creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
'ฟิสิกส์นิวตัน' การชำเราทางวิชาการที่ต้องถูกชำระ (ความเป็นมา)

ความเป็นมา

ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2551) ผมได้เขียนบทวิจารณ์เชิงชำแหละหนังสือ 'ฟิสิกส์นิวตัน' ที่เรียบเรียงโดยทันตแพทย์สม สุจีรา ลงเว็บบอร์ดห้องหว้ากอ pantip.com ซึ่งเป็นหนังสือที่สำนักพิมพ์โฆษณาว่าขายดี (Best Seller) พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่สามภายในไม่กี่สัปดาห์ เจตนาของท่านผู้เขียนระบุชัดไว้ในคำนำว่า ท่านประหลาดใจที่เด็กไทยทำคะแนนวิชาฟิสิกส์ได้เฉลี่ย 27/100 ฟิสิกส์เป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การที่เด็กไทยอ่อนฟิสิกส์ 'จะทำให้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศทั้งระบบถดถอย' ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงหนังสือชื่อว่า 'ฟิสิกส์นิวตัน' ขึ้นมาเพื่อ 'เป็นหนังสือที่เปิดเผยความลับของการเรียนฟิสิกส์ไว้อย่างหมดสิ้น' และผู้เขียนเชื่อว่า 'ถ้านักเรียนไทยทั้งหมดได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้คะแนนเฉลี่ยในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีต่อไปสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ' ผมยอมรับนับถือในเจตนาอันดีเยี่ยมนี้ แต่เมื่อได้มีโอกาสพิจารณาเนื้อหาบางส่วนกลับพบข้อผิดพลาดทั้งร้ายแรงและหยุมหยิมทางวิชาการ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ใช่นักฟิสิกส์และแทบไม่มีความรู้ฟิสิกส์เชิงทฤษฎีขั้นสูงเลย แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยเฉย ละเลย ทำเป็นมองไม่เห็นส่วนผิดพลาด เมื่อเรามองประกอบกับวาทศิลป์ในเชิงประพันธ์ที่ผู้เขียนมีอย่างเหลือล้น และหนังสือ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ พิมพ์ถึงครั้งที่ 40 เป็นต้นแบบให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาใช้อ่านเสริมประกอบตำราเรียน (ดังที่ผมได้รับทราบจากอาจารย์บางท่านว่ามีบางโรงเรียนแนะนำให้นักเรียนอ่านนอกเวลา) มันก็น่าสะเทือนใจ เพราะผมเชื่อว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มดังกล่าวบิดเบือนไปจากหลักฟิสิกส์นิวตันชนิดที่นิวตันเองคงรับไม่ได้ หลังจากที่ผมได้เขียนวิจารณ์ประมาณ 5-6 บท ทุกบทมีผู้รู้เข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นและให้คำวิจารณ์เสริมหรือหักล้างบางประเด็นต่าง ๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยในความผิดพลาดจุดสำคัญที่เกิดขึ้นจนทุกกระทู้กลายเป็นกระทู้แนะนำ ในบรรดาผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ผู้เห็นด้วยก็มี ผู้ไม่เห็นด้วยก็มี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ไม่เห็นด้วยมิได้ไม่เห็นด้วยโดยเสนอข้อโต้แย้งเชิงวิชาการ ผู้ไม่เห็นด้วยบางส่วนเห็นว่าเราไม่ควรวิจารณ์ผลงานที่ผิดพลาดของคนอื่น จุดนี้ผมอยากชักชวนให้ขบคิดว่าสังคมการเรียนรู้ที่ถูกชักนำโดยกระแสการตลาด (อาทิ Best Seller, คำนิยมโดย ศ.ดร. ..., พิมพ์มาแล้วถึง ... ครั้ง) โดยระบบศรัทธาผู้เชี่ยวชาญ โดยมิได้ไตร่ตรองข้อเท็จจริงจากข้อมูลพื้นฐานและการขบคิดด้วยสติปัญญาของตน เมื่อเรารู้ว่ามีจุดผิดพลาดและมีการกระจายข้อมูลที่บิดเบือนผิดพลาดสู่วงกว้าง สังคมที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบนี้ดีแล้วหรือ? หลังจากนั้นไม่นานมีกระแสข่าวระงับพิมพ์ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ ผมจึงหยุดวิจารณ์เพราะถือว่าได้เปิดประเด็นจนเกิดผลเป็นรูปธรรม 4-5 เดือนต่อมา ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ ก็สูญพันธุ์และเงียบหายไป



เย็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (21/06/2552 18.06) พี่ชิว ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ โทรศัพท์เล่าให้ผมฟังว่าท่านผู้เขียนฟิสิกส์นิวตันได้สอนฟิสิกส์ตามโครงการที่ระบุไว้ในหน้าโฆษณาด้านหลังหนังสือ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ หากมองภาพรวมผมเชื่อว่าฟิสิกส์นิวตันเป็นโครงการนำร่องสู่โรงเรียนกวดวิชา จริงอยู่เมื่อหนังสือ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ ที่ผิดพลาดและบิดเบือนนั้นได้หายหน้าหายตาไปจากท้องตลาดแล้ว แต่องค์ความรู้แบบเดียวกันก็อาจหวนกลับมาสร้างผลกระทบที่เสียหายได้อีกในรูปแบบอื่น (สำหรับคุณที่ยังไม่เคยอ่านบทวิจารณ์มาก่อนและอ่านถึงตรงนี้อาจตั้งคำถามว่า ‘จะเสียหายแค่ไหนกัน?’ ซึ่งผมคงแนะนำให้คุณปักหมุดคำถามนี้ไว้ในใจ และรอเป็นผู้ตอบคำถามนี้เองเมื่อได้อ่านบทวิจารณ์ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ ทั้งหมดโดยละเอียด) ผมคงต้องขอกล่าวถึงสไตล์การเรียบเรียง ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ ของ ท.พ.สม สุจีรา ผู้เขียนโด่งดังจากหนังสือ ‘ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น’ ซึ่งเป็นหนังสือที่มีนักวิชาการหลายท่านออกมาทักท้วงในแง่บิดเบือนพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์เช่นกัน ผมคงไม่กล่าวถึงหนังสือเล่มนั้น (ตอนนี้) แต่จากการประสบผลสำเร็จอย่างงดงามในผลงานที่ผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา (เชิงจินตนาการ) ฟิสิกส์นิวตันก็ดำเนินตามรอยเดียวกัน แต่ละบทจะสอดแทรกด้วยพุทธปรัชญา คตินิยมหนึ่งในสังคมการเรียนรู้ของเราจากมุมมองที่ผมได้สัมผัสคืออะไรก็ตามที่ ‘สูงส่ง’ เมื่อผสานรวมกับอะไรก็ตามอีกอย่างหนึ่งที่ ‘สูงส่ง’ มันย่อม ‘ดี’ ดีด้วยความสูงส่งยกกำลังสอง โดยแทบไม่ชายตามองว่าการผสานรวมกันนั้นรวมกันจริงหรือไม่จริง และวัตถุดิบสูงส่งดังกล่าวแท้หรือเทียม ในการวิจารณ์ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ ผมได้เขียนวิจารณ์วัตถุดิบทั้งสองด้าน เมื่อวิจารณ์ฟิสิกส์ผมจะมองด้วยโลกทัศน์ของฟิสิกส์ เมื่อวิจารณ์พุทธศาสนาผมจะมองด้วยโลกทัศน์ของพุทธเถรวาทโดยไม่นำมาปนเปกัน จากการสนทนาสั้น ๆ กับพี่ชิวที่ชี้ให้เห็นการดำเนินกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่องบนความไม่รู้ของนักเรียนที่อาจแทนที่ความไม่รู้นั้นด้วยความรู้ที่ผิด ๆ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะลองมาชำแหละและชำระ ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ กันอีกรอบ ในรอบที่แล้วผมเขียนไว้สั้น ๆ สำหรับชี้ให้เห็นว่ามีข้อผิดพลาดอยู่นะ ในรอบนี้ผมคงนำของเก่ามาปัดฝุ่น พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับนักเรียนหรือผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางฟิสิกส์มากนักสามารถเข้าใจในแต่ละประเด็นได้ (อย่างน้อยก็มีจุดที่ใช้ยืนสำหรับค้นคว้าต่อได้) อนึ่งในฉบับวิจารณ์แรกนั้นผมจำแนกความผิดพลาดออกเป็นสี่ระดับ ระดับที่ 1 ผิดหยุมหยิม ผิดเล็กน้อย อันที่จริงในระดับนี้ไม่จำเป็นต้องจับผิดกันก็ได้ แต่ผมคิดว่าในความผิดหยุมหยิมนี่เองที่เป็นสัญญะส่อถึงปรัชญาความคิดและความประณีตในการถ่ายทอดความคิด ระดับที่ 2 เป็นความผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช้ฟิสิกส์ทำมาหากินก็ผิดกัน แต่เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนตั้งใจให้นักเรียนทุกคนได้อ่านประกอบการเรียนฟิสิกส์ ความผิดระดับที่ 2 ที่ดูเหมือนเล็กน้อยในมุมหนึ่ง กลับเป็นเรื่องของความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้องแม่นยำในอีกมุมหนึ่ง โดยเฉพาะมุมที่ชื่อว่าฟิสิกส์ ระดับที่ 3 เป็นความผิดร้ายแรง ไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นอยู่ในวิชาฟิสิกส์ยุคเก่าหรือฟิสิกส์นิวตันเลย และระดับที่ 4 เป็นระดับที่ผมเพิ่มหลังจากอ่านบทการเคลื่อนที่แบบวงกลม เดิมทีนั้นมีเพียงสามระดับ ผู้เขียนสับสนกระทั่งแยกการเคลื่อนที่แบบวงกลม (circular motion) กับการเคลื่อนที่แบบหมุน (rotational motion) ไม่ออก ระดับนี้จึงเป็นระดับวิกฤต หากเปรียบเทียบให้ระดับที่ 1 เป็นรากฐานที่ไม่มั่นคง ระดับที่ 2 หลงทาง ระดับที่ 3 ก่อการร้ายทางความคิด ระดับที่ 4 ก็ไม่ผิดกับการกระทำชำเราทางสติปัญญา ขืนให้ระบบความคิดที่แตกต่างกันชัดเจนรวมอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจผิด ความเข้าใจผิดเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญนะครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงใน ‘ความเป็นมา’ นี้คือ (อ) คติบางประการที่ผมไม่เห็นด้วยทั้งในแง่แก่นความคิดและตรรกะ ข้ออ้าง ‘สอนให้นักเรียนทำโจทย์ได้เท่ากับการสอนให้นักเรียนเข้าใจฟิสิกส์’ ในระดับของแก่นความคิดผมไม่ศรัทธาการสอนเพื่อให้นักเรียนทำโจทย์ได้ ไม่ได้แปลว่าการสอนให้นักเรียนทำโจทย์ได้ไม่สำคัญนะครับ แต่การสอนโดยมีจุดมุ่งหมายดังกล่าว หรือระบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเพียงแค่นี้เป็นดาบสองคม เป็นทั้งยาพิษและยาบำรุงขึ้นอยู่กับผู้หยอดหยอดลงตรงจุดไหน เวลาใด เพราะการสอนให้นักเรียนแทนค่าตัวแปรต่าง ๆ ลงในสูตรอย่างถูกต้องจนกระทั่งพบคำตอบนั้นไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความเข้าใจที่แท้จริง ตัวอย่างเรื่องนี้เราจะเห็นได้ชัดจากหัวข้อการพิสูจน์ความเร่งสู่ศูนย์กลางของการเคลื่อนที่แบบวงกลมที่ผู้เขียนสามารถจับโน่นผสมนี่จนได้ ac = v2/r โดยไม่สนใจความเป็นเหตุเป็นผลหรือที่มาที่ไปของความสัมพันธ์ดังกล่าว ในแง่ตรรกะ ข้ออ้าง ‘สอนให้นักเรียนทำโจทย์ได้เท่ากับการสอนให้นักเรียนเข้าใจฟิสิกส์’ เทียบเท่ากับเราพูดในเชิงคณิตศาสตร์ว่า P1(นักเรียนทำโจทย์ได้|นักเรียนมีความเข้าใจฟิสิกส์)* เท่ากับ P2(นักเรียนมีความเข้าใจฟิสิกส์|นักเรียนทำโจทย์ได้) ผมเชื่อว่า P1 > P2 ฉะนั้นการอ้างข้ออ้างดังกล่าวจึงค้านกับสามัญสำนึกเมื่อเราพิจารณาในกรอบของหนังสือว่าผู้เขียนปรารถนาให้ผู้อ่านเข้าใจฟิสิกส์ ผมเชื่อว่าบทเรียนจาก ‘ฟิสิกส์นิวตัน’ แม้จะสะดุดล้มกลางคันและถูกยับยั้งก่อนก่อหายนะทางปัญญา ก็ได้สะท้อนบางแง่มุมของสังคมของเรา ของวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่บางครั้งถูกชี้นำโดยอิทธิฤทธิ์การตลาดและระบบศรัทธาผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ คงอยู่ที่เราแล้วล่ะครับว่าจะเรียนรู้อะไร มากน้อยแค่ไหน จากมัน





* สัญลักษณ์ P(X|Y) ในทางคณิตศาสตร์หมายถึงโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ X เมื่อเกิดเหตุการณ์ Y นั่นคือ P(นักเรียนทำโจทย์ได้|นักเรียนมีความเข้าใจฟิสิกส์) หมายถึง โอกาสที่นักเรียนจะทำโจทย์ได้เมื่อนักเรียนมีความเข้าใจฟิสิกส์ หมายความว่า เมื่อเรามีนักเรียนที่มีความเข้าใจฟิสิกส์หนึ่งคน โอกาสที่นักเรียนคนนั้นจะทำโจทย์ได้เป็นเท่าไร ซึ่งแตกต่างอย่างกระจ่างชัดกับการที่เรามีนักเรียนที่ทำโจทย์ได้หนึ่งคน แล้วถามว่าโอกาสที่นักเรียนคนนั้นจะมีความเข้าใจฟิสิกส์เป็นเท่าไร



Create Date : 11 กรกฎาคม 2552
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 0:06:45 น. 1 comments
Counter : 1863 Pageviews.

 
ขอบคุณครับ น่าสนใจ ยินดีที่ได้มาอ่าน


โดย: c (chaiwatmsu ) วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:09:37 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.