Group Blog
 
All blogs
 
หลงป่า ณ ========>>> ๗ คต




หลังจากทริปเขาใหญ่ เราก็ไม่ได้ไปป่าอีกเลย แถมโดนไอ้เวรที่ไหนก็ไม่ทราบ copy blog ไปโพสในเวปอื่น ทำเนีนยว่าได้ไป และถ่ายรูปเอง

อ่านกี่หน ดูกี่ทีก็แค้นมัน .......

ลองชม นี่อันที่ไปบ้านป๋าสามบั้ง
v
v
v

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=plaraberd&date=06-02-2008&group=6&gblog=1






อันนี้มันก๊อปไปโพสที่อื่น .....
v
v
v

//www.palm-plaza.cc/CCforum/DCForumID3/20276.html

ระยำจริงๆ

----------------------------------------------------------------------------------
หลังจากนั้นก็ทั้งโทร ทั้งโพส ปรึกษากับพี่ๆ ที่รู้จัก ทั้งในเวปกล้อง(พวกกล้องนี่เขาโดนบ่อย ถึงบ่อยมากครับ) และพี่ตำรวจ

สรุปแล้วฟ้องไปก็ไม่คุ้ม แต่ให้เก็บหลักฐานไว้ รอมันโผล่มา(ซึ่งคิดแล้วว่าไม่น่าจะโผล่มา....) ประมาณว่าเผื่อมันเปรี้ยวอีก

พี่ๆในเวปกล้องเขาว่า มันทำไปโดยอยากได้หน้า (ซึ่งก็ได้จริงๆ ได้จนหน้าหนาขนาดนั้น) ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ จึงให้ผมนึกซะว่า ทำทานให้หมี

ผมลองมานั่งคิด นอนคิด (ตอนนอนคิด แอบตดไป 2 ปุ๋ง~ )

เลยปลงเอาดีกว่า จะได้หมดเวรหมดกรรมไป (แต่ถ้าเอามาโพสอีก คราวนี้จะฟ้องจริงๆ แล้ว)

ตอนนี้เลยพยายามทำใจตให้สบาย แล้วลืมไอ้เวรนั่นไปซะ

นึกซะว่าขี้ ไม่น่ายุ่งด้วย เดี๋ยวเปื้อน สาธุ....

------------------------------------(จบเรื่องแรก)---------------------------------





ทริปนี้มีคนไปทั้งหมด ๕ คน โดยเราจะไปแบบโบกรถ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ประมาณนั้น

สถานที่ ที่เราหมายมั่นไว้คือ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เจ็ดคต โป่งก้อนเส้า


เรานัดเจอกันบ่ายโมงตรง เพราะแต่ละคนต้องเคลียร์งานของแต่ละคนก่อน แต่จนแล้วจนรอดเราก็เรทเวลาออกไปอีก 55 55

เราขึ้นรถทัวว์ตรงท่ารถต่างจังหวัดที่รังสิต โดยรถ กรุงเทพ-โคราช ลงที่ปากทางเข้าเจ็ดคต



มีไรจะเล่าให้ฟัง ตอนนั่งรถ รถจอดที่สถานีสระบุรี คนแน่นรถ แต่พี่กระเป๋าแกบอกว่าง 5 ที

ผมเอะใจแล้ว ไอ้ 5 ที่นี่ ต้องเป็นเราทั้ง 5 แน่นอน และแล้วก็เป็นจริง

พี่แกให้เราลุกแล้วให้ผู้โดยสารคนอื่นนั่งแทน แม่งบอก จะถึงแล้ว ผมก็โอเควะ ยืนก็ยืน จะถึงแล้ว

ยืนจนขาแข็งไป 1 ข้าง ก็ยังไม่ถึง (ในใจนึกสาปแช่งให้แม่งเป็นโรคกระเพาะ)

พอถึงที่ลง แกก็จอดแล้วก็จากไป ค่ารถ 80 นั่งประมาณ 40 ยืน 40 เพื่ออะไร รัฐมนตรีคมนาคมช่วยบอกที?

ถึงแล้วก็ข้ามสะพานลอย เมื่อยดีจริงๆ เหมือนเป็นลางยังไงไม่ทราบแฮะ



ยัง ยังยิ้มกันอยู่อีก อิอิ

รูปนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียน ชื่อไก่ และแอ๊นท์ นางพยาบาลขี้เมา



ผมเคยเจอแอ๊นท์ ไม่กี่ครั้ง รู้แค่ว่าเป็นพยาบาล
ในการเที่ยวครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่า "อย่าเปรี้ยวกับพยาบาล"

ทั้งทางกาย วาจา ใจ

มิเช่นนั้น ท่านอาจเจอการล้างแผลแบบ ฮาร์ดคอร์
การฉีดยาแบบกันพลาด (คือฉีดพลาดไปในครั้งแรก และซ้ำในครั้งที่สอง)

ซึ่งคุณเธอได้บอกเล่าถึง หัวอกพยาบาลและวิธีเอาคืนไอ้พวกปาก-มืออยู่ไม่สุข

ผมฟังแล้วรู้เลยว่า การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ..... ไม่อยากเข้าโรงพยาบาลเลย โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่แอ๊นท์สังกัตอยู่ (อึ๊ยซ์...)






หลังจากนั้นเราก็มาถึงจุดพักจุดแรก ซื้อขนม นม น้ำดื่มกันเป็นที่เรียบร้อย จากที่หาข้อมูลมานั้น เขาว่าให้นั่งมอร์ไซด์วินเข้าไป

ผมไปสืบราคาทราบมาว่า ค่าจ้างเข้าไปนั้นราวๆ 160 บาท

แพงมหาแพงเลยพี่น้อง

เรานั่งคิดกันอยู่นาน จนได้ข้อสรุปว่า เราจะโบกรถเข้าไป

เกิดมาไม่เคยนั้งวิน แพงเกิน 50 บาทเลยพี่น้อง นี่ 160 แพงมากมาย....แต่ก็อย่างว่า ระยะทางตั้ง 20 โลแหนะ เอาเถอะ โบกรถไปก็แล้วกัน

ทริปนี้ "มันเป็นเรื่องของอนาคต" ~




เดินมาไม่เท่าไหร่ พวกแวะซื้อไอติมกินอีกและ ไรวะ.....เดินมายังไม่ถึง 100 ก้าวเลย

สงสัยอากาศมันร้อนมั้ง

และแล้วก็มีรถกระบะขับมาพอดี ผมจัดการโบกซะ

"ไปไหนครับ"

"ไปโป่งก้อนเส้าครับพี่"

"พี่ไปไม่ถึงนะ แต่เดี๋ยวไปส่งตรงโรงเรียนก็แล้วกัน"

"ขอบคุณครับ" (พยายามยิ้มให้มีไมตรีที่สุด) " เฮ้ย ไปเร็ว"



ผมเรียกเพื่อนๆ ขึ้นรถ แล้วภาพที่เห็นก็เป็นเช่นนี้แล



พี่เขาพาเราขับขึ้นเขามาส่งที่โรงเรียนโป่งก้อนเส้า(มั้ง)

เราขอบคุณพี่เขาและขอถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก แชะ!

ขอขอบคุณ คุณพี่อีกครั้งครับ





จากนั้นเราเดินเข้าไปถามทาง จากที่ได้ความมาคือ เราต้องเดินตัดโรงเรียนออกไปแล้วจะถึงป้อม อีก 5 กิโล จะถึงครับ

ซึ่งเราก็ยังไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้ามันจะเป็นยังไง

ก็มันเป็นเรื่องของอนาคต นี่เนอะ~

เราเดินมาถามทางจนเจอกับทางอาจารย์ เราได้พูดคุยกันเล็กน้อย และท่านว่า "จะเดินขึ้นไปจริงๆ รึ โอยไม่ไหวหรอก มา...เดี่ยวผมไปส่ง"

โอ้.....ผมรักคนไทยจริงๆ

อาจารย์ท่านนี้มีนามมังกรว่า ....



ท่านอาจารย์ ยังพาเราแวะไปชมจุดชมวิวซึ่งอยู่สูงสุดมองเห็นอ่างเก็บน้ำ และยังได้ให้ข้อมูลเราหลายๆอย่างด้วยนะครับ

(ไม่น่าเชื่อว่า ในยุคนี้ ยังมีคนดีแบบนี้อยู่อีกนะครับ แต่ยัง ความใจดีของอาจารย์ยังไม่จบ....)



โน่น................. อ่างเก็บน้ำที่เราจะไปกางเต้นท์กัน



จากนั้นอาจารย์ก็พาเราเข้าไปที่ทำการ และช่วยเราหาที่กางเต้นท์

รวมไปถึงช่วยเรากางเต้นท์อีก !!!!

ยัง ยังไม่พอ อาจารย์ยังพาเราไปซื้อเสบียงอีกด้วย

โอย...... อะไรจะมีเมตตากับพวกผมขนาดนี้คร๊าบบบบบ



จากนั้นอาจารย์ก็ขอลากลับก่อน ผมแทบอยากกระโดดกอดอาจารย์ซักทีจริงๆ

ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ อาจารย์


หลังจากอาจารย์ไปแล้วเราก็จัดแจงเตรียมอาหารกัน โดย เป้ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว แน๊..... ไม่น่าเชื่อ

ส่วนผม ทำหน้าที่สำรวจซิครับ แหม ก็มันงานถนัด

เริ่มจากริมอ่างเก็บน้ำตรงที่กางเต้นท์เลยแล้วกัน หุหุ



จ้วงที่แรกก็ได้เจ้านี่มาเลยครับ ปลาซิวควาย(มั้ง....)



ดูๆ ไปมันก็สวยดีนะครับ ว่ายเป็นฝูงเชียว...



เจออึ่งอ่างด้วย ตัวกระจิ๋วเดียวเอง น่ารักเป็นบ้า 55 55



จ้วงที่สอง ได้ปลาอะไรก็ไม่รู้ เหลือบเขียวๆ ตอนแรกก็ดีใจ นึกว่าพวกตะเพียน อะไรเทือกนั้น แต่มองไปใกล้ๆ อ้าว .........

ใครเอาเอ็งมาปล่อยวะเนี่ย

ปลานิลซะงั้น อาการเซ็งเริ่มครอบงำ....



ปล่อยปลานิลไป แล้วลองหาปลาอื่นใหม่ แต่ว่า ใครเอาปลานิลมาปล่อยวะ

นี่มันสถานที่ศึกษาธรรมชาตินะโว้ย

จ้วงที่สาม....



แน๊~~~ ปลาซิวหางแดง แหล่มจริงๆ แม้จะพบเห็นได้ทั่วไปแม่น้ำลำธารเกือบทั่วประเทศ แต่ในธรรมชาติ ยังไงๆ มันก็สวยมากมาย ในสายตาผมนะครับ

อีกซักจ้วงแล้วกัน หิวแล้ว



ได้ปลากริมมาแฮะ 55 55 ชอบๆ น่ารักมากมาย

นึกถึงสมัยก่อนที่เอามาจากคลอง

เลี้ยงใส่ตู้รวมกับปลาอื่นได้ สองวัน 55 55

ตายหมดตู้ ปลากริมดันเป็นพาหะ นำโรคบ้าอะไรก็ไม่รู้มาปล่อยใส่ปลาในตู้

นึกแล้วขำตัวเอง แต่สงสารปลา ปล่อยดีกว่า หิวข้าวแล้ว


เดินมาตรงที่ทำอาหารเจอเจ้านี่ ห้อยต่องแต่ง อยู่ แน๊ะ มียิ้มให้ด้วย



บรรยากาศดีมากๆ ครับ เห็นแล้วอยากเมาแล้วเขียนกลอนจริงๆ



เหลา ที่ไอ้เป้จัดให้ ดำบ้างไม่เป็นไร ขูดทิ้งได้ มื้อนี้อร่อยมากๆ ครับ

กินกันแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยทีเดียว 55 55



อิ่มแล้วก็เดินยืดเส้น ยืดสายหน่อยเป็นไรไป

ผมก็ลงมาตรงอ่างเก็บน้ำอีกเหมือนเดิม ส่องไฟฉายไปเรื่อง เจออะไรก็ช้อนมาดูแล้วก็ปล่อย

เดินไปเรื่อยก็เจอเจ้านี่เลยครับ วะ ฮ่า ฮ่า ~

เจ๋งมากมาย พี่ตุ๊กแกสีสวย








เลยไปหน่อยก็เจอเจ้านี่ ชักว่าว เอ๊ย... ชักใยดักรออาหารอยู่ครับ ไม่รู้ชนิดตามฟอร์ม เหอๆๆ



วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ เพื่อนๆ เรียกไปกินสุราและซึมซับบรรยากาศธรรมชาติแล้วครับผม

ราตรีสวัส....

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


โอย....ร้อนจัง

ง่า...แสบตาด้วยอะ

นี่คือสิ่งแรกที่ผมคิดและรู้สึก ผมตื่นสายตามเคย ลุกขึ้นมานั่งทำหน้าเหมือนหมาเหม็นขี้ เกาหัวแกรกๆ

หันซ้ายหันขวา เพื่อนๆ ไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้

เดินเซๆ มึนๆ โผล่ออกไปดูนอกเต้นท์ เห็นเป้มันต้มน้ำอยู่ เลยคว้ากล้องเดินดุ่มๆ หาอะไรถ่ายไปเรื่อย

(ไม่รู้จะทำอะไร ถ่ายรูปดีกว่า เหอๆๆ)

เดินมึนๆ ไปตรงศาลา เหมือนจะเป็นที่ชมวิวและจุดให้อาหารปลา

อาหารปลาไม่มีเลยโปรยหญ้าให้แทน

หญ้าตกน้ำปั๊บ ปลาก็มาชุมนุมกันมากมาย

ที่เห็นๆ คือ ปลานิล และปลาทับทิม.......เซ็งเป็ด



อยากรู้จังใครเอามาปล่อย แล้วคิดยังไงถึงเอามาปล่อย

ใครบ้างเข้าป่าแล้วอยากไปดูปลานิล

คิดได้ไงวะเนี่ย.....

เดินลงไปริมๆ น้ำ กลัวก็กลัวงูจะกัดตาย อีกใจก็อยากจะไปถ่ายรูป

เอาวะ ลงไปแล้วกัน แล้วก็ไปเจอขอนไม้ที่ดูดี เข้าท่า น่าเอาไปจัดตู้จริงๆ อิอิ




เดินไปขึ้นอีกทาง หกล้มไปหนึ่งที ดีไม่มีใครเห็น กว่าจะขึ้นจากเนินได้เล่นเอาหอบ

เงยหน้าไปหน่อยเจอต้นนุ่นซะงั้น จะว่าไป ต้นไม้ชนิดนี้เห็นมาแต่เด็ก คิดถึงจัง เลยกดซะอีกหนึ่งรูป



ต้นงิ้ว ..... ลองโอบกอดดูแล้ว เจ็บๆ ใช้ได้

แต่ตอนนี้ต้องซ้อมไว้ก่อน เผื่อไปนรก จะได้ไม่เขิน


ไม่อยากคิด ถ้าเซมาล้มโดนต้นนี้ไป มีหวัง ศพไม่สวยแน่ๆ ผมเลยเดินด้วยความระมัดระวังพอสมควรนะครับ




มดตะนอย กัดเจ็บดีแท้ ....



เดินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้ถ่าย เลยไปหยิบกระชอน มาตักปลาเล่นดีกว่า

ปลาที่ได้ก็มีแต่ปลาเดิมๆ แต่อยากให้ดูครับ



ดูแล้วคงพอจะทราบอนาคตของปลาในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้แล้วนะครับ .....

ไอ้นี่กระมังที่เป็นตัวลดจำนวนประชากรปลาซิว....

ปลาหางนกยูง เจริญจังประเทศไทย







เบื่อมากมายครับ เดินไปอาบน้ำอาบท่าแล้วไปกินอาหารที่เพื่อนๆ เตรียมไว้ให้ดีกว่า (คุณชายมากกกกก แบบว่า ทำไม่เป็น...)

ห้องน้ำที่นี่ได้ใจผมมากๆ สะอาดมากมาย น้ำก็แรงและเย็นดี

อาบน้ำด้วยความสำราญใจ แล้วก็มารออาหารโดยการถ่ายรูปเจ้านี่ต่อครับ



ยิ้มหน่อยซิจ๊ะ



ส่วนเจ้าตัวนี้สงสัยมาอาบแดด กระมังครับ

ทนแดดได้ดีมากๆ



รูปนี้ผมชอบท่าเขามากเลยครับ แต่ไม่ไหวแล้ว ผมร้อนนนนนน






==============================================



หลังจากเราทั้ง ๕ คนจัดการอาหารเช้ากันเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินป่ากันแล้วนะครับ

รูปนี้ไม่ได้ต้องการล้อเลียนใครนะครับ แต่เผอิญ เห็นท่านอดีตผู้นำทำที่สนามบิน

ไอ้พวกผมก็เลยอยากทำบ้าง

ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสนามบินนั่นมันมีบุญคุณอะไรนักหนา ถึงต้องไปไหว้มัน สงสัยสนามบินนี้จะให้กะตังไว้เยอะซิท่า อิอิ






ตอนแรกเราเดินไปทางลาดยาง แล้วก็ลองเลี้ยวเข้าไปป่ามหัศจรรย์ พอเดินจนสุดเราวกกลับมาทางเดิม

อ้าว....



แมลงสีสวย



กุ้งอะไรก็ไม่รู้ ในแอ่งน้ำสีชา



บอกตรงๆ ตอนแรกผมนึกว่าเรามาผิดทาง เลยตกลงกันว่าเราจะเดินอ้อมอ่างเก็บน้ำ แล้วไปทางขึ้นเขา ซึ่งทางนั้นจะทำให้เราผ่านน้ำตกเจ็ดคตเหนือ กลาง ใต้ ใหญ่

ซึ่งเป็นเส้นทางที่ดูแล้วทรหดมากมาย 55 55

ไปโว้ย ....



ทางเดินขึ้นนั้น บอกตรงๆ ว่าทรมานขาแข้งเป็นอย่างมาก เดินได้ไม่เท่าไหร่ เพื่อนๆ ทั้งหลายก็หอบ แล้วก็พักกันซะแล้ว....



ผมสังเกตุดูว่า ต้นไม้ใหญ่ ได้ทิ้งใบกันซะมาก ทำให้บนเขายิ่งร้อนแสบเหน่งมากขึ้น

สัตว์ที่เห็นก็มีแต่ตั๊กแตนธรรมดาๆ ครับ



ต้นไม้อะไรก็ไม่รู้ครับ เห็นแดงๆ ตั้งแต่ตอนกางเต้นท์แล้ว สวยมากๆ ครับ





เดินไปซักพักใหญ่ จึงจะได้พบป่ารกครึ้ม อาการเย็นขึ้นมาหน่อย

แล้วก็เจอกิ้งก่าแก้ว(มั้ง) ตอนยังไม่มีสีสันอะไรนัก

เห็นวิ่งล่าแมลงมาตัวนึง ผมว่าสวยดีเหมือนกันนะครับ



เดินต่อไปอีก ซัก ๑ เหนื่อย ก็ได้พบกับดอกไม้สวยๆ อีกแล้ว



มีแมลงเกาะอยู่ด้วย



เราพักตรงที่ ที่เคยเป็นน้ำตก ตอนนี้น้ำแห้งเหลือเพียงแอ่งเล็กๆ

อยู่ๆ ก็มีเสียจากเป้เรียกผม....

เรียกทำไมวะ คนยิ่งเหนื่อยๆ อยู่ (นึกในใจ)

แต่แล้วเมื่อมาเห็นเจ้านี่เข้า ทำให้ผมลืมเหนื่อยไปเลยนะครับ

ตะกอง....






เพิ่งเคยเห็นในธรรมชาติครั้งแรกเลยนะเนี่ย ตื่นเต้นมากๆ





แล้วก็มาเจอเจ้านี่ ใช่จิ้งเหลนดินป่าวครับ ไม่แน่ใจ....



หันไปมองตะกองอีกที อ้าว...ไปไหนแล้วหว่า

อ่อ หนีมาอยู่ตรงนี้นี่เอง ขออีกซักหน่อยนะ



เดินลงไปข้างล่างลองเอากระชอนช้อนไปตามซากใบไม้ก็ได้ปลาก้าง สีเข้มๆ มา ๑ ตัว

สวยดีนะครับ

น่าเสียดายไม่ได้เอาตู้กระจกเล็กๆ ติดไปด้วย ไม่งั้นคงได้รูปที่ดีกว่านี้แน่ๆ



และก็ได้ปลาหางนกยูงมาอีกและ ตอนแรกนึกว่าซิวใบไผ่เล็กซะอีก เฮ้อ....~



เมื่อเราพักจนพอใจแล้ว เราเดินไปต่อครับ เราเดินตัดเข้าป่าเพื่อมุ่งหวังหาความชุ่มชื้น...

ระหว่างทางเอจต้นไม้ที่มีรากสวยงามแบบนี้อยู่

ธรรมชาตินี่สวยงามกว่านางงามจักวาลอีกนะครับ ว่ามะ...



เดินไปอีกซักพัก ด้วยอากาศที่ร้อนมากๆ ทำให้ผมไม่ได้ถ่ายอะไรมากนัก
เมื่อมาถึงลานหินแห่งนึงที่ร่มรื่นพอสมควร

เราจึงหยุดพักทานเข้ากลางวันกันครับ



ผีเสื้อแก่ๆ ตัวนี้ ดูเหมือนจะสิ้นใจอยู่รมร่อ

เลยถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนที่กระบวนการย่อยสลายทางธรรมชาติ จะจัดการกับสังขารของมันไปเสียก่อน...







เดินมาได้พักใหญ่ๆ เริ่มมีใครคนนึงพูดว่า " เฮ้ย...กูว่าไม่เห็นป้ายบอกทางเลยนะ แล้วทางที่เดินมาเนี่ย มันวิบากเกินกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปจะเดินมานะ"

นั่นแหละครับ ทำให้เราทั้ง๕ รู้แล้วว่า เราหลงป่า....




เราตกลงกันว่าเราจะเดินตามทางน้ำนี่ลงไปเพื่อให้ถึงเขตบ้านคน ซึ่งเราคิดว่า วิธีนี้น่าจะได้ผลครับ

ดอกของต้นอะไรก็ไม่รู้ สวยดี แค่ช่อเล็กๆ ก็ทำให้ป่าแห้งๆ ร้อนๆ แห่งนี้ ดูสดชื่นมื่นชีวา ขึ้นเป็นกอง



หลังจากนั้นเราได้พบแอ่งน้ำที่พอมีปลาอยู่บ้าง ผมจึงถอดเสื้อผ้าดำดูปลาในแอ่งน้ำนี้ซักกะหน่อย

ส่วนเพื่อนๆ ก็นั่งเอาเท้าแช่น้ำกัน สนุกสนาน...

ปลาที่ได้ได้แก่ ปลาซิวใบไผ่เล็ก(มั้ง)



แล้วก็....







จริงๆ มีตะเพียนน้ำตกด้วยนะครับ แต่น่าเสียดายที่ช้อนไม่ได้ เพราะแค่ผมลงไป น้ำก็ขุ่นคลักแล้ว....

เมื่อดำน้ำจนพอใจเราก็มุ่งหน้าต่อไปครับ

คราวนี้ไม่ค่อยร้อนแล้ว เดินสบายๆ 55 55



ดอกไม้ดอกนี้ เห็นกี่ทีก็สดชื่นครับ

ผมล่ะชอบจริงๆ ไอ้สีตัดกันเนี่ย....



หลังจากเดินไปอีกพักใหญ่ๆ ปีนหน้าผา เดินมุดกอไผ่ ฝ่าหนามของต้นหวายก็ได้พบกับ.....







เย้ เย้ เย้

ไม่รู้จะบรรยายยังไง เอาเป็นว่าดีใจมากๆ เลยครับ ในที่สุดเราก็มาถึง น้ำตก ๗ คตใหญ่แล้วววววววววว

แม้จะไม่มีน้ำตก แต่ก็มีวังน้ำขนาดใหญ่ให้เราลงไปเล่นน้ำกันแล้ววววว 55 55



แต่ทางลง น่ากลัวมากมายเลยนะครับ ถ้าเมาแล้วลงทางนี้ อาจคอหักตายได้....





ไม่รอช้า ผมคว้าแว่นดำน้ำ ท่อดำน้ำ กระชอน แล้วค่อยๆ แช่ตัวลงไปซึมซับความเย็นสดชื่นที่แป้งเย็นหน้าไหนก็ให้ผมไม่ได้



โอ้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว



ปลากดอะไรไม่ทราบ ว่ายนัวเนียอยู่เต็มกองหินให้พรึ่บ

หนวดขาวๆ กับสายตาแย่ๆ ของมัน ทำให้สมองผมประมวนผลอยู่นาน แต่ก็คิดไม่ออก

พยายามจับเป็นอยู่หลายครั้งก็จับไม่ได้ซักกะที

ได้มาแต่ตัวนี้ครับ

ปลาซิว ขนาดคืบกว่าๆ ใหญ่มากมาย




ไอ้เป้ สบายเลยนะเอ็ง หึหึหึ



แช่น้ำเย็นๆ แบบนี้ ไอ้ที่เหนื่อยมาก็หายเป็นปริบทิ้ง ยิ่งกว่าให้น้องปู-ปลา ฝาแฝดมานวดตัวอีกนะครับ





หลังจากเล่นน้ำกันพักนึง เราก็มุ่งสู่ทางออก

เดินดุ่มๆ แบบมีพลังครับ คราวนี้



ทุกคนเดินแบบหน้าชื่นตาบานมากๆ เพราะเราดูจากแผนที่แล้วเดี๋ยวก็ถึงจุดกางเต้นท์







และแล้วเราก็มาถึง.....



ไชโย ไชโย 55 55 ถึงแล้วววววววว

ถ่ายรูปกันซะหน่อย วู้ๆๆๆๆๆ



เราดีใจกันมากครับ เพราะเดินกันมานานและไกลมากๆ

เมื่อมาถึงที่นี่ เราหาจุดกางเต้นท์ของพวกเรา แต่เอ....ไม่เห็นมีเลยวุ้ย ไปถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า เหอๆๆ

"พี่ครับ ๆ โป่งก้อนเส้าไปทางไหนครับ "

"โอย...นู่นนนนนน เลยน้อง อีก ๙ โล ได้มั้ง "

" เออ....หรอครับ ขอบคุณครับ"
ความเซ็งมาเยือนซิครับพี่น้อง.....ซวยแล้ว นี่เราออกมาทางไหนวะเนี่ย

เราเดินตรงไปตามทางเรื่อยๆ แบบเหนื่อยอ่อน

ไอ้ความสดชื่นเมื่อครู่หายวับไปกับตา.... ๙ โล ตายแน่ๆ



ขณะเดดินไปนั้น มีครอบครัวหมาป่ามาเล่นด้วย แต่อารมณ์นั้น ขอบอก ไม่แตะให้ก็บุญแล้ว งื้อ~



ไกลบรรลัยเลยครับ พี่น้อง

เดินไปเจอทางแยก เราเลี้ยวขวาครับ เพื่อไปให้ถึงจุดกางเต้นท์





เดินเลี้ยวไปได้หน่อย เราเจอกับร้านขายของชำ ยาย-หลาน

น้ำ น้ำ ขอน้ำอะไรก็ได้ เย็นๆ

อึก อึก อึก ผมกระดกน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเรอเสียงดังเพื่อปัดเปาความเมื่อยออกไป

จากนั้นเราเดินต่อไปครับ รถให้โบกก็ไม่มี มีแต่จักรยาน

ตอนแรกเราคิดกันว่าจะปล้นจักรยานเด็ก แต่แล้วเมื่อคิดถึงผลที่ได้รับ อาจไม่คุ้ม เลยได้แต่เดินต่อไป ให้ชาวบ้านแถบนั้นงง กันเล่นว่า "ไอ้พวกเวรนี่ มันมาจากไหนกัน"

ดอกรัก แต่ตอนนี้ ตากล้องไม่รักแล้ว ร้อนโว้ย....



และแล้วเหมือนสวรรค์ยังไม่ทิ้งคนถ่อยทั้ง๕

รถกระบะคันสีแดงก็มา

เราโบกรถแบบไม่อายใครทั้งสิ้น และพี่ผู้หญิงโชว์เฟอร์ ก็ยินดีนำเราไปส่งที่โรงเรียน ตรงที่เราเคยแวะถามทาง...

แป้นแล้นเลย แฟนผม



เมื่อมาถึงโรงเรียนเราได้พบกับความเงียบ

ไม่มีใครอยู่เลย ง่า......

เราเลยเดินไปซื้อน้ำกินตรงหัวมุมถนน เพื่อพัก(อีกแล้ว)

นี่ ผลไม้วิเศษ กินแล้วทำให้ทุกอย่างในโลก อร่อยขึ้น



เรารอรถอยู่นานจนเกรงใจแม่ค้า เลยเดินไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องเดินต่อไปอีก ๕ กิโล กว่าจะถึงจุดกางเต้นท์

แต่ขอโทษ เมื่อกี้ ๙ โล เราเดินประมาณ ๓ โลได้ นี่ ๕ โล หึหึ

ไกลบรรลัย แถมยังเป็น ๕ กิโล ที่ต้องเดินขึ้นเขา

ยินดีด้วยพี่น้อง นรก รออยู่ข้างหน้าแล้ว.....







เริ่มเดินขึ้นเนินเขาแล้ว ขอบอกเลยนะครับ ไอ้ทางลาดยางเนี่ย มันเดินลำบากกว่าทางธรรมชาติอีกนะครับ

แถมยังลาดชัน เอียงอย่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ

เดินไปมองได้อย่างเดียวครับ ฟ้า......



เดินไปได้หน่อยนึง

ตากล้องไม่ไหวแล้ว แฮ่กๆๆ ร้อนก็ร้อน เมื่อยก็(โคตร)เมื่อย



ทั้งเดินหน้า เดินถอยหลังขึ้นเขา เดินทะแยง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

แถมยิ่งเดินก็ยิ่งเหมือนวิญญาณจะลอยออกจากร่าง .............ง่า ร้อน........



ผมเองนั้น น้ำหมดไปแล้ว หิวน้ำมากมาย เลยจัดการกล้วยข้างทางซะหน่อย

ได้ทีก็เด็ดมากินหวังให้ชุ่มคอ

เวงกำ กล้วเล็บมือนาง เนื้อน้อย เม็ดเยอะ

ใครมันเอามาปลูกซะเต็มข้างทางเลยวะเนี่ย มันลำบากนักหรอ กับไอ้การจะปลูกกล้วยพันธุ์อื่นที่มันชุ่มคอกว่านี่เนี่ย



เราพยายามโบกรถที่นานๆ ทีจะผ่านมาซักคัน แต่ก็ไม่เป็นผล

ไม่ใช่เขาจะไม่รับเรานะครับ แต่เพราะว่า ของเต็มหลังรถบ้างล่ะ

มีผ้าใบปิดกะบะ บ้างล่ะ

เฮ้อ..............



เย็นแล้วด้วยอะ แต่อุณหภูมิ ไม่เย็นตามตะวันเลย




ไม่รู้จะถ่ายบ้าอะไรแล้ว ถ่ายป้ายมันนี่ล่ะวะ




และแล้วก็เหมือนสวรรค์ยังไม่หลับ ยังเห็นใจพวกเราอยู่ มีรถคันนึงขับผ่านมา แล้วก็ยอมให้เรานั่งไปด้วย เย้ เย้

รูปนี้บอกตรงๆ เสียวตกมากมาย



และแล้วเราก็มาถึงจนได้.....................



ไชโย้ ไชโย

ดีใจจนอธิบายไม่ถูกจริงๆ นะครับเนี่ย

เราสรุปเวลาเดินทางแล้ว ทั้งหมด ๘ ชั่วโมง

เราเดินกัน ๘ ชั่วโมง ว๊ากกกกกกกกก

เดินนานมากกกกกกกกกกกกก




ยัง ยังมีเก็ก ถ่ายรูปกันอีก แหมๆ อยากให้เห็นไอ้ตอนขามากันจังเลย




พักผ่อนกันไปตามเรื่อง ผมเองยังเหนื่อยไม่หายเลยนะเนี่ย...



นั่งจนหายเหนื่อยซักครู่ ก็หาอะไรถ่ายไปเรื่อย หึหึ








และแล้วความมืดก็เข้ามาแทนแสงสีอำพัน ผมยังคงตระเวนถ่ายสิ่งต่างๆ อยู่ร่ำไป

นี่เลยครับ เอามาฝากเพื่อน เป้


มันกลัวนักแล แต่ผมว่า มันสวยและน่ารักนะ







คืนนั้นหลังจากซัดข้าวเข้าปากกันอย่างไม่กลัวจุกตาย เราทั้ง๕ ก็สลบไปด้วยความอ่อนเพลีย (ไม่เพลียก็บ้าแล้วววว)



------------------------------------------------------------------------------

เช้านี้ผมตื่นขึ้นด้วยอาการมึนๆ เล็กน้อย คงเพราะฤทธิ์เบียร์เมื่อคืน ที่กระดกก่อนนอนไปหลายกระป๋อง

เช้านี้เราก็ทำอาหารจากเสบียงที่เราแบกมา ดูๆ แล้วเหมือนเรากลัวจะเกิดสงครามยังไงไม่ทราบ แบกมาได้เยอะแยะมากมายเหลือเกิน

วันนี้กิจกรรมของเราคือการคุยเล่นกันเสียมากกว่า

และนี่ก็เป็นตัวชูโรงของพวกเราครับ

น้องเขาชื่อ น้องหยก....



น้องหยก เป็นลูกของพี่ที่รับเราขึ้นมากจากกลางทางเมื่อวาน

น้องหยกเป็นเด็กไฮเปอร์มากกกกกกกกกก

มากจนผมคิดว่า ถ้าลูกผมไฮเปอร์แบบนี้ คงส่งไปให้แม่ยายผมเลี้ยงจะปลอดภัยสำหรับลูกผมมากกว่า



นี่รูปเตาที่ทางศุนย์จัดไว้ครับ สะดวกดีเหลือเกิน



หลังจากที่กินข้าวเช้ากันเสร็จ ผมก็แยกตัวออกมา ปล่อยให้เพื่อนๆ เผชิญความไฮเปอร์ของน้องหยกต่อไป

จริงๆ แล้วผมเป็นคนเกลียดเด็กนะครับ เลยไม่ค่อยอยากจะเล่นด้วย กลัวเด็กจะเป็นอันตราย....





นี่เป็นคุณพยาบาลขี้เมา กำลังเล่นกับเด็กอยู่ครับ

ผมก็ได้แค่ดูอยู่ห่างๆ เหมือนเดิม



หยก ตั้งใจเอาชนะมาก มากพอๆกับความซนของน้องเขา....

ซนจนผมกลัวเลยทีเดียว



ในศูนย์แห่งนี้ต้นพริก ที่เผ็ดถูกอก ถูกใจผมอยู่ด้วยนะครับ เด็ดมากินกันแหนมทีนี่ อูยส์ ถึงใจเป็นบ้า



นี่เป็นต้นไม้สีแดงที่เราเจอเมื่อวาน มองเห็นได้จากทางอ่างเก็บน้ำเลยนะครับ โดดเด่นมาก



ตอนนี้ก็ได้เวลากลับแล้วครับ เราเก็บข้าวของแล้วโยกย้ายกันเดินไปที่ทำการศูนย์

เพื่อไปจ่ายค่าสถานที่ด้วย

ในระหว่างทางก็เจอกันนกสวยๆ อีกหลายตัวเลย



แมลงที่สีสันฉูดฉาดก็มีมากมายนะครับ แต่เก็บมาได้ไม่หมด เลยเอาเจ้าตัวนี้แล้วกัน เหมือนอินเดียนแดงจัง







ระหว่างทางเราก็ได้พี่ๆ ใจดีเหล่านี้ นำเราไปส่งถึงรังสิตเลยทีเดียว

จากการสอบถาม พวกพี่ๆ เขาเป็นตำรวจครับ

ใจดี มากๆ ยังแวะให้เรากินก๋วยเตี๋ยวระหว่างทางด้วย ขอบคุณพวกพี่ๆ อีกครั้งครับ



ปิดท้ายด้วยรูปผมเอง อิอิ แฟนถ่ายให้






การมา๗คต คราวนี้ทำให้ผมได้รับรู้รับทราบอะไรหลายๆ อย่างนอกจากการพักผ่อน



ประการแรกเลย คือ คนไทยไม่ได้แตกแยกกันอย่างที่เป็นข่าวเลยนะครับ

เรายังรัก และสามัคคีกลมเกลียว มีน้ำใจ และถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเหมือนเดิน

จะมีก็ไอ้แค่พวก หัวมงกุฎ ท้ายมังกร ที่นั่งหน้าสลอนอยู่ในสภาเท่านั้น ที่มันกัดกันไม่เลิก

กัดกันจนชาติบ้านเมืองจะฉิบหายอยู่แล้ว




ประการที่สอง สถานที่ท่องเที่ยวของเรายังมีอีกมากมาย ที่ ที่สวย ที่ที่เหมาะกับเราคนไทย

ไม่จำเป็นเลยที่ต้องทำตัวกระแดะ ไปเที่ยวเมืองเมืองนอกเมืองนา ให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศ

ขนาดฝรั่งมังค่ามันยังมาเที่ยวบ้านเราเลยครับ แล้วเราจะไปบ้านมันทำไม อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน




ประการที่สาม ไอ้พวกตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะนายทุนทั้งหลาย ไม่เคยมีชื่อออกข่าวครับ

ไม่รู้ว่านามสกุลมันใหญ่โตนักหรือไง นักข่าว ข้าราชการ ถึงไม่กล้าเอ่ยนามมันออกมา

ผมล่ะอยากรู้นัก ว่าไอ้น้ำหน้าคน จัญ-ไร แบบนี้ หน้าตามันเป็นยังไง





ประการที่สี่ โลกเราร้อนขึ้นอย่างที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ ทำได้แค่ยืดเวลาเท่านั้น

เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลกลับ

วันนี้ ทุกท่านเตรียมนับถอยหลังกันหรือยังครับ วันที่เราจะสูญพันธุ์ ใกล้เข้ามาแล้วนะครับ

แต่อย่าไปกลัวครับ เพื่อนตายเยอะแยะ ไม่แน่ โลกหน้าที่เราท่านกำลังจะเจอนั้น

ท่านอาจกระทืบนักการเมืองเลวๆ ได้โดยไม่ต้องกลัวอะไรก็เป็นได้นะครับ



สวัสดี....


Create Date : 01 เมษายน 2551
Last Update : 30 เมษายน 2551 10:26:26 น. 6 comments
Counter : 2672 Pageviews.

 
ดูท่าจะเป็นการเดินทางที่น่าจดจำมากๆเลยนะบอย (เคยไปเที่ยวๆแบบลำบากๆเหมือนกัน เดินขึ้นดอย โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ก็สนุกไปอีกแบบถึงแม้มันจะเหนื่อยลากเลือดก็เหอะ แต่มันก้มันส์ใช้ได้เลย)


โดย: อีกาตัวดำๆ IP: 118.175.64.88 วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:11:16:45 น.  

 
อยากไปแบบนี้บ้างจัง
ตอนแรกดูรูปนึกว่าพี่หายไปไหน(ลืมนึกว่าพี่เปงคนถ่าย555)


โดย: popdeub IP: 210.86.128.84 วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:11:54:39 น.  

 
เป็นทริปที่แจ๋วมากเลยน้อง ดูแล้วสนุกไปด้วยเลยแฮะ


หุหุ แวะมาเยี่ยมๆ


โดย: PoringV IP: 203.153.166.60 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:12:46:15 น.  

 
เอ่อ
ไม่อยากบอกเลย
ว่าผมเข้ามาที่นี่ได้โดย google
จากการหาคำว่า ผ้าใบปิดกะบะ
อ้าวคุณบอยนี่เอง
งี่ๆ
ปกติผมก็ชอบเที่ยวแบบนี้เหมือนกันสวยมากๆขอบคุณครับ
ว่าแต่พักแถวไหนครับเนี่ยผมอยู่เมืองเอก


โดย: Revenge IP: 124.121.140.231 วันที่: 13 พฤษภาคม 2551 เวลา:23:02:06 น.  

 
ขอบคุณสำหรับสิ่งสวยงามที่สรรสร้างให้เราได้มีความเพลิดเพลิน
สู้ๆคับ


โดย: toto_lek IP: 125.26.207.163 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:15:28:33 น.  

 
ชอบการเล่าเรื่อง ดูมีเสน่ห์ดีครับ สำนวนธรรมดา ง่ายๆ แต่ได้ใจความชวนน่าติดตาม แถมมีภาพประกอบ สวยๆและมีสาระ ฝากแง่คิด เช่นตอนได้ปลาหางนกยูง หรือตอนช้อนได้ปลานิล ทริปใหม่ก็นำมาลงให้ดูอีกครับขอบคุณครับ


โดย: วัชระ อุดร IP: 1.4.206.199 วันที่: 19 กรกฎาคม 2555 เวลา:21:33:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ลายเส้นหลังเขา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




กี่โมงกันแล้วหน๋อ..... หลงเข้ามาแล้วอยู่นานๆ หน่อยนะจ๊ะ
Friends' blogs
[Add ลายเส้นหลังเขา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.