หรือโง่) เท่าเทียมกัน คนทุกคนรู้ว่าคนทุกคนฉลาด (หรือโง่) เท่าเทียมกัน และคนทุกคนรู้ว่าคนทุกคนรู้ว่าคนทุกคนฉลาดหรือโง่อย่างเท่าเทียมกัน เราไม่พูดว่าสมมติฐานเหล่านี้ถูกหรือผิดนะครับ แต่สมมติฐานเหล่านี้นำไปสู่ผลเฉลยที่จำเพาะต่อปัญหาหรือเกมหนึ่ง ๆ ได้ เช่น ในเกม ultimatum มีผู้เล่น 2 คนที่ไม่รู้จักกัน ขอใช้ชื่อตาม superfreak ว่าอันนิก้ากับเซลด้า คุณมีเงิน 20 บาทที่จะให้อันนิก้ากับเซลด้าแบ่งกัน โดยกติการแบ่งคือ อันนิก้าเป็นผู้เสนอสัดส่วนที่จะแบ่ง เช่น ฉัน 15 บาท เธอ 5 บาท ส่วนเซลด้าเป็นผู้ตอบรับว่าสัดส่วนนั้นโอเคมั้ย ถ้าเซลด้าโอเค ก็แบ่งกันตามนั้น แต่ถ้าเซลด้าไม่โอเค ทั้งคู่อดได้เงิน ถ้าหน่วยย่อยของเงินคือ 1 บาท ทฤษฎีเกมจะให้คำตอบว่า อันนิกาเสนอฉัน 19 บาท เธอ 1 บาท และเซลด้าต้องตกลง เพราะ 1 บาทมีค่าสูงกว่า 0 บาท (ตามสมมติฐานของทฤษฎีเกมนะครับ) ผมเชื่อว่าคุณแย้งในใจทันที "ไม่จริง ถ้าชั้นเป็นอันนิกา ชั้นจะแบ่งให้เซลด้ามากกว่า 1 บาท" แน่นอนว่าทฤษฎีนี้บกพร่อง ไม่จริง เพราะสมมติฐานตั้งต้นมันไม่จริง คุณอาจนึกในใจว่า "ชั้นอาจเห็นแก่ตัวก็จริง แต่ก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวขนาดนั้น" คำว่า 'ขนาดนั้น' นี่แหละครับเป็นปริมาณที่สร้างความลำบากใจให้อย่างมากแก่แวดวงวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมันชี้เจาะจงได้ยากว่าขนาดนั้นคือขนาดไหน? วิธีหนึ่งที่จะวัดคำว่า 'ขนาดนั้น' ได้คือต้องเตะเกมดังกล่าวให้หลุดออกมาจากโลกของทฤษฎีสู่โลกของการทดลอง แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมคงต้องบอกคุณก่อนว่าโลกของการทดลองก็ยังไม่ใช่โลกแห่งความจริงอยู่ดี อย่างน้อยเราก็พอมีศรัทธาว่ามันน่าจะใกล้เคียงกว่าโลกทฤษฎี

ความเป็นจริงที่พบคือเซลด้าปฏิเสธถ้าเงินที่อันนิก้าเสนอต่ำกว่า 3 บาท ไม่ใช่บาทเดียวก็เอาตามทฤษฎี ซึ่งอันนี้ make sense ของเรา ๆ ใช่มั้ยครับ และอันนิก้าโดยเฉลี่ยก็เสนอให้เซลด้ามากกว่า 6 บาท สิ่งนี้ใช่ความโอบอ้อมอารีมั้ย? พอมาถึงเกม dictator การตัดสินใจจะอยู่ที่อันนิก้าคนเดียวครับ อันนิก้าตัดสินใจมาเลยว่าจะแบ่งให้เซลด้าเท่าไร

การทดลองของ List ชุดที่หนึ่งเป็นเกม dictator ธรรมดา คุณให้เงิน 20 บาทแก่อันนิก้า และให้อันนิก้าตัดสินใจเองว่าจะให้เงินแก่เซลด้ากี่บาทตั้งแต่ 0 ถึง 20 List พบว่า 70% ของอันนิก้าให้เงินบางส่วนแก่เซลด้า โดยมีค่าเฉลี่ยคือ 25% ของเงินที่อันนิก้าได้รับ (5 บาท) ผลการทดลองนี้สอดคล้องกับผลที่เคยทำ ๆ มาในอดีต และดูเหมือนจะลงตัวกับ altruism ทีนี้ List ดัดแปลง dictator แบบเดิมเล็กน้อย สู่การทดลองชุดที่สอง ถ้าเราพูดว่าการทดลองชุดแรกอันนิก้ามี 21 ตัวเลือกคือ ก. ให้ 0 บาท ข. ให้ 1 บาท ไปจนถึง ต. ให้ 20 บาท การทดลองชุดที่สองนี้ก็เพิ่มอีกแค่หนึ่งตัวเลือก ถ. ให้ -1 บาท หรือ ถ. ยึดเงินของเซลด้ามาเป็นของเรา 1 บาท ถ้าให้เดา เราก็เดาว่าผลลัพธ์ไม่น่าจะต่างอะไรกันมากกับชุดแรกใช่มั้ยครับ ยกเว้นคนที่ขี้เหนียวจริง ๆ ที่ชุดแรกให้ 0 บาท ชุดนี้อาจจะเปลี่ยนใจมาฉกเงินชาวบ้านอีก 1 บาท ผลที่ List พบคือ อันนิก้า 35% เท่านั้นเองที่แบ่งเงินให้เซลด้า (ลดลงครึ่งหนึ่ง) ส่วนอีก 45% ไม่แบ่งอะไรให้เซลด้าแม้แต่สตางค์เดียว ที่เหลือ 20% ฉกเงินของเซลด้าครับ!

การทดลองชุดที่ 3 คุณให้เงิน 20 บาทแก่อันนิก้าเหมือนเดิม แต่ขณะเดียวกันคุณก็บอกอันนิก้าว่าเซลด้าก็ได้เงิน 20 บาทด้วย ทีนี้ก็ปล่อยให้อันนิก้าตัดสินใจว่าจะแบ่งเงินของตัวเองให้แก่เซลด้ามั้ย แบ่งเท่าไร หรืออันนิก้าจะขโมยเงินของเซลด้าก็ทำได้ จะขโมยเท่าไรก็ได้ (ยังเป็นเกม dictator นะครับ เพราะการตัดสินเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยังอยู่ที่อันนิก้าคนเดียว) การทดลองชุดนี้มีอันนิก้าแค่ 10% เท่านั้นที่มอบเงินของตัวเองให้เซลด้า ขณะที่มากกว่า 60% ของอันนิก้าเอาเงินของเซลด้า และมากกว่า 40% ของอันนิก้าเอาเงินทั้งหมดของเซลด้า น่าสนใจดีมั้ยครับ ขึ้นต้นเป็นคนใจบุญ พอลงท้ายชักจะเป็นแก๊งโจร

มาดูการทดลองชุดสุดท้าย คล้ายการทดลองชุดที่ 3 ต่างกันที่ไม่ใช่จู่ ๆ คุณโยนเงินเปรี้ยง 20 บาทสำหรับเซลด้า และ 20 บาทสำหรับอันนิก้าพร้อมให้เธอตัดสินใจ แต่ทั้งคู่จะต้องทำงานบางอย่างเพื่อให้ได้เงินก้อนนั้น หลังจากทั้งคู่ทำงานเสร็จแล้ว ได้รับค่าจ้างแล้ว ทีนี้อันนิก้าเลือกว่าจะให้เงินของเธอแก่เซลด้ามั้ย ให้เท่าไร หรือจะฉกจากเซลด้ามั้ย ฉกเท่าไร List พบว่ามีแค่ 28% เท่านั้นที่ฉกเงินจากเซลด้าครับ ที่เหลือ 2 ใน 3 ไม่ให้และก็ไม่เอาจากเซลด้า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไรครับ?




 

Create Date : 16 มีนาคม 2553    
Last Update : 17 มีนาคม 2553 1:47:14 น.
Counter : 1208 Pageviews.  

ทำไม่เสร็จหรือทำยังไม่เสร็จ?

สัปดาห์ที่ผ่านมาแอบได้ยินน้อง ๆ คุยกันเรื่องการออกแบบ test case (ในงานอบรม CMMI) ไม่รู้คุยกันอีท่าไหน มาสะดุดหูเอาประโยค "ผมเคยเรียนมาว่าไม่มีอัลกอลิทึมที่ใช้ตรวจสอบว่าอัลกอลิทึมทำงานสำเร็จหรือไม่" น้ำเสียงจริงจังมาก "แต่ผมจำไม่ได้ว่าพิสูจน์ยังไง" ปิดท้ายแบบจบไม่คุยกันต่อเลย มันไม่เกี่ยวกับ test case ครับ เรื่องที่เขาคุยตอนท้ายนี่มีชื่อเรียกว่า halting problem ซึ่งเจ้าปัญหา halting นี้บางคนก็บอกว่ามันคือขีดจำกัดของการคำนวณ เป็นปัญหาที่น่าเอามาคุยกันครับ

ก่อนอื่นลองพิจารณาโค้ดนี้

float sin(float x)
{
   float res=0, num=x, den=1;
   int i=0;
   while(i<5)
   {
      res+=num/den;
      num*=x*x*(-1);
      den*=(2*(i+1))*(2*(i+1)+1);
      i++;
   }
   return res;
}


หลุดจาก while มั้ย? เราก็ดูว่า i<5 มีโอกาสเป็น false มั้ย ซึ่ง i++ ทิ่มตา ตอบได้เลยว่าหลุด โค้ดนี้จะ return ค่า res ซึ่งเท่ากับ sin(x) ที่ประมาณด้วยอนุกรมแม็คเคลารีนมาให้ โดยโปรแกรมจะวนลูป 5 ครั้ง (ผลรวมถึงพจน์ x11 ของอนุกรม) แต่ถ้าผมเกิดซน รู้ดีเชียวล่ะว่าอนุกรมกำลังเป็นอนุกรมอนันต์ ฉะนั้นแทนที่จะ while(i<5) ก็แก้เป็น while(true) หรือ while(1) คุณคิดว่าเกิดอะไรขึ้นครับ? หากมีใครสักคน call ฟังก์ชั่น sin โค้ดอันนี้ก็จะรันนิรันดร์ runs forever!

คราวนี้มองโค้ดของผมเป็น black box ที่ยอมให้คุณป้อน input คือ x (ในหน่วยเรเดียน และแน่นอนว่ามีค่าน้อย ๆ ใกล้ 0 ไม่ควรเกิน +/- 3 เพราะคุณรู้ว่าอนุกรมแม็คเคลารีนคืออนุกรมเทย์เลอร์ที่แทน a หรือจุดศูนย์กลางการกระจายเท่ากับ 0) แล้วมันจะให้ output คือ res ถ้าโค้ดของผมเป็นแบบ while(i<5) พอคุณป้อน x กล่องมันก็จะปล่อย res ออกมาในอึดใจหนึ่ง แต่ถ้าโค้ดนี้มีใครไปแก้เป็น while(i<50) อึดใจหนึ่งมันไม่ทันที่กล่องจะปล่อย res ถูกมั้ยครับ คุณอาจจะต้องรอถึงสิบอึดใจ เอาใหม่ เกิดมีใครไปแก้เป็น while(i<10000) คุณอาจต้องนั่นดื่มชารอ แบบโหดร้ายที่สุดคือ while(true) ตามทฤษฎีคุณต้องรอชั่วกัปชั่วกัลป์ อย่าลืมนะครับว่าตอนนี้มันเป็น black box คุณไม่รู้ว่า while(i<5), while(i<50), while(i<10000) หรือ while(true) คำถามที่เกิดขึ้นคือ ระหว่างที่คุณกำลังรออยู่นี่นะครับ คุณรู้ได้ยังไงว่ามันแค่เพียงยังทำงานไม่เสร็จไม่ใช่มันทำงานแบบไม่มีวันสำเร็จ! คุณสรุปไม่ได้ เพราะบางทีคุณอาจยังรอไม่นานพอ

พูดในกรณีทั่วไป คำถามสุดท้ายที่ผมถามในย่อหน้าตะกี้ ถ้าเปลี่ยนคำว่า 'คุณ' เป็นคำว่า 'โปรแกรม' มันก็จะเหมือนกับผมถามว่า เป็นไปได้มั้ยที่จะมีโปรแกรมที่สามารถบอกได้ว่าโปรแกรมใด ๆ เมื่อป้อน input ใด ๆ เข้าไปแล้วมันจะค้างหรือไม่ค้าง

ลองมาดูสเก็ตคร่าว ๆ วิธีการของ Turing ที่ใช้พิสูจน์ว่าไม่มีโปรแกรมที่ว่านั้นอยู่จริงนะครับ สมมติเรามีโปรแกรม P ที่รับอินพุต I แล้วจะ return ผลลัพธ์คือ P(I) ถ้ามันทำได้สำเร็จ


และมีโปรแกรม H ที่สามารถบอกได้ว่าโปรแกรม P เมื่อรับ I แล้วจะทำสำเร็จ (ให้ค่า P(I)) หรือไม่สำเร็จ (รันนิรันดร์) ซึ่งเอ้าพุตของโปรแกรม H หรือ H(P,I) จะเท่ากับ true ถ้าโปรแกรม P ทำงานได้สำเร็จ และเท่ากับ false ถ้าโปรแกรม P รันนิรันดร์


ทีนี้ P เองแม้มันจะเป็นโปรแกรม ก็ไม่มีใครห้ามว่ามันเป็น input ของตัวมันเองไม่ได้ ขณะเดียวกันเราก็สร้าง K ซึ่งรับ H(P,P) เป็นอินพุต โดยที่ถ้า H(P,P) เป็น false เอ้าพุตของ K หรือ K(H) ก็จะเป็น true แต่ถ้า H(P,P) เป็น true เราจะเขียนโค้ดให้ K รันอนันดร์

boolean K(boolean H)
{
   if(H==false)
   {
      return true;
   } else {
      while(true);
   }
}





มอง HK รวมกันเป็นหนึ่งกล่องได้ใช่มั้ยครับ และในเมื่อ HK เองก็เป็นโปรแกรมไม่ต่างอะไรไปจาก P ลองเอา HK ป้อนเข้าไปแทน P ซิ เราจะพบว่า ถ้า H บอกว่า HK ทำสำเร็จ HK ก็จะติดลูป while(true) หรือทำไม่สำเร็จ แต่ถ้า H บอกว่า HK ติดลูป หรือทำไม่สำเร็จ HK ก็จะทำสำเร็จและให้ค่า K(H) = true เกิดข้อขัดแย้ง กลวิธีนี้บอกเราว่า ไม่มี H ที่จะทำงานได้ทุกกรณี ไม่มีโปรแกรมที่จะบอกได้ว่าโปรแกรมใดทำงานสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้ทุกกรณี เราสามารถสร้าง input มาป้อนให้โปรแกรมนั้น fail ได้เสมอ




 

Create Date : 05 มีนาคม 2553    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2553 0:44:19 น.
Counter : 1037 Pageviews.  

การทดลองที่มี 4 กล่อง 20 ครั้ง

4 กล่อง 20 ครั้ง หมายถึง เราจะทำการทดลองที่แต่ละครั้งเลือกกล่อง 1 กล่องจากกล่อง 4 กล่อง และใน 4 กล่องนั้น มีกล่องที่ถูกต้องอยู่ 1 กล่อง ทำการทดลองทั้งสิ้น 20 ครั้ง

จะพยายามพูดง่าย ๆ ผิดบ้าง ถูกบ้างอย่าว่ากันนะครับ ถ้าเห็นว่าผิดหนัก ๆ ก็ทักท้วงได้ตามสมควร อยากพูดเรื่องความสวยของตัวเลข 4 กล่อง 20 ครั้งในการทดสอบ GT200 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกเสียงวิจารณ์ได้ขบขันเอาการ ประมาณว่าทำไมไม่มากกว่า 20 ทำไมไม่มากกว่า 4 กล่อง อันที่จริงยิ่งมากยิ่งดี ใครก็รู้ แต่บางทีมันก็ต้องนึกถึงแง่มุมอื่นในทางปฏิบัติบ้าง เว้นช่องบ้าง โอเค การประนีประนอมไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่นี่ไม่ใช่งานวิจัย นี่เป็นปรากฎการณ์ทางสังคม มิติทางสังคมกว้างกว่ามิติทางวิทยาศาสตร์มากครับ และ 4 กล่อง 20 ครั้งเป็นจุดลงตัวจุดนั้นที่สวยงาม ผมใช้คำว่าสวยงามเพราะผมหมายความตามนั้นจริง ๆ

การทดลองนี้เป็นการแจกแจงทวินาม ความรู้ทางสถิติเบื้องต้นบอกเราว่าการแจกแจงทวินามที่แจกแจงแล้วสวยก็มี ไม่สวยก็มี แน่นอนว่าความสวยไม่ใช่จุดสำคัญมาก แต่ถ้ามันสวย มันจะช่วยให้วิเคราะห์ง่าย การแจกแจงปกติคือตัวอย่างหนึ่งของคำว่าสวยครับ (ไม่ต้องซีเรียสเรื่องต่อเนื่อง-ไม่ต่อเนื่องนะ) สวยยังไง? ประชากรส่วนใหญ่กระจุกกันอยู่ที่ค่าเฉลี่ย (หรือค่าคาดหมาย) และค่อย ๆ น้อยลงเมื่อห่างจากค่าเฉลี่ยมากขึ้นอย่างสมมาตรกัน ที่เราเรียกว่าระฆังคว่ำ

ลองดูกราฟนี้ ผม plot ที่ทดลอง 20 ครั้ง โดยมี 10 กล่อง, 8 กล่อง, 6 กล่อง และ 4 กล่อง ตามลำดับจากซ้าย (สีเขียว) ไปขวา (สีน้ำเงิน) สีน้ำเงินสวยใช่มั้ยครับ


กราฟต่อมา ผม plot ที่ทดลอง 4 กล่อง 10 ครั้ง, 20 ครั้ง, 40 ครั้ง และ 80 ครั้ง ตามลำดบัจากซ้าย (สีเขียว) ไปขวา (สีเหลือง) ยิ่งมากครั้ง ยิ่งสวย อันนี้ไม่เถียงล่ะ สีเหลืองสวยสุด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีน้ำเงินก็เริ่มสวย คำถามคือ 80 ครั้งมีคนเต็มใจร่วมมือแค่ไหนครับ? ยังมีต้นทุนอื่น ๆ เท่าไร? เวลา? สถานที่? บางทีแค่ดมกลิ่นก็รู้ว่าเน่าแล้ว มิต้องใช้ลิ้น หรือกินรอให้ท้องเสีย อันนี้แหละที่ผมเห็นว่า 4 กล่อง 20 ครั้ง ... สวย


ถ้าเพิ่มจำนวนกล่อง และอยากให้สวย (เน้นอีกทีว่าความสวยไม่ได้จำเป็นมากขนาดนั้นนะครับ - ไม่สวยก็วิเคราะห์ได้) ต้องทำไง? การเพิ่มจำนวนกล่องคือการลด p ฉะนั้นถ้าเรายังอยากให้กราฟการแจกแจงทวินามสามารถประมาณได้ด้วยโค้งปกติเราต้องเพิ่ม n หรือจำนวนครั้งที่ทดลอง ดูกราฟรูปสุดท้ายนี้ โค้งเกือบทับกันเลย ผม plot ที่ 4 กล่อง 20 ครั้ง (น้ำเงิน), 6 กล่อง 30 ครั้ง (แดง), 8 ครั้ง 40 ครั้ง (เหลือง) และ 10 ครั้ง 50 ครั้ง (เขียว) ตามลำดับ


มันมีเรื่องตลก เป็นเรื่องตลกที่สุดท้ายแล้วคุณอาจจะขำไม่ออก หลังจากที่หลายคนทราบข่าวว่าเนคเทคจะทำการทดลองด้วย 4 กล่อง (มีโอกาสเดาถูกเท่ากับ 1/4) และทดลอง 20 ครั้ง กระแสเสียงส่วนหนึ่งหัวเราะเยาะ ถากถางก็มี ไม่ศรัทธาการทดลองนี้ ซึ่งมีสมาชิกโหวตไม่ยอมรับการทดลองดังกล่าวประมาณ 80% ว่ากล่องน้อยไปบ้าง ทดลองจำนวนครั้งน้อยไปบ้าง แบบนี้เดามั่ว ๆ ก็ได้ 4-5 กล่องแล้ว ข้อมูลจะบอกอะไรได้! พอทดลองเสร็จวันที่ 14 ประกาศผลวันที่ 16 (ประชุมลับกันวันที่ 15) ผลออกมาว่า GT200 ได้ 4 คะแนนเต็ม 20 คะแนน คราวนี้มีคนตั้งกระทู้ถามใหม่ว่ายอมรับผลมั้ย เอากับมันสิ 80% ยอมรับ ก่อนผลออกไม่เชื่อ หลังผลออกยอมรับ เอ๊ะนี่มันยังไง! เริ่มตลกกันรึยัง? อนิจจังวิทยาศาสตร์สังคม




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 22:15:23 น.
Counter : 2211 Pageviews.  

Babylonian Method

ก่อนมิดเทอมที่ผ่านมา เพื่อนที่ไปเป็นอาจารย์พิเศษมหา'ลัยแห่งหนึ่งขอให้ช่วยออกโจทย์ภาษา C ให้หนึ่งข้อ คิดอะไรไม่ออกครับ ความรู้ภาษา C ของผมก็มีน้อยนิด จึงส่งโจทย์ไปแบบนี้

float a,b,e=0.00001,p,k;

a=k;
p=a*a;
while (p-k>=e)
{
    b=(a+(k/a))/2;
    a=b;
    p=a*a;
}

จากโค้ด เมื่อผู้ใช้ป้อน input ซึ่งเป็นค่า k (จำนวนจริง) นักเรียนคิดว่าลูป while จะมีโอกาสวนลูปตลอดกาลหรือไม่? เพราะเหตุใด? ถ้าลูป while สิ้นสุด และโปรแกรมรีเทิร์นค่า a นักเรียนคิดว่า k กับ a มีความสัมพันธ์กันอย่างไร? อธิบายแนวคิด


ใครเก่ง math หน่อยตอบได้สบาย หรือใช้กึ๋นเล็กน้อยจะพบว่า p-k ลดลงเรื่อย จนน้อยกว่า e ทำให้หลุดจากลูป ตอบคำถามตามโจทย์นี้ไม่ยากครับ ที่อยากนำมาเล่าไว้เป็นเกร็ดคือกระบวนวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ชาวบาบิโลเนียนใช้หาค่ารากที่สองของจำนวน รู้จักกันในนาม Babylonian method (ซึ่งถ้าคุณรู้จัก Newton's method คุณก็สามารถแสดงย้อนกลับไปพิสูจน์กระบวนวิธีบาบิโลเนียนได้) concept มันสวยและ make sense สมมติเราอยากหาค่ารากที่สองของ k คุณสมมติขึ้นมาตัวหนึ่งคือ a ซึ่ง a2 อาจจะไม่เท่ากับ k ก็ได้เพราะคุณแค่สมมติมันขึ้นมา แต่ที่แน่ ๆ a x (k/a) = k หมายความว่าทั้ง a และ k/a ต่างเป็นค่าประมาณขั้นที่หนึ่งของรากที่สองของ k ซึ่งค่ารากที่สองของ k จะไม่มากกว่า a และน้อยไปกว่า k/a ดังนั้นค่าเฉลี่ยเลขคณิตระหว่างทั้ง 2 ค่าย่อมเป็นค่าประมาณที่ดีกว่า (ค่าประมาณขั้นที่ 2) เราก็ได้ค่าประมาณขั้นที่สองเท่ากับ (a+(k/a))/2 สมมติเรียกมันว่า b และรู้แน่ ๆ อีกเช่นกันว่า b x (k/b) = k ดังนั้นใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของ b กับ k/b เป็นค่าประมาณขั้นที่สาม วนไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้ค่าประมาณของรากที่สองของ k

ตัวอย่าง อยากหาค่ารากที่สองของ 17 (k = 17) เราสมมติค่าประมาณขั้นแรกคือ 4 ดังนั้นค่าประมาณขั้นที่สองคือค่าเฉลี่ยของ 4 กับ 17/4 เท่ากับ 33/8 ค่าประมาณขั้นที่สามคือค่าเฉลี่ยของ 33/8 กับ 17/(33/8) ประมาณเท่ากับ 4.123 แค่ทำสองรอบ เราก็ได้ค่าใกล้เคียงกับรากที่สองของ 17 มากแล้วเห็นมั้ยครับ (รากที่สองของ 17 ประมาณ 4.1231056)

ทีนี้ลองมองย้อนกลับไปดูโค้ด




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 21:18:58 น.
Counter : 1103 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.