creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
บันทึกการอ่าน The Moral Molecule (บทนำ - บทที่ 4)

The Moral Molecule เขียนโดย Paul J. Zak บันทึกนี้ผมเขียนโน้ตส่วนตัว สรุปประเด็นจากแต่ละบท ด้วยความเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ค่อยต่อเนื่องกัน กลัวทิ้งไว้นาน กลับมาอ่านใหม่แล้วลืม เป็นบันทึกสรุปที่เขียนลง fb 5 ครั้ง (ได้ครึ่งเล่มพอดี) จึงนำมารวมกันเก็บไว้ที่นี่อีกที่หนึ่ง

ประวัติสักเล็กน้อย: Zak เป็นโปรเฟสเซอร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา การจัดการ และประสาทวิทยา, เขาเรียนคณิตศาสตร์ (ในบทที่ 1 เล่าว่าเรียนเอก mathematical biology) และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย โพสต์เกรดสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ในการจัดอันดับ geek ที่เซ็กซี่ที่สุดโดยนิตยสาร Wired ปี 2005 เขาติด 1 ใน 10 ด้วยนะครับ



บทนำ

• ผู้เขียน โปรเฟสเซอร์ Paul J. Zakไปร่วมงานแต่งงานของ Linda Geddes เจ้าสาวซึ่งเป็นนักเขียนให้กับนิตยสาร New Scientist ผู้สนใจงานวิจัยของ Zak เกี่ยวกับ chemical messenger ตัวหนึ่งคือฮอร์โมน oxytocin ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความผูกพัน แห่งการเกิด แห่งการสืบพันธุ์ และในงานวิจัยของ Zak ยังพบว่ามันเป็นฮอร์โมนแห่งศีลธรรม ความอ่อนโยน เอาใจใส่แม้กระทั่งคนแปลกหน้า เธอขอให้ Zak มาทำการทดลองเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ร่วมงานแต่งเพื่อเปรียบเทียบเจ้าฮอร์โมนตัวนี้สองช่วง คือ ก่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวปรากฏตัว และหลังจากพิธีเสร็จสิ้น ผลก็เป็นไปตามคาดคือพบการเพิ่มขึ้นของ oxytocin อย่างมีนัยสำคัญโดยไล่เรียงจากผู้เกี่ยวข้องมากไปน้อย เช่น เจ้าสาวเพิ่มขึ้น 28% แม่เจ้าสาว 24% พ่อเจ้าบ่าว 19% ส่วนเจ้าบ่าว 13% (ผู้เขียนหยอดว่าจะพูดถึงอีกทีบทหลัง สำหรับคำอธิบายเจ้าบ่าวที่เพิ่มขึ้นแค่ 13% โดยแง้มนิด ๆ ว่าเป็นเพราะ testosterone)

• ความที่ oxytocin เป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม ผู้เขียนจึงเรียกมันว่า moral molecule หรือ โมเลกุลแห่งศีลธรรม และเล่าว่าเหตุที่เขามั่นใจถึงความเป็นต้นเหตุของ oxytocin (นั่นคือ เพราะคุณมี oxytocin ในร่างกาย คุณจึงมีศีลธรรม) ไม่ใช่มันเป็นเพียงแค่การเกิดขึ้นร่วมกัน (หรือ คุณมีศีลธรรม ร่างกายจึงหลั่ง oxytocin) เพราะได้ทดลองให้คนเสพ oxytocin สังเคราะห์ แล้วดูผลตอบสนอง

• Zak เล่าถึงงานวิจัยก่อนหน้า เพื่อดูว่าปัจจัยใดทำให้สังคมเจริญรุ่งเรืองหรือลำบากยากแค้น พบว่าปัจจัยสำคัญไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา อนามัย หรือแม้แต่จริยธรรมการทำงานของคน แต่เป็นความไว้วางใจ

• ถ้าอยากกระตุ้นให้คนหลั่ง oxytocin ทำอย่างไร ผู้เขียนบอกด้วยอารมณ์ขันว่าไม่ต้องฉีดให้เขา ไม่ต้องถึงขั้นมีเซ็กส์กับเขา กอดเขา วิธีการง่ายมากที่ทำให้คนหลั่ง oxytocin คือ ทำให้เขารู้สึกว่าเราเชื่อใจเขา!

[10/5/2012]

บทที่ 1 The Trust Game

• Zak เพิ่งรู้จัก oxytocin ครั้งแรกในปี 2000 ตอนไปร่วมสัมมนาเศรษฐศาสตร์และกฎหมายจัดโดย Gruter Institute for Law and Behavioral Research จัดที่ Sierra Nevadas วันไปถึง เขานั่งรถรับส่งจากสนามบิน Reno บังเอิญนั่งติดกับ Helen Fisher นักมานุษยวิทยา (ผู้เขียน The Anatomy of Love กับ Why We Love) ระหว่างพูดถึงงานวิจัยของเขา ซึ่งเป็นการสร้างโมเดลทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแสดงว่าระดับความเชื่อใจในสังคมเป็นปัจจัยสำคัญเพียงประการเดียวต่อความรุ่งเรือง Helen ถามขึ้นมาว่าเคยคิดที่จะศึกษา oxytocin ในฐานะเป็นปัจจัยด้วยมั้ย นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้ยินคำว่า oxytocin

• Zak หาข้อมูลการทดลองในสัตว์ เช่น การยับยั้ง oxytocin ทำให้แม่ทิ้งลูกได้, การฉีด oxytocin ทำให้หมาเลี้ยงลูกแมวได้ ฯลฯ แต่เขาไม่พบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับ oxytocin เรื่องใดที่อยู่นอกขอบเขต reproduction เลย

• oxytocin ถูกกระตุ้นให้หลั่งจากสิ่งแวดล้อมที่สงบและผ่อนคลาย จุดนี้เขานำไปเชื่อมโยงกับความเชื่อใจ เป็นไปได้ไหมที่มันคือสารเคมีที่สร้างพันธะซึ่งอดัม สมิธ เรียกว่า mutual sympathy (จากหนังสือ The Theory of Moral Sentiments) และเขาก็คิดต่อไปอีกว่า เป็นไปได้ไหมที่นี่คือ essential element ของสิ่งที่สมิธเรียกว่า wealth of nations ผู้เขียนบรรยายวชั่วขณะความคิดดังกล่าวว่าเป็นชั่วขณะยูเรก้าของเขา

• หลังจากกลับสัมมนา เขาก็ไปเข้าชั้นเรียนของภาคประสาทวิทยา เรียนและฝึกหัด neuroscience ที่ Massachusetts General Hospital (ตอนนั้นเขาเป็นโปรเฟสเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์แล้วนะ) และเริ่มทำวิจัย แม้ตอนแรกจะถูกเพื่อนค้านว่านั่นมันฮอร์โมนของผู้หญิงนะ! ผู้ชายมีน้อย แต่เขาก็ยังอยากทำวิจัย เพราะกรณีย่ำแย่ที่สุดคือพิสูจน์สมมติฐานเกี่ยวกับ oxytocin กับ trust ได้ว่าผิด ตอนคุยกับคณบดี เขาเรียกงานวิจัยเรื่องนี้ว่า "vampire economics" อยากรู้ว่า mutual sympathy ของอดัม สมิธ มีตัวตน (เป็นสสาร) อยู่จริงมั้ย

• การทดลองแรกคือ trust game

• นักศึกษาหลายคนที่ไม่รู้จักนั่งหน้าคอมในบูธของตัวเอง แต่ละคนมีเงิน 10 เหรียญ นักศึกษาคนที่ถูกเลือกคนแรก (A) ต้องตัดสินใจว่าจะให้เงินแก่คนอื่น (B) เท่าไร ตั้งแต่ 0-10 เหรียญ โดยที่เขาไม่รู้ว่า B คือใคร หลังจากตัดสินใจแล้ว ถ้า A ตัดสินใจให้เงิน x เหรียญแก่ B ที่หน้าจอคอมของ B จะปรากฎเงินเพิ่มขึ้น 3x เป็น 10 + 3x (ทุกคนรู้กติกาต่าง ๆ ดี) และ B จะต้องตัดสินใจว่าจะตอบแทนโดยการให้เงิน A หรือไม่ ถ้าให้ ให้เท่าไร โดยที่ B ไม่รู้ว่า A คือใคร และรู้ว่า A ไม่รู้ว่า B คือใคร ภายหลังการตัดสินใจจะมีการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อวัด oxytocin (ซึ่งต้องทำอย่างรวดเร็วภายใน 3 นาทีหลังตัดสินใจ เพราะมันถูกกระตุ้นภายในช่วงนั้น)

• ผลลัพธ์ที่ได้คือ oxytocin แปรตรงกับปริมาณความเชื่อใจของ A ที่ให้เงิน B และ B ตัดสินใจตอบแทน A, ค่าเฉลี่ยทางสถิติ A จบด้วยเงินประมาณ 14 และ B จบด้วยเงินประมาณ 17

• รู้ได้อย่างไรว่า B ตอบแทน A เพราะความเชื่อใจ? Zak ออกแบบการทดลองอีกชุดโดยเลียนแบบชุดเดิมทุกประการ ยกเว้น A ไม่มีสิทธิตัดสินใจว่าจะให้เงิน B เท่าไร แต่ถูกสุ่มโดยการจับลูกปิงปองซึ่งเขียนหมายเลข 0-10 ถ้าจับได้เลขใด A ก็จะเสียเงินให้ B เท่านั้น กรณีนี้ ค่าเฉลี่ยที่ A ได้รับเงินคืนน้อยกว่าเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง พร้อมระดับ oxytocin ที่ต่ำลงของ B ผู้เขียนอธิบายว่าในเกมแบบหลังไม่มีพันธะความเชื่อใจกันระหว่างคน

• ความเชื่อใจกันทำให้หลั่ง oxytocin!

[11/5/2012]



บทที่ 2 Lobsters in Love

• lobsters หรือ homarus americanus เป็นสัตว์ก้าวร้าว หวงดินแดน และกินกันเองก็ได้ (อย่างน้อยในกรณีที่ถูกขัง) แต่เปลี่ยนเป็นมีความอ่อนหวาน เมื่อตัวเมียพ่นสเปรย์ใส่ (ซึ่งก็คือสารเคมีตั้งต้นของ oxytocin) หลังจากนั้นเธอลอกคราบออกจากเปลือกของตัวเองเข้าไปหา ก่อนที่จะสร้างเปลือกใหม่ได้ จังหวะนี้ตัวผู้ต้องปกป้องดูและอย่างดี หมายความว่า ตัวเมียเชื่อใจตัวผู้มากทีเดียว แต่เอ๊ะ lobsters มีการเชื่อใจกันด้วยเหรอ มีคุณธรรมได้ด้วยเหรอ หรือมันเป็นเพียงสัตว์ไร้ความคิดที่ทำไปตามสารเคมี นี่คือฉากเริ่มต้นเพื่อเกริ่นนำสู่วิวัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่าความมีศีลธรรม ซึ่ง Zak บอกว่าศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่มีหลังอารยธรรม หรือเป็นเครื่องขัดเกลา/ขัดขวางธรรมชาติดิบหรอก ตรงกันข้าม ศีลธรรมมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการอยู่รอด เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ และการสร้างพันธะหลังสืบพันธุ์ เซ็กส์กับศีลธรรมเป็นเรื่องที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน! แล้วเขาก็เริ่มเล่าโดยย้อนกลับไป 700 ล้านปีที่แล้ว เรื่องราวของบรรพบุรุษหน้าตาคล้ายปลาอาศัยอยู่ในน้ำของเรา พูดถึงฮอร์โมน vasotocin เป็นสารเคมีที่เตรียมพร้อมในโหมด fight-or-flight ตื่นตัว และเครียด สร้างจากกระอะมิโนเก้าตัว แล้วการผ่าเหล่าก็ทำให้สองตัวก็เปลี่ยนไป กลายเป็น isotocin ซึ่งส่งผลตรงกันข้ามกับ vasotocin คือผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล แล้วก็กลายมาเป็น oxytocin ในปัจจุบัน ส่วน vasotocin กลายเป็น arginine vasopressin

• ยังมีประเด็น sexual selection ที่สัมพันธ์กับความมีน้ำใจ เขาว่า generosity ในระดับลึกแล้วมีบทบาทสำคัญต่อวิวัฒนาการ

• การศึกษาของ Cort Pedersen: การหลั่ง oxytocin เป็นเหตุของพฤติกรรมความเป็นแม่ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณของความเป็นแม่หากปราศจากสารเคมีที่ถูกต้อง จากการทดลองกับหนู ถ้ายับยั้งการหลัง oxytocin แม่ทิ้งลูกทันที ถ้าฉีด oxytocin ในหนูพรหมจรรย์ มันจะไปหาลูกชาวบ้านมาเลี้ยงแถมปกป้องลูกเลี้ยงจากแม่ที่แท้จริงด้วย, น่าตั้งคำถามถึงคนเป็นแม่ที่มีความผิดปกติทางร่างกาย เช่น oxytocin ถูกบล๊อก แล้วทิ้งลูก เราจะพูดว่าเธอไร้ศีลธรรมได้หรือไม่ (คำถามนี้ผมถามเอง)

• การศึกษาของ Sue Carter: หนูนาสองสายพันธุ์ที่เกือบเหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้น พวก mircrotus ochrogaster ตัวผู้จะรักครอบครัว ผัวเดียวเมียเดียว ส่วนตัวผู้ m. pennsylvanicus จะโดดเดี่ยว สำส่อน เธอพบว่าในสายผัวเดียวเมียเดียวมี oxytocin receptor จำนวนมากอยู่ในบริเวณสมองส่วนให้รางวัล (reward areas) ซึ่งจะถูกกระตุ้นตอนพบเจอสิ่งที่พึงพอใจ เช่น อาหาร เซ็กส์ โคเคน ฯลฯ

• oxytocin ยังกระตุ้นให้หลั่งสารเคมีแห่งความสุขอีก 2 ตัวคือ dopamine กับ serotonin

• การศึกษาของ Larry Young: หนูตัดต่อพันธุกรรมไม่ให้มี oxytocin จะเป็นหนูความจำเสื่อมทางสังคม จำเพื่อนไม่ได้, แต่พอฉีด oxytocin ให้ อาการ social amnesia ก็หายไป

• จากการศึกษาของ Young ทำให้ Zak อยากเลียนแบบทดลองกับคน เขาอยากทดลอง trust game โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มได้รับ oxytocin สังเคราะห์กับกลุ่มที่ไม่ได้รับว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง แต่ FDA กำหนดให้ oxytocin ใช้ในอเมริกาได้กับแม่มือใหม่ที่ต้องการตัวช่วยเรื่องให้นมเท่านั้น จังหวะดี เขาได้อ่านงานวิจัยปริญญาเอกของ Markus Heinrichs ชาวสวิสที่ทดลอง oxytocin ในคนเพื่อดูผลกระทบต่อความเครียด Zak ติดต่อ Heinrichs เพื่อถามแหล่งซื้อ oxytocin ในยุโรป และเขาก็ได้สิ่งที่ต้องการจากสวิตเซอร์แลน แต่พอเอาเข้าอเมริกา FDA ก็ไม่อนุมัติให้ใช้อีก คราวนี้ไม่ติดที่ตัว oxytocin แล้ว ไปติดที่สารประกอบอื่นกับกลิ่นน้ำหอมแทน ระหว่างที่ Zak พยายามยื่นคำร้องต่อ FDA เรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลา 2 ปี เขาก็ทดลองยากับตัวเอง! สุดท้ายรอไม่ไหว และกลัวคู่แข่ง Ernst Fehr จากสวิสตัดหน้า ก็เลยหันไปจับมือกับ Heinrichs ขอทำการทดลองที่ซูริก เรื่องตลกคือ Fehr ก็เพิ่งติดต่อกับ Heinrichs เหมือนกัน ทั้งสามจึงตกลงร่วมกันทำการทดลอง trust game ผลคือ คน (A) ที่ได้รับ oxytocin จะให้เงินกับอีกคน (B) มากกว่าถึง 17%

• ต่อมา Zak อยากรู้ว่าใน zero-sum game จะให้ผลต่างจาก win-win game หรือไม่ โดยภารกิจคือขอให้คนหนึ่งแบ่งเงินให้กับอีกคนหนึ่งและจบแค่นั้น ปรากฎว่า oxytocin ไม่ช่วยอะไร คำอธิบายเรื่องนี้คือ oxytocin ส่งผลกับกิจกรรมที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคน และภารกิจดังกล่าวไม่มี bond, แต่พอเปลี่ยนเป็น ultimatum game คนที่ได้รับ oxytocin จะใจดีเพิ่มขึ้นถึง 80%

• หัวข้อสุดท้ายพูดเกี่ยวกับการกอดและสัมผัสทางกายภาพช่วยหลั่ง oxytocin, เล่าการทดลอง trust game ที่มีการนวด 15 นาทีก่อนเล่นเกม ผู้เล่น B ใจดีเพิ่มขึ้น 243%

• ก่อนจบบท Zak เล่าว่าดู Million Dollar Baby ของคลินท์ อีสวูด บนเครื่องบินแล้วร้องไห้อย่างกับต่อมน้ำตาแตก จนแอร์ฯเข้ามาถามว่าเป็นไรมั้ย เขาตอบว่าไม่เป็นไร แถมยังได้ไอเดียทดสอบกลไกกระตุ้นการหลั่ง oxytocin แบบใหม่ (คงเป็นเรื่องในบทต่อไป)

[12/5/2012]

บทที่ 3 Feeling Oxytocin

• Zak เริ่มต้นบทด้วยการเล่าเหตุการณ์ย้อนกลับไปยังสมัยที่ภรรยาของเขาเป็นแพทย์ฝึกหัดที่ Las Vegas และวันหนึ่งที่เขาไปเยี่ยมเธอ หอบเอางานไปทำข้างสระว่ายน้ำ แม่กับลูกสองคนมาเล่นน้ำ ลูกคนหนึ่ง 5 ขวบ อีกคน 2 ขวบ ระหว่างที่กำลังใส่ water wings ให้ลูกคนเล็ก ลูกคนโตก็ไปกระโดดลงสระตรงตำแหน่งลึกสุด และจม แต่เธอก็ไม่สามารถทิ้งลูก 2 ขวบเพื่อไปช่วยได้ โชคดี Zak กระโดดลงไปช่วยเด็ก เหตุการณ์นี้มีสิ่งหนึ่งที่เขาสนใจและนำไปสู่การทดลองอันใหม่ สีหน้าของแม่ส่งข้อความที่เขาเชื่อว่ากระตุ้นให้ใครก็ตามแสดงออกทางศีลธรรม เป็นไปได้ไหมที่ข้อความแบบไม่ต้องเอ่ยวาจาดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง oxytocin อย่างรุนแรงต่อผู้พบเห็น

• การทดลองให้คนดูวีดีโอ 100 วินาที 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเรื่องพ่อพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ กลุ่มที่สองเป็นเรื่องบีบน้ำตา พ่อรู้ว่าลูกกำลังจะตายจากเนื้องอกในสมอง จากผลการตรวจเลือด กลุ่มแรก oxytocin ลดลง 20% (ผู้เขียนแทรกอารมณ์ขันแนะคนเขียนบทหนังว่าอย่าพยายามใส่ฉากแบบนี้ลงไป เพราะมันน่าเบื่อ) กลุ่มหลัง oxytocin เพิ่มขึ้นถึง 47% จาก baseline จากนั้นให้คนที่ดูวีดีโอกลุ่มหลังเลือกคำที่คิดว่าแทนอารมร์ความรู้สึกของตัวเองจากลิสต์ 7 คำ คำที่มาอันดับต้นคือ distress กับ empathy และจากผลการวิเคราะห์เลือด (การทดลองเต็มไปด้วยการเจาะเลือด นี่กระมั้งผู้เขียนจึงใช้คำคุณศัพท์แวมไพร์ขยายชื่อเรียกงานของตัวเอง) คนที่เลือก distress มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มฮอร์โมน cortisol ส่วนตัวเลือก empathy สัมพันธ์กับการเพิ่ม oxytocin

• distress กับ empathy ไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกัน และบ่อยครั้งจะเกิดขึ้นด้วยกัน จากนั้นผู้เขียนเล่าเหตุการณ์เดือนมกราคมปี 2007 ตอนที่ Wesley Autrey ช่วยคนที่ตกลงไปในราง subway แมนฮัตตันขณะที่รถไฟกำลังจะมาถึง และรอดอย่างฉิวเฉียด

• คนที่ดูวีดีโอกลุ่มหลัง เมื่อให้เล่นเกม Ultimatum แล้วจะมีความใจดีมากขึ้น

• ผู้เขียนย้อนกลับไปยังคำถามเดิม อะไรที่ทำให้เราปลดปล่อยพลังเหล่านั้นออกมา

• การศึกษาของ Jean Decety: จากผลการสแกน fMRI พบว่ารูปภาพแห่งความเจ็บปวดที่คุณมองเห็น จะกระตุ้นกิจกรรมในสมองตำแหน่งเดียวกับตำแหน่งที่กรณีความเจ็บปวดดังกล่าวเกิดกับคุณเอง

• การศึกษาของ Giacomo Rizzolatti: ต่ออิเล็กโทรดกับสมองลิง ดูสัญญาณที่เกิดตอนที่มันเอื้อมมือไปหยิบถั่วมากิน พบว่าจะได้สัญญาณแบบเดียวกันกับกรณีที่นักวิจัยเอื้อมมือไปหยิบถั่ว อันที่จริงลิงไม่ต้องเห็น แค่ได้ยินเสียงแกะเปลือกถั่ว ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้สมองผลิตสัญญาณแบบนั้น ต่อมา Rizzolatti ร่วมกับ Luciano Fadiga ทดลองกับคน โดยจับสัญญาณ twitching จากกล้ามเนื้อแขน ก็พบความสัมพันธ์แบบเดียวกัน สัญญาณ twitching เกิดขึ้นเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นการกระทำของตัวเองหรือเห็นการกระทำของผู้อื่น

• อดัม สมิธพูดถูกตอนที่เขาเขียนว่า "fellow feeling" เป็นรากฐานของศีลธรรม

• มีความแตกต่างระหว่าง stimulus and response กับ empathy: การที่หนูทดลองหยุดกดปุ่มรับอาหารเมื่อรู้ว่าถ้ากดปุ่มแล้วหนูกรงข้าง ๆ โดยไฟช๊อต ไม่ใช่เพราะ empathy แต่เป็น stimulus and response เพราะมันกลัวว่าเดี๋ยวมันอาจจะโดนแบบนั้นเหมือนกัน การกระทำดังกล่าวจึงไม่ใช่เมตตาและกรุณาในพุทธศาสนา หรือเหรินในคำสอนขงจื่อ (Zak เท่นะเนี่ย นำไปเปรียบเทียบกับเหริน เมตตา กรุณา)

• oxytocin ร่วมกับ neurochemical อีก 2 ตัวที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีคือ serotonin กับ dopamine กระตุ้นให้เกิด Human Oxytocin Mediated Empathy (HOME) circuit และ HOME นี่เองที่เป็นตัวทำให้เราหวนกลับมาประพฤติตัวมีศีลธรรมซ้ำอีก

• oxytocin virtuous cycle: oxytocin → empathy → morality → trust → oxytocin → empathy → ...

[18/5/2012]



บทที่ 4 Bad Boys

• บทนี้ผู้เขียนเล่าการทดลองโดยดูผลของ testosterone ซึ่งเป็นคู่อริกับ oxytocin (ภายหลังพบว่า testosterone จะขัดขวางการจับกันระหว่าง oxytocin กับคู่ receptor ของมัน) ก่อนทดลอง testosterone กับนักศึกษาที่เป็นอาสาสมัคร ผู้เขียนได้ทดลองฮอร์โมนสังเคราะห์ตัวนี้ก่อนกับตัวเอง โดยใช้ AndroGel ทาที่หัวไหล่ของตัวเองทุกวันเป็นระยะเวลาสองสัปดาห์ (ผลจากฮอร์โมนจะเห็นชัดที่สุดหลังจากผ่านไป 16 ชั่วโมงหลังทา) แล้วไปกระโดดร่มจากเครื่องบิน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกลัวความสูงอย่างรุนแรง ระหว่างใช้ AndroGel ผู้เขียนบรรยายว่าเหมือนกลับไปอายุ 19 อีกครั้ง

• testosterone เป็นฮอร์โมนที่ทำให้คนเรากล้าเสี่ยง บ้าบิ่น รวดเร็ว แข็งแรง ก้าวร้าว ใจหิน เห็นแก่ตัว ถือว่าตัวเองมีสิทธิเหนือผู้อื่น ฯลฯ ในผู้ชายจะมีมากกว่าผู้หญิง 10 เท่า (ฆาตกรส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ) และในวัยรุ่นจะมีเป็น 2 เท่าของผู้ชายที่แก่กว่า

• การทดลองชุดนี้ไม่ใช้ผู้หญิง เพราะเกรงความเสี่ยงจาก testosterone จะก่อปัญหากับระบบสืบพันธุ์ และอาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นนักกีฬา ผู้เขียนพูดแนะนำตอนทาเจลแบบติดตลกว่า "Rub it on your shoulders, gentlemen ... not down there." ขั้นตอนการทดลอง 1. เจาะเลือดก่อนทาเจล แล้วทาเจล 2. วันรุ่นขึ้น (16 ชม. ต่อมา) เจาะเลือดอีกครั้ง แล้วเล่นเกม Ultimatum 3. รออีก 6 สัปดาห์กลับมาทำซ้ำข้อ 1. และ 2. แต่คราวนี้ เจลที่ใช้ทาเป็นเจลล้างมือธรรมดา ๆ ไม่ใช่ AndroGel ผลลัพธ์ที่ได้คือ ในเกม Ultimatum ที่ผู้เล่นมี testosterone ในเลือดสูงจะมีความใจดีลดลง 27%

• จากการทดลอง Trust Game ที่ UCLA ก่อนหน้านั้น (ดูโน้ตบทที่ 1) พบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า เมื่อไรก็ตามที่ผู้เล่น B ซึ่งเป็นผู้ชายได้รับการโอนเงินให้ต่ำกว่า 30% (แสดงถึงความไม่เชื่อใจจากผู้เล่น A) ผู้เล่น B จะโต้ตอบโดยการไม่คืนเงินกลับไป เมื่อตรวจเลือดผู้เล่น B พบ DHT (dihydrotestosterone เป็น testosterone ที่มีออคเทนสูงและส่งผลกระทบต่อสมองมากกว่า testosterone ถึง 5 เท่า) ไม่ใช่แค่ก้าวร้าวไม่ยอมคืนเงินกลับเท่านั้น แต่ยังพบการเพิ่มขึ้นของ dopamine ซึ่งหมายความว่าทำให้รู้สึกดีจากความก้าวร้าวอีกด้วย และไม่พบลักษณะดังกล่าวในผู้เล่นหญิง ถึงแม้ผู้เขียนจะได้รับแจ้งจากผู้เล่นหญิงว่าพวกเธอรู้สึกผิดหวังและเจ็บใจก็ตาม ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า testosterone มีบทบาทสำคัญที่ทำให้มันอยู่รอดในวิวัฒนาการในแง่การขู่คุกคามที่จะลงโทษ อันเป็นสิ่งช่วยพัฒนาพฤติกรรมทางสังคม

• การลงโทษแบบใน Trust Game ดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นถ้าผู้เล่นถูกทำให้ระดับของ testosterone เพิ่มขึ้น รวมถึงในบางเวอร์ชั่นของเกมที่ผู้ลงโทษจะต้องสูญเสียเงินของตัวเองด้วยก็ตาม ทั้งหมดนี้เพื่อความสะใจ

• testosterone + dopamine = anti-HOME (ดูโน้ตบทที่ 3)

• ผู้เขียนเรียกวงจรสมอง testosterone-dopamine ว่า TOP (Testosterone Ordained Punishment) และบอกว่าการที่ในสังคมมีบางคนเป็นพวก TOP นั้นช่วยเสริม morality โดยการเพิ่มต้นทุนสำหรับพฤติกรรมต่อต้านสังคมทั้งหลาย อีกทั้ง TOP ยังเป็นสิ่งโต้แย้งกับความคิดที่ว่าศาสนา (หรือ top-down moral invocation ทั้งหลาย) เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้สังคมประสานกลมกลืนกัน แนวคิดนี้ได้รับการยืนยันจากการทดลอง Public Goods Game ที่ University of Erfurt กับ London School of Economics (ข้อสรุปจากเกมคือ กลุ่มที่ผู้เล่นมีการลงโทษบรรดาพวก free rider ถึงแม้การลงโทษนั้นจะมีต้นทุน---ซึ่งแน่นอนว่าพวก TOP ยินดีจ่าย---จะเจริญเติบโตและประสบความเร็จมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีการลงโทษพวก free rider)

• neuroscientist ชื่อ Brian Knutson กระตุ้นวงจร TOP ในผู้ชายโดยการให้ดูภาพโป๊ จากนั้นให้เลือกลงทุน พบว่าผู้ถูกกระตุ้นทางเพศเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น 19% จากผู้ที่ไม่ถูกกระตุ้น

• คณะนักวิจัยจาก Utrecht University ในฮอลแลนด์ ทดลองโดยให้ testosterone ปริมาณเล็กน้อยกับผู้หญิง แล้วให้พวกเธอตัดสินความน่าเชื่อถือของคนจากภาพถ่าย ผู้หญิงที่ได้รับ testosterone จะไม่ค่อยเชื่อใจมากกว่าผู้หญิงที่ได้รับพลาซีโบ

• "Being on top seems to turn people into jerks." (หน้าที่ 94)

• วิธีหนึ่งที่ใช้เพิ่ม testosterone ลดความเห็นอกเห็นใจ และเพิ่มความต้องการลงโทษ คือ การสร้างการคุกคามภายนอกต่อการดำรงอยู่ของกลุ่ม นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อ Vernon Smith แสดงให้เห็นว่า แค่เปลี่ยนคำพูดจากคำว่า partner ไปเป็นคำว่า opponent ก็เพียงพอที่จะตัดระดับความเชื่อใจลงถึงครึ่ง

[13/6/2012]

The Moral Molecule, Paul J. Zak, Bantam Press, 2012


Create Date : 13 มิถุนายน 2555
Last Update : 13 มิถุนายน 2555 21:04:01 น. 0 comments
Counter : 2709 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.