creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
ปฐมเหตุในพระพุทธศาสนา

ผมเจอกระทู้หนึ่งผู้ถามถาม

"วันนี้ผมจะถามเรื่องกรรมแรก
คือตามหลักศาสนาพุทธเนี่ยกฎแห่งกรรมมันคงอยู่ตลอดมา
ผมก็ได้ยินคำสอนนี้มาตลอด
แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์คุณเชื่อได้หรือ ว่าจะมีอะไรที่คงอยู่ตลอด
ถ้างั้นมันมาจากไหน?
รึว่ามันถือกำเนิดได้จากความว่างเปล่า
ถ้าเช่นนั้นสังสารวัฏก็ไม่มีทางสิ้นสุดใช่ไหมครับ?"

มีประเด็นให้นำมาขยายความได้เยอะทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือผู้ถามไม่รู้จักคำว่ากรรมในพระพุทธศาสนาดีพอ เรื่องกรรมเป็นเรื่องใหญ่ครับ และเป็นเรื่องที่เข้าใจปนกับความเชื่ออื่นจนบางคนแยกไม่ออกว่าอันไหนกันแน่คือกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา มันยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นคือบรรดาผู้รู้ที่เข้าไปตอบคำถามโดยยกปฏิจจสมุปบาท กลับไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองยกมาตอบคำถาม บางคนถึงกับบอกว่าอวิชชาคือกรรมแรกไปเลยก็มี

ข้อความว่าอวิชชาคือกรรมแรกผิด 2 ประการ 1. อวิชชา ไม่ใช่ กรรม 2. ไม่มีปฐมเหตุ หรือ the first cause ในพุทธปรัชญา ตรงนี้เป็นเรื่องชูโรงเรื่องหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาที่มีพระเจ้า หรือมีสิ่งอื่น ๆ เป็นปฐมเหตุ

ในส่วนของปฏิจจสมุปบาทเองผู้รู้กลับรู้แคบอย่างไม่น่าเชื่อ คือเขานึกถึงแต่ อวิชฺชาปจฺยา สงฺขารา ... คิดว่าแค่นี้แหละปฏิจจสมุปบาท อันที่จริงบทนี้เป็นปฏิจจสมุปบาทแบบแจงแจง ในแบบแจกแจงนี้มี 2 ท่อนคืออนุโลมกับปฏิโลม ถ้าคุณจะเทียบกับอริยสัจ 4 อนุโลมคือข้อ 2 ทุกขสมุทัย ปฏิโลมคือข้อ 3 ทุกขนิโรธ ยังมีปฏิจจสมุปบาทที่ไม่แจกแจง เป็นหลักการทั่วไป และผมถือว่ามันเป็นแก่นสำคัญของพระพุทธศาสนาชนิดที่ไม่ต้องพึงศัพท์เทคนิคคือบท อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ ... (เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี) เหมือนกับแบบแจกแจงครับ บทนี้ก็มี 2 ท่อน อนุโลมกับปฏิโลมเช่นกัน และบทนี้แหละที่เป็นชื่อให้กับคำว่า อิทัปปัจยตา

การอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบแจกแจงนั้นมีหลายนัยทั้งแบบช่วงกว้างและช่วงแคบ แบบช่วงกว้างบางครั้งเรียกภวจักรหรือสังสารจักรมีการแบ่งองค์ทั้ง 12 ออกเป็น 3 กาล 4 ช่วง (กาลปัจจุบันมี 2 ช่วงคือปัจจุบันเหตุ กับปัจจุบันผล - รายละเอียดมีมากกว่านี้ผมคงแนะนำให้คุณอ่านวิสุทธิมรรค) และองค์ทั้ง 12 นั้นสามารถจัดเป็นกลุ่มตามหน้าที่ได้ 3 กลุ่มซึ่งวนกันเป็นวงจร เรียก วัฎฎะ 3 มี กิเลส กรรม และวิบาก การวนวัฏฏะ 3 นี้เป็นการมติชั้นหลังครับคุณอาจไม่พบพุทธพจน์แต่ก็เป็นชั้นอรรถกถา ถือ ว่าเป็นการอธิบายปฏิจจสมุปบาทให้ฟังง่ายที่สุด ดูรูปผมนำมาจากหนังสือพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์



เห็นชัดเจนว่าอวิชชาไม่ใช่กรรม

อวิชชาแรกเริ่มมีหรือไม่? ถึงแม้ว่าปฎิจจสมุปบาทแบบแจกแจงมีอวิชชาเป็นข้อแรก หรือแบบวัฎฎะ 3 อวิชชา + ตัณหา เป็น กิเลส เป็นหัวข้อต้นวัฏฏะ แต่อวิชชานี้ก็ไม่ใช่ปฐมเหตุมีพุทธพจน์ อง. ทสก. "ภิกษุทั้งหลาย ปลายแรกสุดของอวิชชาจะปรากฎก็หาไม่ว่า "ก่อนแต่นี้ อวิชชามิได้มี ครั้นมาภายหลังจึงมีขึ้น" เรื่องนี้ เรากล่าวดังนี้ว่า "ก็แล เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยอวิชชาจึงปรากฎ" นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์ที่เน้นว่าอวิชชาไม่ได้เป็นปฐมเหตุ "อวิชชาเกิด เพราะอาสวะเกิด อวิชชาดับ เพราะอาสวะดับ" คุณลองดูรูป ถ้าคุณตัดให้มีอวิชชาแรกเมื่อไร คุณจะกลับไปสู่ปัญหาพระผู้สร้างทันที

อีกจุดหนึ่งที่ผมอยากพูดไว้เล็กน้อยในปฏิจจสมุปบาทแบบแจกแจงคือ ลำดับการเป็นเหตุปัจจัยนั้นไม่ได้เป็นไปตามลำดับเวลานะครับ คำว่าเหตุปัจจัยไม่ได้มีความหมายเฉพาะว่าสิ่งนี้เกิดก่อนสิ่งนี้จึงเกิดตามมา ปัจจัยมี 24 ประเภท (หาอ่านได้จากตำราอภิธรรมทั่วไป) ตัวอย่างเช่นพื้นเป็นปัจจัยให้เก้าอี้ตั้งอยู่ได้ ไม่ได้แปลว่าพื้นเกิดก่อนเก้าอี้



พูดกันมาตั้งนาน คุณรู้รึเปล่าครับว่าอะไรคือ "กรรม" ?





Create Date : 17 กรกฎาคม 2551
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 0:11:43 น. 6 comments
Counter : 3850 Pageviews.

 
ผมไม่รู้


โดย: kennetto วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:39:24 น.  

 
เอ่อ อึ้ง


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:1:21:19 น.  

 
กรรมคือ การกระทำใช่รึเปล่าครับ


โดย: AIam วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:1:25:22 น.  

 
แม้ในขันธ์ ๕ หรือนามรูปของเราจะไม่มีอัตตา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเป็นผู้ทำกรรมและผู้รับผิดชอบต่อผลกรรม นามรูปของเราที่อยู่ในรูปกระแสความสืบเนื่องแห่งเหตุปัจจัยนี้เองเป็นผู้ทำกรรมและเป็นผู้รับผลกรรม

เราในฐานะผู้ทำกรรมในวันนี้กับเราในฐานะผู้รับผลกรรมในวันข้างหน้า จะบอกว่าเป็นคนเดียวกันก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นคนอื่นก็ไม่ใช่ ดังการสนทนาต่อไปนี้

บทสนทนาจากธรรมสันตติปัญหา)
พระเจ้ามิลินท์ “ผู้ใดเกิดก็เป็นผู้นั้น หรือว่ากลายเป็นคนอื่น”
พระนาคเสน “ไม่ใช่ผู้นั้น และไม่ใช่ผู้อื่น ( น จ โส, น จ อญฺโญ)

(บทสนทนาจากนามรูปปฏิสนธิคณหปัญหา)
พระเจ้ามิลินท์ “นามรูปนี้หรือปฏิสนธิ”
พระนาคเสน “นามรูปนี้ไม่ได้ปฏิสนธิ แต่ว่าบุคคลทำกรรมดีหรือกรรมไม่ดีด้วยนามรูปนี้ นามรูปอื่นก็ปฏิสนธิด้วยกรรมนั้น”

พระเจ้ามิลินท์ “ถ้านามรูปนี้ไม่ปฏิสนธิ ผู้นั้นก็จัดพ้นจากบาปกรรมทั้งหลายไม่ใช่หรือ”
พระนาคเสน “บุคคลทำกรรมดีหรือชั่ว อันใดไว้ด้วยนามรูปนี้ แล้วนามรูปอื่นก็ปฏิสนธิสืบต่อกันด้วยกรรมนั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่พ้นจากบาปกรรม”

บทสนทนานี้แสดงให้เห็นว่า พระนาคเสนได้ตอบปัญหาเกี่ยวกับผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรมด้วยทฤษฎี “ธรรมสันตติ” หรือทฤษฎีกระแสความสืบเนื่องแห่งเหตุปัจจัย

เสียงเค้าว่ากันพรรณนั้น


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:10:12:57 น.  

 
มีพุทธพจน์ ม.ม., ขุ.สุ. "บัณฑิตผู้เห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมมองกรรมตามเป็นจริงดังนี้..." เห็นว่ากรรมกับปฏิจจสมุปบาทเกี่ยวเนื่องกัน และจากการอธิบายองค์ของปฏิจจสมุปบาทแบบแจกแจงเป็นกลุ่มตามหน้าที่ ได้ วัฏฏะ 3 กรรม วิบาก กิเลส ความหมุนเนื่องของวัฎฎะนี่แหละครับเรียกว่า กฎแห่งกรรม

ถ้าเจาะลึกตรงประเด็นทีเดียวเลยว่าอะไรคือกรรม ตอบตามพุทธพจน์ องฺ ฉกฺก "เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ" ได้เลยครับ "ภิกษุทั้งหลาย เจตนานั่นเอง เราเรียกว่ากรรม..."


โดย: ศล วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:10:58:43 น.  

 
สาธุ สาธุ สาธุ

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:18:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.