creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
ไตรภูมิ (ฉบับคนนอกวัด) ตอนที่ 3

วันนี้คงได้คุยถึงกามาวจรภูมิที่เหลือ ซึ่งเป็น กามาวจรสุคติภูมิ 7 เมื่อรวมกับ อบายภูมิ 4 ซึ่งเป็น กามาวจรทุคติภูมิ ก็จะจบ 1 โลกใน 3 โลกของไตรภูมิ คือ กามาวจรภูมิทั้ง 11

มนุสสภูมิ หรือ โลกมนุษย์ ก็เป็นภูมิที่ผมที่คุณอยู่นี่แหละครับ ศัพท์ มนุสสภูมิ แยกได้เป็น 'มนะ แปลว่า ใจ' + 'อุสสะ แปลว่า สูง' + 'ภูมิ แปลว่า ที่อาศัย' จึงหมายถึง ภูมิอันเป็นที่อาศัยของผู้มีใจสูง ที่ว่าใจสูง คือสูงในการทำกรรมทั้งทางดีทางเลว ทางดีสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ทางเลวสูงสุดคือฆ่าพ่อแม่ ยุแยงสงฆ์แตกแยก อยากทำดีทำเลวอย่างไรก็เลือกทำเอาตามสบายครับ ว่ากันว่า คนเราที่เกิดมานั้นมี 4 แบบ

1. ตโม ตมปรายโน มืดมา มืดไป
2. ตโม โชติปรายโน มืดมา สว่างไป
3. โชติ โชติปรายโน สว่างมา สว่างไป
4. โชติ ตมปรายโน สว่างมา มืดไป

รายละเอียดทั้ง 4 แบบนี้คงไม่ต้องพูดกันให้มากความ ผมคิดว่าเข้าใจกันดีทุกคน ยกตัวอย่าง โชติ ตมปรายโน บางคนเกิดมามีพร้อม รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม แต่ผลาญทุกอย่างที่มีมา ใช้ปัญญาผิดที่ผิดทาง สร้างเวร ทำกรรมเลว เปิดประตูสู่อบาย ตายแล้วก็เคลื่อนสู่ทุคติภูมิ เป็นอันน่าเสียดาย กว่าจะได้เกิดเป็นคนใหม่อีกที ไม่รู้เมื่อไร เกิดเป็นคนแล้วโอกาสพานพบพระพุทธศาสนาก็ใช่จะหาได้โดยง่าย หวังว่าคงไม่มีใครอยาก โชติ ตมปรายโน

คนเราเกิดมาแล้วทำไมแตกต่างกันเหลือเกิน บางคนตะโกนด่าฟ้าว่าไม่เป็นธรรม ฟ้าลำเอียง โทษสวรรค์ โทษพระเจ้า ฯลฯ เราคงต้องย้อนกลับไปยังหลักพื้นฐานอันเป็นสาระสำคัญของพระพุทธศาสนาข้อหนึ่ง

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสุภสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงผลของกรรมไว้ดังนี้

• คนอายุสั้นเพราะปราศจากเมตากรุณา กรุณา ชอบฆ่าสัตว์
• คนมีอายุยืนเพราะอ่อนโยน เมตตา กรุณา
• คนมีโรคมากเพราะชอบเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น
• คนมีโรคน้อยเพราะไม่ชอบเบียดเบียนใคร
• คนมีผิวไม่งามเพราะมักโกรธ
• คนมีผิวงามเพราะมีขันติอดทน
• คนมียศมีบริวารน้อยเพราะริษยา
• คนมียศมีบริวารมากเพราะมุทิตา
• คนมีโภคสมบัติน้อยเพราะตระหนี่
• คนมีโภคสมบัติมากเพราะโอบอ้อมอารี
• คนมีฐานะต่ำเพราะกระด้างถือตัว
• คนมีฐานะสูงเพราะอ่อนน้อมถ่อมตน
• คนโง่เพราะไม่ชอบสมาคมนักปราชญ์
• คนฉลาดเพราะชอบสมาคมนักปราชญ์

หนทางสู่อบายภูมิคือ อกุศลกรรมบถ 10 ดังที่ได้แจกแจงไปแล้ว สำหรับหนทางหรือปฏิปทาสู่การเป็นมนุษย์นั้นก็ได้แก่การรักษาศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก ไม่ดื่มน้ำเมา รักษาได้ครบ ก็ปูหนทางสู่การเกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อ ๆ ไป เป็นอันว่าพูดโดยย่อก็ขอจบมนุสสภูมิตรงนี้

กามาวจรสุคติอีก 6 ภูมิที่เหลือ เป็น เทวภูมิ หรือ เทวโลก คือ โลกอันเป็นที่อยู่ของเทวดา มี 6 ชั้นได้แก่

1. จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ
2. ตาวติงสเทวภูมิ
3. ยามเทวภูมิ
4. ดุสิตเทวภูมิ
5. นิมมานรตีเทวภูมิ
6. ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ

จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ มีเทวดาผู้เป็นใหญ่ 4 องค์

1. ท้าวธตรฐมหาราช ทางทิศตะวันออก ปกครองคนธรรพ์
2. ท้าววิรุฬหกมหาราช ทางทิศใต้ ปกครองกุมภัณฑ์ (มีอัณฑะเหมือนหม้อ)
3. ท้าววิรูปักษมหาราช ทางทิศตะวันตก ปกครองนาค
4. ท้าวเวสสุวัณมหาราช (ท้าวกุเวรมหาราช) ทางทิศเหนือ ปกครองยักษ์

ตาวติงสเทวภูมิ เป็น สวรรค์ชั้นที่ 2 มีเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่รวมทั้งสิ้น 33 องค์ (ตาวติงสะ แปลว่า 33) มี 1 ในนั้นเป็นประธาน คือ พระอินทร์ (ท้าวสักกเทวราช) ประวัติของท้าวสักกะสมัยยังเป็นคนหาอ่านได้จากอรรถกถาธรรมบท ขุททกนิกาย อัปปมาทวรรค ขอนำมาเล่าย่อ ๆ ก็แล้วกัน

ในอดีตกาลมีชื่อว่า มฆะ ชักชวนพวกพ้องอีก 32 คนสร้างสถานที่รื่นรมย์แก่คนที่เดินทางผ่านไปมา แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่ากระทำสิ่งไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ และคงหมั่นใส้จึงนำไปฟ้องพระราชา ใส่ความว่าเป็นโจร 33 คน พระราชาก็หูเบา สั่งจับตัวมาแล้วให้ช้างเหยียบ มฆะ บอกเพื่อน ๆ ให้แผ่เมตตา ช้างก็ไม่กล้าเหยียบ จึงไต่ความ พบว่าทั้ง 33 ไม่ใช่โจรผู้ร้าย รู้ความจริงก็ขอโทษและปล่อยตัวไป

มฆะ มีเมีย 4 คน สุธรรมา สุนันทา สุจิตรา และสุชาดา มีคราวหนึ่งคิดสร้างศาลา แต่ทั้ง 33 คนไม่อยากให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในบุญด้วย เพราะว่ายังเคืองตอนที่จะถูกช้างเหยียบบรรดาสาว ๆ ใจร้ายไม่ใส่ใจเปนห่วงใยกันบ้างเลย นางสุธรรมาอยากมีส่วนร่วมด้วยจึงนัดแนะกับนายช่าง สุดท้ายก็ได้เอาช่อฟ้าที่สลักชื่อสุธรรมาไปประดับบนศาลา นางสุนันทาไม่ยอมน้อยหน้า สร้างสระโบกขรณีไว้ใกล้ ๆ ส่วนนางจิตรลดา ก็สร้างสวนดอกไม้

ทั้ง 3 สถานนี้ก็ไปปรากฎบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากที่พวกเธอ ๆ จุติจากโลกนี้ ไปเกิดที่ดาวดึงส์ จะมีอยู่คนเดียวคือนางสุชาดา ที่วัน ๆ เอาแต่แต่งตัวทาครีม หลังจากตายก็ไปเกิดเป็นนกกระยาง แต่เป็นนกกระยางรักษาศีล (เพราะพระอินทร์ไปสอนให้รักษาศีล) ไม่กินปลาเป็น กินแต่ปลาตาย พอตายจากนกกระยางก็ไปเกิดเป็นลูกสาวช่างหม้อกรุงพาราณสี ก็รักษาศีล 5 อีก ตายจากคนคราวนี้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

สมัยนั้นดาวดึงส์ไม่ได้มีแต่เทวดา พวกอสูรก็อยู่ร่วมกันที่ดาวดึงส์นี่ด้วย นางสุชาดามาเกิดเป็นลูกสาวของจอมอสูรเวปจิตติ (เริ่มเป็นนิทานขึ้นเรื่อย ๆ แล้วใช่มั้ยครับ ก็ว่าไปตามคัมภีร์นะ เดี๋ยวเราจะเห็นว่ามันมีจุดเชื่อมกับพราหมณ์-ฮินดู ศึกพระอินทร์สู้กับอสูร) อสูรหาคู่ให้บุตรีโดยการให้บุตรีโยนพวงมาลัยเสี่ยงทาย ท้าวสักกะก็ปลอมเป็นอสูรกับเขาด้วย นางสุชาดาเห็นก็หลงรักทันที โยนให้ท้าวสักกะ ท้าวสักกะก็พานางสุชาดาเหาะหนี ก่อสงครามระหว่างเทวากับอสูร พวกอสูรแพ้ถูกจับโยนไปอยู่ใต้เขาสิเนรุ มีอ้างถึงในธชัคคสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเหล่าพระภิกษุว่า คราใดอยู่ป่าเขา เกิดนึกกลัว ก็ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วความกลัวจะหายไป เปรียบได้กับคราวที่ทัพเทวาหวาดอสูร พอเห็นยอดธงศึกของพระอินทร์ความกลัวก็หายไป

ตรงนี้ตีความว่าพระพุทธเจ้าอุปมาเปรียบเทียบกับนิทานของฮินดูได้กระมัง ไม่ต้องตีความตรงตามเนื้อผ้าถ้อยอักษร แต่ถ้าจะยึดตามอักษร แล้วไม่เห็นผลเสียอะไรกับชีวิต ก็ไม่เสียหาย (ผมคิดเอาเองนะ)

ถามว่าความดีอะไรที่เทพเป็นใหญ่ทั้ง 33 กระทำ ส่งให้เกิดเป็นเทพใหญ่ นอกจากสร้างศาลาพักผ่อนแล้ว พบว่าจะมีคุณธรรมอยู่ 7 ประการ ที่ทั้ง 33 ทำตลอดชีวิต

1. เลี้ยงพ่อแม่
2. ถ่อมตน
3. พูดจาอ่อนหวาน
4. ไม่พูดส่อเสียด
5. ไม่ตระหนี่
6. รักษาคำพูด
7. ข่มความโกรธ

คำว่าข่มความโกรธนี้ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีความโกรธ เพราะความโกรธนั้นเป็นสังโยชน์ตัวหนึ่ง ในสังโยชน์ 10 สังโยชน์หมายถึงกิเลสที่อยู่ในใจสัตว์ เป็นสิ่งที่ผูกกรรมไว้กับผล พระอรหันต์ที่ละสังโยชน์ทั้ง 10 ได้แล้ว ทำกรรมไม่มีผล เรียกว่าเป็น กิริยา ก็เพราะไม่มีสังโยชน์ในจิต

สังโยชน์ 10 นี้ (อาจจะมีโอกาสพูดละเอียด ๆ อีกทีคราวหลัง) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) กับ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง) ความโกรธ หรือ ปฏิฆะ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 5 (โอรัมภาคิยะ) แม้พระอริยเจ้าชั้นสกิทาคามีก็ยังละไม่ได้ ทำได้แค่เบาบาง บางทีโกรธ บางทีไม่โกรธ มีแต่พระอรหันต์ กับ พระอนาคามีเท่านั้นที่ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ดังนั้น กรณีของทั้ง 33 คนนี้คือ ยังมีความโกรธอยู่ แต่ข่มเอาไว้ ให้ความโกรธที่มีนั้นเป็นมโนกรรมไป ไม่ผุดไม่เกิดออกมาต่อยอดเป็นวจีกรรมหรือกายกรรม มาชมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กันต่อครับ ที่ประทับของพระอินทร์เป็นปราสาทประดับด้วยแก้ว 7 ประการ (มณี ไพฑูรย์ ประพาฬ มุกดา วิเชียร ผลึก และแก้วหุง) เรียกว่า ไพชยนตปราสาทพิมาน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้มีอุทยานที่สวยงามยิ่งใหญ่อยู่ 4 แห่งประจำแต่ละทิศ ทิศเหนือคือ มิสกวัน ทิศตะวันออก นันทวัน ทิศใต้ ปารุสกวัน และทิศตะวันตก คือ จิตรลดาวัน สถานที่สำคัญอีก 3 แห่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดสำหรับสวรรค์ชั้นนี้คือสวนปุณฑริกวัน พระเกศจุฬามณีเจดีย์ และสุธรรมาเทวสภา

สวนปุณฑริกวันนั้นอยู่นอกเขตเมืองไตรตรึงษ์ (คิดเสียว่าเป็นเมืองหลวงของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นนี้บางทีก็เรียก ไตรตรึงษ์) ไปทางทิศอีสาน สวนนี้มีต้นไม้ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีคือต้น ปาริชาต หรือ ปาริชาตกัลปพฤกษ์ ซึ่งออกดอกทุก ๆ 100 ปี ใต้ต้นปาริชาต มีแท่นศิลาแดง ชื่อว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ว่ากันว่าแม้เป็นแท่นศิลาแต่ก็จะยุบตัวลงตามน้ำหนักเมื่อก้นกระทบสัมผัส

ที่จัดให้สวนแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 สถานที่สำคัญเพราะ หลังจากพระพุทธเจ้าได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ทรมานพวกเดียรถีย์ที่ไม้คัณฑามพพฤกษ์แล้ว ทรงเสด็จประทับจำพรรษาที่เทวโลก เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเทวบุตร เป็นการสนองพระคุณแม่ พระสิริมหามายาพระชนนีแห่งพระพุทธเจ้านั้น ได้ตั้งปณิทานมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า อธิษฐานเป็นพุทธมารดา ซึ่งเป็นความปรารถนายาวนานนับแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงเลือกบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ใต้ไม้ปาริชาตเป็นที่แสดงพระอภิธรรม เมื่อเสด็จมาถึง ถามพระอินทร์ถึงพระสิริมหามายา พระอินทร์ก็รีบไปตามพุทธมารดาเทวบุตรที่สวรรค์ชั้นดุสิตทันที หลังแสดงอภิธรรมจบ พุทธมารดาเทวบุตร ก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน ถือเป็นการทดแทนคุณมารดาที่ล้ำเลิศที่สุด ปิดทางสู่อบายหมดสิ้นอย่างแท้จริง

สถานที่อีก 2 แห่งซึ่งน่าสนใจและมีความสำคัญไม่แพ้กันได้แก่ พระเกศจุฬามณีเจดีย์ และสุธรรมาเทวสภา พระเกศจุฬามณี เป็น เจดีย์ที่สำคัญมากบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บางคนก็เรียก พระจุฬามณีเจดีย์ บางคนเรียก พระเกศธาตุเจดีย์ บางคนเรียก พระเกศธาตุจุฬามณีเจดีย์ พระจุฬามณีเป็นสถานที่สักการะบูชาของเหล่าเทวดาและพรหม เพราะเก็บรักษาของ 2 สิ่งไว้คือ

1. พระเกศโมลี มวยผมของพระพุทธเจ้าครั้งออกมหาภิเนษกรมณ์หลังจากทรงอธิษฐานที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา ก็ได้ตัดพระโมลีแล้วโยนขึ้นอากาศ ด้วยคำอธิษฐาน หากพระองค์บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ขอให้มวยผมนี้ลอยไปอย่าตกลงมา ท้าวสักกเทวราชก็เอาพานมารองรับ และสร้างพระจุฬามณีที่ดาวดึงส์เพื่อเก็บพระโมลี

มีผู้รู้เล่าให้ผมฟังว่าผู้มีฤทธิ์วิเศษบางท่าน อาศัยกำลังแห่งฤทธิ์ไปจาริกบุญถึงพระจุฬามณี และได้สร้างเจดีย์จำลองขึ้นบนโลก จริงเท็จประการใด ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณคุณ ๆ เอาเอง เมื่อไหน ๆ พูดถึงฤทธิ์แล้ว ก็ขอออกนอกเรื่องสักนิด การแสดงฤทธิ์นี้ไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวในพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าสอนว่าปาฏิหาริย์นั้นมี 3 อย่าง คำว่า ปาฏิหาริย์ ตามพจนานุกรมฉบับประมวลธรรมของพระธรรมปิฎก (สมณศักดิ์ปัจจุบันที่พระพรหมคุณาภรณ์) แปลว่า การกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้, การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์, การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์

1. อิทธิปาฏิหาริย์ ก็คือ การแสดงฤทธิ์เดช
2. อาเทศนาปาฏิหาริย์ ทายใจได้อย่างปาฏิหาริย์
3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ สอนให้เห็นจริงและนำไปปฏิบัติได้ผลจริงอย่างน่าอัศจรรย์

บรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง 3 นี้พระพุทธเจ้ายกย่องข้อ 3 มากที่สุด ในคัมภีร์อภิธัมมัตถะ และคัมภีร์วิสุทธิมรรค พูดถึงการแสดงฤทธิ์ไว้ว่ามิใช่ทำกันได้ง่าย ๆ คำว่าการแสดงฤทธิ์ที่ผมพูดนี้พูดแบบภาษาชาวบ้าน ถ้าพูดให้เป็นวิชาการต้องพูดว่าการยกจิตเข้าสู่อภิญญาวิถี อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง รู้พิเศษ เป็นจิตที่มีความรู้อันยิ่งใหญ่ สามารถแสดงฤทธานุภาพได้ อภิญญา มี 6 อย่าง คือ

1. อิทธิวิธา แสดงฤทธิ์ได้
2. ทิพพโสต หูทิพย์
3. เจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่น
4. ปุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติได้
5. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
6. อาสวักขยญาณ ความรู้ที่กำจัดอาสวะให้สิ้น (หมดกิเลส)

ข้อ 1-5 เป็น โลกียะ (เกี่ยวข้องกับโลก) ส่วนข้อ 6 เป็น โลกุตตระ (พ้นโลก) โลกิยอภิญญานั้นสามารถเสื่อมได้ ส่วนโลกุตตรอภิญญาณ ไม่มีวันเสื่อมถอย การจะแสดงโลกิยอภิญญาได้นั้นต้องอาศัยรูปฌานทั้ง 5 (รายละเอียดของฌานทั้งหลายเอาไว้พูดทีเดียวเรื่องพรหมครับ ตอนนี้ก็ลองฟัง ๆ ไปก่อน) และต้องฝึกอบรมจิตชนิดพิเศษอีก 14 แบบ (รายละเอียดแจกแจงในวิสุทธิมรรค) จนกระทั้งคล่องแคล่วว่องไวทั้ง 14 แบบ จึงจะชักจูงจิตเข้าสู่อภิญญาวิถีได้ แม้ทำตามขั้นตอนก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ ตรงกันข้ามกับบางคนที่ไม่เคยทำตามขั้นตอนเลย แต่ทำได้ก็มี คือ ไม่เคยฝึกฌานเลย แต่กรณีนี้พบได้น้อยกว่า เช่น พระจุฬปัณถก แสดงฤทธิ์เป็นภิกษุหลายรูปจนเต็มวัดพระเชตวัน การไม่เคยฝึกฌาน แต่ได้ฌานจนแสดงอภิญญาได้ เราเรียกว่า มัคคสิทธิฌาน ตรงกันข้ามกับ ปฏิปทาสิทธิฌาน ซึ่งต้องเริ่มจากฝึกฌาน ฝึกความคล่องก่อน จึงอาจจะแสดงฤทธิ์ได้ ถ้าเอาอภิญญา 6 มาเพิ่มอีก 2 ข้อ ก็จะเรียกใหม่ว่าเป็น วิชชา 8 อีก 2 ข้อที่เพิ่มเข้าไปได้แก่

1. วิปัสสนาญาณ (เก็บไว้คุยกันนะครับ ตั้งใจจะเล่าเรื่องของโสฬสญาณวันหลัง)
2. มโนมยิทธิ คือ การแสดงฤทธิ์ทางใจ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้

มีหลายคนบอกว่าสามารถใช้มโนมยิทธิไปเที่ยวชมและสักการะบูชาพระจุฬามณีได้ ถ้าคุณไม่เชื่อและอยากรู้ ก็ต้องลองทำดู มาต่อกันที่ของอย่างที่ 2 เมื่อตะกี้อย่างแรกคือพระเกศโมลีของพระพุทธเจ้า

2. พระเขี้ยวแก้วด้านขวาของพระพุทธเจ้า (พระทันตธาตุ) พระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้านั้นมี 4 องค์ ซ้ายบน ซ้ายล่าง ขวาบน ขวาล่าง พระเขี้ยวแก้วซ้ายทั้ง 2 องค์นั้นอยู่เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา พระเขี้ยวแก้วอีกองค์หนึ่งอยู่ที่พระเจดีย์เจาเหียน วัดหลิงกวง นครปักกิ่ง

ก่อนจบพระจุฬามณีเจดีย์ ขอนำเรื่องเล่าของท่านเจ้าคุณพิจิตร พระเทพวิสุทธิกวี เล่าไว้ในหนังสือชื่อพรรณาสวรรค์เกี่ยวกับหญิงคนหนึ่ง มีสามีเป็นนายทหารลูกศิษย์สมเด็จพระวันรัต (จับ) วัดโสมนัสวิหาร ก็มาเล่าให้ท่านเจ้าคุณฟัง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่าพระเกศธาตุ วันหนึ่งดูทีวีรายการธรรมะ เห็นพระลอยเข้ามาให้บ้าน พูดประมาณว่า จะไปไหว้พระเกศธาตุ แต่ผ่านมาเห็นรายการพระเทศน์เลยแวะดูหน่อย หญิงภริยานายทหารคนนี้ก็สงสัยจึงเอามาถามพระเทพวิสุทธิกวีว่าพระเกศธาตุนี่คืออะไร ก็เป็นเรื่องที่แปลกดีครับ

สถานที่สุดท้ายที่จะแวะชมที่ดาวดึงส์ก่อนไปสวรรค์ชั้นอื่น คือ สุธรรมาเทวสภา จากเรื่องนางสุธรรมาวางแผนนัดแนะช่างทำศาลาให้เอาช่อฟ้าสลักชื่อของตนไปประดับศาลาร่วมกับพรรคพวกนายมฆะทั้ง 33 คน หลังจากนางสุธรรมาเคลื่อนภพ ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ทำให้เกิดสุธรรมาเทวสภาขึ้นด้วย ว่ากันว่าใกล้ ๆ กำแพงศาลา มีดอกไม้สวรรค์ชื่อว่า อสาพติ ซึ่งบานทุก ๆ 1000 ปี สุธรรมาเทวสภา เป็นสถานที่ฟังธรรม แสดงธรรม ถกธรรมของเหล่าเทวดา และพรหม รวมถึงพระภิกษุสงฆ์ มนุษย์ผู้มีอภิญญา หนึ่งในนักเทศน์ฝีปากเอกคือ สนังกุมารพรหม พระอินทร์เองบางทีก็ขึ้นแสดงธรรมเช่นกัน (พระอินทร์คนนี้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว)

สวรรค์ชั้นอื่น ๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ หรือคุ้นหูชาวบ้านมากนัก จะกล่าวถึงแบบข้ามนะครับ สวรรค์ชั้นยามา เป็นสวรรค์ชั้นที่ 3 ยามา แปลว่า แดนที่อยู่ของเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีพระสุยามเทวาธิราชเป็นผู้ปกครอง ลำดับที่ 4 คือ สวรรค์ชั้นดุสิต หรือ ตุสิตาเทวภูมิ คำว่า ดุสิต แปลว่า แดนเป็นที่อยู่ของเทพผู้อิ่มเอิบด้วยสิริสมบัติของตน ตุสิตาเทวภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ อันมีท้าวสันดุสิตเทวาธิราชเป็นผู้ปกครอง สวรรค์ชั้นนี้จะเป็นชั้นสุดท้ายให้พักสำหรับพระโพธิสัตว์ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็พำนักที่สวรรค์ชั้นนี้ พระสิริมหามายาเทพบุตรก็พักอยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้

ผมเขียนพุทธมารดาเทวบุตรนั้นผิดหรือเปล่า? เพราะเป็นทั้งมารดา ทั้งเทพบุตร ก็ขอตอบเผื่อมีผู้สงสัยว่าไม่ผิดครับ เป็นวิสัยปกติของพุทธชนนีในปัจฉิมมภวิกชาติที่จะบังเกิดเป็นเทพบุตรเสวยสุขที่ดุสิต ทั้งนี้เพราะ ว่ากันว่า หากเป็นเทพธิดา แล้วมีเทพบุตรองค์ใดรักใคร จิตใจมีราคะ ก็จะเป็นโทษหนักแต่เทพบุตรองค์นั้น

ชั้นที่ 5 นิมมานรดีเทวภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่ของเทวดามีท้าวสุนิมมิตเทวาธิราชเป็นใหญ่ ชื่อของสวรรค์ชั้นนี้แปลว่า แดนเป็นที่อยู่ของผู้ยินดีในการเนรมิต เทวดาชั้นนี้อยากได้อะไรก็เนรมิตเอาเอง สวรรค์กามาวจรชั้นสุดท้าย คือ ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ แดนที่อยู่ของเทพผู้มีอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่คนอื่นเนรมิตให้ สบายกว่านิมมานรดีที่ไม่ต้องเนรมิตเอง อยากได้อะไรก็มีคนอื่นเนรมิตให้ ที่สวรรค์ชั้นนี้มีคนเข้าใจผิดและสับสนพอสมควร ผมเคยอ่านนิยายหลายเรื่องที่ผู้เขียนสร้างตัวละครให้เป็นมาร แล้วจับมารไปอยู่ยมโลกบ้าง ไปอยู่นรกบ้าง แต่ตามคัมภีร์นั้นมารอยู่บนสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนี่แหละครับ สวรรค์ชั้นนี้มี เขตการปกครองเป็น 2 ส่วน หรือ 2 ประเทศ เรียกง่าย ๆ ว่า เขตมารกับเขตเทวดา เขตมารนั้นมีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชเป็นผู้ปกครอง เขตเทวดาก็มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเทวาธิราชเป็นผู้ปกครอง ทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่ได้ทำศึกสงครามกัน ก็อยู่กันอย่างสงบปรองดองดี ไม่ก้าวก่ายกัน เป็นเทพผู้เสวยสุขเสมอกันทั้ง 2 ฝ่าย มารที่มาแสดงตัววันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เป็นมารมาจากสวรรค์ชั้นนี้ครับ (คราวหน้าคราวหลังใครจะเขียนนิยายให้มีมาร ก็อย่าลืมให้มารอยู่บนสวรรค์นะครับ)

คำว่ามารนั้นจำแนกแจกนัยได้ 5 อย่าง

1. กิเลสมาร คือ กิเลสนั่นแหละที่เป็นมาร
2. ขันธมาร คือ ขันธ์ 5 นั่นแหละที่เป็นมาร
3. อภิสังขารมาร คือ บุญบาปเป็นมาร
4. เทวปุตตมาร คือ มารที่สวรรค์ชั้นนี้เอง
5. มัจจุมาร คือ ความตาย

ถ้าอยากไปเกิดเป็นเทวดา จะมีหนทางอย่างไร? ตรงข้ามกับทางไปนรก คือ กุศลกรรมบถ 10

1. ไม่ฆ่าสัตว์
2. ไม่ลักทรัพย์
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่พูดเท็จ
5. ไม่พูดคำหยาบ
6. ไม่พูดส่อเสียด
7. ไม่พูดเพ้อเจ้อ
8. ไม่โลภอยากได้ของใคร
9. ไม่พยาบาท
10. ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม

ข้อ 1-3 เป็นกายกรรม 4-7 เป็นวจีกรรม และ 8-10 เป็นมโนกรรม อยากไปเกิดเป็นเทวดา หรือ มาร ก็หมั่นสร้างกุศลกรรมบถทั้ง 10 ประการนี้ ขอพูดอีกเรื่องสุดท้ายสำหรับพวกเทวดาคือการตาย หรือ จุติ เหตุที่ทำให้เทวดาตายนั้นมี 4 อย่าง

1. สิ้นอายุ ก็แปลว่าหมดอายุ ถ้ามีอายุ 1000 ปี ก็อยู่ได้ไม่เกินนั้น
2. สิ้นบุญ อายุยังไม่หมด แต่หมดบุญ

2 ข้อนี้เหมือนกับเหตุการตาย 2 ข้อแรกของคน การตายของคนมีได้ 4 แบบ

1. สิ้นอายุ
2. สิ้นบุญสิ้นกรรม
3. 1 กับ 2 พร้อม ๆ กัน
4. กรรมเข้าตัดรอน

ข้อ 1-3 เรียกว่า กาลมรณะ คือตายในเวลาอันสมควร ส่วนข้อ 4 เป็น อกาลมรณะ ตายในเวลาไม่สมควร คือ ยังไม่สมควรตาย แต่ก็ตายซะแล้ว ตัวอย่างที่นิยมยกเปรียบเทียบ อายุ เหมือน ใส้ตะเกียง ยาวแค่ไหนก็แค่นั้น เวลานานสุดที่ตะเกียงติดไฟ ก็เท่ากับเวลาที่ยังมีใส้ตะเกียง บุญกรรม เหมือน น้ำมัน น้ำมันต่างกับใส้ตะเกียงตรงที่มันเติม มันเททิ้งกันได้ ถ้าน้ำมันหมด ไฟก็ดับ ไม่อยากให้น้ำมันหมด ก็ต้องเติมน้ำมัน คือหมั่นทำบุญ กรณีอกาลมรณะ เช่น ใส้ตะเกียงก็ยังไม่หมด น้ำมันก็ยังมี แต่ลมพัดให้มันดับเสียอย่างนั้น ก็ซวยไป ใส้ตะเกียงหมด คือ หมดอายุ น้ำมันหมด คือ หมดบุญ ใส้ตะเกียงหมดพร้อมน้ำมัน คือ หมดทั้งอายุและบุญ ลมพัด คือ กรรมเข้าตัดรอน

สาเหตุการตายของเทวดาข้อ 1 กับ 2 ก็เหมือน 1 กับ 2 ของคน

สาเหตุการตายข้อ 3 ของเทวดาคือ สิ้นอาหาร เทวดาก็ต้องกินอาหาร สิ่งใดมีรูป ก็ต้องรักษารูป รูปบางรูปต้องใช้อาหารรักษา ไม่รักษาก็ตาย เทวดาบางองค์เที่ยวเพลิน ลืมกิน ก็ตาย

4. ความโกรธ เทวดาที่มีความโกรธ จะมีอายุสั้น โกรธมาก ๆ เข้า ก็ตายเลย

จบกามาวจรภูมิทั้ง 11 อย่างย่นย่อเพียงนี้


Create Date : 21 มกราคม 2553
Last Update : 21 มกราคม 2553 14:54:15 น. 0 comments
Counter : 770 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.