ผจญ(กับ)ภัยตามใจฉัน
Group Blog
 
All Blogs
 
เริ่มเรื่องเสียที

เอาหล่ะค่ะ กลัวว่าหลายคนจะเบื่อกับปฏิบัติการเตรียมความพร้อมไปซ่ะก่อน เอาเป็นว่าเรามาค่อยๆเริ่มเล่าเรื่องราวของคนซนๆคนหนึ่งเลยละกันค่ะ

เรื่องของเรื่องก็คือว่า........

การเที่ยวครั้งนี้ดูจะเป็นการฉลองให้ตัวเอง หลังจากเรียนจบ ตาทประสาคนขี้เกียจเริ่มหางานทำ แล้วเหตุนี้ก็ดันมาประจวบเหมาะกับการที่เพื่อนซี้ตั้งแต่เก่าก่อน เกิดต้องมาเรียนที่ยุโรปพอดี ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มากกว่าห้าคน เราได้โอกาสเหมาะเลยขอติดสอยห้อยตามพวกมันมาดื่ม กิน เที่ยว ที่ทวีปนี้เป็นครั้งที่สาม เมื่อคิดได้ดังนั้นการวางแผนการเที่ยวไปให้ทั่วเริ่มต้นขี้นตอนปลายปี 52

อุปสรรคสำคัญคือการหาตั๋วเครื่องบินราคาถูก ก็เพราะว่ามันต้องเป็นตั๋วสามเที่ยว จาก แวนคูเวอร์ ไป อิตาลี แล้วต่อด้วยไทยก่อนที่จะกลับไปแวนคูเว่อร์อีกรอบ เราเลยต้องบากบั่นเพียรหาอย่างสม่ำเสมอ หลังจากตระเวณดูตามเว็บต่างๆ ราคาตั๋วอย่างนี้จะตกอยู่ราวๆหนึ่งแสนบาทไทย ถูกแล้วค่ะ หนึ่งแสนบาทเพื่อการเดินทางรอบโลก โอ้แม่เจ้า ทำอย่างไรเงินเก็บอันน้อยนิดถึงจะมีพอต่อการเที่ยวครั้งนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อลองเปลี่ยนวัน เดือน เวลาดูแล้วหลายรอบใน //www.cheaponair.com ฉันก็มาตกลงใจที่ berlin airline และ Korean airline แผนก็คือว่า เราจะบินจากแวนคูเวอร์ ไปมิลาน และมิลานถึงกรุงเทพด้วยสายการบิน berlin airline ส่วน korean airline เราจะใช้ตอนเดินทางกลับจาก กรุงเทพ ไป แวนคูเว่อร์ ตั๋วราคารวมภาษีเสร็จสรรพคิดเป็นเงินไทยประมาณ 50000 บาท นับว่าถูกที่สุดเท่าที่เคยหามาแล้วนะเนี้ยเมื่อเทียบกับว่าได้เดินทางรอบโลก หนึ่งรอ พอดิบพอดี แอบภูมิใจเล็กๆ เว็บนี้เราเคยใช้บริการของมันมาแล้วตอนไปอิตาลีเมื่อสี่ปีก่อน ตอนนี้พอมี credit card ที่มีสะสมแต้มแล้วเอาไปแลกลดราคาการเดินทางก็ทำให้เรายิ่งอยากใช้เงินผ่าน credit มากขี้นไปอีก ถ้าใครที่คิดว่าจะได้เดินทางบ่อยๆทางเลือกนี้ก็ดีไม่น้อยเลยค่ะ หลังจากสะสมแต้มครบยอดแล้วก็มักจะได้ส่วนลดราคามาบ่อยๆอีกด้วย

พอหาตั๋วเสร็จก็มาถึงขั้นตอนการขอวีซ่า เพราะว่าตั้งใจเดินทางไปอิตาลีก่อนนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราๆเลยต้องขอ tourist visa ที่เรียกกันว่า Shengen Visa สำหรับประเทศสมาชิก EU เค้าค่ะ แต่ว่าไปได้ไม่ครบทุกประเทศหรอกนะค่ะ คร่าวๆก็พวกยุโรปตะวันตกแหล่ะค่ะยกเว้นสวิส ส่วนทางตะวันออกต้องเช็คดูดีดี เพราะบางทีมันก็ไม่ได้อยู่ใน Shengen ฉะนั้นก่อนไปเราต้องเช็คดูให้แน่ใจว่าในบรรดาประเทศที่เราๆท่านๆจะไปกันทั้งหลายทั้งปวงจำเป็นจะต้องขอวีซ่าแยกต่างหากหรือเป่า ไม่งั้นอาจถูกส่งกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนได้ง่ายๆค่ะ

นอกจากนี้แล้วสิ่งที่สำคัญสุดๆในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่พนักงานก์คือ เอกสารค่ะ ใช่แล้ว เตรียมเอกสารที่ต้องใช้ไปให้ครบนะค่ะ หลักๆแล้วก็มีพวก ใบสมัครวีซ่า รูปถ่าย 2 รูป ใบรับรองสถานะภาพการเป็นนักเรียนหรือมีงานทำ(ถ้ามี) ตั๋วเครื่องบิน จดหมายเชิญพร้อมทั้งเอกสารยืนยันสถานะของผู้เชิญ(เช่น ใบสำเนาบัตรประชาขน) หรือเอกสารยืนยันการจองที่พัก เอกสารบัญชีเงินฝาก หลักฐานประกันสุขภาพ(หาซื้อได้จากบริษัททัวร์ทั่วไป) พาสปอร์ตเป็นต้นค่ะ เพราะเอกสารอาจแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศ แต่หลักๆแล้วจะประมาณเดียวกันค่ะ ทางที่ดีควรเช็คกับทางสถานทูตก่อนน่ะค่ะแล้วดูด้วยว่าท่านต้องจองคิวทำด้วยหรือเปล่า อ้อ อีกอย่างการขอวีซ่าจากอิตาลีควรตรวจดูให้ดีนะค่ะว่าท่านๆจำเป็นต้องมีผู้รับรองด้านการเงินในอิตาลีรึเปล่า จริงๆแล้วก็คืออิตาลีเค้ากลัวว่าเราจะแอบหลบทำงานเป็นคนต่างด้าวในประเทศเค้าเอามากๆเลยค่ะ ฉะนั้นแล้ว ถือว่าเป็นประเทศหินสำหรับการขอวีซ่าอยู่เอาการ

หลายคนมักคิดว่าการขอ Shengen Visa จำเป็นจะต้องขอกับประเทศสมาชิกที่เราจะเข้าไปเป็นที่แรก เช่นจะเข้ายุโรปผ่านไปทางเยอรมันนีก็ควรจะขอ Shengen กับทางสถานทูตเยอรมันนีที่เดียว นั่นก็เป็นความคิดที่ถูกค่ะ แต่ถูกเพียงส่วนเดียว เพราะว่าข้อยกเว้นอีกอย่างก็คือว่าหากประเทศที่เป็นเป้าหมายหลักไม่ใช่ประเทศที่เครื่องบินจะไปลงเป็นแห่งแรก เราจำเป็นที่จะต้องขอวีซ่ากับประเทศที่เป็นจุดหมายหลักนั้น ฟังดูอาจ งงๆนะค่ะ แต่ว่ามาดูให้ดีดีก็คือว่าว่าเราอยู่ที่ประเทศไหนนานที่สุดนั่นก็คือจุดหมายหลักแหล่ะค่ะ เค้าคงกลัวว่านักท่องเที่ยวตาดำดำอย่างพวกเราจะเข้าไปลักลอบทำงานเป็นแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพประชากรของเค้าแหล่ะค่ะ แต่ก็นั่นแหล่ะค่ะ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรใช่มั้ยค่ะ

เที่ยวคราวนี้มีปัญหามากมายเหลือเกินค่ะกับทางสถานทูตอิตาลีที่แวนคูเว่อร์ หลังจากได้ตั๋วเครื่องบินและเตรียมเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย พอลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ปรากฏว่าเราต้องไปขอคิวทำวีซ่าก่อน แล้วคิวก็ยาวมากเพราะสถานทูตทำการเพียงสามวันต่ออาทิตย์ และในสามวันนั้นก็ทำงานเพียง เก้าโมงเช้าถึงเที่ยง ฉะนั้น ไม่แปลกใจที่คิวจะยาวไปจนถึงสองอาทิตย์ถัดไป และกว่าวีซ่าจะออกก็ใช้เวลาอีกสองอาทิตย์ ตอนนั้นเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนพอดีที่เครื่องจะออก หลังจากเฝ้าอ้อนวอนทั้งน้ำตาอยู่นานแสนนาน เจ้าหน้าที่ก็สงสารและแนะว่าให้ไปลองขอดูกับทางสถานทูตเยอรมันแทน เพราะว่าเครื่องที่จะไปต้องไปเปลี่ยนที่เยอรมันเมืองดัสเซลดอร์ฟทางตอนตะวันตกของเยอรมัน

ฉะนั้นจุดหมายต่อไปก็ต้องเปลี่ยนเป็นเยอรมันนี โชคดีที่เพื่อนซี้ปึกชาวอิตาลีคนหนึ่งไปเรียนต่อที่เยอรมันนีพอดี เราเลยได้โอกาสขอให้เค้าเขียนจดหมายเชิญไปให้ ไม่งั้นคงต้องเสียเงินค่ามัดจำโรงแรมไปโชว์ให้ทางสถานทูตดู กฏการขอวีซ่าของเยอมันนีก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่เตรียมเอกสารไปให้ครบ แล้วกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าทางผ่านทางอินเตอร์เน็ตแล้วปรินท์ออกมาไปยื่นให้เค้า เค้าก็จะเอาแผ่นสมัครนั้นไปสแกนผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วตรวจดูอีกอย่างสองอย่าง ถามว่า main destination คืออะไร เราก็บอกเมืองไป แล้วให้เค้าเช็คดูกับเส้นทางสายการบินค่ะ อีกคำถามที่ต้องตอบคือจุดประสงค์การไปคืออะไร แน่นอนว่าเมื่อเราขอ tourist visa ก็ต้องตอบว่า ไปเที่ยวแหล่ะค่ะ นอกจากนี้ระยะเวลาของวีซ่าที่เค้าอนุญาตก็จะตรงตามวันเวลาที่ระบุไว้ในประกันสุขภาพที่เราเตรียมมาตั้งแต่ต้นค่ะ เพียงแค่นี้รออีกสามวันเค้าก็บอกให้ไปเอาวีซ่าได้แล้วค่ะ ถ้ารู้อย่างงี้คงบินไปลงที่เยอรมันนีก่อนตั้งแต่แรก ไม่ต้องเสียเวลาไปกับสถานทูตอิตาลีให้หมดอารมณ์ ทีนี้หลังจากต้องเปลี่ยนตั๋วเดินทางนิดหน่อย ทำเอกสารประกอบด้วย แล้วส่งไปให้ทางสถานทูต แป็บเดียวเสร็จสรรพ เรียกได้ว่า efficient มากมากส์ ต้องยกนิ้วให้ระบบการทำงานแบบเยอรมันๆจริงๆค่ะ


Create Date : 18 พฤษภาคม 2554
Last Update : 18 พฤษภาคม 2554 0:55:48 น. 0 comments
Counter : 122 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

mol_st
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add mol_st's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.