creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
มายาคติของสัมพัทธนิยม

ขอตั้งชื่อล้อเลียนซะหน่อยนะครับ หลังจากอ่าน 'การปฏิวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์ เส้นทางสู่โพสต์โมเดอร์นิสม์' เขียนโดยอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ไปได้ครึ่งเล่ม ระหว่างอ่านไปก็มีอะไรค้านในใจไปเรื่อย ๆ ประกอบกับการยกตัวอย่างที่เมื่อเราวิเคราะห์ดี ๆ แล้วพบว่ามันขัดแย้งยอกย้อนกันเองของอาจารย์ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องนำมาแสดงความคิดเห็นกัน สำหรับตอนนี้คงขอเริ่มจากประเด็นที่ง่ายที่สุดและเห็นได้ชัดว่าผิดที่สุดจนเชื่อได้ว่าคนที่ไม่เคยศึกษางานของไอน์สไตน์จริง ๆ จะเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อ้า ... มายาคติ



อาจารย์ธีรยุทธบอกว่า "นี่เป็นยุทธศาสตร์ของพวกโมเดอร์นิสต์ตั้งแต่ปิกาสโซ่จนถึงไอน์สไตน์ ซึ่งก็มองว่าไม่มีสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) มีแต่ภาวะสัมพันธ์ (relativity)" (หน้า 84) ตรงนี้ผมยังไม่อยากเล่นเรื่องความยอกย้อนระหว่างคำว่า "สิ่ง" กับคำว่า "ภาวะ" การใช้สองคำนี้ปนกันเป็นอุปสรรค์ต่อความเข้าใจของผู้อ่านมากครับ โดยเฉพาะผม ในอีกที่หนึ่งอาจารย์บอกว่า "ในทางฟิสิกส์ไอน์สไตน์ได้พัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งเสนอเช่นกันว่า ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่น (essence) ของสรรพสิ่งที่ตายตัว สิ่งที่พื้นฐานคือความสัมพัทธ์หรือความสัมพันธ์ (relative) ไอน์สไตน์พยายามพัฒนาความคิดที่จะให้ "สิ่ง" ในโลกธรรมชาติ เช่น มวลสาร ประจุไฟฟ้า แม่เหล็ก ฯลฯ ได้เปลี่ยนไปเป็นความสัมพันธ์ทางเรขาคณิตระหว่างจุด เส้นความโค้ง มิติต่าง ๆ ฯลฯ" (หน้า 78) โดยภาพรวมแล้วเมื่อพูดถึงไอน์สไตน์ อาจารย์จะใช้ไอน์สไตน์เป็นสัญญะเชื่อมโยงไปถึงสัมพัทธ์ แล้วคาดเดาต่อเอาเองว่าเอะอะอะไรก็สัมพัทธ์มันไปซะทุกเรื่อง ซึ่งผมหวังว่าเดี๋ยวเราจะมาทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งกว่าเดิมสักนิดว่าสัมพัทธ์ที่พูด ๆ กันจนคล่องปากนั้นสัมพัทธ์จริง หรือสัมพัทธ์มายา แต่ก่อนอื่นขออนุญาตแก้ต่างให้ตัวเองไว้ตรงนี้ว่า การแสดงความเห็นของผมไม่ใช่เพราะ 'ไอน์สไตน์ข้าใครอย่าแตะ' นะครับ เจตนาผมเรียบง่ายกว่านั้น สมมติเรามีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อยู่ทฤษฎีหนึ่ง คิดค้นโดยนาย ก. ใครก็ตามเอาทฤษฎีนี้ไปตีความ จะตีความว่าอย่างไรก็ย่อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ของคนที่นำไปตีความ แต่เมื่อไรที่คนที่นำไปตีความ ตีความเสร็จแล้วจับมันยัดกลับเข้าปากนาย ก. โดยบอกว่านาย ก. ตีความ แบบนี้เห็นทีจะรับไม่ได้ ไม่ผิดจากการบิดเบือนความรู้ไปจากความเป็นจริง (ผมไม่ได้หมายถึงความจริงแท้นะครับ เพราะทฤษฎีของนาย ก. อาจจะผิด แต่ผมหมายถึงความจริงทางประวัติศาสตร์ ความจริงที่ว่านาย ก. เองจริง ๆ นั้นคิดเห็นอย่างไรกับทฤษฎีของตัวเอง) ในประเด็นนี้ผมคิดว่าอาจารย์ธีรยุทธกำลังสรุปเรื่องสัมพัทธ์เกินขอบเขตที่ไอน์สไตน์สรุปแล้วล่ะครับ

ลองมาตั้งข้อสังเกตที่ชวนให้สับสนกันก่อนระหว่างคำว่าสัมพัทธ์กับสัมพันธ์ คนที่เคยเรียนฟิสิกส์พื้นฐานมาจะไม่สับสนระหว่างสองคำนี้ สัมพัทธ์ (relativity) เป็นการบ่งชี้ว่ามีการเปรียบเทียบ ปริมาณสัมพัทธ์ หมายถึงปริมาณที่ค่าของมันนั้นเป็นค่าเปรียบเทียบ เมื่อพูดถึงสัมพัทธ์ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในหัวคือสัมพัทธ์กับอะไร (หรือใคร) ซึ่งในกรณีทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์การเปรียบเทียบนั้นถูกกำหนดโดย 'ผู้วัด' หรือ 'ผู้สังเกตการณ์' ครับ ส่วนคำว่า สัมพันธ์ (relation) หมายถึงมีความเกี่ยวข้องกัน คำถามที่ควรเกิดขึ้นในหัวคือ สัมพันธ์กันแบบไหน ถ้าใครก็ตามเข้าใจตรงนี้จะไม่สับสนสัมพันธ์กับสัมพัทธ์แล้วล่ะครับ ซึ่งเราเห็นได้ชัดว่าจากข้อความที่ยกมาหน้า 78 นั้นอาจารย์ใช้สับสน

เช่น จากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์เราได้ความสัมพันธ์

L = L0/K เมื่อ K = gamma factor ซึ่ง K > 1 เสมอ

เนื่องจาก K > 1 เสมอ ดังนั้น L < L0 เสมอ สำหรับคุณที่ไม่เคยเรียนฟิสิกส์ไม่ต้องตกอกตกใจครับ L เราเรียกว่าความยาวสัมพัทธ์ (relativistic length) และเรียก L0 ว่าความยาวนิ่ง (rest length) ลองมาค่อย ๆ พิจารณาความหมายของมันนะครับ ตอนนี้คุณถือไม้บรรทัดยาว 1 ฟุตอยู่ในมือ ถ้าคุณเอาไม้เมตรไปวัดมัน ไม้เมตรก็จะบอกคุณว่าไม้บรรทัดของคุณยาว 1 ฟุต ความยาวของไม้บรรทัดที่อยู่นิ่งเมื่อเทียบกับคุณนี่เราเรียกแทนด้วย L0 หรือความยาวนิ่ง ไม่ว่าคุณจะนั่งวัดไม้บรรทัดของคุณบนเครื่องบินที่บินด้วยอัตราเร็วคงที่ 500 กม/ชม หรือวัดในยานอวกาศที่เคลื่อนที่ไปยัง K-PAX ด้วยอัตราเร็ว 0.8 เท่าของอัตราเร็วแสง ตราบเท่าที่ไม้บรรทัดนิ่งเมื่อเทียบกับคุณ มันก็ยังคงเป็น L0 และมีค่าเท่ากับ 1 ฟุตเท่าเดิม คราวนี้ลองจินตนาการว่าอยู่ดี ๆ มีมนุษย์ต่างดาววิ่งด้วยอัตราเร็วคงที่มาชิงไม้บรรทัดของคุณไป สมมติว่าคุณมีวิธีการบางอย่างที่ยังใช้วัดความยาวของไม้บรรทัดอันนั้นได้ทั้ง ๆ ที่มันเคลื่อนที่ไปพร้อมกับมนุษย์ต่างดาวแล้วนะครับ ถ้าคุณวัดความยาวของไม้บรรทัดอันนั้น ความยาวที่คุณวัดได้เราจะเรียกว่า L หรือความยาวสัมพัทธ์ ซึ่งทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษบอกเราว่า L = L0/K ทำให้ L < L0 เท่ากับไอน์สไตน์บอกเราว่าคุณจะวัดความยาวของไม้บรรทัด (ที่ถูกมนุษย์ต่างดาวฉกไป) ได้สั้นกว่าเดิม ถึงตรงนี้ผมขอถามหน่อยครับความว่า "ความยาวสัมพัทธ์" คำว่า "สัมพัทธ์" นี่นะ อะไรสัมพัทธ์? คำตอบคือ "อัตราเร็ว" ของสิ่งที่ถูกวัดกับผู้วัดครับ โดยที่ความยาว 'สัมพัทธ์' มี 'ความสัมพันธ์' กับความยาวนิ่งตามสมการ L = L0/K จากตัวอย่างนี้ กรอบคิดของไอน์สไตน์คือมีปริมาณ 'บางอย่าง' ที่ไม่มีค่าสัมบูรณ์ เพราะค่าของปริมาณนั้นขึ้นอยู่กับอัตราเร็วที่สัมพัทธ์กันระหว่างผู้วัดกับสิ่งที่ถูกวัด

แต่ใช่ว่าอะไร ๆ ก็สัมพัทธ์ เพราะไอน์สไตน์เองนั่นแหละครับที่ตั้งสัจพจน์ว่ามีปริมาณที่ไม่แปรเปลี่ยน (invariance) ตามผู้วัด นั่นคือ อัตราเร็วแสงในสุญญากาศ ยังมีอีกหลายค่าที่ไม่แปรเปลี่ยนครับ เช่น ค่าประจุของอิเล็กตรอน หรือแม้แต่มวล (mass) คำว่า "มวล" ตามความคิดของไอน์สไตน์นั้นเป็นปริมาณที่ไม่แปรเปลี่ยน เพราะมวลของไอน์สไตน์นิยามตามมวลของนิวตัน กระทั่งนักวิทยาศาสตร์หันมาเรียกมวลด้วยชื่อใหม่ว่า "มวลนิ่ง" (rest mass) และเรียกประมาณที่แปรเปลี่ยนตามอัตราเร็วที่ล้อกับมวลนิ่งว่ามวลสัมพัทธ์ (relativistic mass) ประเด็นมวลนี้ปลีกย่อยเกินไป [ลองอ่าน The Concept of Mass ] แต่มีหลักฐานที่นิยมอ้างกันคือจดหมายจากไอน์สไตน์ถึงบาร์เน็ท เขียนว่า "มันไม่สมควรที่จะแนะนำความคิดของมวล M = mK ของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ในเมื่อเราไม่อาจให้นิยามที่ชัดเจนแก่มันได้ มันจะเป็นการดีกว่าถ้าไม่แนะนำมวลอื่นนอกจาก "มวลนิ่ง" m แทนที่จะแนะนำ M เราพูดถึงมันด้วยโมเมนตัมและพลังงานของวัตถุที่เคลื่อนที่จะดีกว่า"

กลับมาวิเคราะห์ไอน์สไตน์และสัมพัทธ์ที่สับสนกับสัมพันธ์อันเป็นสัญญะอย่างหนึ่งในมายาคติที่อ้างกันอีกนิดก่อนจบ ไม่ใช่เฉพาะอาจารย์ธีรยุทธ ผมเชื่อว่าเราเห็นผู้รู้หลายท่าน ตำราหลายเล่มที่พออ้างไอน์สไตน์ (ซึ่งแน่นอนว่าคำ ๆ นี้เป็นสัญญะแก่อะไรต่อมิอะไรมากมาย) และทฤษฎีสัมพัทธภาพอันลือลั่น ประกอบกับวาทกรรม 'simply the best' ทฤษฎีสัมพัทธภาพบ่อยครั้งจึงกลายเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพไป และทฤษฎีสัมพัทธภาพก็เป็นสัญญะให้กับความสัมพัทธ์หรือสัมพันธ์ที่ถูกตีความว่าไร้แก่นสาร และถูกรวบหัวรวบหางความหมายโดยผู้รู้ย่นย่อลงเหลือเพียง 'ทุกสิ่งสัมพัทธ์' ไม่ว่าทุกสิ่งจะสัมพัทธ์จริง ๆ หรือไม่จริงโดยแก่นแท้ (ถ้ามี) นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพื่อเห็นแก่ไอน์สไตน์และนักศึกษาที่ตั้งใจมาเล่าเรียน ลองมาชะล้างมายาคติทุกสิ่งสัมพัทธ์จากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กันดีมั้ยครับ แล้วเปลี่ยนเป็น 'การวัดปริมาณทางฟิสิกส์บางสิ่งสัมพัทธ์ บางสิ่งก็ไม่สัมพัทธ์' ผมรู้ว่าโอกาสรอดยาก เพราะข้อความนี้แทบไม่ออกอะไรให้คุณได้ตื่นตาตื่นใจด้วยตัวมันเองเลย ... อนิจจา

'เฮ้ยเอ็ง นี่มันหนังสือสังคมศาสตร์จะไอน์สตงไอน์ไตน์อะไรกันนักกันหนา ผิดนิดผิดหน่อยทำโวย' (นั่นสินะ)




Create Date : 10 กรกฎาคม 2552
Last Update : 10 กรกฎาคม 2552 17:35:17 น. 2 comments
Counter : 1227 Pageviews.

 


โดย: c (chaiwatmsu ) วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:19:43 น.  

 
"ในทางฟิสิกส์ไอน์สไตน์ได้พัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งเสนอเช่นกันว่า ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่น (essence) ของสรรพสิ่งที่ตายตัว สิ่งที่พื้นฐานคือความสัมพัทธ์หรือความสัมพันธ์ (relative)"
ผมไม่เห็นด้วยนะอย่างสเปซไทม์เนี่ยเป็นสิ่งสัมบูรณ์นะครับ แกเคยเสนอให้เปลี่ยนชื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็น theory of invariant ด้วยนะครับ แต่ไม่มีใครเอาด้วย(เดาว่าชื่อเดิมมันติดตลาดไปแล้ว) และอีกอย่าง อย่างทฤษฎีควอนตัม ก็เป็นทฤษฏีของการวัดอย่างเดียวแกยังไม่ชอบเลย
"ไอน์สไตน์พยายามพัฒนาความคิดที่จะให้ "สิ่ง" ในโลกธรรมชาติ เช่น มวลสาร ประจุไฟฟ้า แม่เหล็ก ฯลฯ ได้เปลี่ยนไปเป็นความสัมพันธ์ทางเรขาคณิตระหว่างจุด เส้นความโค้ง มิติต่าง ๆ ฯลฯ"

ไอน์สไตน์แกคิกแค่สี่มิติครับ Klein-Kaluza ใน5มิติแกยังไม่ยอมรับเลยครับ

เห็นด้วยกะเจ้าของบล๊อก


โดย: Aloner วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:14:35:47 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.