creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
วิจารณ์บทความภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ ของ ดร.วนิษา เรซ

บทความนี้อยู่ในหนังสือภายในกล่อง BBC The Life of Buddha บนหน้าปกเขียนว่า พุทธประวัติ โดย ว. วชิรเมธี พร้อมด้วยบทความจาก 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์ ภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ เมื่อคืน ผมเขียนข้อความลงสถานะใน facebook ว่า

"ตกใจสุดขีด เห็นกล่อง BBC The Life of Buddha วางอยู่ในบ้าน ข้างในมีหนังสือเล่มนึง เขียนบนปกว่า พุทธประวัติโดย ว. วชิรเมธี พร้อมด้วยบทความจาก 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์ ภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ แค่ชื่อหัวข้อก็ตกใจแล้ว ชื่อมันอหังการมาก (ใช้ในความหมายอวดดีนะจ๊ะ) เพราะเธอเล่น "วิชชา" กันเลยทีเดียว คำว่าวิชชากับวิชาความหมายต่างกันครับ (ไม่เชื่อลองเปิดพจนานุกรมดู) คำว่าวิชชาหมายถึงความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ในพุทธศาสนาที่ใช้มีวิชชา 3 กับวิชชา 8 ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านละเอียด เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยชำระเกรียน อยากดูว่ามีใครเขียนถึงวิชชา 3 หรือวิชชา 8 ที่ประทับในหัวใจบ้าง

ส่วน 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์นั้น พลิก ๆ เห็นชื่อ ว วุฒิชัยเอย เสรีเอย สมเอย วนิษาเอย ฯลฯ #$%$# เห็นนามแล้ววิชชา 3 วิชชา 8 กันทั้งนั้น

ลองจิ้มขึ้นมาหนึ่งชื่อ ดร.วนิษา เรซ ... จะเป็นลม เธอเขียนถึงคำว่าเมตตาแต่ดูเหมือนเธอไม่เคยเปิดพจนานุกรมพุทธศาสน์ดูความหมายของคำว่าเมตตา เธอเล่าว่าเธอมีอาจารย์ทางธรรมหลายท่าน แม้สอนต่างกัน แต่เนื้อหาหลักนั้นไม่ต่างกัน ทั้งเถรวาท เซน เต๋า อยากหยุดไว้อาลัยให้การศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาในไทยที่ผลิตอัจฉริยะซึ่งแยกความแตกต่างของเนื้อหาหลักของทั้ง 3 อย่างนี่ไม่ออก ยิ่งเต๋านี่ไม่ใช่นิกายหนึ่งของพุทธด้วยซ้ำ"

ผมอยากชี้แจงก่อนเริ่มวิจารณ์ 4 ประเด็น 1. ถ้าคุณรับไม่ได้ที่อาจจะมีพระสงฆ์บางรูปหรือนักเขียน best seller คนดังบางคนถูกโต้แย้ง อาจจะด้วยความเชื่อว่าถ้าเป็นพระแล้วต้องรู้จักพุทธศาสนาดี หรือถ้าเป็นนักเขียนเรื่องอะไรก็ต้องรู้กระจ่างในเรื่องนั้น อย่าอ่านต่อครับ 2. การที่ผมไปโต้แย้ง ผมใช้มาตรฐานบางอย่างเข้าไปเทียบเคียง เพื่อบอกว่าสิ่งที่ผมกำลังโต้แย้งนั้น ผิดไปจากมาตรฐานที่ใช้เป็นตัวเทียบเคียงตรงไหน บางครั้งมาตรฐานดังกล่าวคือ พุทธศาสนานิกายเถรวาท วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ พจนานุกรม หรือตัวเอง ซึ่งถ้าคุณไม่เห็นด้วยว่าข้อความที่ผมโต้แย้งผิดไปจากมาตรฐานที่ผมใช้ กรุณาหักล้างว่าภายใต้มาตรฐานนั้นผมผิดจุดไหน ไม่ใช่หักล้างว่าไม่ควรใช้มาตรฐานนั้นมาเป็นเครื่องมือวัด เช่น ผมบอกว่าสิ่งที่นาย ก พูดผิดจากคัมภีร์ธัมมสังคณี ถ้าคุณจะแย้ง คุณต้องแย้งว่าสิ่งที่นาย ก พูดนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ผิดจากคัมภีร์ธัมมสังคณี แต่เป็นเพราะผมเข้าใจคัมภีร์ธัมมสังคณีหรือเข้าใจสิ่งที่นาย ก พูดผิดไปเอง คุณไม่ควรแย้งว่าไม่ควรเอาคัมภีร์ธัมมสังคณีไปตัดสินคำพูดของนาย ก เพราะในการตัดสินอะไรก็ตาม ผลลัพธ์จากการตัดสินมันขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เราใช้ การวัดเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ มันจึงขึ้นอยู่กับเปรียบเทียบกับอะไร ผมไม่แคร์ว่าสิ่งที่นาย ก พูดจะเป็นจริงในมาตรฐานอื่น สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญคือเครื่องมือที่เราใช้วัดนั้นเหมาะสมที่สุดหรือไม่ และตรงไหนที่ผมใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน คุณจะเห็นได้เองครับ และคุณก็สามารถโต้แย้งได้เต็มปากว่านั่นเป็นมาตรฐานถูกผิดของผม ซึ่งอาจจะไม่ใช่ของคุณหรือคนอื่น ข้อโต้แย้งของคุณอันนี้ เป็นจริงครับ 3. ลำดับการเลือกมาวิจารณ์ เกิดจากการเปิดสุ่มหน้าหนังสือ ถ้าอ่านแล้วไม่มีอะไร ส่วนไหน ให้น่าวิจารณ์ ก็จะข้ามคนนั้นไป 4. ผมไม่ใช่คนธัมมะธัมโม และไม่ถือศีลกินเจ



โดยภาพรวมของชื่อหัวข้อ มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ คือคำว่า วิชชา ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (พระพรหมคุณาภรณ์) ให้ความหมาย วิชชา ว่า ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (online) ให้นิยาม ความรู้แจ้ง เช่น วิชชา ๓ วิชชา ๘ ในพระพุทธศาสนา ส่วนคำว่า วิชา ให้นิยามว่า ความรู้, ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน เช่น วิชาภาษาไทย วิชาช่าง วิชาการฝีมือ (คำว่า วิชา ไม่พบในพจนานุกรมพุทธศาสน์ แต่คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าวิชาที่เป็นศัพท์พุทธศาสนาคือคำว่า ศิลปะ, ศิลปวิทยา) ถึงแม้คำว่าวิชาในภาษาไทยจะมีรากศัพท์มาจาก วิชฺชา หรือ วิทฺยา ในภาษาบาลี สันสกฤตเช่นเดียวกับคำว่าวิชชา แต่การเก็บแยกความหมายไว้เช่นนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าทั้ง 2 คำในภาษาไทยเราใช้ต่างกัน คำว่าวิชชาในภาษาไทยและมีใช้ในพุทธศาสนาจึงเป็นคำที่จำเพาะกับความรู้ที่แตกต่างจากความรู้ทั่วไป นั่นคือ ความรู้แจ้ง หรือ ความรู้วิเศษ เช่น วิชชา 3 ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ สามอย่างนี้เป็นโพธิญาณหรือความรู้แจ้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ควงมหาโพธิ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ยามต่าง ๆ ตามที่เราเคยเรียนสมัยประถม มัธยมนั่นแหละครับ, วิชชา 8 ได้แก่ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธิ ทิพโสต เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพจักขุ และอาสวักขยญาณ เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่านักเขียนกิตติมศักดิ์จะยกวิชชาที่ประทับในหัวใจข้อไหนมาพูดถึงบ้าง

     1. บทความของคุณวนิษาไม่พูดถึงวิชชาเลย แต่ใช้คำว่าวิชชาในความหมายเดียวกับวิชา รวมถึงเขียนทั้ง 2 คำนี้แบบแทนที่กันได้ ซึ่งผิดจากความหมายตามพจนานุกรมฯและผิดจากความหมายที่ใช้ในทางพุทธศาสนา ตรงนี้มีบทเรียนที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเพิ่งอ่านจบไปไม่กี่วันก่อน The Invisible Gorilla (เขียนโดยโปรเฟสเซอร์จิตวิทยา 2 คน Christopher Chabris กับ Daniel Simons) นั่นคือ illusion of knowledge แนวโน้มคิดเองเออเองว่าเรามีความรู้ดีในเรื่องหนึ่ง ๆ ทั้งที่เรารู้แค่เพียงผิวเผิน กับ illusion of confidence แนวโน้มที่คนเรามีความมั่นใจในความสามารถของเรามากกว่าความสามารถจริง อันหลังมันจะทำให้เราไม่พัฒนาความสามารถที่แท้จริงครับ พอเรามีความรู้ว่าวิชชามันก็คือวิชานั่นแหละ สมมติรู้ถึงขั้นว่ามันมีรากศัพท์เดียวกันนี่ ด้วยความที่เรามั่นใจในความรู้นั้น ทำให้ไม่ยอมเสียเวลาเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมายที่ถูกต้อง คุณผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพต้องระวัง illusion สองตัวนี้ด้วยนะครับ

     2. ประโยคแรกเธอเขียน "สำหรับตัวหนูดี ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นวิชชาเกี่ยวกับการดูแลจิตใจตัวเอง" อันนี้เป็นแค่ rhetoric ครับ เขียนขึ้นมาจากความไม่เข้าใจว่า ศาสนาคืออะไร? illusion สองตัวเดิมที่ทำงาน และขัดขวางไม่ให้เธอพยายามไปเปิดพจนานุกรมหรือเปิดตำราเรียนสังคมศึกษาเพื่อหาความรู้ว่าศาสนาคืออะไร และจะได้นำความรู้นั้นมาพิจารณาว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาหรือไม่? นอกจากนี้ประโยคดังกล่าวยังเป็นลอจิกที่พิลึกกึกกือมาก เหมือนพูดว่า "สำหรับฉัน แมวสีสวาดไม่ใช่แมว แต่เป็นเพื่อนเล่นตัวน้อยที่น่ารัก" การเป็นเพื่อนเล่นตัวน้อยที่น่ารัก ไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่แมว (ถึงแม้ว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นแมว หากมันเป็นเพื่อนเล่นตัวน้อยที่น่ารัก) เช่นเดียวกัน การเป็น'วิชชา'เกี่ยวกับการดูแลจิตใจตัวเอง ไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่ศาสนา พูดไปพูดมา การเปิดประโยคแบบนี้อาจเป็นสำนวนโวหารแบบพิสดารสไตล์ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพก็ได้ครับ

     3. ในย่อหน้าที่ 2-4 เธอเล่าว่าเธอหาเวลาไปปฏิบัติธรรมเรื่อย ๆ มีอาจารย์ทางธรรมหลายท่าน "และแต่ละท่านก็สอนเราในรูปแบบต่าง ๆ กัน แต่เนื้อหาหลักนั้นก็ไม่ต่าง ก็คือ คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง อาจารย์นั้น มีทั้งพุทธเถรวาท พุทธสายเซน รวมถึงอาจารย์ที่สอนด้วยแนวเต๋าอีกด้วย" จุดแรก เต๋า คงไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้ามั้งครับ แน่นอนว่าเต๋ากับพุทธมีส่วนผสมกัน ส่งอิทธิพลถึงกัน (เซนก่อนเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีชื่อว่าเซน ก็ได้รับอทธิพลจากเต๋ากับขงจื๊อของจีน) เหมือนพุทธกับพราหมณ์ในอินเดีย พุทธกับผีในไทย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่แนวคิดจะมีการผสมผสานกัน แต่ถ้าหากเป็นเต๋า เนื้อหาหลักของเต๋า ก็แตกต่างจากเนื้อหาหลักของพุทธอยู่ดี ไม่ว่ามันจะมีส่วนผสมของพุทธไปแล้วกี่มากน้อยก็ตาม ในสามย่อหน้าผมอ่านแล้วผมสงสัยว่าทำไมเธอถึงต้องไปปฏิบัติหลายสำนัก มีความหลากหลายมากถึงขั้นข้ามนิกาย ข้ามลัทธิกันทีเดียว ผมสงสัยว่าการปฏิบัติแบบรวมมิตรนี่มันดีเหรอ หรืออัจฉริยะเขาทำกัน แถมยังบอกว่าทั้งหมดมีเนื้อหาหลักไม่ต่างกัน คือคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ยักบอกว่าคำสอนไหน เล่นเหวี่ยงแหแบบนี้ ผมก็ไปต่อไม่ถูก เพราะไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร

     4. เธอบอกว่าเธอปฏิบัติธรรมเพื่อ "ให้ "รู้ทัน" ใจตัวเองนี่เองค่ะ ซึ่งมันก็ไม่ง่าย เพราะว่าบางครั้งเรา "รู้ทัน" ก็จริง แต่ก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ เช่น ความโกรธ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ทรงพลังมากสำหรับมนุษย์ทุก ๆ คน" งงลอจิกอีกแล้วแฮะ รู้ทันแต่ห้ามไม่ได้ แบบนี้เรียกว่ารู้ทันแล้วเหรอครับ ผมอยากจะเรียกว่ารู้ไม่ทัน แต่มาระลึกได้เอาทีหลังมากกว่า ไม่เป็นเป็นไร สมมติเราลองยึดถือแบบเธอ คือ มันเป็น process ที่มี 2 ขั้นตอน (หรืออย่างน้อยมี 2 ขั้นตอน เพราะเธอพูดว่ารู้ทันก็จริงแต่ห้ามใจไม่ได้) เริ่มจากรู้ทันเป็นขั้นแรก หลังจากนั้นก็ห้ามมัน ทีนี้ย้อนกลับไปดูประโยคของเธอสิครับ เธอปฏิบัติธรรมเพื่อให้รู้ทัน ทำไมปฏิบัติทั้งทีถึงมักน้อยเอาแค่เพื่อให้รู้ทันล่ะคุณหนูดี! เพราะถ้ามักแค่นี้ การรู้ทันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คำว่า "รู้ทัน" ที่เป็น cliche ในแวดวงพุทธศาสนาบ้านเรา ไม่ได้หมายถึงแค่รู้ทันเวลา ทำนองว่ากิเลสเกิดตอนนี้ ก็รู้ว่าเกิดตอนนี้ (ขั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยภาวนา) แต่ยังหมายถึงรู้เท่าทัน (คำว่า เท่าทัน เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า เทียมถึง, เข้าใจถึง) เมื่อเรารู้ทันในความหมายนี้ กระบวนการของกิเลสที่จะเกิดสืบเนื่องมันก็ไม่เกิด เพราะมันเกิดไม่ได้แล้วครับ การรู้ทันนี่แหละเป็นเครื่องมือที่ใช้ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท

     5. เธอเขียนว่า "ดังนั้น วิชานี้ จึงเป็นเหมือนกับคู่มือที่สอนให้หนูดีรู้จักการมีเมตตากับใจตัวเอง รู้จักการปลอบตัวเอง รู้จักการให้กำลังใจตัวเอง และที่สำคัญวิชานี้ทำให้ไม่เหงา" เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้คำว่า เมตตา ซึ่งตัวอย่างนี้มีสองมิติครับ มิติแรกคำว่าเมตตาในความหมายทั่วไปของภาษาไทยคือความรักและเอ็นดู ถ้าเธอใช้ในความหมายนี้ เธอกำลังบอกว่าเธอไม่รักไม่เอ็นดูใจตัวเอง จนกระทั่งเธอได้เรียนวิชานี้ วิชานี้สอนให้เธอรักและเอ็นดูกับใจตัวเอง อันนี้ไม่มีอะไรผิดปกติหรือแปลกนะครับ แต่ผมสงสัย (สิ่งที่ผมสงสัยคงดูไร้สาระ แต่ผมก็สงสัยจริง ๆ) สมมติว่ามีนักเรียนแคลคูลัสคนหนึ่งเขียนบทความ มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า "ดังนั้น วิชานี้ (หมายถึงวิชาแคลคูลัส) จึงเป็นเหมือนกับคู่มือที่สอนให้ข้าพเจ้ารู้จักการบวกและลบด้วยหนึ่ง" ผมอยากรู้ว่าคุณอ่านแล้วจะรู้สึกว่ามีอะไรสะดุดใจมั้ยครับ แน่นอนว่าประโยคนี้ไม่ผิด แต่มันกระตุ้นให้เกิดข้อสงสัย สงสัยว่าจะเขียนถึงสิ่งที่ประทับใจในแคลคูลัสทั้งที ประทับใจแค่บวกลบเลขเองเหรอ เมื่อเทียบกับอัจริยภาพของนักเรียนผู้เขียนบทความ มิติที่สองคือความหมายของคำว่าเมตตาในทางพุทธศาสนา เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ซึ่งเมตตาในความหมายนี้จะลงรับกับประโยคดังกล่าวไม่ได้ (ลองดูลักษณะของเมตตาในพรหมวิหารนิเทส คัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือลักษณะของเมตตาในคัมภีร์อัฏสาลินี คัมภีร์นี้ยังบอกว่าถ้าเมตตาไม่มีลักษณะของไมตรี เอ็นดู เกื้อกูล หรือสงสาร มันอาจเป็นอกุศลจิตก็ได้)

     6. คำว่าการ "นั่งสมาธิ" ที่เธอนำเสนอว่าเป็นการฝึกตามแนวพุทธของเธอนั้นคือ "การเป็นเพื่อนกับใจของตัวเอง" เธอบอกว่า "เราถูกสอนให้ "มองใจตัวเอง" หรือการถอยตัวเองออกมาจากอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกทั้งหมด แล้วมองย้อนกลับไป เหมือนกับเราเป็น "คนดู" ..." คำถามแรกที่ผุดในหัวของผมคือ คนดู ดูอะไร? เธอตอบว่าดูเราอีกคนหนึ่งที่เป็นคนแสดง คำถามต่อมา แล้วอีกคนแสดงอะไร? นี่ดูเหมือนเธอใช้จินตนาการกับสมาธิของพุทธศาสนามากไป จริงอยู่ว่ามีคำสอนบางสำนักที่สอนให้ตามดูใจตัวเอง แต่นี่เป็นลักษณะของภาวนา หรือวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่ลักษณะของสมาธิ และก็ไม่ได้หมายความว่าให้แยกร่างแบบคนเป็นโรคจิตเภท ตำราอภิธรรมทางเถรวาทเราบอกว่า ขณะหนึ่ง ๆ จิตมันมีอยู่ดวงเดียว รับอารมณ์เดียว (คำว่าอารมณ์ในความหมายทางพุทธศาสนาคืออายตนะภายนอก 6 ประการ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และความนึกคิด) ถ้าจิตพิจารณาจิต จิตที่ถูกพิจารณาหมายถึงจิตที่เป็นอดีต เป็นจิตที่ดับไปแล้ว ไม่ใช่จิตปัจจุบัน (จิตที่เป็นอดีตเป็นอารมณ์ได้ คือ ธรรมารมณ์) สิ่งที่ทำให้จิตรู้เท่าทันปัจจุบันเป็นอำนาจของเจตสิกตัวหนึ่งคือสติ ตรงนี้เป็นความเข้าใจสับสนของผู้เขียนระหว่างสมาธิกับวิปัสสนา หรือแม้แต่ในมุมมองของวิปัสสนา ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเพื่อนกับใจของตัวเอง แต่เพื่อให้เห็นลักษณะของธรรมชาติที่เรียกว่าไตรลักษณ์จนเกิดปัญญาในระดับภาวนามยปัญญา ฉะนั้นในย่อหน้าที่บรรยายถึงการนั่งสมาธิของคุณหนูดีนั้น เมื่อเทียบกับลักษณะของสมาธิหรือวิปัสสนาแบบเถรวาทแล้ว ของเธอจะแตกต่างออกไป และค่อนไปในทางแนวจินตนาการ ค่อนข้างพ้องกับคำที่อาจารย์หลายท่านเรียกว่าวิปัสสนึก คือนึกเอง เออเอง ขาดอุคคหะ ปริปุจฉา ธาตา เป็นตัวตั้งต้นเสียแล้ว ก็ไม่ผิดกับโมฆบุรุษครับ

ในมุมมองของผม บทความนี้ของคุณหนูดีจึงไม่ตอบโจทย์หรือไม่ได้อยู่ภายใต้หัวข้อที่หนังสือกำหนด วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ ดูเหมือนเธอจะประทับใจติช นัท ฮันห์เสียมากกว่า และพุทธแนวหนูดี มีส่วนแตกต่างจากพุทธเถรวาทหลายจุด อีกทั้งสไตล์การเขียน การให้เหตุผลที่เน้นโวหารมากกว่าตรรกะ และขาดการค้นคว้าหาข้อมูลที่ดี ผมไม่ประทับใจจากการอ่านบทความนี้เลย


Create Date : 09 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2554 15:03:13 น. 0 comments
Counter : 912 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.