creatio ex nihilo

Valentine's Month


 
ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Troll Way ทางสายเกรียน



ผมไม่ประทับใจหนังสือเล่มนี้ ความคาดหวังหลังจากอ่านคำนำ ("หนังสือเล่มนี้รวบรวมและต่อยอดจากรายการ 'ตรรกะวิบัติ' ...") ไม่ไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหาหนังสือ เพราะหลายข้อที่ผู้เขียนเรียกว่าเป็นตรรกะวิบัตินั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของนิสัยหรือสันดานของผู้เถียงเสียมากกว่าอยู่ที่ตัวตรรกะเอง เช่น 35 เกรียนเพื่อจะเกรียน หรือเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่เราจะเจอเมื่อถกเถียงซ้ำซากไม่จบเสียที เช่น 36 วนเวียนเรื่องเก่า

เมื่อพิจารณานัยหนึ่งของหนังสือและรูปแบบของมัน เราพอเดาได้ว่าจุดประสงค์หนึ่งคือ categorization แต่เกณฑ์สำหรับแบ่งแยกกลับคลุมเครือ ในคำนำ ผู้เขียนบอกว่า (1) "ตรรกะวิบัติ หมายถึงข้อถกเถียงที่ใช้เหตุผลผิดพลาด," และ (2) "กล่าวอย่างเป็นวิชาการเล็กน้อย เราสามารถแบ่งตรรกะวิบัติทั้งหมดได้เป็นสองประเภทคือ ตรรกะวิบัติทางการ กับ ตรรกะวิบัติไม่เป็นทางการ ซึ่งประเภทหลังนี้อาจเรียกให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า การไม่ใช้เหตุผล" และ (3) "ตรรกะวิบัติทางการ หมายถึงการใช้เหตุผลอย่างผิด ๆ เช่น ..."

จาก (1) - (3) เราเอามาวาดแผนผังเวนน์-ออยเลอร์แบบที่เด็ก ม.4 แรกเรียนเรื่องเซ็ตทำกันได้ดังรูป



ชวนให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เมื่อพิจารณาจากนิยามแล้ว เช็ต A กับ B เป็นเซ็ตเดียวกันไหม? และ ในเมื่อเซ็ต C เป็นสับเซ็ตของ A ฉะนั้น การไม่ใช้เหตุผลเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เหตุผลผิดพลาด เช่นนี้แล้วความหมายของคำว่าการใช้เหตุผลคืออะไร? หรือถ้าเราพิจารณาให้เป็นนามธรรมอีกระดับ เราจะตั้งคำถามว่า มีวัตถุที่การไม่ใช้มันเท่ากับการใช้มันอย่างผิด ๆ อยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ผู้เขียนบอกเป็นนัยคือ มี และวัตถุนั้นคือ เหตุผล

ขอทิ้งคำถามข้างบนไว้เป็นการอุ่นเครื่อง

ประเด็นแรกที่อยากพูดถึงเนื่องด้วยคำนำคือ ถ้าเราจะกล่าวอย่างเป็นวิชาการ ตรรกะวิบัติ (logical fallacy) แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท (การกล่าวอย่างเป็นวิชาการ ย่อมไม่ควรจะหมายถึงกล่าวโดยใช้มติของตนเองเพียงลำพัง แต่เป็นคำกล่าวที่พอจะตรวจสอบกับตำราวิชาการเพื่ออ้างอิงได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว อะไรคือความหมายของการพูดว่ากล่าวอย่างเป็นวิชาการ) ได้แก่ formal logical fallacy กับ informal logical fallacy

ประเภทแรกคือ fallacy ที่เกิดขึ้นที่ form หรือโครงสร้างของการให้เหตุผล นั่นคือ เราไม่สนใจความหมาย เช่น เรายอมรับว่า (4) ถ้าคนเขียนหนังสือไม่เก่งแล้วหนังสือที่เขียนจะเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาผิด ๆ และต่อมาเราพบข้อเท็จจริงว่า (5) หนังสือที่เขียนเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาผิด ๆ

การที่เราใช้ (4) และ (5) สรุปว่า (6) คนเขียนหนังสือไม่เก่ง นั้น ข้อสรุปเช่นนี้แหละที่เกิดจากตรรกะวิบัติแบบ formal เพราะไม่ว่า p และ q จะมีความหมายว่าอะไรก็ตาม (ตามตัวอย่างข้างต้น ความหมายของ p = คนเขียนหนังสือไม่เก่ง และ q = หนังสือที่เขียนเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาผิด ๆ) การยอมรับ p -> q กับ q ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า p นั่นคือ ตรรกะวิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นที่โครงสร้าง นักวิชาการจึงเรียกว่า formal logical fallacy

สำหรับ fallacy อีกประเภทหนึ่ง ความผิดพลาดเกิดขึ้นที่ความหมายหรือเนื้อหาของข้อโต้แย้ง เช่น เราอยากเชียร์หนังสือทางสายเกรียน เราให้เหตุผลว่า "เพราะมันถูกเขียนโดยนักคิดนักเขียนที่มีชื่อเสียงและเก่ง ฉะนั้นเนื้อหาจึงถูกถ่ายทอดอย่างดีเยี่ยมและถูกต้อง" กรณีนี้ เหตุและผลเชื่อมโยงกันผ่านความหมาย การจะพูดข้อสรุปว่าเนื้อหาถูกถ่ายทอดได้ดีเยี่ยมและถูกต้องหรือไม่นั้น จำเป็นต้องรู้ความหมายของการถูกเขียนโดยนักเขียนมีชื่อ และจำเป็นต้องรู้ว่ามันมีหรือไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหา กรณี้นี้ อาจเป็นไปได้ทั้ง statistical syllogism หรือ argumentum ab auctoritate หรือ argumentum ad verecundiam ขึ้นอยู่กับข้อมูลอื่นประกอบอีก คีย์เวิร์ดสำหรับ fallacy กลุ่มนี้คือ เราต้องสนใจความหมายของข้อโต้แย้ง ตัวอย่าง straw man fallacy เป็น informal logical fallacy

ทั้งหมดนี้ เราไม่ได้พูดว่า การแบ่งตรรกะวิบัติแบบเป็นทางการ/ไม่เป็นทางการแบบของสฤณีนั้นผิด ถ้าหากสามารถตอบคำถามอุ่นเครื่องข้างบนได้ เพียงแค่มันแปลกเมื่อมองผ่านสายตาของการแบ่งแบบวิชาการ และการแบ่งดังกล่าวทำให้เกิดความลักลั่น เช่น 16 ไม่ดูบริบท กับ 18 อ้างคำไม่เคยพูด ต่างเป็นเซ็ตย่อยของ 1 ชอบยิ่งหุ่นฟาง (ซึ่งเท่ากับ straw man fallacy ที่ผมจะยกตัวอย่างวิเคราะห์ในแง่ของความไม่รัดกุมต่อไป) แต่ 16 กับ 18 กลับอยู่คนละกลุ่มกัน และ 1 กับ 18 อยู่คนละกลุ่มกัน อะไรคือความแตกต่างครับ (คนที่มีหนังสือ ลองเปรียบเทียบหน้า 17 กับหน้า 93) นอกจากนี้ เกณฑ์ของผู้เขียนยังอธิบาย 55 กำปั้นทุบดิน ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มตรรกะวิบัติทางการ และเท่ากับ begging the question ให้ชัดเจนไม่ได้ เพราะที่จริงนั้น begging the question เป็นข้อความที่ logically valid นะครับ (ในตำราเรียนทั่วไป เขาจะจัดว่ามันเป็น informal fallacy ที่ logically valid)

ต่อมา คำอธิบายต่าง ๆ ในหนังสือไม่มีความชัดเจนและขาดความรัดกุม ตัวอย่าง จากคำอธิบายในหนังสือ บทแรก ชอบยิงหุ่นฟาง มี 2 ท่อนหลักดังรูป



ตามความคิดของเรา ท่อนที่ 1 ผิด ส่วนท่อนที่ 2 ถูก เมื่อตีความว่าข้อความในวงเล็บโดยเฉพาะวลีที่อยู่หลังคำว่า 'หรือ' เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง จึงชวนให้คิดว่า ทั้ง 2 ท่อนมีต้นกำเนิดจากคนละแหล่งกัน

ดูในฟอร์มท่อนที่ 2 นะฮะ จุดสำคัญคือ Y เป็นข้อความบิดเบือนของ X ซึ่งไม่มีตรงไหนบอกว่า การสร้าง Y นั้น ต้องสร้างจากการขยายจุดอ่อนของ X อีกทั้งการขยายจุดอ่อนของ X จนเกินกว่าที่เขาพูด ก็อาจไม่ใช่การบิดเบือนก็ได้

ตัวอย่าง 1. คุณพูดว่า (7) "ศูนย์น้อยกว่าหรือเท่ากับศูนย์" แล้วเด็กชายเอเอาไปพูดต่อว่า "คุณพูดว่า (8) 'ศูนย์เท่ากับศูนย์'" เช่นนี้ เราถือว่าบิดเบือน เพราะ ถึงแม้ (8) จะเป็นจริง แต่ (8) ไม่สามารถสรุปมาจาก (7) (ซึ่งเป็นจริงเช่นกัน) จากนั้นเด็กชายเอโจมตี (8) แล้วสรุปว่า (7) ผิด ถ้าเราพิจารณาเพียงในเอกภพเล็ก ๆ ของจำนวนเต็ม เราอาจมองเห็นข้อโต้แย้งผิด ๆ ที่เด็กชายเอใช้ปฏิเสธ (8) ได้ง่าย แล้วเรื่องก็อาจจะจบลงแค่นั้น ทีนี้ ถ้าเด็กชายบีเอาข้อความของคุณไปพูดต่อว่า "คุณพูดว่า (9) 'ศูนย์น้อยกว่าศูนย์'" แล้วโจมตี (9) ด้วยเครื่องมือภายในเอกภพซึ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือ แล้วสรุปว่า (7) ผิด คุณก็จะพูดว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวใช้ไม่ได้ เพราะมันเป็น straw man fallacy เพราะ (9) ไม่เท่ากับ (7) ทีนี้ลองย้อนกลับไปที่เด็กชายเอ สมมติเรามองไม่เห็นข้อโต้แย้งผิด ๆ ที่เอใช้ปฏิเสธ (8) เราหลงกลด้วยทริกบางอย่างที่เอใช้พิสูจน์ว่าศูนย์ไม่เท่ากับศูนย์ เราก็จะยังปฏิเสธข้อสรุปของเอที่ใช้โจมตี (7) อยู่ดี เพราะ (8) ไม่เท่ากับ (7) เป็น straw man fallacy เหมือนกัน จากตัวอย่างนี้ เราพูดได้ว่าเอแตะจุดแข็ง ขณะที่บีแตะจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นจุดไหน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับฟอร์มของ straw man fallacy

ตัวอย่าง 2. นึกถึง mathematical induction คุณพูดว่า "P(1)" และพูดว่า "ถ้า P(n) แล้ว P(n+1)" หลังจากนั้นมีคนพูดว่า "คุณพูดว่า P(n)" กรณีนี้ คุณไม่ได้พูดว่า P(n) นี่เป็นข้อความที่ขยายเกินกว่าที่คุณพูด แต่ด้วยหลักการให้เหตุผลแบบ induction เราสามารถสรุป P(n) จาก P(1) กับ P(n) -> P(n+1) ได้ ตามความเห็นส่วนตัว เราไม่คิดว่ามันเป็นการบิดเบือน

สรุป มี 2 ประเด็น 1. การบิดเบือนไม่มีความสัมพันธ์กับการเป็นจุดอ่อน และ 2. การขยายข้อความเกินกว่าที่ผู้พูดพูด ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการบิดเบือน

นอกจากนี้ หนังสือเล่มที่ผมมี หน้าที่ 114 ถึง 129 มีปัญหาเรื่องการจัดเรียงหน้านะ

ผมให้


Create Date : 09 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2557 18:55:11 น. 1 comments
Counter : 1038 Pageviews.

 
มองเล่มนี้อยู่ แต่พออ่านรีวิวคิดอีกที ขอไปเปิดอ่านเล่น ๆ ที่ร้านหนังสือก่อนดีกว่า

ถ้าถูกโรคกันค่อยสอย


ขอบคุณสำหรับรีวิวนะคะ


โดย: Prophet_Doll วันที่: 10 พฤศจิกายน 2557 เวลา:13:54:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.