creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
อริยสัจ 4

หนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น หน้า 186 ผู้เขียนได้เปรียบเทียบอริยสัจ 4 ประการดังนี้

"อริยสัจ 4 เป็นแก่นของศาสนาพุทธ คือ ทุกข์ สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (คือทางที่จะพ้นทุกข์) ถ้าเปรียบทุกข์คือไฟ เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ก็คือความร้อน ความดับทุกข์ (นิโรธ) ก็คือการเอาเชื้อไฟออกไป เมื่อไม่มีเชื้อไฟก็ไม่เกิด และหนทางที่จะพ้นทุกข์ (มรรค) ก็คือวิธีการดับไฟ"





คุณรู้สึกยังไงกับการเปรียบเทียบแบบนี้ครับ ปกติการเปรียบเทียบมันน่าจะช่วยให้อะไรที่เข้าใจยาก เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่คงต้องยกเว้นกรณีนี้ล่ะ ผมเชื่อว่าเราทุกคนรู้ว่า สมุทัยเป็นเหตุแห่งทุกข์ สมุทัยเป็นเหตุ ทุกข์เป็นผล ถ้าใครสักคนหนึ่งบอกว่าไฟเป็นผลเปรียบกับทุกข์ ดังนั้นเชื้อไฟหรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ไฟเกิดขึ้นมาจะเป็นเหตุแห่งทุกข์หรือสมุทัย ผมคิดว่าการเปรียบเทียบ "ความร้อน" เป็นสมุทัยนั้นผิด (พูดกลับกันว่าไฟเป็นเหตุให้เกิดความร้อนยังถูกต้องมากกว่า) แม้ว่ามันจะมีบางกรณีที่ความร้อนมาก ๆ เป็นเหตุให้เกิดไฟได้ก็ตาม เพราะถ้าคุณหมายถึงกรณีนั้น ก็เท่ากับคุณกำลังยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีที่เข้าใจได้ยากกว่าปกติ มาดูนิโรธกันบ้าง นิโรธนี่เรารู้กันว่าคือ "นิพพาน" เป็นสภาวะที่ดับสิ้นทุกข์สิ้นเชิง ถ้าคุณให้ทุกข์เป็นไฟ เจ้าภาวะที่ไฟนั้นดับไปแล้วนั่นแหละครับคือนิพพาน ไม่ใช่การเอาเชื้อไฟออก เพราะนิพพานนั้นไม่ได้เป็น process แต่เป็นสภาวะสุดท้ายที่ปราศจากทุกข์แล้ว การเอาเชื้อไฟออก (เป็นวิธีการดับไฟวิธีหนึ่ง) นี่แหละครับควรจะเปรียบเทียบเป็นมรรค ผมว่าจุดนี้ชี้ให้เห็นความเข้าใจพุทธปรัชญาและความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะของผู้เขียนได้นะครับว่าอยู่ระดับไหน?





Create Date : 02 ตุลาคม 2551
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 19:31:53 น. 6 comments
Counter : 2041 Pageviews.

 
อ่านตรงเน้นข้อความ ยังเข้าใจง่ายกว่า อันล่างเลยฮะ


โดย: haro_haro วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:14:51:40 น.  

 
ที่น่าเป็นห่วงก็คืออะไรที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อ่านนั้นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องไงครับ


โดย: ศล วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:15:02:26 น.  

 
ถูกต้อง

แล้วแต่ระดับความเข้าใจในหลักธรรมนั้น ของแต่ละบุคล จะว่าผิดมั๊ย ไม่ผิดเพราะระดับสติปัญญาในการตีความต่างกัน ผู้ที่อ่านก็ต่างกัน

อาหารจานเดียวกันทานกันหลายคน ความอร่อยเผ็ด เปรี้ยวหวานมันเค็ม ร้อนอุ่นเย็น ยังต่างกัน

บัวมีสี่เหล่า รสพระธรรมยังมีหลายรส

เสียงเค้าว่ากันพรรณนั้น จ๊ะ


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:16:41:35 น.  

 
เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้อริยสัจ ได้อย่างไม่มีข้อยกเว้น
แต่ผู้ที่เห็นจริง คือผู้ที่เป็นพระอริยสงฆ์ ได้แก่ อรหันต์ครับ พอท่านเห็นแล้วก็หมด ไม่มีอะไรต้องข้องใจในอริยสัจ ๔
แต่ผู้ที่ยังไม่เห็นก็จะมีความเข้าใจ ตีความแตกต่างกันไปต่าง ๆ นา ๆ

ที่เขียนนี่ไม่ได้มีเจตนาให้ท่านท้อใจที่จะศึกษาธรรมกัน
และธรรมะก็ไม่ได้เว้นไว้สำหรับพระ หรือใครคนใดคนหนึ่ง
แต่มีไว้สำหรับผู้ที่มีความปรารถนา และเห็นความผิดปกติ
ของชาวโลก(ทุกข์) เป็นผู้ที่เห็นภัยของวัฏฏะสงสารนั่นแหละ คือบุคคลที่พยายามจะทำความเข้าใจอริยสัจ ๔
อย่างแท้จริง



แต่การเริ่มต้นไม่ใช่การที่จะกระโดดเข้าไป
หรือพยายามเรียนรู้ธรรมจาก อริยสัจ ๔ ก่อนเสมอ
เพราะหมวดธรรมอันเป็นพื้นฐาน ที่จะส่งเสริมให้เรา
ได้เห็นจริงต่างหากที่เราพึง ศึกษาและปฏิบัติกัน
หนึ่งในนั้นคือ สติ ที่ท่านแจกออกมาเป็นหมวดของ
สติปัฏฐานสี่ นั่นแหละซึ่งเราก็ควรจะเลือกเอาหมวดที่
ถูกกับจริตของเรา ผลจึงจะเกิดขึ้นได้เห็นทันตา
หากเราเพียงสักว่าทำตาม ๆ กันมา โดยที่ไม่รู้เลยว่า
ธรรมหมวดใดเหมาะสมกับตน ทุกอย่างก็จะเห็นผลช้า
หรือไม่ได้ผลอะไร

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องวิ่งเข้าหา ครูบาอาจารย์ที่ท่าน
ลองผิดลองถูกมาก่อน ให้ท่านชี้แนะ
แต่พึงระลึกไว้อย่าง ไม่มีใครสอนเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง
ตัวเรานี่แหละพึงสอน ตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนเสมอ
โดยการ ระลึกและปฏิบัติ ธรรมตามคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ วัน ไม่ได้ขาด
สิ่งเหล่านี้จะเป็น basic ที่ทำให้เราเข้าใจสภาวะธรรม
ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

เหมือนกับเด็กนักเรียนจะขึ้นชั้น ม.๓ แต่ช่วง Summer
ก็ได้เข้าเรียนพิเศษ ล่วงหน้ามาแล้ว
พอถึงเวลาจริง ก็สามารถทำความเข้าใจวิชาในชั้น ม.๓
ได้เร็วขึ้น

ก็เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราเทียบเคียงกับชีวิตประจำวันได้
ที่ผมพอจะนึกออกตอนนี้

จำไว้อีกอย่างหนึ่ง แม้ครูบาอาจารย์ จะเก่งเพียงใด
หรือเป็นพระอรหันต์ที่มี ครบทั้ง ปฏิสัมภิทาญาณ คือ
ความรู้แตกฉานทั้งทางด้าน โลกีย์ และโลกุตร แต่หากท่านทำกรรมบางอย่าง ที่ไม่ดีมาในอดีต ซึ่งส่งผลให้มาขัดขวาง มรรค ผล นิพพาน ในปัจจุบัน
ท่านก็ไม่สามารถที่จะรู้และบรรลุธรรมได้

นี่เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ตอนทำวัตรเย็น จะมีบทให้เรา
ขออโหสิ แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสมอ
เป็นอุบายที่ทำให้เราผ่อนจากกรรมหนักเป็นเบา
และสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ในกาลอนาคตอันใกล้
ก็ไม่รู้ที่ใครคำนึงถึงบ้างหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ย้อนกลับมาถึงเรื่องสติ เจ้าของบล็อกคงเห็นถึงความสำคัญ และใส่ใจในเรื่อง สติเป็นพิเศษ จึงเรียกตัวเองว่า
"ตั้งสติ" เราเองมองข้ามสติไปเสมอ มักจะกระโดดไปหาปัญญา กันส่วนมาก
เพราะพูดถึงปัญญาทุกคนก็อยากมี อยากได้
แต่พอพูดถึงสติ บางคนกับส่ายหัว บอกว่าเครียด
ไม่เอาไม่สนุก
ซึ่งมันก็จริงอย่างว่า การฝึกสติ ให้รู้พร้อมตลอดเวลา
มันไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่เหมือนการ อ่านหนังสือ
เล่นเกมส์ หรือ หาอะไรบางอย่างมากระตุ้นปัญญา
ดูจะเป็นที่สนใจแก่คนทั่วไปมากกว่า
แต่ในสายตาผม ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม
ผมว่าสติ สำคัญกว่า มาก ๆ สติในที่นี้คือ ความระลึกได้
ทุกขณะ ความระลึกได้ว่าสิ่งที่คิดที่ทำ ที่พูด สิ่งใดเป็นอกุศล สิ่งใดเป็นกุศล
ผมว่ามันมีประโยชน์กว่าปัญญาแบบโลก ๆ เสียอีก
คราวนี้พอเราระลึกได้ แยกแยะได้ชัด เห็นสภาวะธรรม
ตามความเป็นจริง
นี่แหละคือ ตัวปัญญา ถ้าลองศึกษาและปฏิบัติก็จะเข้าใจได้ดี
และไม่ต้องเถียง ไม่ลังเลสงสัย ว่าใครพูดถูกพูดผิดอีก

สรุปว่า...
ปัญญาที่เฉียบคมมองเห็นอริยสัจ ๔ อย่างแจ่มชัดเจน
เป็นผลเนื่องมาจากการฝึกสติ ไม่ใช่การตรึกนึก
การพยายามเรียนรู้ หรือใช้ความคิด อย่างที่เราเข้าใจกัน

....

ป.ล. ที่เขียนมานี่ก็เป็นความเห็นส่วนตัว
ถ้ามีผู้รู้ที่สามารถอธิบายได้ดีกว่า
ผมก็ขอความชี้แนะครับ...








โดย: อัสติสะ วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:18:43:43 น.  

 
ต่าง ๆ นานา


โดย: ศล วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:19:05:16 น.  

 
ข้อความจากอรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มัคคสังยุตต์ อวิชชาวรรคที่ ๑
๘. วิภังคสูตร

ในสัจจะ ๔ เหล่านั้น สัจจะ ๒ เหล่าแรก
ชื่อว่าเป็นธรรมลุ่มลึก เพราะเห็นได้ยาก.

สัจจะ ๒ เหล่าสุดท้าย
ชื่อว่าเห็นได้ยาก เพราะเป็นธรรมลุ่มลึก.

จริงอยู่ ทุกขสัจจะก็ปรากฏได้
เพราะความเกิดขึ้นย่อมถึงแม้ซึ่งอันตนพึงกล่าวว่า
ทุกข์หนอ ในการกระทบด้วยตอและหนามเป็นต้น.

แม้สมุทัยก็ปรากฏได้
เพราะความเกิดขึ้นด้วยสามารถมีความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะเคี้ยวกินและจะบริโภคเป็นต้น.

แต่ว่า โดยการแทงตลอดถึงลักษณะทุกข์และสมุทัยสัจแม้ทั้งสอง ก็เป็นธรรมลุ่มลึก.
สัจจะเหล่านั้นชื่อว่าเป็นธรรมอันลุ่มลึก เพราะเห็นได้ยากด้วยประการดังนี้.


ความพยายามเพื่อต้องการเห็นสัจจะทั้งสองนอกจากนี้ (ได้แก่ นิโรธ มรรค)

ย่อมเป็นเหมือนการเหยียดมือไปเพื่อจับภวัคคพรหม เหมือนการเหยียดเท้าไปเพื่อถูกต้องอเวจี
และเหมือนการยังปลายแห่งขนหางสัตว์ซึ่งแยกแล้วโดย ๗ ส่วนให้ตกสู่ปลาย.

สัจจะเหล่านั้นชื่อว่าเป็นธรรมลุ่มลึก เพราะเห็นได้ยากด้วยประการดังนี้.


โดย: ชุติกาญจน์ วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:5:28:53 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.