creatio ex nihilo

BlogGang Popular Award#13


 
ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 83 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
เหยียบนรกสุญญากาศ (The Martian)



The Martian ฉบับแปลไทยฮะ

คำโปรยของ Publishers Weekly บนปกหลังเขียนว่า "แอนดี้ เวียร์เรียงข้อมูลเชิงเทคนิคได้ยอดเยี่ยม แม้แต่ผู้อ่านทั่วไปที่ไม่รู้วิทยาศาสตร์ก็ยังอ่านได้โดยไม่สะดุด...ความตื่นเต้นพุ่งพรวดตั้งแต่ต้น และสะสมจนไประเบิดเอาตอนท้าย"

เห็นจริงตามนั้นทุกประการ และอยากเพิ่มท่อนแยกให้กับคำโปรยอันนี้ว่า ยิ่งรู้วิทยาศาสตร์ ก็ยิ่งอ่านสนุก ลักษณะหนังสือในกลุ่ม hard sci-fi ก็คือ sci-fi ที่บรรยายและเน้นข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์หรือเชิงเทคนิคในรายละเอียด สำหรับบล็อกนี้เราจะพูดความสนุกของมันในมุมของ hard sci-fi สักสองสามจุด ส่วนในมุมที่ว่าด้วยความลุ้นระทึก มันส์เป็นบ้านั่นคงไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ สำหรับเรา เป็นการอ่านที่ทำให้อะดรีนาลีนพุ่งปรี๊ดซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับการอ่านนิยายมานานแล้วล่ะครับ

1. เมื่อถูกทิ้งบนดาวอังคาร น้ำเป็นสิ่งหนึ่งที่พระเอกต้องการมาก พระเอกจะสร้างน้ำยังไง คำตอบคือแกต้องหาออกซิเจนมาผสมกับไฮโดรเจนเอง แล้วบนดาวอังคารจะหาออกซิเจนจากไหน คำตอบ "แต่คุณคงนึกไม่ถึงแน่ว่าบนดาวอังคารหาออกซิเจนได้ง่ายขนาดไหน ในเมื่อบรรยากาศของที่นี่มีแต่คาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 95 เปอร์เซนต์" (น.37) แล้วพระเอกจะใช้ออกซิเจเนเตอร์แยกคาร์บอนกับออกซิเจน แต่ก็ยังมีปัญหาอีกนั่นแหละ เพราะ "อากาศที่นี่เบาบางมาก" (น.37) ความดันบนดาวอังคารไม่ถึง 1% ของความดันบนโลก ฉะนั้น ถ้าเอาออกซิเจเนเตอร์มาวางข้างนอกแล้วคอยแยกคาร์บอนกับออกซิเจนไม่เวิร์กแน่ สุดท้ายจึงนึกไปถึงฐานผลิตเชื้อเพลิงของยานนำขึ้น ซึ่งมันจะคอยสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศของดาวอังคาร แล้วพระเอกก็ว่า "มันจะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เหลวให้ผมได้ชั่วโมงละครึ่งลิตร ... ผ่านไป 10 วันก็จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ 125 ลิตร แปลว่าถ้าป้อนมันให้ออกซิเจเนเตอร์ผมก็จะได้ออกซิเจน 125 ลิตร ... แค่นี้ก็เสกน้ำได้ 250 ลิตรแล้ว หมดห่วงเรื่องออกซิเจน" (น.37)

ลองคิดเลขง่าย ๆ ตามนะครับ 1 ชั่วโมงได้คาร์บอนไดออกไซด์ 0.5 ลิตร 1 วันบนดาวอังคารมี 24.6 ชั่วโมง ฉะนั้นพอครบ 10 วันก็จะได้ 123 ลิตร รอเพิ่มอีก 4 ชั่วโมงถึงจะได้ 125 ลิตร เท่ากับผ่าน 10 วันไป 4 ชั่วโมง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไร ทีนี้ในคาร์บอนได้ออกไซด์ หรือ CO2 125 ลิตรมี O2 125 ลิตร และน้ำ 1 โมเลกุลต้องการ O แค่ตัวเดียว ฉะนั้น ฉะนั้น O2 125 ลิตรจึงสามารถเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบสร้างน้ำได้ 250 ลิตร

ทั้งหมดนี่ง่าย ๆ ใช่มั้ยฮะ และไม่ได้แปลว่าคนอ่านต้องมานั่งคิดเลขตาม ลองเปรียบเทียบระหว่างคนอ่านที่รู้กับคนอ่านที่ไม่รู้ สำหรับคนอ่านที่ไม่รู้ ตัวเลขต่าง ๆ จะไร้ความหมายเฉพาะเจาะจงสำหรับเขา และถูกกลืนเป็นรายละเอียดของคำบรรยาย แทนที่จะผู้เขียนจะเลือกบรรยายป่าเขา หรือใบหน้าของหญิงสาว ซึ่งเราอ่านแล้วก็นึกภาพไม่ออกหรอกหรืออ่าน 10 คนก็นึกภาพได้ 10 แบบ ผู้เขียนก็หันมาบรรยายกระบวนการแทน ความไม่รู้ไม่ได้ทำลายโครงเรื่อง ไม่ได้ทำลายแม้ความสนุกของเรื่อง คุณมั่นใจว่าคุณวาพภาพแมลงที่หรือตัวตนใหม่ของเกรโกร์ ซัมซ่ากลายร่างหรือเปลี่ยนไปได้ตรงกับที่คาฟคาบรรยายไหม ทำนองเดียวกันนั่นแหละ งานนี้ความรู้แค่ช่วยให้เราได้รายละเอียดที่ชัดขึ้น

เอาล่ะ พระเอกมีออกซิเจนแล้ว จะหาไฮโดรเจนจากไหน คำตอบคือจากเชื้อเพลิงจรวดของยานลงจอด นั่นคือ ไฮดราซีน พระเอกบรรยายว่า "ผมต้องปล่อยให้ไฮดราซีนไหลผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา ... จากนั้นมันจะเปลี่ยนไปเป็นไนโตรเจนกับไฮโดรเจน ผมจะไม่ลงลึกเรื่องเคมีให้คุณปวดกบาล แต่สรุปว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คือไฮดราซีน 5 โมเลกุลจะกลายเป็นไนโตรเจน 5 โมเลกุล ... กับไฮโดรเจน 10 โมเลกุล ระหว่างกระบวนการนี้จะได้แอมโมเนียออกมาด้วย" (น.39)

ถ้าคุณรู้สูตรเคมีของไฮดราซีน N2H4 ก็จบ ไฮดราซีน 5 โมเลกุล จะได้ N2 5 โมเลกุลกับ H2 10 โมเลกุล ถ้าระหว่างทางมันเกิดแอมโมเนีย NH3 แล้วแอมโมเนียคงอยู่ มันก็จะทำให้ได้ H2 ไม่ครบ 10 แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร เพราะตอนนี้พระเอกเจอหนทางแล้วว่าจะหาไฮโดรเจนจากไหนมารวมกับออกซิเจนที่ได้จากคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวอังคาร

2. คำบรรยายแบบเนิร์ด ๆ ผมขอยกตัวอย่างสัก 4 แห่ง 2.1 ตอนหนึ่งที่คำบรรยายของพระเอกเก็บรายละเอียดดี ตอนที่พระเอกบรรยายว่าให้นักบินบนยานที่อยู่ในวงโคจรควบคุมยานน้ำขึ้นของโครงการถัดไปให้ลงจอด "เพราะโลกอาจอยู่ห่างจากดาวอังคารออกไประหว่างสี่ถึงยี่สิบนาทีแสง" (น.77)

ดาวอังคารตอนที่มันอยู่ใกล้โลกที่สุด จะอยู่ห่างออกไปประมาณ 54.6 ล้านกิโลเมตร และตอนที่มันอยู่ห่างจากโลกที่สุดจะอยู่ห่างประมาณ 401 ล้านกิโลเมตร และ 1 นาทีแสงคือระยะทางที่แสงเคลื่อนที่ได้ 1 นาที ก็แปลว่าแสงใช้เวลาเดินทางจากโลกไปยังดาวอังคารตอนที่มันอยู่ใกล้ที่สุดประมาณ 3 นาทีกว่า ๆ ส่วนตอนที่อยู่ไกลที่สุด ก็ประมาณ 22 นาที นี่คือที่มาของตัวเลข 4 ถึง 20 นาทีแสงครับ

2.2 "แบตเตอรี่อันเบ้อเริ่ม ลากแทบไม่ไหว นี่ขนาดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของดาวอังคารนะ" (น.80)

ครึ่งหลังนั้นเท่ากับขยายว่าหนักมาก เพราะสนามโน้มถ่วงที่ผิวโลกของเราคือ g ขณะที่ดาวอังคารคือ 0.38g หรือประมาณ 0.4g นั่นคือมวลก้อนเดียวกันบนโลกจะหนักกว่าบนดาวอังคารประมาณ 2.5 เท่า

2.3 ตอนหนึ่งพระเอกซ้อมทดลองขับรถโดยปิดเครื่องทำความร้อน เพราะคิดว่าฉนวนของรถสำรวจจะเอาอยู่ แต่สุดท้ายความร้อนก็ค่อย ๆ หลุดออกไปจากรถจนได้ "แผนการสุดล้ำพังเพราะเทอร์โมไดนามิกส์ ไอ้เอนโทรปีเวรเอ๊ย" (น.85)

กฎข้อสองของเทอร์โมไดนามิกส์บอกว่าความร้อนไม่สามารถไหลจากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงได้เองตามธรรมชาติ และเราสามารถใช้ปริมาณที่เรียกว่าเอนโทรปีแสดงสถานะของกระบวนการถ่ายเทความร้อนนี้ เนื่องจากไม่มีฉนวนที่สมบูรณ์แบบตามที่พระเอกว่าไว้ ฉะนั้น ตามกฎของเทอร์โมไดนามิกส์ ความร้อนจะค่อย ๆ ออกไปจากรถ พูดอีกอย่างว่า เอนโทรปีของระบบ (ที่มีทั้งรถและบรรยากาศของดาวอังคาร) เพิ่มมากขึ้น พระเอกก็เลยสบถใส่เอนโทรปี

2.4 เป็นตอนที่พระเอกจะใช้หลักการเรื่องคานผ่อนแรงเพื่อยกรถ "ผมเดินถอยหลังพร้อมกับดึงสายเคเบิลไปด้วย ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ ซึ่งไม่ใช่ผมแน่นอน อาร์คิมิดิสต้องอยู่ข้างผมแน่ ๆ" (น.345)

มุกในประโยคนี้มาจากคำพูดอันโด่งดังของแกนะครับ Give me a place to stand and with a lever I will move the whole world. หาที่ให้ฉันยืนพร้อมคานยาว ๆ สักอัน แล้วฉันจะงัด (เคลื่อน) โลกให้ดู

จากตัวอย่างทั้ง 4 แห่ง จะเห็นว่า ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต่อความเข้าใจในภาพรวม แต่มันช่วยให้เรา "อิน" มากขึ้น

3. ตอนหนึ่งที่ผมประทับใจคือตอนอัพเกรดระบบปฏิบัติการของรถสำรวจให้คุยกับยานพาทไฟน์เดอร์ได้ ถ้าจะส่งโค้ดทีละครึ่งไบต์ให้พระเอก กว่าจะครบทั้งหมดกินเวลาถึง 3 ปี กระทั่งแจ๊คได้ไอเดียสุดเจ๋ง นั่นคือ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลของรถเป็นตัวช่วยบันทึกโค้ด "ปกติรถสำรวจจะแยกสัญญาณข้อมูลออกมาวิเคราะห์เป็นไบต์ ๆ จากนั้นก็หาลำดับเฉพาะที่แฮ็บส่งมา วิธีนี้ทำให้รถไม่สับสนระหว่างคลื่นวิทยุอื่น ๆ ในธรรมชาติกับคลื่นจากแฮ็บ พอรถสำรวจพบว่าไบต์ที่ได้รับไม่ถูกต้องมันก็จะไม่สนใจคลื่นที่ว่า" (น.139)

หมายความว่า ทุกข้อความที่รถได้รับ มันเลือกที่จะสนใจแต่ข้อความจากแฮ็บ ถึงแม้ยานพาทไฟน์เดอร์จะคุยกับมัน แต่มันก็ไม่สนใจ สิ่งที่พระเอกจะต้องทำก็แค่ เข้าไปแก้โค้ดของรถให้บันทึกทุกอย่างที่มันได้รับ ทีนี้ฝั่งนาซ่าก็จะบอกให้พาทไน์เดอร์พูดโค้ดไปเรื่อย ๆ ฝั่งรถก็บันทึกไปเรื่อย ๆ จนได้โค้ดครบ พระเอกก็แค่เอาโค้ดนั้นไปรัน

4. ตอนพูดถึงยานเฮอร์มีส "ถึงแม้ตัวเลขอัตราเร่งของเฮอร์มีสจะฟังดูไม่มาก แต่ในสี่สิบนาทีนั้นมันสามารถพาเราไปได้ไกลถึง 5.7 กิโลเมตรนู่นเลย" (น.363)

ถ้าเรารู้แค่ว่ายานเฮอร์มีสเป็นยานแบบเร่งต่อเนื่อง ความเร่งของเครื่องยนตร์ไอออนมันดูเหมือนน้อยมาก คือใน 1 วินาทีความเร็วเพิ่มขึ้นแค่ 0.002 เมตร/วินาที แค่นี้เราก็คำนวณตัวเลขตามได้ง่าย ๆ ว่าถ้าเริ่มจากหยุดนิ่ง ในเวลา 40 นาทีมันจะไปได้ไกลถึง (0.5)(0.002)(40*60)^2 = 5760 เมตร

ผมว่าคอนิยายไม่พลาดเล่มนี้อยู่แล้วล่ะ ที่เขียนตอนนี้ก็เพื่อจะเชียร์เด็กเนิร์ดที่ไม่ค่อยได้ติดตามอ่านนิยาย เผื่อขึ้น :P


Create Date : 13 กันยายน 2558
Last Update : 13 กันยายน 2558 14:36:39 น. 4 comments
Counter : 1326 Pageviews.

 
*เข้ามาชูป้ายไฟเป็นแฟนคลับเจ้ามาร์คเช่นเคย*

เด็กสายวิทย์น่าจะชอบเรื่องนี้นะคะ เรารู้สึกว่าข้อมูลวิทยาศาสตร์เยอะแต่อ่านสนุกเพราะฝีมือคนเขียนแท้ๆ ซูฮกเลยค่ะ และซูฮกคนแปลด้วย น่าจะต้องหาข้อมูลเพียบ


โดย: Froggie วันที่: 13 กันยายน 2558 เวลา:19:13:55 น.  

 
อยากอ่านเล่มนี้ค่ะ


โดย: ออโอ วันที่: 13 กันยายน 2558 เวลา:20:25:08 น.  

 
เป็นเด็กวิทย์ที่เลือนลางมานานมากค่า 555+
เรื่องนี้ฮ็อตฮิตจริงๆ เห็นรีวิวกันหลายคน ยังลังเลกับหนังสือนะ แต่ตัวหนังไม่พลาดแน่ๆ


โดย: kunaom วันที่: 13 กันยายน 2558 เวลา:23:10:08 น.  

 
น่า่อ่านมากครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 14 กันยายน 2558 เวลา:11:49:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.