เพื่อการศึกษาปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินและที่ดิน

คำแนะนำการขอรับโอนมรดกที่ดิน


 
วสันต์ กิจบำรุง


หมายเหตุ - ข้อความในวงเล็บ (ระเบียบข้อ...) หมายถึง ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาทางมรดก พ.ศ. 2548 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2557)   https://www.dol.go.th/registry/Documents/5460.pdf
 
คำแนะนำเบื้องต้น – ต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าการขอรับโอนมรดกที่ดินนั้นไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าจะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกก่อน ไม่ว่าจะตั้งโดยพินัยกรรม หรือร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก   ดังนั้น  ไม่ว่าจะเป็นกรณีมรดกมีหรือไม่มีพินัยกรรม  ทายาทก็สามารถไปยื่นคำขอรับโอนมรดกที่สำนักงานที่ดินได้เองโดยตรง  เพราะประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง และระเบียบกรมที่ดินที่เกี่ยวกับการรับมรดกที่ดิน  ได้กำหนดวิธีการรับโอนมรดกให้ทำได้ง่ายโดยไม่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก  แต่หากพินัยกรรมได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ หรือได้มีการร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว ก็ต้องให้ผู้จัดการมรดกเป็นคนดำเนินการให้  ทายาทไม่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการโดยลำพังแต่อย่างใด  เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการขอรับโอนมรดกที่ดินซึ่งมักจะมีปัญหาอยู่บ่อย ๆ ให้ไปปรึกษาสำนักงานที่ดินเป็นอันดับแรก  อย่าได้ไปปรึกษาบุคคลอื่นเพราะเขาไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรงย่อมไม่มีความรู้ความชำนาญพอ  หากหลงเชื่อก็อาจเสียเวลาเสียเงินเสียทองไปโดยไม่จำเป็น

1. เมื่อใดจะมีการรับมรดก

เมื่อใครก็ตามตายลง  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญกฎหมายให้ถือว่าคนนั้นตายไปแล้ว  เมื่อมีสองกรณีนี้เกิดขึ้นก็สามารถรับโอนมรดกของคนนั้นได้ แต่ถ้ายังไม่มีการตายจะมีการโอนมรดกไม่ได้ จะมีได้ก็เป็นเรื่องการทำนิติกรรมยกให้แก่กันซึ่งไม่เรียกว่าเป็นการโอนมรดก
 
2. ใครบ้างมีสิทธิรับมรดก

หลักกฎหมายแพ่งมีว่าถ้าใครตาย (ต่อไปจะเรียกว่าเจ้ามรดก)  บรรดาคนที่มีความสัมพันธ์กับเจ้ามรดกดังต่อไปนี้มีสิทธิรับมรดก พ่อแม่(พ่อต้องจดทะเบียนสมรสกับแม่ด้วยถึงจะมีสิทธิรับมรดกของลูก)  สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน  ลูกชอบด้วยกฎหมายและรวมถึงลูกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ลูกเมียน้อยหรือลูกที่เกิดกับหญิงอื่น) ที่เจ้ามรดกรับรองว่าเป็นลูก (การรับรองก็เช่น ไปจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตร รวมถึงการแสดงออกให้คนทั่วไปรู้ว่าเป็นบุตร ซึ่งไม่มีรูปแบบแน่นอน  เช่น ให้ใช้นามสกุล ไปแจ้งในใบเกิดว่าเป็นบุตร เอาชื่อไปใส่ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร  พาไปเข้าเรียนแจ้งว่าเป็นบุตร ส่งเสียเลี้ยงดูแบบลูก ก็ถือว่ารับรองว่าเป็นบุตรแล้ว)  บุตรบุญธรรมที่คนตายจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมโดยถูกต้องตามกฎหมาย   คนเหล่านี้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันทุกคน  หากมีลูกคนไหนตายไปก่อนเจ้ามรดก ลูกของลูก(หลาน) ก็มีสิทธิรับมรดกแทนที่คนที่ตายไป  แต่ถ้าตอนเจ้ามรดกตายไม่มีคนเหล่านี้เหลืออยู่เลย  มรดกก็จะตกกับพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  แต่ถ้าไม่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเลย   มรดกก็จะตกแก่พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกับเจ้ามรดก  แต่ถ้าไม่มีคนพวกนี้อีกมรดกก็จะตกแก่ปู่ ย่า ตา ยาย และหากยังไม่มีปู่ ย่า ตา ยาย อีก มรดกของคนตายก็จะตกแก่ลุง ป้า น้า อา  ในกรณีที่ทายาทบวชเป็นภิกษุก็มีสิทธิรับมรดกได้เหมือนทายาทคนอื่นนั่นเอง  แต่หากว่าไม่มีทายาทที่กล่าวถึงเลยมรดกจะตกเป็นของแผ่นดิน  ซึ่งในความเป็นจริงคงเกิดขึ้นได้ยากมาก

นอกจากนี้มีอีกกรณีหนึ่งซึ่งสำคัญมาก  คือการที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ใครก็ได้ ทำให้คนนั้นมีสิทธิรับมรดกด้วย (ภาษากฎหมายเรียกว่าผู้รับพินัยกรรม)  และบางครั้งถ้าเจ้ามรดกรักชอบคนนั้นมาก เขาอาจให้รับมรดกทุกอย่างไม่ให้พ่อแม่ลูกเมียเลยก็ได้  โดยหลักการแล้วทุกคนควรทำพินัยกรรมไว้ก่อนตายเพราะทำได้ไม่ยากเลยไปให้อำเภอหรือเขตช่วยทำให้ก็ได้เสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย    การทำพินัยกรรมช่วยป้องกันไม่ให้ทายาทแย่งชิงมรดกกันวุ่นวาย  และการทำพินัยกรรมทำให้การรับโอนมรดกที่ดินสะดวกสบายกว่าการไม่ทำพินัยกรรมเป็นอย่างมาก  เนื่องจากว่าการรับโอนมรดกมีพินัยกรรมนั้นไม่ต้องทำบัญชีเครือญาติ  และไม่ต้องให้ทายาทอื่นที่ไม่มีชื่อรับมรดกตามพินัยกรรมเซ็นยินยอมใด ๆ ในการรับโอนมรดกเลย  ซึ่งการที่ต้องให้คนอื่นเซ็นยินยอมนี้ก่อปัญหามากที่สุด

3. เอกสารที่ต้องนำมาประกอบการขอรับโอนมรดก

โฉนดที่ดิน มรณบัตรของเจ้ามรดกและทายาทที่ตายไปด้วย (กรณีหลังนี้สามารถนำมาเพิ่มเติมได้ในภายหลัง) พินัยกรรม บัตรประชาชน  ทะเบียนบ้านของผู้ขอรับโอนมรดกและทายาทอื่น ๆ ที่จะให้ลงชื่อรับโอนมรดกด้วย  ทะเบียนสมรสระหว่างเจ้ามรดกกับคู่สมรสที่ขอรับมรดก  หลักฐานการจดทะเบียนรับรองบุตร(ถ้ามี)หรือบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดก  คำสั่งศาลหรือคำพิพากษาในเรื่องที่เกี่ยวข้อง  สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างทายาทที่ทำกันไว้ในเรื่องมรดกนั้น หลักฐานการสละมรดก  ในกรณีที่หาใบมรณบัตรมาไม่ได้และไม่มีสำเนาใด ๆ เก็บไว้ในราชการ  ซึ่งสามารถนำมาอ้างอิงว่าได้ตายไปจริงได้เลย   ก็ต้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ออกใบมรณบัตร เช่น อำเภอ  เทศบาล ออกใบรับรองการตาย   เอกสารเหล่านี้ (ยกเว้นโฉนด) ต้องถ่ายสำเนาเตรียมไว้ให้พร้อม โดยควรถ่ายในร้านถ่ายเอกสารทั่วไป เพราะจะสะดวกและถูกกว่าการไปถ่ายที่สำนักงานที่ดิน เมื่อถ่ายเอกสารแล้วอย่ารีบเซ็นชื่อรับรองสำเนาทันทีให้เซ็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ขอให้จำไว้ว่าเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้แต่สำเนาภาพถ่ายเท่านั้น ส่วนเอกสารตัวจริงเจ้าหน้าที่จะส่งคืนให้ผู้ขอทุกอย่าง ไม่มีการเก็บตัวจริงไว้ที่สำนักงานที่ดินเลย   ถ้าใครอ้างว่าต้องเก็บไว้ที่สำนักงานที่ดินให้รู้ไว้ว่าผิดปกติ ไม่ต้องมอบให้ไปเด็ดขาด 

ในกรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่ออายุมากแล้ว และผู้ขอรับมรดกแจ้งว่าไม่อาจนำหลักฐานการตายของบิดามารดาเจ้ามรดกซึ่งมีอายุมาก เช่น อายุร่วมร้อยปีและถึงแก่กรรมไปแล้วมาแสดงได้ กรมที่ดินมีระเบียบให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำผู้ขอไว้เป็นหลักฐานว่า หากปรากฏในภายหลังว่าถ้อยคำที่ให้ไว้เป็นเท็จเพราะปิดบังทายาท  การจดทะเบียนโอนมรดกดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนหรือแก้ไขได้ ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ขอจะต้องมีความผิดอาญาฐานแจ้งความเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการปิดบังทายาทนั้นด้วย   แล้วจึงดำเนินการให้ผู้ขอต่อไป โดยไม่ต้องให้ผู้ขอไปขอหนังสือรับรองการตายของบุคคลดังกล่าวมาแสดงอีก  (ระเบียบข้อ 13) (เรื่องแบบนี้มักไม่ค่อยมีปัญหากับคนแก่เท่าใด เพราะถ้าเจ้ามรดกแก่มากแล้ว พ่อแม่ก็ต้องแก่มากด้วยน่าเชื่อว่าตายจริง และคนเหล่านี้จะไม่ต้องการมรดกของลูกแต่จะให้หลานเหลนรับกันไป  แต่ต้องพึงระลึกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นั้นอาจไม่เป็นในทางเดียวกัน เพราะบางครั้งเหตุผลแวดล้อมกรณีต่างกันไปด้วย)   

สำหรับทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับพินัยกรรมนั้น จะตรวจดูต้นฉบับพินัยกรรม กับภาพถ่ายพินัยกรรมซึ่งผู้ขอรับรอง และเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบกับต้นฉบับพินัยกรรม  แล้วลงชื่อรับรองการตรวจกับต้นฉบับเป็นหลักฐานในสำเนาหรือภาพถ่ายพินัยกรรมนั้นเก็บรวมเรื่องไว้  ส่วนต้นฉบับจะคืนให้ผู้ขอ โดยให้ลงนามรับไปเป็นหลักฐาน(คือเจ้ามรดกบางคนมีที่ดินหรือทรัพย์อื่นอีก  ก็ต้องนำพินัยกรรมตัวจริงไปแสดงประกอบการโอนมรดกด้วย  จึงไม่มีการเก็บพินัยกรรมตัวจริงไว้เป็นอันขาด)   การตรวจแบบพินัยกรรม เจ้าหน้าที่พิจารณาเฉพาะรูปแบบของพินัยกรรมว่าถูกต้องตามแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้หรือไม่ และหากการสอบสวนเชื่อได้ว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมของเจ้ามรดก ก็จะดำเนินการต่อไปได้ ในกรณีที่ผู้ขอไม่สามารถนำต้นฉบับพินัยกรรมประกอบการยื่นคำขอได้ เนื่องจากสูญหายหรือถูกทำลาย ผู้ขอสามารถนำสำเนาพินัยกรรมที่เคยนำไปแสดงต่อหน่วยงานราชการ เช่น ศาล หรือสำนักงานที่ดินอื่น และพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นได้รับรองสำเนาถูกต้องมาใช้เป็นหลักฐานแทนต้นฉบับพินัยกรรมก็ได้ 

สรุปหลักฐานที่ต้องนำไปประกอบการขอรับ มรดก คือ

* โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองทำประโยชน์
* บัตรประจำตัวประชาชน
* ทะเบียนบ้าน
* หลักฐานการตายของเจ้ามรดก เช่น ใบมรณบัตร หนังสือรับรองการตาย
* พินัยกรรม (ถ้ามี)
* ถ้าผู้ขอ ขอรับมรดกในฐานะเป็นคู่สมรส ต้องมีหลักฐานการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย
* ถ้าผู้ขอรับมรดกเป็นบิดาเจ้ามรดก ต้องมีทะเบียนสมรสกับมารดาของเจ้ามรดกหรือหลักฐานการจดทะเบียนรับรองบุตร  
* กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้ขอรับมรดก ต้องแสดงหลักฐานการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
* ถ้ามีกรณีพิพาทเกี่ยวกับมรดก ต้องนำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปแสดงด้วย
* ถ้ามีผู้มีสิทธิรับมรดกร่วมกันหลายคน   บางคนได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ต้องมีหลักฐานการตายของทายาทนั้น ๆ

กรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลักฐานที่ต้องนำไป คือ
* คำสั่งศาลหรือคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด หรือพินัยกรรมซึ่งตั้งให้ผู้ขอเป็นผู้จัดการมรดก
* หลักฐานการตายของเจ้ามรดก
* ทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวของผู้จัดการมรดก
* โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์


4. กรณีใดสมควรร้องศาลขอตั้งผู้จัดการมรดก

ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักกฎหมายแพ่งว่าในการโอนมรดกทรัพย์ใด ๆ ก็ตามไม่มีกฎหมายบังคับไว้โดยตรงว่าจะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดก โดยหลักแล้วทายาทสามารถรับโอนมรดกด้วยตนเองได้โดยตรง แต่ถ้าหากเจ้ามรดกตั้งผู้จัดการมรดกไว้ก็ต้องให้ผู้จัดการมรดกเป็นคนโอนมรดกให้   แต่ถ้าเขาไม่ได้ตั้งไว้  การจะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีปัญหาในการรับโอนมรดกหรือต้องการความสะดวกในการจัดการมรดกหรือไม่เป็นสำคัญ  ซึ่งมาตรา 1713 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า  กรณีดังต่อไปนี้ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ (คำว่า”ก็ได้” หมายถึงจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ไม่เป็นการบังคับ)

            (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาจักร หรือเป็นผู้เยาว์

            (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ  หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ  หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ  หรือใน  การแบ่งปันมรดก

            (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้  ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ

จะแยกพิจารณาเป็นรายอนุมาตรา ดังนี้

กรณีอนุมาตรา (1) ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาจักร กรณีนี้เห็นชัดเจนว่าจำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดก เพราะว่าไม่มีตัวคนที่จะมารับโอนทรัพย์มรดกและจัดการมรดก (เช่น จัดการรับชำระหนี้ หรือใช้หนี้กองมรดก)  การที่ทายาทคนใดคนหนึ่งสูญหายไปไม่ต้องสูญหายทั้งหมด ก็เป็นเหตุให้ร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้แล้ว เพราะการหายไปคนหนึ่งก็ก่อความยุ่งยากในการโอนและจัดการมรดกได้  เช่น นายดำเป็นเจ้ามรดก มีลูกสามคนคือ นายเขียว นางขาว และนายแดง  นางขาวได้สูญหายไปก่อนจะรับโอนมรดก (อาจหายไปก่อนหรือหลังเจ้ามรดกก็ได้) กรณีนี้ถ้าหากเจ้ามรดกได้ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่คนอื่นและรับเงินมัดจำมาแล้ว และจะถึงกำหนดไปจดทะเบียนขายแล้ว แต่ก็มาตายเสียก่อน กรณีนี้ทายาทของนายดำต้องมีหน้าที่ทำตามสัญญาจะขายที่ดินให้จบสิ้นไป  แต่จะมีปัญหาในการรับมรดกเนื่องจากไม่มีนางขาวมาเซ็นรับโอนมรดก หรือแม้แต่นายเขียวและนายแดงจะขอให้ลงชื่อนางขาวร่วมรับโอนมรดกไปด้วยกัน(ถ้านำหลักฐานมาแสดงได้ว่านางขาวก็เป็นทายาทด้วย)   เมื่อรับโอนมรดกแล้วก็ไม่สามารถโอนขายได้ทั้งแปลง  เพราะไม่มีตัวนางขาวมาเซ็นขาย  ครั้นจะไม่ให้นางขาวรับมรดกไปด้วย  จะให้แต่เพียงนายเขียวกับนายแดงรับไปสองคน แล้วจึงให้สองคนทำการโอนขาย ก็ทำไม่ได้อีก  เพราะไม่มีตัวนางขาวมาเซ็นยินยอมให้แค่สองคนรับโอนมรดก   

กรณีอย่างนี้จึงควรขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก  เมื่อจดทะเบียนผู้จัดการมรดกแล้ว  ผู้จัดการมรดกก็โอนขายได้เลย เพราะเป็นการจัดการมรดกชำระหนี้กองมรดก  และรับเงินค่าที่ดินที่เหลือมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาท

ส่วนกรณีผู้เยาว์เป็นผู้รับมรดกนั้น แม้กฎหมายจะกำหนดเป็นเหตุอ้างขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้บังคับไว้  จึงจะขอตั้งหรือไม่ตั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น  หากผู้เยาว์เพียงขอรับโอนมรดกตามสิทธิที่ได้รับตามกฎหมายชัดเจนแล้วและเมื่อรับโอนมรดกแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อไปในขณะยังเป็นผู้เยาว์ เช่น เจ้ามรดกเป็นพ่อผู้เยาว์ มีทายาทเหลือแค่ลูกสามคน สองคนบรรลุนิติภาวะแล้ว เหลือคนสุดท้องเป็นผู้เยาว์เพียงคนเดียว(จะมีอายุแค่ 10 ขวบหรือ 19 ปีก็ยังถือเป็นผู้เยาว์)  ในกรณีนี้ลูกคนสุดท้องก็สามารถรับมรดกได้พร้อมกับพี่สองคน   หากการรับมรดกนี้ไม่มีเงื่อนไขหรือภาระติดพันใด  ๆ  ไม่มีการทำสัญญาประนีประนอมกับทายาทอื่น และผู้เยาว์ก็ไม่ได้สละมรดก  หรือตกลงแบ่งแยกที่ดินกับพี่น้องกันแต่อย่างใด   ต้องการเพียงใส่ชื่อรับโอนมรดกร่วมกันไว้เฉย ๆ เท่านั้นไม่มีการตกลงอะไรเพิ่มเติมกันก่อนรับมรดกอีก  กรณีแบบนี้ก็สามารถขอรับโอนมรดกได้เลย  ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องตั้งผู้จัดการมรดกก่อนแต่อย่างใดด้วย 

แต่หากเมื่อรับโอนมรดกไปแล้วผู้เยาว์ต้องการจะทำนิติกรรมอื่น ๆ  เกี่ยวกับที่ดินนั้นในระหว่างยังเป็นผู้เยาว์อยู่  และกฎหมายแพ่งบัญญัติว่าการกระทำนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน  ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อไปขออนุญาตจากศาลแล้วเท่านั้น     จะเห็นได้ว่าเรื่องการที่ต้องขออนุญาตจากศาลนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังการจดทะเบียนรับโอนมรดกไปแล้ว  ถือเป็นคนละตอนกับการรับโอนมรดก   แต่ในช่วงการรับโอนมรดกตามกฎหมายนั้นไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน และก็ไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้เยาว์จะต้องรับโอนมรดกจากผู้จัดการมรดกเท่านั้นด้วย     จึงกล่าวได้ว่าการรับมรดกของผู้เยาว์นั้นปกติไม่จำเป็นต้องร้องศาลเพื่อให้ตั้งผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด
 
แต่มีสิ่งที่เป็นทางเลือกให้ทางผู้เยาว์ได้อย่างหนึ่งคือ  ในกรณีผู้เยาว์ต้องการรับโอนมรดกแล้วจะทำการขายต่อไปทันทีเพราะเจ้ามรดกได้ทำสัญญาขายให้คนอื่นไว้แต่ได้ตายเสียก่อน  หรือหากรับโอนมรดกแล้วทั้งสามคนต้องการแบ่งแยกที่ดินออกจากกันทันที   กรณีแบบนี้เมื่อผู้เยาว์รับโอนมรดกแล้ว ถ้าจะขายที่ดินของผู้เยาว์กฎหมายแพ่งกำหนดให้ต้องขออนุญาตต่อศาลก่อน    ซึ่งในทางปฏิบัติทางฝ่ายผู้เยาว์สามารถเลือกให้มีการร้องขอศาลตั้งผู้จัดการมรดกก่อนก็ได้  เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกทั้งหมด  เมื่อตั้งแล้วผู้จัดการมรดกก็ทำการขายที่ดินให้คนซื้อตามสัญญาได้ทันที  โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลเพื่อขายที่ดินที่ผู้เยาว์มีสิทธิในมรดกนั้นก็ได้  เพราะเป็นการจัดการขายที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทำสัญญาจะขายไว้นั้นก็ต้องมีหน้าที่โอนขายให้คนซื้อต่อไป  การขายในกรณีนี้จึงอยู่ในอำนาจการจัดการมรดกอย่างหนึ่ง 

ในกรณีที่หากทายาทต้องการแบ่งแยกที่ดินออกอย่างรวดเร็วในช่วงที่ยังมีผู้เยาว์อยู่  ก็มีทางเลือกให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้  และให้ผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งแยกที่ดินไว้ให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมไว้โอนให้ทายาททุกคนตามสิทธิที่แต่ละคนมีอยู่ตามกฎหมายก็ได้  เพราะบางกรณีหากโอนที่ดินให้ทุกคนมีชื่อร่วมกันจะทำการแบ่งแยกออกลำบากมาก เพราะอาจตกลงกันไม่ได้  ไม่ให้ความร่วมมือมายื่นคำขอก็มี   แต่หากตั้งผู้จัดการมรดกไว้  ผู้จัดการมีอำนาจจัดการแบ่งที่ดินออกตามสมควรได้  เมื่อแบ่งแยกโฉนดเตรียมไว้ให้ทุกคนแล้ว (แปลงที่แบ่งแยกออกมานั้นทุกแปลงจะลงชื่อผู้จัดการมรดกไว้)  ออกตามส่วนที่ทุกคนควรจะได้แล้วก็จัดการโอนให้ทายาทแต่ละคนได้  แต่ในการทำอย่างนี้ผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการแบ่งอย่างยุติธรรมต้องรับฟังทายาทด้วย  เพราะหากทำไม่ถูกต้องผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดชอบต่อทายาทซึ่งก็อาจถูกฟ้องร้องและแพ้คดีได้  คือมีหลักว่าผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการให้ถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมาย หากทำถูกต้องแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบต่อทายาทแต่อย่างใด  เพราะเมื่อศาลพิจารณาคดีแล้วเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องแล้วศาลก็ย่อมเห็นด้วยกับผู้จัดการมรดกนั่นเอง

ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็นเรื่องการที่ผู้เยาว์รับมรดกตามสิทธิที่มีอยู่แล้วตามกฎหมายจึงทำได้ง่าย ๆ เป็นแค่จดทะเบียนโอนมรดกใส่ชื่อในโฉนดซึ่งอาจเป็นชื่อคนเดียวเพราะผู้เยาว์เป็นทายาทคนเดียว  หรือใส่ชื่อร่วมกับทายาทอื่นร่วมรับกันไปตามที่มีสิทธิตามกฎหมาย ในทางปฏิบัติการรับโอนมรดกที่ดินจะไม่มีการระบุส่วนของทายาทแต่ละคนไว้แต่อย่างใด  และจะใส่ชื่อรวม ๆ กันไว้เฉย  ๆ สิทธิของแต่ละคนจะมีเท่าใดก็เป็นไปตามสิทธิที่ทายาทแต่ละคนมีตามกฎหมาย  เช่น หากเป็นลูกก็ได้เท่ากันโดยไม่ต้องระบุส่วนไว้  แต่หากจะสละสิทธิไม่รับมรดก  หรือจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดก  เช่น จะรับแปลงนี้ไม่รับแปลงนั้น หรือจะกำหนดว่าเอาที่ดินตรงนี้ตรงนั้นในที่แปลงเดียวกัน  หรือไม่เอาที่ดินแต่เอาเฉพาะมรดกที่เป็นเงิน  หรือเอาแต่ที่ดินไม่เอาเงิน  การทำอย่างนั้นผู้เยาว์จะทำไม่ได้เพราะเป็นการตกลงเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือส่วนที่ควรได้ตามกฎหมายมรดก  ถือเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างหนึ่ง   การตกลงอย่างนั้นกฎหมายแพ่งบัญญัติให้ผู้เยาว์จะทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ในทางปฏิบัติในสำนักงานที่ดินถ้าผู้เยาว์โตแล้ว รู้เรื่องดีก็สามารถยื่นคำขอเองได้  แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กมากพ่อแม่ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองก็สามารถยื่นคำขอให้ลงชื่อผู้เยาว์รับมรดกได้เลย (พ่อแม่มาทำเรื่องให้ลงชื่อลูกในโฉนดไม่ใช่ลงขื่อพ่อแม่)  แต่จะมีข้อยกเว้นอีกอย่างหนึ่งที่ทำไม่ได้คือถ้าเป็นการรับมรดกที่มีเงื่อนไขหรือมีค่าภาระติดพัน (ที่ดินส่วนใหญ่มักไม่มีการจดทะเบียนแบบนี้)กฎหมายแพ่ง มาตรา 1611(2) บัญญัติว่าต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณีและได้รับอนุมัติจากศาลแล้ว

สำหรับกรณีผู้เยาว์ขอรับมรดกโดยที่ทรัพย์มรดกมีการจดทะเบียนจำนองไว้และในสัญญาจำนองมีข้อความว่า “ถ้าในการบังคับจำนองตามสัญญานี้เงินยังขาดจำนวนที่ค้างชำระอยู่อีกเท่าใด ผู้จำนองยอมรับใช้จำนวนเงินที่ขาดนั้นจนครบ” กรณีดังกล่าวไม่เป็นการรับมรดกโดยมีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพันตามมาตรา ๑๕๗๔ (๙) หรือตามมาตรา ๑๖๑๑ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถรับจดทะเบียนได้ (ระเบียบ ข้อ 33) อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะรับโอนมรดกได้ แต่ถ้าผู้เยาว์เป็นผู้รับมรดกและจำเป็นต้องขายที่ดินต่อทันที ซึ่งอาจเกิดจากเจ้ามรดกทำสัญญาจะขายที่ดินนั้นไว้ก่อนแล้ว กรณีอย่างนี้ผู้เยาว์(หรือผู้ใช้อำนาจปกครอง) ก็จะทำไม่ได้ เพราะการจะโอนขายหรือทำนิติกรรมอย่างอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์นั้นกฎหมายแพ่ง มาตรา 1574 บัญญัติว่าก็ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำได้ แต่ถึงจะมีเหตุขัดข้องหรือยุ่งยากอย่างนี้ก็มีทางเลือกอีกอย่างคือ ร้องขอศาลตั้งผู้จัดการมรดก เพราะเมื่อตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้จัดการมรดกสามารถขายที่ดินโดยไม่ต้องโอนมรดกให้ผู้เยาว์ก่อนได้ แต่โอนขายไปตามที่เจ้ามรดกทำสัญญาจะขายไว้ เพราะถือเป็นการจัดการมรดก(ใช้หนี้กองมรดก) อย่างหนึ่งนั่นเอง นอกจากนี้วิธีการนี้มีประโยชน์เป็นผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือ   การที่ผู้จัดการมรดกสามารถโอนขายได้เลยโดยไม่ต้องโอนมรดกไปยังผู้เยาว์ก่อน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนมรดกอีกต่อหนึ่ง

กรณีอนุมาตรา (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการหรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก

สำหรับกรณีใน (2)  ผู้จัดการมรดกไม่สามารถจัดการ ฯลฯ มีกรณีเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันแต่ไม่มากนัก  ปัญหาส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ทายาทไม่เต็มใจ ที่จะจัดการหรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือแบ่งปันมรดกเสียมากกว่า เช่น ทะเลาะแย่งชิงมรดกคัดค้านกันวุ่นวาย  จนไม่มีทางตกลงกันได้ จึงมาร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก อีกกรณีที่เกิดเป็นประจำคือ ธนาคารปฏิเสธไม่ให้ทายาทเบิกเงินของเจ้ามรดก หรือบริษัทไฟแนนซ์ไม่ยอมโอนรถยนต์ให้ทายาท  ส่วนใหญ่จะอ้างว่าไม่แน่ใจว่าใครเป็นทายาทที่มีสิทธิจริง แต่ในส่วนของการรับมรดกที่ดินที่ทำตามกฎหมายที่ดินนั้นจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  เพราะประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องได้กำหนดวิธีการไว้ชัดเจนแล้ว   หากมีหลักฐานว่าเป็นทายาทจริงก็ดำเนินการประกาศการขอรับมรดก และถ้าไม่มีคนคัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศขอรับมรดก   เจ้าหน้าที่ก็สามารถโอนมรดกตามที่ประกาศได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอศาลตั้งผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด

ตัวอย่างต่อไปนี้ก็น่าจะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก โดยถือเป็นเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือแบ่งปันมรดกได้

(1). เรื่องความไม่สะดวกในการจัดการมรดก ถ้าเจ้ามรดกเป็นคนรวยมีทรัพย์สินที่ดินมากตั้งอยู่หลายจังหวัด มีเงินฝากธนาคารและทรัพย์สินอื่น ๆ อีกมากมาย   หรือทายาทมากมีภาระการงานมาก หรืออยู่กันห่างไกลคนละจังหวัด กรณีแบบนี้ถ้าให้ทายาทแต่ละคนไปรับโอนมรดกที่ดิน ก็ต้องพากันเดินทางตระเวนไปขอรับมรดกหรือไปเซ็นไม่รับมรดกกันทุกที่ (แต่ไม่จำเป็นต้องไปกันทุกคนก็ได้เพราะคนไม่รับมรดกสามารถทำหนังสือไม่รับโอนเฉพาะแปลงนั้น ๆ แล้วให้คนขอรับโอนนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ในวันขอประกาศขอรับมรดกได้ หรือทำหนังสือมอบอำนาจไปก็ได้) ทำให้เสียเงินค่าเดินทาง (ค่าน้ำมัน) เสียเวลา (คนขอต้องไปสองรอบคือรอบแรกไปยื่นคำขอประกาศรับมรดก รอบสองไปจดทะเบียนรับโอนเมื่อประกาศครบกำหนด 30 วันแล้ว และไม่มีคนคัดค้าน) แต่ถ้าขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ก็ดำเนินเรื่องทางศาลซึ่งต้องใช้เวลาอยู่นานหลักเดือนเหมือนกัน แต่เมื่อศาลสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้จัดการมรดกก็นำโฉนดไปจดทะเบียนผู้จัดการมรดกได้เลยโดยไม่ต้องประกาศที่สำนักงานที่ดินอีกสามสิบวันเหมือนการรับโอนมรดกตามปกติ เมื่อจดทะเบียนผู้จัดการมรดกแล้วก็จดทะเบียนโอนมรดกต่อในวันเดียวกันนั้นได้เลย (หรือจะโอนขายเพื่อเอาเงินมาแบ่งให้ทายาทก็ทำได้)  ซึ่งผู้รับมรดกจะไปด้วยกันกับผู้จัดการมรดก หรือจะมอบอำนาจให้ผู้จัดการมรดกทำแทนในการจดทะเบียนรับโอนมรดกก็ได้  ซึ่งก็จะทำสำเร็จด้วยการไปติดต่อเพียงครั้งเดียว

(2). กรณีทายาทไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมรับโอนมรดก ทำให้รับมรดกไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในกรณีทายาทเป็นคนจนมาก แต่ได้มรดกที่ดินราคาแพง ไม่มีเงินค่าธรรมเนียมโอนมรดกก่อน(บางทีเสียเป็นหลายหมื่นถ้ามรดกมีราคาสูงมาก) กว่าจะขายได้ต้องไปกู้มาโอนมรดกก่อนก็เป็นภาระมาก ถ้าขอศาลตั้งผู้จัดการมรดกและค่อยขายไปทีหลัง ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องไม่มีค่าธรรมเนียมโอนมรดก เพราะไม่ต้องโอนมรดกก่อนอีกหนึ่งทอด  แต่โอนขายได้และเอาเงินไปแบ่งให้ทายาทได้เลย  แต่การใช้วิธีนี้ต้องคุ้มกับเงินที่จ้างทนาย(ทนายทั่วไปปกติไม่น่าเกินหนึ่งหมื่นบาท) แต่อย่างไรก็ตามหากเป็นคนจนก็สามารถขอความช่วยเหลือจากอัยการหรือสภาทนายความให้ช่วยได้ (ทุกจังหวัดมีตัวแทนอยู่ ทางอัยการก็ช่วยเหลือได้) อาจเสียค่าใช้จ่ายบ้างแต่ก็น้อยมาก เพราะการร้องศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกไม่ยากเลย  

กรณีอนุมาตรา (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการ
ใด ๆ 

กรณีนี้มักเกิดจากการเขียนพินัยกรรมไม่ถูกต้อง การตั้งผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย  หรือมีข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดกับผู้ที่เป็นผู้จัดการมรดก  ทำให้ไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดกได้ เช่น ตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ  ซึ่งก็เท่ากับว่ามรดกรายนั้นไม่มีผู้จัดการมรดกนั่นเอง   ซึ่งแม้จะเป็นเหตุให้ร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้  แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าต้องร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ขึ้นอยู่ที่ความจำเป็นเป็นเรื่อง ๆ ไปเหมือนกรณีอื่นที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น


5. การโอนมรดกที่มีผู้จัดการมรดก

5.1 กรณีเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม(โดยศาลไม่ได้ตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก)  
ผู้จัดการมรดกสามารถเลือกทำได้สองวิธีคือ

5.1.1  ผู้จัดการมรดกนำพินัยกรรมไปยื่นคำขอจดทะเบียนผู้จัดการมรดก  ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรับคำขอและประกาศมีกำหนด 30 วัน ในวันประกาศจะเสียค่าธรรมเนียมไม่กี่บาท หากไม่มีคนคัดค้านในช่วงประกาศ ก็จดทะเบียนลงชื่อผู้ขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศ ค่าธรรมเนียมตอนจดทะเบียนผู้จัดการมรดกก็เพียง 50 บาท ต่อจากนั้นก็ทำการจดทะเบียนโอนมรดกให้ผู้รับพินัยกรรมต่อไปได้

5.1.2   ผู้จัดการมรดกพร้อมกับผู้รับพินัยกรรมไปสำนักงานที่ดินพร้อมกัน  แล้วผู้จัดการมรดกไม่ยื่นขอจดทะเบียนผู้จัดการมรดกให้เป็นไปตามพินัยกรรม  แต่ทำบันทึกยอมให้ผู้รับพินัยกรรมยื่นคำขอประกาศรับมรดกตามพินัยกรรมไปโดยตรงเลย  (ระเบียบ ข้อ 52/1 (1)  แต่ผู้จัดการมรดกจะไม่ไปพร้อมกับคนรับพินัยกรรมก็ได้  โดยทำหนังสือยินยอมให้คนรับมรดกนำไปมอบต่อเจ้าหน้าที่  ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนบันทึกถ้อยคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป (ตามระเบียบข้อ 52/1(2)  ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการประกาศการขอรับมรดก 30 วันตามปกติต่อไป  หากไม่มีคนคัดค้านก็จดทะเบียนลงชื่อผู้รับมรดกตามพินัยกรรมไปได้เลย  วิธีการนี้จะไม่มีการเสียค่าธรรมเนียมการประกาศการขอจดทะเบียนผู้จัดการมรดกและการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกด้วย   เป็นเรื่องให้ความสะดวกแก่ผู้จัดการมรดกไม่ต้องมาติดต่อดำเนินการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกและโอนมรดกอีกต่อไป 

5.2  กรณีเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล   ผู้จัดการมรดกจะต้องนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกที่สำนักงานที่ดินก่อน  และต้องนำโฉนด ใบมรณบัตรของเจ้ามรดก ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของผู้จัดการมรดก  เจ้าพนักงานที่ดินก็จะจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลลงในโฉนดได้ทันที โดยไม่ต้องประกาศใด ๆ ทั้งสิ้น การจดทะเบียนผู้จัดการมรดก ถือเป็นประเภทไม่มีทุนทรัพย์เสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนเพียงแปลงละ 50 บาท (ค่าคำขอ 5 บาท ค่าพยานสองคน คนละ 10 บาท)  เมื่อจดทะเบียนผู้จัดการมรดกลงในโฉนดแล้วก็มีสิทธิจัดการมรดกที่ดินแปลงนั้นได้ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป  ซึ่งปกติก็จะโอนมรดกให้ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมต่อไปแล้วแต่กรณี   หรือจะขายที่ดินเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ของเจ้ามรดกก็ได้  เพราะหน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกอย่างหนึ่งก็คือใช้หนี้ที่เจ้ามรดกมีอยู่  แล้วถึงจะแบ่งมรดกที่เหลือจากการใช้หนี้ให้แก่ทายาทต่อไป 

6. การโอนมรดกที่ไม่มีผู้จัดการมรดก

6.1. กรณีมีพินัยกรรม

การโอนแบบนี้นอกจากผู้รับพินัยกรรมแล้วคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ  จึงไม่ต้องตกลงหรือแบ่งกับใคร เพราะฉะนั้นถ้าพินัยกรรมไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้  ก็ไม่มีความจำเป็นต้องร้องขอศาลตั้งผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ผู้รับพินัยกรรมก็แค่ไปยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่จะประกาศการขอรับมรดกมีกำหนด 30 วัน หากไม่มีใครคัดค้านในช่วงประกาศ 30 วันนั้น ก็ไปจดทะเบียนโอนมรดกได้เมื่อพ้นกำหนด 30 วันแล้ว (ถ้าผู้เยาว์ที่อายุเยอะพอทำเรื่องเองก็สามารถยื่นคำขอได้  หรือให้พ่อแม่มาแสดงตัวทำเรื่องแทนได้ตามปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งผู้จัดการมรดกเลย เว้นแต่มีความจำเป็นอื่นตามที่อธิบายไว้ในตอนต้นแล้ว)

(ความเห็นของผู้เขียนเกี่ยวกับการไม่ตั้งผู้จัดการมรดก  การรับโอนมรดกที่ดินโดยไม่มีการตั้งผู้จัดการมรดกไว้นั้นมีอยู่จำนวนมาก  ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำได้และมีข้อดีอยู่มากด้วย  คือป้องกันไม่ให้ผู้จัดการมรดกที่ไม่ถูกกับทายาทหรือเป็นคนที่ไม่ดีมาทำหน้าที่นี้  เพราะบ่อยครั้งที่ผู้จัดการมรดกเกียจคร้านไม่ยอมทำหน้าที่ ถ่วงเวลาเพื่อหาประโยชน์จากทายาท หรือกลั่นแกล้งทายาทที่ตนเองไม่ชอบ   ทำให้ทายาทต้องยุ่งยากเกิดความล่าช้าในการรับโอนมรดก    จนถึงอาจต้องมีการร้องให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกก็มี  แต่หากจะตั้งไว้ก็ต้องเลือกตัวบุคคลให้ดี  อย่าตั้งคนที่อาจทะเลาะกับทายาทหรือรู้อยู่แล้วว่าไม่ถูกกับทายาทบางคน  ต้องเป็นคนที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ จากการทำหน้าที่ด้วย) 


6.2 กรณีไม่มีพินัยกรรม

6.2.1. โดยขอรับโอนทั้งแปลง  ซึ่งก็คือการรับโอนมรดกตามที่เจ้ามรดกมีสิทธิอยู่ในที่ดินนั้นทั้งหมด  หมายถึงว่าหากเป็นเจ้าของเพียงคนเดียวก็รับโอนมรดกไปทั้งแปลง  ส่วนหากเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับคนอื่น  ก็คือการรับโอนเฉพาะส่วนทั้งหมดของสิทธิที่เจ้ามรดกมีอยู่ร่วมกับผู้อื่นในที่ดินแปลงนั้น กฎกระทรวงฉบับที่ 24 ข้อ 4 (2) วางแนวทางการโอนมรดกทั้งแปลงโดยไม่มีพินัยกรรมไว้ว่า ในกรณีที่ทายาทบางคนมาขอจดทะเบียนรับมรดกทั้งหมด ถ้าผู้ขอนำทายาทที่แสดงไว้ในบัญชีเครือญาติทุกคนมาให้ถ้อยคำยินยอม(รับมรดกทั้งแปลง) หรือนำหลักฐานการไม่รับมรดกของทายาทดังกล่าวนั้นมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ภายในกำหนดเวลาที่ประกาศ  พนักงานเจ้าหน้าที่จะจดทะเบียนให้ตามที่ผู้ขอแสดงหลักฐานการมีสิทธิตามกฎหมาย  แต่ถ้าผู้ขอไม่สามารถนำทายาทที่แสดงไว้ในบัญชีเครือญาติทุกคนมาให้ถ้อยคำยินยอม  หรือไม่สามารถนำหลักฐานการไม่รับมรดกของทายาทดังกล่าวนั้น มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเวลาที่ประกาศได้  กฎกระทรวงเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินดังกล่าวก็ให้ยกคำขอเสีย   ตัวอย่าง นายดำเจ้ามรดกตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้   มีที่ดินสองแปลง มีลูกสองคนคือ นายแดง และนายเขียว ถ้านายแดงมายื่นคำขอรับโอนมรดกแปลงที่หนึ่งโดยขอรับโอนไปทั้งแปลง นายแดงสามารถทำได้   แต่ต้องให้นายเขียวมาเซ็นยินยอมให้รับโอนมรดกไปคนเดียว (นายเขียวจะทำหนังสือไม่รับมรดกแล้วมอบให้นายแดงนำมามอบให้เจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเองก็ได้ แต่จะต้องนำมามอบในระหว่างช่วงเวลาการประกาศ 30 วันเท่านั้น  หากนำมามอบภายหลังครบกำหนดประกาศแล้ว จะทำไม่ได้ และมีผลทำให้คำขอนั้นต้องถูกยกเลิกโดยผลของกฎหมายโดยอัตโนมัติ)  ในทำนองเดียวกันถ้านายเขียวต้องการรับโอนมรดกอีกแปลงที่เหลือทั้งแปลงเพียงคนเดียว นายเขียวก็ทำได้โดยให้นายแดงเซ็นยินยอมให้นายเขียวรับไปคนเดียว ในกรณีอย่างนี้ทายาทจะตกลงรับโอนลงชื่อทุกคนทุกแปลง หรือจะรับโอนคนละแปลงก็เป็นเรื่องของทายาทจะตกลงกันแบ่งปันกันเอง  แต่ถ้าทั้งนายแดงและนายเขียวต่างไม่ยอมเซ็นให้แก่กัน ก็จะไม่สามารถรับมรดกแปลงละคนได้เลย แต่จะต้องจดทะเบียนลงชื่อทั้งสองคนรับโอนมรดกทั้งสองแปลง  แล้วค่อยไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมทั้งสองแปลง เพื่อถือโฉนดแยกกันไปให้ชัดเจน

6.2.2 โดยรับโอนมรดกที่ดินเพียงบางส่วน (กฎกระทรวงฉบับที่ 24 ข้อ 4(1))  ไม่ได้ขอรับโอนมรดกทั้งแปลง  การขอรับโอนมรดกที่ดินเพียงบางส่วนในงานที่ดินหมายถึง กรณีที่ที่ดินเป็นของเจ้ามรดกคนเดียว (ถ้ามีเจ้าของหลายคนก็จะเรียกว่าโอนมรดกเฉพาะส่วนเพียงบางส่วน) มีทายาทหลายคน แต่มีทายาทมาขอจดทะเบียนรับมรดกตามสิทธิของเขาเพียงบางคนเท่านั้น โดยให้คงส่วนของทายาทอื่นไว้ในนามเจ้ามรดกต่อไป การโอนแบบนี้จึงไม่ได้เป็นการขอรับโอนมรดกทีเดียวทั้งแปลง เช่น ที่ดินแปลงหนึ่งเป็นของ ก. เจ้ามรดกแต่ผู้เดียวโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ มีทายาทคือ ข.ค.ง.   แต่มี ข.หรือ ค. หรือ ง. มายื่นคำขอให้จดทะเบียนลงชื่อของตนตามสิทธิที่แต่ละคนมีอยู่ โดยให้คงส่วนของทายาทอื่นที่ไม่ได้มาขอรับโอนมรดกไว้ในชื่อของเจ้ามรดกต่อไป ความสำคัญที่จะทำให้เรียกว่าเป็นการโอนมรดก(ที่ดิน)เพียงบางส่วนอยู่ที่ว่า  ไม่ว่าจะมีคนรับโอนมรดกไปแล้วกี่คนก็ตาม  แต่ถ้าทายาทยังรับไปไม่ครบทุกคน ส่วนที่ยังไม่มีทายาทมารับนั้นจะคงไว้ในชื่อของเจ้ามรดกต่อไป ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อจดทะเบียนโอนมรดกเพียงบางส่วนแล้ว ในโฉนดจะมีชื่อคนรับมรดกกับเจ้ามรดกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน  ชื่อเจ้ามรดกจะหมดไปก็ต่อเมื่อทายาทมารับโอนครบถ้วนหมดทุกคนแล้วเท่านั้น  จากตัวอย่างที่ยกมา  ถ้าหาก ข. มารับโอนตามสิทธิของตนเพียงคนเดียว ในโฉนดก็จะมีชื่อคนถือกรรมสิทธิ์สองคนคือ นาย ข. และนาย ก.(เจ้ามรดก) ถ้าต่อมาทายาทที่เหลือทยอยมารับโอนส่วนของแต่ละคนจนครบทุกคน ในโฉนดก็จะมีชื่อ ข. ค. ง. เป็นเจ้าของ ส่วนชื่อของ ก.(เจ้ามรดก)ก็จะไม่มีอีกต่อไป 

เหตุใดจึงต้องมีการจดทะเบียนโอนมรดกเพียงบางส่วน   การโอนมรดกแบบนี้มีสาเหตุจากว่าทายาทอาจทะเลาะเบาะแว้งจนไม่มองหน้ากัน ไม่ยอมให้คนยื่นคำขอรับโอนไปทั้งหมดเพียงคนเดียว ไม่ยอมทำอะไรร่วมกันทั้งนั้น ต่างคนก็ต่างมาทำเรื่องของตน โดยไม่ได้ให้ลงชื่อคนอื่นร่วมในคำขอของตนด้วย  ซึ่งทำได้ตามกฎหมายแต่ทายาทไม่ทำกันเพราะทะเลาะกันหรือไม่อาจนำหลักฐานการเป็นทายาทของคนอื่นมามอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้   (ตามกฎหมายการรับโอนมรดกที่ดินนั้น ถ้าทายาทคนหนึ่งมายื่นคำขอโอนมรดก ถ้าเขาจะให้ลงชื่อคนอื่น ๆ รับโอนไปด้วยทุกคน โดยไม่ต้องให้คนอื่นมาเซ็นในคำขอรับโอนด้วยก็ทำได้ โดยแสดงหลักฐานการเป็นทายาทของคนที่จะให้ลงชื่อรับโอนมรดกร่วมด้วย   เจ้าหน้าที่ก็จะประกาศการขอรับโอนมรดกรายนั้น   เมื่อครบกำหนดถ้าไม่มีคนโต้แย้งคัดค้านก็จดทะเบียนโอนมรดกรับร่วมกันได้หมดทุกคน ชื่อเจ้ามรดกก็จะไม่เหลืออยู่ในโฉนดต่อไป) การจดทะเบียนโอนมรดกเพียงบางส่วนนี้แม้ทำให้ทายาทมีชื่อเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องวุ่นวายกับคนอื่นก็จริง  แต่ตราบใดที่ทายาทยังรับมรดกไม่ครบทุกคน การจัดการที่ดินทั้งแปลงจะทำไม่ได้ เพราะยังมีชื่อคนตายเป็นเจ้าของอยู่ การมีคนตายถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ก็จะทำให้แบ่งแยกไม่ได้ เพราะไม่มีคนมาร่วมตกลงเซ็นชื่อด้วย และคนที่รับโอนมรดกก็จะบอกไม่ได้เหมือนกันว่าที่ดินส่วนของตนอยู่ตรงไหนแน่ คนซื้อก็อาจไม่อยากซื้อเพราะไม่รู้แนวเขตที่ดินของคนขาย 

การโอนมรดกเพียงบางส่วนนี้อาจจะมีข้อยุ่งยากขึ้น  หากไม่สามารถนำโฉนดที่ดินจากทายาทคนอื่นที่ไม่ถูกกันมาจดทะเบียนได้ (กรณีอื่นๆ ก็เกิดขึ้นได้ เช่น เอาโฉนดไปให้เจ้าหนี้ยึดไว้  หรือติดจำนองธนาคาร) แต่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81  ได้บัญญัติทางแก้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจเรียกโฉนดมาจดทะเบียนได้ซึ่งจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียกโฉนดในหัวข้อที่ 9


การรับโอนมรดกเพียงบางส่วนกรณีมีพินัยกรรมก็ทำได้เพราะเป็นการรับมรดกตามสิทธิของผู้รับพินัยกรรมที่บางคนมีอยู่ ไม่ได้รับมรดกทั้งหมดของเจ้ามรดก  (เทียบตำตอบกรมที่ดินตาม  2.  ดูหน้า 136-7 คำวินิจฉับกรมที่ดินตามลิ้งค์)

https://www.dol.go.th/registry/DocLib3/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81.pdf

7. การดำเนินการหลังจดทะเบียนผู้จัดการมรดกแล้ว

เมื่อมีการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกลงในโฉนดที่ดินแล้ว การจัดการมรดกต่อไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ตามมาตรา ๑๗๑๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ทายาททั้งหลายย่อมหมดสิทธิที่จะเข้าจัดการมรดกด้วยตัวเอง  ผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งจากศาล ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินอันเป็นมรดกของเจ้ามรดกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินตามบัญชีที่ระบุไว้ต่อศาลหรือไม่ระบุ   เว้นแต่ทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้นั้นเจ้ามรดกได้ตั้งผู้จัดการมรดกคนอื่นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว  ถ้าพินัยกรรมของเจ้ามรดกตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกโดยมีข้อกำหนดพินัยกรรมว่า ในการจัดการมรดกนั้นให้ผู้จัดการมรดกจัดการร่วมกัน   แม้ต่อมาจะได้มีคำสั่งศาลตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม(คือทางกฎหมายถ้าพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมารดกไว้  เขาก็เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว  ไม่จำเป็นต้องไปร้องศาลให้ตั้งซ้ำอีก  แต่จะไปขอให้ศาลตั้งตามที่พินัยกรรมตั้งไว้อีกก็ได้)  อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรม   ถ้าพินัยกรรมตั้งไว้หลายคนและกำหนดว่าต้องจัดการร่วมกัน ถ้าผู้จัดการมรดกคนหนึ่งคนใดตายไปก่อนที่การจัดการมรดกจะแล้วเสร็จ ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ย่อมไม่มีอำนาจจัดการมรดกต่อไป จนกว่าจะมีการแก้ไขเรื่องอำนาจให้เป็นไปตามกฎหมายก่อน (เปรียบเทียบกับฎีกา 1840/2534 ศาลมีคำสั่งตั้ง จ., ม., และ ท. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม ซึ่งตามพินัยกรรมข้อ 4 กำหนดไว้ว่าในการจัดการมรดกนั้นให้ผู้จัดการมรดกจัดการมรดกร่วมกัน ดังนั้น อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกจึงต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมคือต้องจัดการร่วมกัน ถ้าผู้จัดการมรดกคนหนึ่งคนใดตาย คนที่เหลืออยู่ย่อมไม่มีอำนาจจัดการมรดกต่อไป) (ระเบียบ ข้อ 47) เช่น ขอศาลตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่ม เพราะเหตุผู้จัดการมรดกไม่สามารถจัดการมรดกได้ หรือเพราะเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก (ตามอนุมาตรา 2)  ในการดำเนินการจดทะเบียนใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน   ผู้จัดการมรดกทุกคนต้องมาร่วมดำเนินการด้วยกันเว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น กรณีที่ผู้จัดการมรดกบางคนไม่เห็นด้วย  แต่ผู้จัดการมรดกที่มาขอดำเนินการเป็นผู้จัดการมรดกส่วนข้างมาก ก็ดำเนินการในนามของผู้จัดการมรดกทั้งคณะได้ การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก หากมีรายงานการประชุมผู้จัดการมรดก หรือปรากฏหลักฐานว่าได้มีการแจ้งไปยังผู้จัดการมรดกทุกคนได้ทราบแล้ว มีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมากถือเป็นเสียงข้างมากแล้ว แต่ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการแจ้งให้ผู้จัดการมรดกทุกคนได้ทราบถึงการจัดการมรดก   ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกตามเสียงข้างมาก  ก่อนดำเนินการตามคำขอ เจ้าหน้าที่ก็จะสอบสวนให้ได้ความชัดเจนก่อนดำเนินการต่อไปตาม

การจัดแบ่งมรดกโดยพินัยกรรมลักษณะทั่วไป ผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาทได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กันอย่างไร เช่น กรณีพินัยกรรมมิได้กำหนดเจาะจงให้บุคคลใดได้รับทรัพย์สินเฉพาะอย่าง หรือให้ได้รับทรัพย์สินทั้งหมดร่วมกัน อย่างเช่นกำหนดไว้เพียงลอย ๆ ว่าให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของใครบ้างเท่านั้น ซึ่งถือเป็นพินัยกรรมลักษณะทั่วไป ตามมาตรา ๑๖๕๑ (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องโอนทรัพย์สินหรือที่ดินแต่ละแปลงให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมทุกคนรับร่วมกัน  แต่จะแยกแปลงกันก็ได้  คือจะต้องให้ทุกคนได้รับมรดกโดยเป็นธรรม  และสามารถตกลงกันเองได้   เจ้าหน้าที่ไม่มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกว่าจัดแบ่งอย่างไร   และปกติผู้จัดการมรดกสามารถทำนิติกรรมใด ๆ อันอยู่ในหน้าที่จัดการมรดกได้ แต่บางกรณีจะทำไม่ได้ ได้แก่

7.1 การทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งผู้จัดการมรดกมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรมได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล เช่น ผู้จัดการมรดกต้องการขายที่ดินเพื่อเอาเงินมาแบ่งให้ทายาท กรณีแบบนี้ผู้จัดการมรดกจะเข้าซื้อเองไม่ได้ และจะขายให้แก่ผู้จัดการมรดกร่วมก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่การที่ผู้จัดการมรดกทำการโอนที่ดินให้แก่ตนเองเพราะตนเองก็เป็นทายาทโดยธรรมหรือเป็นผู้รับพินัยกรรมนั้นทำได้  เพราะไม่ใช่เป็นการทำนิติกรรม แต่เป็นการจดทะเบียนสิทธิที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย (ได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม)ให้ปรากฏในทะเบียนที่ดินเท่านั้น และในกรณีจัดการมรดกที่ไม่มีพินัยกรรมและมีทายาทเป็นผู้เยาว์  การจะจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยผู้จัดการมรดกนั้นจะมีส่วนได้รับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก และไม่ถือว่าเป็นการประนีประนอมยอมความกับทายาท ดังนั้น ผู้จัดการมรดกจะขอโอนมรดกลงชื่อทายาทผู้มีสิทธิเพียงคนใดคนหนึ่งโดยไม่ลงชื่อผู้เยาว์ด้วยนั้น ย่อมดำเนินการได้ (ระเบียบ ข้อ 52(1)  คือบางแปลงให้ผู้เยาว์บางแปลงไม่ให้ก็ได้ 

ที่กล่าวมานั้นเป็นแง่ทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะไม่ขัดขวางการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก  นั่นก็คือจะยอมให้ผู้จัดการมรดกไปตามนั้นได้ แต่ผู้จัดการมรดกก็ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อทายาทตามกฎหมาย  หากว่ากระทำการนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อทายาทคนใดคนหนึ่ง  ก็ย่อมถูกทายาทฟ้องร้องได้ แต่หากไม่มีใครฟ้องร้องสิ่งที่ทำไปแล้วนั้นก็มีผลตามกฎหมายต่อไป

7.2 ทำผิดจากที่พินัยกรรมกำหนดไว้ เช่น เจ้ามรดกยกที่ดินแปลง ก. ให้เป็นของนายแดงแต่ผู้เดียว กรณีอย่างนี้จะเอาไปขายเพื่อนำเงินมาให้นายแดงไม่ได้   แต่ถ้านำไปขายเพื่อเอาไปใช้หนี้กองมรดก เนื่องจากเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์สินอื่นอยู่เลย อย่างนี้ทำได้เพราะเป็นการใช้หนี้กองมรดก ซึ่งกฎหมายแพ่งบัญญัติว่าต้องดำเนินการก่อนที่จะจัดการแบ่งหรือโอนให้ทายาท  อีกตัวอย่างหนึ่ง กรณีที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมว่าให้นำทรัพย์มรดกไปจัดตั้งมูลนิธิ แต่ผู้จัดการมรดกประสงค์จะขายทรัพย์มรดก เพื่อนำเงินไปจัดตั้งมูลนิธิแทน อย่างนี้ทำไม่ได้เพราะไม่ตรงตามเจตนาของเจ้ามรดก

7.3 กรณีที่ศาลตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน แสดงว่าศาลไม่ประสงค์ให้จัดการมรดกลำพังคนเดียว ดังนั้น หากผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งไม่เต็มใจจะจัดการมรดกหรือตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือไม่มีอำนาจจะจัดการมรดกตามลำพังได้  หากผู้จัดการมรดกที่เหลือจะจัดการมรดกต่อไป จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงจะจัดการมรดกต่อไปได้  ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 461/2514

7.4 กรณีที่ผู้จัดการมรดกขายที่ดินกองมรดก ซึ่งมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมมีเพียงคนเดียว ผู้จัดการมรดกจะอ้างความจำเป็นเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท โดยไม่โอนมรดกให้แก่ทายาทก่อนไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าทายาทผู้นั้นจะยินยอมให้ขายได้หรือไม่ก็ตามเพราะการแบ่งปันให้แก่ทายาทนั้นจะต้องเป็นกรณีที่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมมีหลายคน (ระเบียบ ข้อ 51(5))  

7.5 ผู้จัดการมรดกขอจดทะเบียนขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกได้ ไม่ว่าเป็นมรดกมีพินัยกรรมหรือไม่มี  และไม่ว่าผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม จะมีเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม  ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจที่จะขายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกได้  แต่จะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าจะเอาทรัพย์ใดออกชำระหนี้ก่อน  และไม่จำเป็นต้องให้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกให้ถ้อยคำยินยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนมรดกด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมนั้นจะเป็นผู้เยาว์หรือไม่ก็ตาม  เพราะหน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือการรวบรวมทรัพย์มรดก จัดการใช้หนี้ของเจ้ามรดก  เมื่อมีเหลือจากใช้หนี้แล้วถึงจะจัดการแบ่งให้แก่ผู้รับมรดก (ระเบียบ ข้อ 53 (2)

8. ปัญหาผู้จัดการมรดกตาย มีการเปลี่ยนผู้จัดการมรดก หลังจดทะเบียนผู้จัดการมรดกแล้ว

ถ้าตั้งผู้จัดการมรดกแล้วถ้าศาลเพิกถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ก็จด ทะเบียน “เปลี่ยนผู้จัดการมรดก” แต่ถ้าคนเดิมตายและศาลตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ก็ให้คนใหม่ไปจดในประเภท “โอนเปลี่ยนนามผู้จัดการมรดก” กรณีที่ได้จดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว  ต่อมาผู้จัดการมรดกแบบมีคนเดียวหรือแบบมีหลายคน แล้วแต่กรณี  เกิดตายหมดทุกคนและทายาทโดยธรรมหรือทายาทตามพินัยกรรมไม่ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นใหม่อีก  แต่ประสงค์จะขอจดทะเบียนโอนมรดกโดยไม่มีผู้จัดการมรดกตามมาตรา ๘๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก็ไปขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนในประเภท “เลิกผู้จัดการมรดก” แล้วยื่นคำขอประกาศรับโอนมรดกโดยตรงต่อไปตามปกติ  (ระเบียบข้อ 39(5) และข้อ 50)  เพราะอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวเมื่อตายไปก็เป็นอันสิ้นสุดลง และการที่จะรับโอนมรดกใด ๆ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องทำโดยผู้จัดการมรดก  ถ้าทายาทไม่ต้องการให้มีผู้จัดการมรดกอีกต่อไป ก็ไม่ต้องร้องศาลขอตั้งผู้จัดการมรดก แต่ทายาทรับโอนกันตามลำพังได้

9. การเรียกหนังสือแสดงสิทธิที่คนอื่นยึดไว้มาจดทะเบียนโอนมรดก

ปกติในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยทั่วไป เช่น การจดทะเบียนขาย ให้ จำนอง เช่า  เจ้าของที่ดินมีหน้าที่ต้องนำโฉนดมาจดทะเบียน  หากโฉนดอยู่ในความยึดครองของผู้อื่น เช่น ผู้รับจำนอง  ก็ต้องไปเอามาจดทะเบียนให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องฟ้องร้องกันต่อไป เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจไปเรียกให้คนที่ยึดถือโฉนดไว้นำมามอบให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่สำหรับการจดทะเบียนเกี่ยวกับการโอนมรดกเฉพาะตามมาตรา 81 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่อยู่กับคนอื่นมาจดทะเบียนได้ 

หลักในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในเบื้องต้นมีว่า  ถ้าผู้ขอรับมรดกไม่สามารถนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมายื่นพร้อมกับคำขอได้  และไม่ทราบเครื่องหมายที่ดิน(เช่น เลขโฉนดที่ดิน)แปลงที่จะขอจดทะเบียนมรดก เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ขอยื่นคำขอตรวจหลักฐานที่ดินนั้นเสียก่อน ในกรณีที่ทราบเครื่องหมายที่ดินที่จะขอรับมรดก  เมื่อได้ตรวจสอบกับหลักฐานที่ดินแปลงนั้นได้ก็ดำเนินการไปได้ ในกรณีที่นำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมายื่นไม่ได้เพราะเป็นอันตรายหรือสูญหาย  ผู้ขอโอนมรดกก็ขอออกใบแทนได้  โดยจะทำเรื่องประกาศขอจดทะเบียนมรดกและการขอออกใบแทน(ในกรณีที่ต้องประกาศ เช่นโฉนดสูญหาย) แยกเป็นสองเรื่อง   แล้วบันทึกถ้อยคำผู้ขอให้จัดการนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นมายื่นในวันจดทะเบียน แต่ถ้าในวันนัดจดทะเบียนก็ยังไม่สามารถนำมาได้อีก เจ้าหน้าที่ก็จะเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจากผู้ยึดถือมาดำเนินการต่อไป (ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ขอจะต้องแจ้งที่อยู่ของคนยึดถือโฉนดด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ย่อมไม่รู้ได้หากผู้ขอไม่แจ้งให้ทราบ)

ในการเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เจ้าหน้าที่จะเรียกก็ต่อเมื่อเรื่องที่ขอจดทะเบียนนั้นพร้อมที่จะจดทะเบียนได้ โดยเจ้าหน้าที่จะมีหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับถึงผู้ยึดถือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ให้นำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมามอบต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่กำหนด แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียก  เมื่อครบกำหนดตามที่เรียกให้ส่งหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  และมีหลักฐานการได้รับหนังสือของผู้ยึดถือแล้ว แต่ผู้ยึดถือไม่ส่งหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่  และไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบภายในกำหนด เจ้าหน้าที่สามารถแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานต่อไปได้ (ระเบียบ ข้อ 17)  
https://www.dol.go.th/registry/Documents/5460.pdf    

ถ้าผู้ยึดถือนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาให้จดทะเบียน เมื่อจดเสร็จแล้วก็จะให้คืนแก่ผู้ที่นำมามอบรับไปในวันจดทะเบียนนั้น จะไม่มอบให้คนรับโอนมรดก(คือเจ้าหน้าที่จะไม่ตัดสินว่าใครมีสิทธิยึดถือไว้ดีกว่ากัน  แต่ดูจากว่าใครนำมามอบก็คืนให้เขาไปเก็บตามเดิม แต่ถ้าเขาไม่ต้องการรับคืนก็เป็นเรื่องของเขา   การยึดหลักการนี้มีส่วนช่วยให้คนยึดถือไว้นำมามอบเพื่อให้จดทะเบียนได้มีความมั่นใจว่าหากจดทะเบียนแล้วเจ้าหน้าที่จะคืนให้เขาไป  เพราะหากไม่ใช้หลักการนี้เขาก็อาจไม่นำส่งมอบเลยก็ได้ และทำให้การจดทะเบียนโอนมรดกที่เป็นจุดประสงค์หลักต้องขัดข้องเสียเวลาไป   ส่วนการจะฟ้องร้องกันอย่างไรก็เป็นเรื่องของคู่กรณี  เพราะว่าการยึดถือไว้บางครั้งก็มีสิทธิทำได้หรือทำไม่ได้   แต่เจ้าหน้าที่ไม่ใช่ผู้ตัดสินต้องให้ศาลตัดสิน  ซึ่งบางกรณีการที่ผู้ยึดถือไว้ไม่ส่งมอบบางครั้งมีเหตุผลเจ้าหน้าที่ก็ต้องรับฟังและบางครั้งก็ไม่เรียกมาจดทะเบียนได้  เพราะอำนาจที่จะเรียกตามมาตรา 81 นี้ไม่ได้บังคับให้ต้องทำทุกครั้งไป  ต้องดูข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบด้วย


ในกรณีผู้จัดการมรดกขอจดทะเบียนผู้จัดการตามมาตรา 82 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่นำโฉนดมาเอง  เจ้าหน้าที่จะไม่มีอำนาจเรียก  คือถึงเรียกไปถ้าคนยึดไว้ไม่มอบให้ก็ทำอะไรไม่ได้ เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับคนยึดถือโฉนดได้

10. การโอนมรดกสิทธิอื่น ๆ และอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นก็มีได้

การโอนมรดกไม่ได้มีเฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเท่านั้น แต่สิทธิบางอย่างที่มีอยู่เหนือที่ดินก็สามารถโอนมรดกได้ เช่น สิทธิของผู้รับจำนอง  สิทธิเหนือพื้นดิน (ป.พ.พ.มาตรา 1411 กำหนดให้รับโอนมรดกได้ แต่ถ้าได้กำหนดไว้ในนิติกรรมก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินว่าไม่ให้มีการรับมรดกสิทธิเหนือพื้นดิน ก็จะมีการรับโอนมรดกสิทธิเหนือพื้นดินไม่ได้)นอกจากนี้ยังมีการโอนมรดกในอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ นอกจากที่ดินได้ เช่น บ้านพักอาศัยอย่างเดียวไม่รวมที่ดิน ซึ่งมีได้ เช่น เจ้าของที่ดินจดทะเบียนให้ผู้อื่นมีสิทธิเหนือพื้นดิน โดยให้ผู้อื่นนั้นปลูกบ้านในที่ดินของตนและยอมให้ผู้นั้นมีกรรมสิทธิ์ในบ้านแยกจากที่ดินของตนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1410) และทำให้บ้านนั้นไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินแต่อย่างใด (ป.พ.พ. มาตรา 146)ในการโอนมรดกบ้านเช่นนี้ เจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐาน เช่น ใบขออนุญาตปลูกสร้าง หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของเจ้ามรดกจริง เพื่อประกอบการพิจารณาในการจดทะเบียนมรดกด้วย เมื่อสอบสวนพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นดังกล่าวเป็นของเจ้ามรดกจริง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้ตามที่ผู้ขอแสดงหลักฐานการมีสิทธิตามกฎหมายต่อไป การจดทะเบียนโอนมรดกอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพียงอย่างเดียว จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนแบบโฉนดที่ดินให้เจ้าของบ้านยึดถือไว้ เพราะไม่เคยมีการออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในบ้านแต่อย่างใด  เมื่อเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนมรดกแล้ว ถ้าผู้ขอต้องการหลักฐาน เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ขอยื่นคำขอคัดสำเนารายการจดทะเบียนมรดกในทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ (ท.อ.๑๓) แล้วเจ้าหน้าที่จะคัดหรือถ่ายสำเนาเอกสารและรับรองสำเนาให้ โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมค่าคัดและรับรองสำเนาตามกฎหมาย
 
11. การประกาศ ส่งประกาศ และการนับวันประกาศ

การยื่นคำขอรับโอนมรดกที่ดินและจดทะเบียนผู้จัดการมรดกต้องมีการประกาศให้ประชาชนทราบก่อนมีกำหนด 30 วัน  จะมียกเว้นไม่ต้องประกาศก่อนคือกรณีการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล   และการโอนมรดกหลังจากจดทะเบียนผู้จัดการมรดกไว้แล้ว เมื่อประกาศครบ 30 วันแล้ว  หากไม่มีคนคัดค้านก็สามารถจดทะเบียนตามที่ขอได้ ในกรณีที่ต้องมีประกาศนั้นส่วนใหญ่เป็นการปิดประกาศในสถานที่ราชการ เช่น ที่สำนักงานที่ดิน ที่ทำการเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่ทำการกำนัน ซึ่งสำนักงานที่ดินจะมีหนังสือนำส่งให้หน่วยงานตามสถานที่ดังกล่าวเป็นผู้ปิดประกาศโดยไม่ต้องเสียเงินค่าปิดประกาศ   และตามกฎหมายจะต้องปิดประกาศการขอรับโอนมรดกในตัวแปลงที่ดินด้วย  การไปปิดในที่ดินนี้ผู้ขอรับโอนจะเป็นคนไปปิดเองไม่ได้  แต่จะให้กำนัน(ผู้ใหญ่บ้าน)ไปปิดประกาศและรายงานการปิดประกาศในหางประกาศแล้วให้ผู้ขอนำมามอบให้สำนักงานที่ดิน และตามกฎหมายผู้ขอต้องให้ค่าปิดประกาศแก่ผู้ไปปิดจำนวน 10 บาท เป็นค่าป่วยการในการไปปิดประกาศ (ซึ่งในยุคนี้อาจเห็นว่าไม่คุ้มค่าเสียเวลาและการเดินไปปิดเพราะบางทีอยู่ไกลเข้าลำบาก)

วิธีการนับวันปิดประกาศ

การนับวันปิดประกาศว่าจะครบกำหนด 30 วันเมื่อใด ให้เริ่มนับ 1 ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นของวันปิดประกาศฉบับหลังสุดเป็นต้นไป เช่น ปิดที่สำนักงานที่ดินวันที่ 5 เมษายน ปิดที่อำเภอวันที่ 6 เมษายน แต่ไปปิดที่ที่ดินเป็นที่สุดท้ายในวันที่ 7 เมษายน อย่างนี้เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน จะไปครบกำหนด 30 วันในวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งจะมาจดทะเบียนโอนมรดกได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม เป็นต้นไป แต่ถ้าวันที่ 7 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการ จะต้องนับวันที่ 8 พฤษภาคม เป็นวันครบ 30 วัน และจะมาจดทะเบียนได้ในวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป  การนับวันนี้ต้องนับให้ดีเพราะจะมีบ่อยครั้งที่คนขอรับโอนมรดกมาติดต่อขอโอนมรดกก่อนวันครบกำหนดทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ

การส่งประกาศให้ทายาท

ตามกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือส่งประกาศให้กับบุคคลที่ผู้ขอแจ้งว่า
เป็นทายาททุกคนทราบเท่าที่สามารถจะทำได้   พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำหนังสือส่งประกาศแจ้งให้ทายาทผู้มีสิทธิควรได้รับมรดก ตามที่ปรากฏในบัญชีเครือญาติเท่านั้น ในการนี้พนักงานเจ้าหน้าที่จะสอบถามผู้ขอ พร้อมทั้งบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า ผู้ขอจะเป็นผู้นำหนังสือและประกาศไปส่งเองหรือจะขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ส่งให้ ถ้าผู้ขอจะเป็นผู้นำส่งเอง เจ้าหน้าที่ก็ให้ผู้ขอลงนามรับหนังสือและประกาศไป และเมื่อผู้ขอได้นำส่งให้ทายาทอื่นแล้ว ให้นำใบรับของทายาทนั้น ๆ มามอบต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการจดทะเบียน  ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ส่งจะจัดการส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ   แต่จริง ๆ ในเรื่องนี้ไม่ค่อยได้มีการปฏิบัติบ่อยนักเพราะทายาทมักมายื่นคำขอหรือมาเซ็นไม่รับมรดกพร้อมกันทุกคน  หรือถ้าไม่มาเพราะไม่ต้องการรับมรดก ก็มักทำหนังสือไม่รับมรดกมามอบต่อเจ้าหน้าที่ จึงมักไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบว่ามีการขอรับมรดกอีกแต่อย่างใด

12. การรับคำขอโต้แย้งและการเปรียบเทียบมรดก

ในระหว่างประกาศขอรับโอนมรดก อาจมีคนโต้แย้งการขอรับโอนมรดกได้ แต่เนื่องจากเป็นการขอรับโอนมรดก ผู้มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านการขอรับมรดกจึงต้องเป็นทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดก ซึ่งต้องเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่ทายาทแล้วจะมาขอโต้แย้งไม่ได้ เช่น คนที่อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จะมาโต้แย้งการรับมรดกไม่ได้  ได้แต่จะร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

พระภิกษุมาขอรับมรดกหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อขอรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมก็ทำได้ไม่เป็นการต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๒๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถรับคำขอไว้ดำเนินการตามกฎหมายได้ตามปกติ   โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะสอบสวนถึงสิทธิการรับมรดกของผู้โต้แย้ง โดยสอบสวนทำนองเดียวกับการสอบสวนผู้ขอจดทะเบียนรับโอนมรดก เมื่อครบกำหนดประกาศแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่จะสอบสวนเปรียบเทียบเป็นหนังสือ ให้ผู้ขอและผู้โต้แย้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยจัดส่งหนังสือโดยทางไปรษณีย์ตอบรับ  

วิธีการเปรียบเทียบจะเป็นดังนี้ เมื่อผู้ขอและผู้โต้แย้งได้มาพร้อมกันตามกำหนดนัด เจ้าหน้าที่จะแจ้งคำขอและคำโต้แย้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบ แล้วชี้แจงถึงสิทธิของผู้ขอและผู้โต้แย้งอันจะพึงมีตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่  ถ้าตกลงกันได้ก็จะจัดทำบันทึกข้อตกลงไว้ในแบบบันทึกถ้อยคำ ให้ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ถ้าข้อตกลงนั้นชอบด้วยกฎหมาย ก็ดำเนินการไปตามข้อตกลงนั้นได้ ถ้าคู่กรณีตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็สอบสวนคู่กรณี พยานบุคคลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร  แล้วจะสั่งการไปตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย โดยสั่งไว้ด้วยว่า ถ้าฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งฝ่ายนั้นต้องไปฟ้องร้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และต้องนำหลักฐานการยื่นฟ้องพร้อมสำเนาคำฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับมรดกมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเวลาดังกล่าวด้วย หากไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการไปตามที่สั่งการไว้  ถ้าผู้ขอหรือผู้โต้แย้งมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดนัดแต่เพียงฝ่ายเดียว  ก็ถือได้ว่าคู่กรณีไม่อาจตกลงกันได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการเปรียบเทียบสั่งการโดยถือเอาหลักฐานที่มีอยู่เป็นหลักในการพิจารณาได้ตามที่เห็นสมควร  เสร็จแล้วจะแจ้งให้ผู้ขอหรือผู้โต้แย้งที่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดนัดทราบ   

ส่วนกรณีผู้ขอหรือผู้โต้แย้งที่ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็จะส่งหนังสือแจ้งไปให้ทราบในทำนองเดียวกัน  เมื่อฝ่ายที่ไปฟ้องได้นำหลักฐานการยื่นฟ้องพร้อมสำเนาคำฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับมรดกต่อศาลมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ก็จะระงับการจดทะเบียนไว้  ถ้าไม่นำหลักฐานที่ฟ้องร้องภายในกำหนดดังกล่าวมาแสดง ก็ดำเนินเรื่องตามที่ได้สั่งการไว้ต่อไป 

ในกรณีที่คู่กรณีได้ทราบคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ พนักงานเจ้าหน้าที่จะบันทึกการที่ผู้ขอหรือผู้โต้แย้งไม่ยอมลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน พร้อมด้วยพยานรู้เห็น สำหรับกรณีที่ทั้งผู้ขอและผู้โต้แย้งไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดนัด เจ้าหน้าที่จะทำหนังสือนัดคู่กรณีมาทำการสอบสวนเปรียบเทียบอีกครั้งหนึ่ง โดยแจ้งกำหนดวัน เวลาและสถานที่ที่จะสอบสวนเปรียบเทียบให้ผู้ขอและผู้โต้แย้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และจะมีการระบุไปด้วยว่า ถ้าผู้ขอและผู้โต้แย้งไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อสอบสวนเปรียบเทียบตามกำหนดและมิได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ  พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยกเลิกเรื่องขอจดทะเบียนมรดกนั้นเสีย   แล้วเก็บเรื่องเข้าสารบบที่ดินแปลงนั้น  (ต้องเข้าใจไว้ว่าการทำเรื่องต่าง ๆ ที่สำนักงานที่ดินนั้นเขาจะเก็บไว้เป็นหลักฐานตลอดไป เพื่อจะได้ใช้พิสูจน์ความผิดในกรณีมีการแจ้งเท็จหรือเป็นหลักฐานว่าเคยมาทำเรื่องอะไรไว้   (การพิพาทเมื่อมีการรังวัดเช่นกันก็เก็บไว้เช่นกัน )) จะได้ช่วยให้คนที่จะทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินนั้นได้รู้ว่ามีปัญหาอะไรมาก่อนจะได้ระวังไม่เข้าทำสัญญาด้วย   และพนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองให้ผู้ขอทราบเพื่อให้ดำเนินการ(ฟ้อง)ทางศาลปกครองได้  หากเห็นว่าเจ้าหน้าที่สั่งการไม่ถูกต้อง

ในกรณีที่ทายาทได้ยื่นฟ้องต่อศาลหรือทายาทอื่นซึ่งมีสิทธิได้รับมรดก  ได้ฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกต่อศาล ก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการได้มาโดยทางมรดก เมื่อผู้นั้นนำหลักฐานการยื่นฟ้อง พร้อมสำเนาคำฟ้องมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่จะลงบัญชีอายัด และหมายเหตุกลัดติดไว้ในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับสำนักงานที่ดินและสารบบที่ดินเป็นการชั่วคราวว่า “ที่ดินแปลงนี้ได้มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับมรดกต่อศาลตามคำฟ้องศาล................................คดีหมายเลขดำที่.............................ลงวันที่...........................ให้ระงับการจดทะเบียนไว้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด” และเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดประการใดก็ให้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น   หากมีผู้ขอโต้แย้งภายหลังวันครบกำหนดประกาศ เจ้าหน้าที่จะไม่รับคำโต้แย้งไว้ดำเนินการให้ได้  เนื่องจากประกาศครบกำหนดตามกฎหมายแล้ว

13. ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการโอนมรดก

ขั้นตอนการประกาศรับมรดก เสียค่าคำขอแปลงละ 5 บาท ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ไปปิดประกาศแปลงละ 10 บาท ถ้าให้มีพยานด้วยก็เพิ่มอีกคนละ 10 บาท

ขั้นตอนจดทะเบียน ถ้าจดทะเบียนผู้จัดการมรดก เลิกผู้จัดการมรดก เปลี่ยนตัวผู้จัดการมรดก แปลงละ 50 บาท ส่วนตอนจดทะเบียนโอนมรดกคิดร้อยละ 50 สตางค์โดยคิดจากราคาประเมินของทางราชการในกรณีโอนระหว่างบุพพการีกับผู้สืบสันดาน และระหว่างสามีภรรยา ส่วนกรณีระหว่างคนอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว เก็บร้อยละ 2 ของราคาประเมินของทางราชการ ในการจดทะเบียนโอนมรดกบางส่วน จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามที่ผู้ขอได้แสดงการมีสิทธิในบันทึกการสอบสวนโดยคิดเฉลี่ยตามส่วนที่ขอรับมรดก ตามหลักเกณฑ์และอัตราข้างต้น


สรุป ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน

* ค่าคำขอ แปลงละ ๕ บาท
* ค่าประกาศมรดก แปลงละ ๑๐ บาท
* ค่าจดทะเบียนผู้จัดการมรดก แปลงละ ๕๐ บาท
* ค่าจดทะเบียนโอนมรดก ร้อยละ ๒ ตามราคาประเมินทุนทรัพย์
* ในกรณีโอนมรดกระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือระหว่างคู่สมรส เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ร้อยละ 50 สตางค์


14. คำแนะนำเกี่ยวกับสอบถามเรื่องการโอนมรดก

เมื่อมีปัญหาใดๆ เกี่ยวข้องกับการขอรับโอนมรดก วิธีการดีที่สุดคือไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ว่าต้องทำอย่างไร ปกติที่สำนักงานที่ดินจะมีผู้ให้คำแนะนำประจำอยู่แล้ว ถ้าไม่เข้าใจก็ถามคนอื่นดูอีกได้ แต่ถ้ากลัวว่าจะโดนว่าไม่เชื่อเขา ก็ไปถามที่สำนักงานที่ดินแห่งอื่น หรือโทรไปถามที่กรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินอื่น ๆ ได้ ไม่ควรไปสอบถามทนายความก่อนถามสำนักงานที่ดิน  เพราะเหตุว่าทนายความไม่ใช่ผู้ปฏิบัติโดยตรง เขาไม่มีความรู้ความชำนาญ
ในเรื่องวิธีการรับมรดกที่ดินพอ  เพราะมีการออกกฎกระทรวง ระเบียบกรมที่ดินรองรับการโอนมรดกแทบจะทุกรูปแบบอยู่แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะทำตามนั้นโดยเคร่งครัด และเขาไม่กลัวถูกฟ้องจนไม่กล้าทำให้อย่างแน่นอน ถ้าหากคนขอรับโอนมีสิทธิตามกฎหมายจริง เพราะถ้าสามารถแสดงหลักฐานว่ามีสิทธิรับมรดกจริง เจ้าหน้าที่ก็รับเรื่องและทำการประกาศ เมื่อครบกำหนดประกาศ ไม่มีคนคัดค้านเขาก็โอนให้ตามนั้น ก็ไม่ต้องรับผิดเพราะทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ หากจะมีการทำหลักฐานเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือมีการปิดบังทายาทก็เป็นเรื่องของคนที่มายื่นคำขอต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาเอง เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ



 


Create Date : 12 พฤษภาคม 2551
Last Update : 23 กันยายน 2563 18:41:47 น. 154 comments
Counter : 22811 Pageviews.  

 
Good info, thank you ka.


โดย: CrackyDong วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:34:17 น.  

 
ขอขอบคุณผู้เขียนมากครับ มีประโยชน์มากๆ


โดย: ทานิน IP: 202.28.248.166 วันที่: 19 สิงหาคม 2551 เวลา:13:59:17 น.  

 
ขอบคุณมากคะ


โดย: มิ้นกับน้ำ วันที่: 21 พฤศจิกายน 2551 เวลา:22:41:40 น.  

 
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ


โดย: ตังเตจัง IP: 58.10.204.13 วันที่: 13 มกราคม 2552 เวลา:12:05:14 น.  

 
ขอบคุณมากๆครับได้ประโยชน์มากๆเลยครับ


โดย: เจน IP: 58.9.27.25 วันที่: 30 เมษายน 2552 เวลา:15:18:22 น.  

 
กรณีบิดาเสียชีวิต มารดารับมรดกที่ดิน ขอทราบว่า
เมื่อเปลี่ยนชื่อจากบิดามาเป็นมารดา ต้องเสียค่าใช้
จ่ายเท่าไร (กรณีที่ดินเปล่า 70 ตรว. ราคาประเมิน
ตรว.ละ 6,000 บาท) ท่านใดความรู้หรือทราบในเรื่องนี้กรุณาให้ความกระจ่างด้วยครับ ขอบคุณมากครับ


โดย: ธเนตร โภคะละ IP: 124.121.7.226 วันที่: 10 สิงหาคม 2552 เวลา:17:21:49 น.  

 
ภรรยารับโอนมรดกจากสามีที่ชอบด้วยกฎหมาย
คิดร้อยละ 50 สตางค์จากราคาประเมินของบ้านและที่ดินที่รับโอน


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 11 สิงหาคม 2552 เวลา:9:49:01 น.  

 
ทายาทถ้าไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรมโดยผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งให้


โดย: ann IP: 86.76.254.126 วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:15:52:04 น.  

 
ผู้จัดการมรดกไม่โอนให้ตามพินัยกรรมก็ต้องฟ้องผู้จัดการอย่างเดียวเลย
ก่อนฟ้องก็พูดจากันดี ๆ ก่อน เพราะให้เขารู้ว่าเขามีหน้าที่โอนให้อย่างเดียว
ไม่มีสิทธิบ่ายเบี่ยง เว้นแต่คนตายมีหนี้สินมากต้องชดใช้หนี้ก่อน ก็เลยไม่เหลือ
ให้ทายาท แต่ตามกฎหมายจะมีบอกว่าให้เอาอะไรไปใช้หนี้ก่อน มันมีลำดับของมัน แต่คุณถามมาไม่กระจ่าง ที่จริงจะไม่ตอบแล้วเพราะ
ตั้งคำถามแบบไม่ได้ถามว่าจะต้องการอะไร เขียนแบบเปรยๆ ยังไม่จบกระแสความ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 10 ตุลาคม 2552 เวลา:5:11:18 น.  

 
เจ้าของมรดก (ไม่ได้ทำพินัยกรรมก่อนตาย) ไม่มีบุตร ไม่มีพ่อแม่ คงเหลือแต่พี่น้อง มีบัญชีเงินฝาก และมีชื่อหลานซึ่งเป็นลูกจองน้อง) ร่วมในบัญชีเงินฝากนั้นด้วย (แต่เงินในบัญชีเป็นของเจ้าของมรดกทั้งหมด)

เมื่อเจ้าของมรดกตาย เงินในบัญชีจะเข้าสู่กองมรดกจำนวนเท่าใดครับ


โดย: Tee IP: 203.146.112.235 วันที่: 12 ตุลาคม 2552 เวลา:10:27:18 น.  

 
ชื่อบัญชีร่วม เรื่องนี้ไม่แน่ใจ โดยหลักถ้าเป็นของคนตายจริงมันก็เป็นมรดกทั้งหมด
แต่คงต้องพิสูจน์ตามข้อเท็จจริงก่อน เวลาเปิดบัญชีทำกันอย่างไร
มีสิทธิเบิกด้วยกันใช่หรือไม่ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ไม่ขอตอบดีกว่า
มันอยู่ที่ข้อเท็จจริง เพราะไม่มีกฎหมายสันนิษฐานเรื่องบัญชีเงินฝาก


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:13:43:11 น.  

 
ขอเรียนถามดังนี้

1 เจ้าของมรดก(พ่อ) ตายไป 2 ปี แต่ยังไม่มีการแจ้งใดๆ แก่ที่ดินท้องถิ่น เพราะเอกสารโฉนดอยู่ที่ ธกส

เคยติดต่อทาง ธกส แล้ว เค้าบอกว่าถ้าพ่อตาย ต้องจ่ายเงินกู้ทั้งหมดทีเดียว แต่ถ้ายังไม่พร้อมจ่าย ใม่ต้องยื่นเอกสารมรณะบัตร แต่ให้ชำระตามปกติทุกปี

คำถามค่ะ ถ้าจะดำเนินการทุกอย่างตอนนี้ จะสายไปไหมค่ะ เพราะประเด็นคือ มีลูก 5 คน(ดิฉันเป็นคนที่ 4 ) แม่ยังมชีวิตอยู่ แต่ดิฉันอยู่ต่างประเทศค่ะ

รบกวนจริงๆ ค่ะ เพราะทางบ้านแจ้งว่าที่ดินจะตกเป็นของสารธรณะ ถ้าไม่แจ้งภายใน 2 ปี


โดย: เตชินี IP: 86.138.57.26 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:16:07:16 น.  

 
ที่ดินไม่ตกเป็นที่สาธารณะ(ของรัฐ)หรอก เพราะยัีงมีทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอยู่

ในแง่กฎหมายทายาทมีสิทธิขอรับโอนมรดกได้เลย ธกส ต้องยอมให้เอาโฉนด
มาจดทะเบียนโอนมรดก แล้วคนที่รับที่ดินต้องใช้หนี้แทนไม่เกินมรดกที่ได้รับไป
(ที่จริงกฎหมายเขียนไว้ชัดว่ากรณีรับมรดกถ้าโฉนดอยู่ที่คนอื่นก็ให้เจ้าหน้าที่เรียก
มาจดทะเบียนได้ เวลาตอนยื่นขอรับโอนมรดกแม้ไม่มีโฉนดก
็ยื่ีนคำขอประกาศรับมรดกได้)แต่บางปฏิบัติธนาคารทำให้เรื่องยากเอง
เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครใฃ้หนี้ก็เลยเตะถ่วงให้เอาเงินมาใช้หนี้่ก่อน กฎหมายกัึบการปฏิบัติมันเลยไม่สอดคล้องกัน

(ที่ตอบช้าเพราะไม่ได้เข้ามาอ่านหัวข้อนี้)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 8 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:06:38 น.  

 
ขอเรียนถามหน่อยครับ

ที่ดินที่อยู่ปัจจุบัน เดิมเป็นชื่อร่วมระหว่างพ่อเเละป้า เเต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ป้าได้ติดหนี้อีกคนนึงเเล้วได้ทำการยกที่ดินให้เเทน โดยเเบ่งส่วนไป ล่าสุดที่ผมเข้าไปเช็คที่กรมที่ดิน ปรากฎว่าเป็นชื่อของเจ้าหนี้ที่ป้าทำการยกให้เเละชื่อพ่อ ร่วม 2 คน

คำถามครับ
1.ป้าทำการยก หรือว่าโอนให้ได้อย่างไร ทั้งๆที่เป็นชื่อร่วม เพราะว่าพ่อยืนยันว่าไม่ได้เซ็นต์เอกสารใดๆให้เลย เเล้วเราสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้หรือไม่ ทำอย่างไร
2.ปัจจุบันไม่ทราบว่าโฉนดตัวจริงยังอยู่หรือเปล่า เเล้วถ้าหายต้องทำอย่างไร
3.กรณีที่ต้องทำการเเบ่งส่วนหากเเยกจากกัน มีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง
4.หากทายาทของป้าต้องการทราบที่มาของที่ดิน เเละการโอน หรือ สืบต่อว่ามีการฉ้อฉลหรือไม่ เราสามารถทำได้หรือเปล่า
5.ปัจจุบันทายาทของผู้มีชื่อร่วมได้ทำการถมที่เเละเิริ่มปลูกสร้างอาคาร เราต้องทำอย่างไร หรือว่าเขาสามารถทำได้ตามสิทธิ์ของเขา

คำถามอาจดูสัีบสนนะครับ เพราะผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องที่ดิิน
ยังไงรบกวนคุณหมอที่ดิน ให้คำปรึกษาหน่อยนะครับ สำคัญคือไม่อยากถูกเปรียบคับ

ขอบคุณมากครับ

unseen_me@live.com




โดย: วัช unseen_me@live.com IP: 111.84.43.247 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:21:51:53 น.  

 
ที่ดินมีเจ้้าของสองคน เจ้าของแต่ละคนมีสิทธิขาย จำนอง ยกให้เฉพาะส่วนของตนได้เสมอ โดยไม่ต้องรับความยินยอมจากอีกคนหนึ่ง

เมื่อมีสองคนถ้าอยากจะแบ่งส่วนของตนออกมาเป็นอีกโฉนดหนึ่งต้องพากันไปยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ต้องดำเนินการทั้งสองคนพร้อมกัน ต้องตกลงกันว่าจะเอาตรงไหนอย่างไร
ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งไม่ได้เพราะจะชี้เอาตรงนั้นตรงนี้คนเดียวไม่ได้ ต้องยอมกันทั้งสองคนถ้าไม่ยอมต้องฟ้องศาลขอแบ่งแยกอย่างเดียว และเรื่องมักนานเสียเวลา

เรื่องนี้ป้าเขาโอนชำระหนี้ไปแล้วก็เป็นสิทธิของเจ้าหนี้
ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องไปตรวจสอบให้เสียเวลาเพราะเมื่อเป็นหนี้ไม่มีเงินใช้ก็เอาที่ใช้หนี้เรื่องมันก็เกม

โฉนดอยู่ที่ใครก็ต้องไปสืบเอาเอง ทางที่ดินไม่รู้หรอก
แต่เดาเอาว่าอยู่ที่เจ้าหนี้เพราะวันโอนจากป้าพอจดทะเบียนเสร็จเขาก็มอบให้เจ้าหนี้ไปเพราะป้าไม่มีสิทธิในที่ดินอีกต่อไป

เมื่อที่เป็นของเจ้าหนี้ส่วนหนึ่งลูกเขาก็มีสิทธิรับมรดก หรือทำอะไรตามสิทธิของเขาแต่ไม่เกินมาในที่พ่อของคุณก็เท่านั้น

เรื่องนี้ไม่มีใครละเมิดสิทธิของอีกคนหรอก เพียงแต่ไม่อยากให้คนอื่นมามีชื่อร่วมในโฉนดเท่านั้น แต่มันห้ามไม่ได้หรอก
เพราะเจ้าของอีกคนเอาส่วนของเขาไปโอนให้เขาเอง

วิธีการแบ่งกรรมสิทธิ์ร่วมจะต้องออมชอมกันถ้าแข็งเข้าหากัน
ก็รับรองว่าต้องฟ้องศาลเพราะไม่ีมีใครได้เต็มร้อยในสิ่งที่อยากได้ นัดกันไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อยื่นคำขอแ่บ่งกรรมสิทธิ์รวม
เขาจะจัดทำบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมว่าใครจะเอาตรงไหน แค่ไหน(ตามสิทธินั่นแหละ) แล้วไม่ต้องเขม่นกันตั้งแต่ต้นเขามีสิทธิเต็ม ๆ ถ้าตั้งแง่ เสียหายทั้งสองฝ่าย เรื่องแบบนี้
มันมีตัวอย่างให้เห็นมามากแล้ว ไม่เกิดประโยชน์หรอก
การยึดมั่นถือมั่นเอาแต่ใจจะไม่มีทางสำเร็จ เพราะในแ่ง่
กฎหมายมีสิทธิเท่าเทียมกันชี้นิ้วไม่ได้เลยหรอก


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 2 ธันวาคม 2552 เวลา:5:14:54 น.  

 
ขอเรียนถามครับ
คือว่ามีที่ดินอยู่ 1แปลงเป็น นส.3ก เจ้าของ(พี่ของยายผม)ได้ไปจำนำไว้แล้วไม่มีเงินไปไถ่ถอนต่อมาแม่ผมได้ไปไถ่ออกมาแต่ไม่ได้โอนเป็นชื่อของแม่และได้สร้างบ้านไว้ 1 หลังประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้วและตอนนี้เจ้าของที่ดินได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ลูกๆของเจ้าของที่ก็ไม่ต้องการที่ดินแปลงนี้เขาไปอยู่ต่างจังหวัดกันหมดทั้งสองคน อยากเรียนถามดังนี้ครับ
1. โฉนดที่ดินหายไป ไปถามทีอำเภอก็ไม่มีหลักฐานอะไรเลย(เพราะอำเภอเคยถูกไฟไหม้ทั้งหลัง) ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ
2. การฟ้องครอบครองปรปักษ์ทำได้หรือไม่ และมีขั้นตอนอย่างไร ใช้ระยะเวลานานเท่าไร ต้องจ้างทนายความฟ้องหรือเปล่าครับ ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรครับ
3. ถ้าให้ลูกของผู้ตายโอนให้แม่ของผม จะมีวิธีขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือเปล่าครับ
4. มีวิธีการใดที่ดีและไม่ยุ่งยาก ขอโปรดช่วยชี้แนะด้วยครับ
ขอบพระคุณมากครับ


โดย: ชัชวาลย์ IP: 118.172.168.103 วันที่: 5 ธันวาคม 2552 เวลา:12:09:37 น.  

 
ตกลงที่ดินมีโฉนดหรือ นส3ก กันแน่

ถ้าเป็นนส3 ก็ร้องศาลขอได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
ทำได้เฉพาะที่ดินมีโฉนดเท่านั้น

นส3 หาย(โฉนดหาย)ก็ไปแจ้งความตำรวจแล้วพยาน
ไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนยืนยันการหาย แต่บางทีก็หาพยานไม่ได้
ให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน เขามีวิธีการทำให้ เป็นเร่องที่เขาต้องรับผิดชอบกรณีไฟไหม้ ทุกอย่างมีวิธี ขอให้ไปติดต่อทำเรื่อง
และทำตามที่เขาบอก ต้องลงมือไปติดต่ออย่าเพียงสอบถาม
ทางเน็ตอย่างเดียว เพราะเขาเป็นคนทำย่อมรู้ดี

ถ้าได้นส3 หรือโฉนดมา ก็ให้ทายาทเจ้าของเดิมรับโอนมรดก
และมาโอนขาย(ให้)คุณอีกต่อหนึ่ง ทุกอย่างคุณต้องออกเิงิน
ให้เขา อย่าเกี่ยงเขา คุณได้ประโยชน์อย่างเดียวคนอื่นไม่ได้
เพราะฉะนั้นต้องทำตามเขาเป็นสำคัญ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 24 ธันวาคม 2552 เวลา:10:54:51 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: ชัชวาลย์ IP: 118.172.165.250 วันที่: 29 ธันวาคม 2552 เวลา:16:44:41 น.  

 
ที่ดินเป็นครุฑเขียวสามารถโอนได้ไหมคะ

ขอบคุณมากค่ะ


โดย: กรรณิกา IP: 124.121.24.131 วันที่: 29 ธันวาคม 2552 เวลา:19:25:20 น.  

 
โอนได้ทั้งนั้น ถ้าโอนไม่ได้จะมีข้อความสีแดงอยู่ด้านหลัง
ว่าห้ามโอน.(เช่น สิบปี ห้าปี)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 30 ธันวาคม 2552 เวลา:16:45:23 น.  

 
สวัสดีค่ะ ขอสอบถามหน่อยค่ะ
พอดีว่าจะไปโอนที่ดินที่เป็นมรดกของคุณแม่ ซึงคุณแม่ได้รับมาจากคุณยายอีกทีนึง แต่ชื่อในโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม 3 คน คือคุณลง คุณป้า และแม่ (แม่เสียชีวิตแล้ว)
ซึ่งได้มีคำสั่งศาลแต่งตั้งดิฉันเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว (แม่มีลูก 2คน คือดิฉันแล้วน้องสาว)
เวลาไปโอนที่ดิน สิ่งที่ต้องเตรียมไปคือ
1.เอกสารคำสั่งศาลตั้งแต่งผู้จัดการมรดก
2.ใบมรณะบัตรของแม่
3.บัตรประชาชน,ทะเบียนบ้าน ของแม่ และของผู้รับโอน
4.โฉนดที่ดิน
นอกจากนี้แล้วมีอะไรอีกบ้างคะ
แล้วคุณลุง คุณป้า ที่มีชื่อร่วมในโฉนดต้องไปด้วยหรือไม่คะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: วนิดา IP: 210.213.58.62 วันที่: 7 มกราคม 2553 เวลา:12:18:11 น.  

 
ค่าธรรมเนียมร้อยละห้าสิบสตางค์คิดจากราคาประเมินของทางราชการ ลุงป้าไม่เกี่ยวข้องด้วยไม่ต้องไป

สงสัยมีกันสองคนทำไมต้องไปร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดกด้วย
หรือว่ามีเหตุขัดข้องอื่น ๆ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 7 มกราคม 2553 เวลา:15:55:48 น.  

 
สวัสดีค่ะขอสอบถามค่ะ
แม่มีที่ดิน เป็น นส 3 ก อยู่ค่ะแม่จะแบ่งให้ลูกๆเป็นการโอนมรดกค่ะ แม่จะแบ่งให้ลูกทุกคน แต่แม่จะแบ่งให้ หลานที่ได้อาศัยอยู่ด้วย 1 คนเป็นลูกของป้าค่ะ พี่เขาได้อยู่ด้วยตั้งแต่เด็กๆ ดูแลน้องๆมาตลอด ค่ะปัญหาคือว่า
พี่ชาย ได้คัดค้านไม่ให้ค่ะ มีพี่น้องทั้งหมด 7 คนค่ะ อีก 6 คนพร้อมใจกันมอบให้หมด แบบนี้ลูกมีสิทธิ์คัดค้านไหมค่ะถ้าแม่จะมอบให้เพราะที่ดินเป็นชื่อแม่คนเดียวค่ะพี่ชายเขาจะไม่เซ็นให้


โดย: วิไลพร IP: 124.120.93.160 วันที่: 12 มกราคม 2553 เวลา:15:01:26 น.  

 
สวัสดีค่ะขอสอบถามค่ะ
แม่มีที่ดิน เป็น นส 3 ก อยู่ค่ะแม่จะแบ่งให้ลูกๆเป็นการโอนมรดกค่ะ แม่จะแบ่งให้ลูกทุกคน แต่แม่จะแบ่งให้ หลานที่ได้อาศัยอยู่ด้วย 1 คนเป็นลูกของป้าค่ะ พี่เขาได้อยู่ด้วยตั้งแต่เด็กๆ ดูแลน้องๆมาตลอด ค่ะปัญหาคือว่า
พี่ชาย ได้คัดค้านไม่ให้ค่ะ มีพี่น้องทั้งหมด 7 คนค่ะ อีก 6 คนพร้อมใจกันมอบให้หมด แบบนี้ลูกมีสิทธิ์คัดค้านไหมค่ะถ้าแม่จะมอบให้เพราะที่ดินเป็นชื่อแม่คนเดียวค่ะพี่ชายเขาจะไม่เซ็นให้
ต้องการคำตอบด่วนค่ะ วันที่ 14 นี้ที่ดินนัดให้ทุกคนไปเซนต์ชื่อค่ะ แม่อยากให้หลานค่ะตอบแทนที่ดูแลน้องๆๆมาตลอดค่ะ




โดย: วิไลพร IP: 124.120.93.160 วันที่: 12 มกราคม 2553 เวลา:15:03:52 น.  

 
ถามไม่กระจ่าง แม่จะยกให้ตอนมีชีวิตหรืออย่างไร
หรือว่าทำพินัยกรรมยกให้หลังตาย

อ่านดูแล้วไม่เข้าใจจะยกให้ตอนยังอยู่หรือหลังตาย

ถ้ายกให้ตอนยังมีชีวิตอยู่เขาเรียกว่ายกให้โดยเสน่หาไม่ใช่มรดก อย่างนี้แม่จะยกให้ใครก็ทำได้ตามใจชอบพี่ชายจะคัดค้านไม่ได้

แต่ถ้าแม่ตายไปแล้วและทำพินัยกรรมไว้ มันก็เป็นไปตามพินัยกรรมเขียนไว้ เขียนไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้นพี่ชายก็ค้านไม่ได้อีกเหมือนกัน

แต่ถ้าแม่ยกให้ปากเปล่าว่าหลังตายไปแล้วจะโอนมรดกให้ลูกป้าตามที่บอกก็จะทำไม่ได้เพราะลูกป้าไ่ม่ได้เป็นทายาทของแม่เลย

สรุปว่าถามมาไม่กระจ่างอาจตอบไม่ตรง การถามจะต้องให้ข้อเท็จจริงมาก่อนให้ครบถ้วน


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 13 มกราคม 2553 เวลา:5:29:36 น.  

 
สวัสดีครับขอรบกวนถามครับ
คือว่า ผมไปร้องขอศาลแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกชื่อผม
แล้วโอนมรดกชื่อผม
อยากทราบว่า ผมมีสิทธิแต่ผู้เดียวหรือไม่ครับ


โดย: องอาจ1 IP: 119.42.68.163 วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:2:36:25 น.  

 
ต้องถามว่ามีใครเป็นทายาทอยู่บ้าง ถ้ามีหลายคนทุกคนก็มีสิทธิรับมรดกตามสิทธิของเขา ถ้าคุณไม่โอนให้เขาเขาก็ฟ้องคุณได้
และคุณแพ้อย่างเดียวเลย ถ้าคุณมีสิทธิเพียงคนเดียวก็แน่นอนว่า
คุณรับไปเพียงคนเดียวได้ เช่น เขาทำพินัยกรรมให้คุณคนเดียว
แต่หากไม่มีพินัยกรรมก็เชื่อว่าต้องมีทายาทหลายคนแน่ ๆ
เพราะพ่อแม่ คู่สมรสจดทะเีบียน และลูกคนตายถือเป็นทายาท
ด้วยกันทุกคน (บางที พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายายก็ยังมีสิทธิเลย)

แต่ในการโอนมรดกกรณีมีผู้จัดการมรดกนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะโอนให้ตามที่ผู้จัดการมรดกยื่นคำขอโอน เขาจะไม่คัดค้านอะไรถ้าดูแล้วคนรับเป็นทายาทจริง แต่อย่างที่บอกถ้าไม่โอนให้คนอื่นตามสิทธิของเขา คุณโดนเขาฟ้องได้เต็ม ๆ และ
โอกาสที่คุณแพ้ีมีถึง 99 เปอร์เซ็น


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:5:55:43 น.  

 
สวัสดีค่ะ
มีเรื่องจำเป็นต้องรบกวนปรึกษาค่ะ
เรื่องราวเป็นดังนี้นะคะ
1. คุณยาย(เสียชีวิตแล้ว) โอนมรดกไว้ให้คุณแม่โดยออกมาเป็น น.ส.3 ก.
2. ต่อมา เมื่อคุณแม่จะนำ น.ส. 3 ก ไปขึ้นโฉนดปรากฏว่าที่ดินผืนนั้น มีการขอโฉนดไว้แล้วโดยเป็นคุณยายยกให้ญาติ

กรณีข้างต้นแบบนี้ คุณแม่จะสามารถทำอะไรได้บ้างคะ และควรจะมีขั้นตอนการขอสอบทานอย่างไรค่ะ

ขอบคุณหมอทีดินไว้ ณ ที่นี้ค่ะ


โดย: กิ่งกาญจน์ IP: 115.67.177.123 วันที่: 24 มกราคม 2553 เวลา:22:13:46 น.  

 
มีทางเดียวเท่านั้นคือ ให้สำนักงานที่ดินตรวจสอบดูให้แน่นอนอีกครั้งว่ามีการออกโฉนดที่ดินจริงหรือ ไม่ ถ้าจริงก็เป็นการออกทับซ้อนกัน ที่ดินที่ตั้งอยู่ตรงไหน ๆ ก็ตาม จะมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้เีพียงฉบับเดียวเท่านั้น เรื่องนี้จะต้องมีความผิดพลาดอะไรสักอย่าง และทางที่ดินถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ผมว่าคุณอาจบอกข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องก็ได้ ถ้าออกทับกันปกติฉบับที่ออกก่อนจะถือว่าถูกต้อง ฉบับหลังไปออกทับ ปกติจะทำไม่ได้
นอกจากเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบให้ดีว่ามีการออกหนังสือแสดงสิทธิไปแล้ว

หากออกทับกันจริงสำนักงานที่ดินจะต้องทำเรื่องเพื่อยกเลิกฉบับที่ไม่ถูกต้อง เขาจะสอบสวนดำเนินการทุกอย่าง คุณไม่ต้องเสียเงินทองอะไร และเจ้าหน้าที่จะต้องโดนโทษทางวินัยหากทำผิด


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 27 มกราคม 2553 เวลา:4:33:07 น.  

 
ขอเรียนปรึกษาครับ
คุณอาของผมได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและได้เปลี่ยนนามสกุลขึ้นกับแฟนมีลูกสาวคนหนึ่งและต่อมาคุณอาของผมได้เสียชีวิตลงคุณอาของผม
ได้มีที่ดินและบ้านแปลงหนึ่งไม่ได้ทำพินัยกรรมยังเป็นชื่อของคุณแม่ของอาผมอยู่คุณย่าและต่อมาได้มีน้องสาวของคุณอาของผมได้ทำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดกและได้ฟ้องทนายขับไล่ออกจากบ้านทั้งพ่อและลูกสาว และตอนนี้ได้อาศัยอยู่กับผม อยากทราบว่า
หลานสาวและพ่อมีสิทธกรียกร้องกับที่ดินและบ้านแปลงนี้รึเปล่าครับหรืออย่างไรขอคำปรึกษาคำแนะนำด้วยครับ
สงสารหลานสาว ขอขอบพระคุณครับ


โดย: องอาจ1 IP: 222.123.55.93 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:11:55:44 น.  

 
การบอกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมรดกที่ดิน
ต้องบอกว่าที่ดินมีชื่อใครเป็นเจ้าของในโฉนดก่อน แล้วเจ้าของตายไปมีลูกมีคู่สมรสเป็นใครบ้าง บอกมา มีลูกตายไปก่อนเจ้าของที่ดินกี่คน ลูกที่ตายไปมีลูกอีกหรือไม่ คนไหนจะขอรับมรดกบ้าง

ที่เขียนมาว่า "ได้มีที่ดินและบ้านแปลงหนึ่งไม่ได้ทำพินัยกรรมยังเป็นชื่อของคุณแม่ของอาผมอยู่คุณย่าและต่อ..."
อ่านดูแล้วไม่รู้ว่าที่ดินเป็นชื่อคุณแม่ หรือคุณแม่ของอา หรือย่ากันแน่

มีการตั้งผู้จัดการมรดก เป็นผู้จัดการมรดกของใคร

ฟ้องขับไล่ด้วยเหตุใด บุกรุกหรือว่าไม่มีสิทธิรับมรดกให้ออกจากที่ดิน

เอาอย่างนี้เล่าข้อเท็จจริงมาใหม่ให้ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วนคนตอบๆ ไม่ได้ หลงเข้ารกเข้าพง


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:4:44:58 น.  

 
เรียนถาม คุณหมอที่ดินค่ะ

คือว่า กรณีเรา แม่เสียค่ะ เราเป็นลูกคนเดียว คุณยายยังมีชีวิตอยู่ ไม่ทราบว่า คุณยายมีสิทธิในการรับมรดกที่ดินด้วยหรือเปล่าคะ (อ่านในหัวข้อแล้วไม่เห็นพูดถึง พ่อกับแม่ ของผู้ตายเลยค่ะ)


โดย: elin IP: 203.144.144.164 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:35:28 น.  

 
ยายมีสิทธิรับมรดกด้วย
เรื่องใครมีสิทธิรับมรดกเขียนไว้ตั้งแต่ต้นเลยนี่ไง

"หลักกฎหมายมีว่า ถ้าคนไหนตาย พ่อแม่ สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน และลูกชอบด้วยกฎหมายทุกคนของคนตาย และรวมถึงลูกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(ลูก เมียน้อย)ที่คนตายรับรองว่าเป็นลูก (การรับรองก็เช่น ไปจดทะเบียนรับรองเป็นบุตร รวมถึงการแสดงออกให้คนทั่วไปรู้ว่าเป็นบุตร ซึ่งไม่มีรูปแบบแน่นอน
เช่น ให้ใช้นามสกุล ไปแจ้งในใบเกิดว่าเป็นบุตร เอาชื่อไปใส่ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร พาไปเข้าเรียนแจ้งว่าเป็นบุตร ส่งเสียเลี้ยงดูแบบลูก ก็ถือว่ารับรองว่าเป็นบุตรแล้ว) บุตรบุญธรรมที่คนตายจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมโดยถูกต้อง คนเหล่านี้มีสิทธิรับมรดก..."


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:9:43:34 น.  

 
ผู้จักกการมรดกมีสิทธิที่จะยกมรดกนั้นให้ไครก็ได้ใช่หรือป่าวค่ะ


โดย: ส้ม IP: 118.175.122.81 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:43:38 น.  

 
หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือชำระหนี้ของเจ้ามรดก และจัดการโอนมรดกให้แก่ทายาท จะยกให้คนอื่นนอกเหนือจาก
ทายาทแล้วทำไม่ได้ ถ้าทำผิดจากนี้ผู้จัดการมรดก
โดนทายาทฟ้องแล้วแพ้คดีอย่างเดียวเลย

แต่ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายเพื่อเอาเงินมาแบ่งให้ทายาท
ถ้าหากตกลงกันไม่ได้ คือในทางปฏิบัติผู้ัจัดการมรดกควรปรึกษากับทายาทก่อน ไม่ใช่จะขายท่าเดียว


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:11:45:12 น.  

 
พ่อเสียชีวิตเมื่อปี51 มีโฉนดที่ดินชื่อพ่อ1 ใบ และมีโฉนดที่ดินพร้อมบ้านเป็นชื่อแม่กับพ่อ 1 ใบ พ่อแม่มีลูก5 คน เสียชีวิตไป 1 คน ถามว่าถ้าแม่ต้องการให้ที่ดินและบ้านทั้งหมดเป็นของดิฉันต้องทำอย่างไร มีเอกสารอะไรบ้างและต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรและเท่าไรค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: สุนันทา IP: 125.25.228.12 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:50:35 น.  

 
เพิ่มเติมนะคะ ที่ดินตั้งอยู่ที่อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตรค่ะ ต้องใช้เอกสารของพี่ ๆ และน้องที่ยังมีชิวิตอยู่อย่างไรบ้าง ขอบคุณค่ะ


โดย: สุนันทา IP: 125.25.228.12 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:53:37 น.  

 
ถ้าจะให้รับมรดกที่ดินทั้งสองไปคนเดียวก็ต้องให้คนอื่นยินยอมทั้งหมด ได้แก่ปู่ย่า(ถ้ายังอยู่) แม่พี่น้องทุกคน และลูกของพี่หรือน้องที่ตายไปก่อนด้วย(ถ้าีมี)

เอกสารก็ตามที่เขียนแนะนำไว้ ใบตายพ่อ ปู่ย่า พี่หรือน้องคนที่ตายไปก่อน ทะเบียนบ้านบัตรประชาชนคุณ และคนอื่น ๆ ที่จะเซ็นยินยอมในกรณีไปติดต่อที่สำนักงานที่ดิน แต่ถ้าไม่ไปก็ต้องทำหนังสือไปก่อน แต่คุณคงเขียนไม่เป็นก็ควรไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินก่อนแล้วขอแบบฟอร์มหรือตัวอย่างไปให้พี่น้องกรอก

เรื่องนี้ต้องไปติดต่อสำนักงานที่ดินแล้วเขาจะแนะนะให้ว่ามีขั้นตอนอย่างไรอย่างชัดเจน ถ้าจะให้ทำอะไรเขาก็จะบอก

ค่าธรรมเนียมร้อยละ 50 สตางค์ คิดจากราคาประเมินซึ่งต้องไปดูที่สำนักงานที่ดิน หรือค้นทางอินเ่ทอร์เน็ทตามลิ้งค์ขวามือ

เรื่องรับมรดกนี้เขียนแนะนำไว้แล้วต้องอ่านให้ละเอียด


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:12:19:16 น.  

 
ขอคำปรึกษาด้วยนะครับ
1. แม่ของผมเสียชีวิตประมาณ 1 ปี โดยที่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่ หากจะรับที่ดินทีเป็นมรดกของแม่ จะต้องให้พ่อเป็นผู้จัดการมรดกก่อนหรือเปล่า และเอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ใบทะเบียนสมรส ใบมรณะบัตรของแม่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของพ่อและลูกทุกคนใช่ไหมครับ
2. หากจะโอนมรดกของพ่อให้ลูกสามารถทำได้เลยหรือเปล่า
3. ราคาประเมินที่ดินสามารถดูได้ที่ไหน และค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 หรือ 2 ครับ
4. หากตอนที่โอนที่ดินจะทำการแบ่งโฉนดที่ดินให้กับลูกทุกคน โดยรังวัดใหม่ ค่ารังวัดแพงไหมครับ
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ


โดย: เบิร์ด IP: 119.31.121.76 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:43:56 น.  

 
ขอคำปรึกษาด้วยนะครับ (แก่ไข)
1. แม่ของผมเสียชีวิตประมาณ 1 ปี โดยที่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่ หากจะรับที่ดินทีเป็นมรดกของแม่ จะต้องให้พ่อเป็นผู้จัดการมรดกก่อนหรือเปล่า แล้วสามารถโอนมรดกจากแม่ให้ลูกได้เลยไหม หรือต้องโอนให้พ่อก่อน เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ใบทะเบียนสมรส ใบมรณะบัตรของแม่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของพ่อและลูกทุกคนใช่ไหมครับ
2. หากจะโอนมรดกของพ่อให้ลูกสามารถทำได้เลยหรือเปล่า
3. ราคาประเมินที่ดินสามารถดูได้ที่ไหน และค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 หรือ 2 ครับ
4. หากตอนที่โอนที่ดินจะทำการแบ่งโฉนดที่ดินให้กับลูกทุกคน โดยรังวัดใหม่ ค่ารังวัดแพงไหมครับ
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ


โดย: เบิร์ด IP: 119.31.121.76 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:48:47 น.  

 
ขอให้อ่านคำแนะนำให้ละเอียดจะรู้ว่ากรณีใดควรตั้งผู้จัดการมรดก
ถ้าไม่มีข้อขัดข้องอะไรก็ไม่ต้องตั้ง

การโอนมรดกจากแม่ทำได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อ

คนไหนจะรับก็ไปติดต่อสำันักงานที่ดิน คนอื่นไม่ต้องไป แล้วเจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ว่าจะต้องเอาอะไรไปให้ใครเซ็นยินยอมกันบ้าง แต่ถ้าจะให้รับกันง่ายขึ้นก็ช่วยพากันไปสำนักงานที่ดินทุกคนและเซ็นยินยอมให้คนขอรับมรดกไป

คำว่ามรดกของพ่อน่ะต้องให้พ่อตายแล้วถึงเป็นมรดก แต่ถ้าพ่อจะยกที่ดินที่ตนเองมีชื่อเป็นเจ้าของตอนยังมีชีวิตอยู่เขาเรียกว่าให้โดยเสน่หา ถ้าจะยกให้แบบนี้ก็ทำได้เลย

ราคาประเมินก็ดูตามลิ้งค์ขวามือ หรือไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินเองเลย โอนมรดกจากแม่ค่าธรรมเนียมร้อยละห้าสิบสตางค์

การแ่บ่งแยกต้องทำหลังจากประกาศและจดทะเบียนโอนมรดกแล้ว ทุกคนที่มีชื่อต้องตกลงพร้อมใจกันว่าจะแบ่งแยกแล้วไปยื่นคำขอพร้อมกันทุกคน ค่าใช้จ่ายเขาจะมีบอกไว้เป็นจังหวัด ๆ ไป บอกไม่ได้ว่าเท่าไร เพราะมันขึ้นปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดที่ดิน จำนวนการแบ่งแปลง ระยะทาง
ใกล้ไกล อย่างไรก็ตามค่ามัดจำรังวัดเขามีการกำหนดไว้แ้ล้ว
ทุกอย่างมีใบเสร็จ อะไรนอกเหนือใจเสร็จไม่ต้องจ่าย


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:14:12:21 น.  

 
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม มีอำนาจขายที่ดินเพื่อนำไปชำระหนี้ ได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

ผู้ตาย ได้ทำพินัยกรรมทั่วไป ยกทรัพย์สินให้ แม่ คนเดียว ซึ่งเป็นคนต่างด้าว โดยให้พี่ชายคนโต เป็นผู้จัดการมรดก แต่ผู้ตาย ก็มีหนี้สินติดค้างกับน้องหลายคน
ตอนนี้ ได้จดทะเบียนผู้จัดการมรดกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แม่ ซึ่งเป็นคนต่างด้าว ตกลงที่จะขายที่ดิน (ขายให้ลูกคนสุดท้อง ) เพื่อที่จะนำเงินไปชำระหนี้ที่ผู้ตายติดค้าง ส่วนที่เหลือ แม่จะเอาเงินสดเอง

เมื่อไปติดต่อที่ สนง ที่ดิน เจ้าหน้าที่ปฎิเสธ บอกว่า ในพินัยกรรมเขียนว่า ยกทรัพย์สินให้แม่ (แต่ไม่ได้ระบุว่า ยกที่ดินให้แม่) ก็ต้อง ทำเรื่องเป็น รับมรดก คือ ต้องโอนเป็นชื่อของแม่ก่อน แล้วก็ต้องขอนุญาต รัฐมนตรี และอีกหลายขั้นตอน
แล้วค่อยทำเรื่องขาย ทีหลัง ก็ต้องขออนุญาต รมต อีกทีหนึ่ง

ผมอยากสอบถามว่า มันต้องเป็นไปตามนั้นหรือครับ ทั้งๆที่ เคยอ่านๆมา เห็นว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายที่ดินเพื่อชำระหนี้ได้ มีแนววินิจฉัยเป็นแนวทางไหมครับ


โดย: พิสิษฐ์ ทวีภัทรานนท์ IP: 117.47.11.201 วันที่: 12 มีนาคม 2553 เวลา:2:25:02 น.  

 
ในเรื่องมรดก ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการศพก่อนเพื่อน และจัดการชำระหนี้สินของผู้ตายเป็นอันดับแรก ๆ กรณีนี้ไม่ได้บอกให้เอาทรัพย์อะไรออกชำระหนี้ก่อน กฎหมายแพ่งมาตรา 1740 กำหนดเรื่องลำดับการเอาทรัพย์ออกใช้หนี้ก่อนหลังดังนี้
1. กำหนดให้ชำระจากทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์
2.อสังหาริมทรัพย์ที่พินัยกรรมบอกให้เอาไว้ชำระหนี้
3.อสังหาซึ่งทายาทโดยธรรมชอบที่จะได้รับในฐานะเช่นนั้น
4.อสังหาฯ ที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยมีเงือนไขว่าผู้นั้นต้องชำระหนี้ของเจ้ารดก ฯลฯ
5.อสังหาฯ ซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้โดยลักษณะทั่วไปดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1651 (กรณีแม่คุณเข้าอันนี้เลย)
6. ทรัพย์สินเฉพาะอย่างซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้โดยลักษณะเฉพาะดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 1651

ตัวบทนีุ้มุ่งจะให้ใช้กับกรณีมีทายาทหลายคนรับมรดกแตกต่างกันไปมากกว่า แต่เรื่องนี้มีทายาทคนเดียว และมีทรัพย์มากกว่าหนี้กฎหมายไม่น่ามายุ่งเกี่ยวว่าจะต้องเอาอะไรไปใช้หนี้ จริง ๆ มันจึงน่าจะขั้นอยู่กับคนรับพินัยกรรมมากกว่าว่าจะเอาทรัพย์อะไรใช้หนี้

ถ้ามีทายาทหลายคนมันมีโอกาสทะเลาะกันไม่ตกลงกันกฎหมายถึงกำหนดลำดับทรัพย์ที่จะใช้หนี้ไว้ แต่ในเมื่อคนรับมรดกมีเพียงคนเดียวรับทรัพย์ทุกอย่าง ผมคิดว่าไม่จำต้องใช้มาตรานี้เรียงลำดับตัวทรัพย์ที่จะใช้หนี้ก็ได้

ดังนั้นถ้าหากว่าผู้จัดการมรดกต้องการขายที่ดินเพื่อเอามาชำระหนี้ก็น่าจะทำได้ ยังอยู่ในอำนาจผู้จัดการมรดกทำการใช้หนี้ และไม่ต้องโอนให้ทายาทก่อนด้วย (ยิ่งกรณ๊ได้ปรึกษากับคนรับมรดกแล้วและยินยอมก็ยิ่งทำได้)

การที่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ทุกอย่างมันก็รวมที่ดินด้วยนั่นเอง

สำหรับเรื่องนี้มีทายาทคนเดียวเจ้าหน้าที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับตัว
ทรัพย์สินว่าจะเอาอะไรขายก่อน ในเมื่อผู้จัดการบอกว่าจะขายที่ดินเพื่อเอาไปใช้หนี้ก็น่าจะทำได้

การมีความเห็นไม่ตรงกันนั้นขอให้คุณยื่นคำขอเป็นทางการให้เขารับเรื่องคำขอโอนขาย แล้วให้เขาทำเรื่องหารือไปกรมที่ดินว่าทำได้หรือไม่ หากกรมยังสงสัยก็อาจหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป ซึ่งเขาก็หารืออยู่บ่อยๆ ไป อีกอย่างคำสั่งรับหรือไม่รับคำขอก็เป็นคำสั่งทางปกครอง( คุณสามารถฟ้องศาลปกครองให้สั่งเจ้าหน้าที่รับเรื่องดำเนินการต่อไปได้การฟ้องศาลปกครองไม่ยากเหมือนฟ้องศาลทั่วไป คุณไม่ต้องไปจ้างทนาย ขอให้ไปติดต่อศาลปกครองได้เลย)

อีกอย่างการติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินขอให้คิดว่าทุกคนไม่ได้เก่งเหมือนกัน คนที่ไม่รับเรื่องอาจเป็นแค่เจ้าหน้าที่เล็กๆ ไม่รู้เรื่องกฎหมายดีพอ จะต้องเข้าไปปรึกษาหัวหน้าใหญ่ คุณมีสิทธิเข้าพบทุกเมื่อ และมีสิทธิได้รับคำชี้แจง หากไม่ทำคุณร้องเรียนกรมที่ดินได้เสมอ อย่ากลัว ผมจะบอกให้ว่าเจ้าหน้าที่น่ะปกติจะกลัวการเอาเรื่องจากประชาชนด้วยซ้ำไป(ถ้าเนื้อเรื่องมันเป็นการที่เขาทำไม่ถูกอาจเพราะตัวเองไม่รู้เรื่องจริง หรือเข้าใจผิด อย่าลืมว่าในการสอบเลื่อนชั้นต่าง ๆ เจ้าหน้าที่สอบตกเยอะแยะไป ก็แสดงว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้เรื่องหมดหรอก และผมเองก็ไม่รู้เรื่องที่ดินไปทุกเรื่องหรอก)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 12 มีนาคม 2553 เวลา:9:30:16 น.  

 
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบและคำแนะนำ

คนที่ผมเข้าไปปรึกษาใน สนง ที่ดิน ก็เป็น หัวหน้าฝ่ายนิติกรรม นั้นละครับ ที่บอกว่า มรดกของทายาทโดยพินัยกรรม (และเป็นทายาทโดยธรรมด้วย ) ที่เป็นคนต่างด้าว หากจะขายโดยผู้จัดการมรดก ก็ต้องขอนุญาต รมต ด้วย ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่า จริงหรือไม่ เคยมีแนววินิจฉัยนี้หรือไม่ ผมเคยโทรไปสอบถามที่ สนง มาตรฐาน ก็ตอบว่า กระทำได้ หาก สนง ที่ดินติดขัดอย่างไร ให้เขาโทรไปสอบถามได้ แต่ท่านก็ไม่ยอมโทรถามนะ

แต่ยังไง ผมก็คงไม่พยายามไปถึงขั้น หารือกรม ฟ้องศาลปกครองหรอกครับ ไม่อยากมากความครับ ถ้าขายโดยผู้จัดการมรดกไม่ได้ ก็คงให้แม่รับโอนมรดก แล้วค่อยทำขายหรือ ยกให้ เองก็ได้ ช้าหน่อยก็ไม่รู้จะทำไงครับ ยังไง หนี้สินมันก็วนเวียนอยู่แต่ในวงพี่น้องนั้นแหละครับ


โดย: พิสิษฐ์ ทวีภัทรานนท์ IP: 117.47.11.134 วันที่: 13 มีนาคม 2553 เวลา:22:10:18 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณหมอที่ดิน
มีเรื่องสอบถามดังนี้

คุณพ่อจดทะเบียนกับภรรยาของคุณพ่อ มีบุตร1คน และต่อมาจดทะเบียนกับคุณแม่ดิฉัน มีบุตร 2คน และมีบุตรกับภรรยาคนแรกอีก2 คน รวมเป็นบุตร 5คน เกิดกับภรรยาคนแรก3คน(คนโตเป็นอัมพฤกษ์) และเกิดกับคุณแม่ดิฉัน 2คน (คุณพ่อได้จดทะเบียนหย่ากับคุณแม่ดิฉันไปแล้ว)

คุณพ่อเลี้ยงดู ดิฉันและพี่เยี่ยงบุตรอย่างเปิดเผย และมาหาดิฉันกับพี่ที่บ้านคุณแม่ตลอดตั้งแต่เด็กอาทิตย์ละ2วัน เมื่อ3-4ปีก่อนคุณพ่อได้ชักชวนคุณแม่ให้ไปอยู่บ้านบนที่ดินของคุณพ่อ(คุณแม่ช่วยปลูกสร้างบ้าน) ซึ่งคุณพ่อบอกว่าที่ดังกล่าวจะยกให้ดิฉันและพี่

และคุณพ่อกำลังจะโอนที่ผืนนี้ให้ดิฉันและพี่ โดยมีภรรยาคุณพ่อเซ็นยินยอมด้วยที่สำนักงานที่ดิน

ขอสอบถามว่า
-เป็นการโอนที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
-ต่อไป บุตรของคุณพ่อที่เกิดกับภรรยาตามกฎหมายมีสิทธิฟ้องร้องหรือทวงคืนที่ดินผืนนี้หรือไม่


ขอบคุณมากค่ะ


โดย: BdoubleO IP: 203.144.144.165 วันที่: 14 มีนาคม 2553 เวลา:9:28:12 น.  

 
ภรรยาคุณพ่อคุณเซ็นยินยอมถ้างั้นก็ถูกต้องแล้ว การให้มีผลตามกฎหมายภรรยาพ่อฟ้องเพิกถอนไม่ได้ และลูกคนอื่นก็ไม่ีสิทธิคัดค้านอะไร เพราะเป็นทรัพย์สินของพ่อ และเป็นการให้ในชณะที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ แถมภรรยายังยินยอมอีก แบบนี้หาไม่ค่อยได้หรอกนะ คุณโชคดีมาก

ถ้าจะให้ดีคุณพ่อต้องทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ภรรยาและลูกของเขาในส่วนทรัพย์อื่นด้วย คือว่าถ้าหากไม่ทำพินัยกรรมไว้ให้ชัด คุณยัีงมีสิทธิได้มรดกในทรัพย์ของ่พ่ออีก และได้จากการยกให้ไปแล้วด้วย เท่ากับว่าคุณจะได้มากกว่าคนอื่น ๆ เป็นสองต่อเลย


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:8:58:49 น.  

 
ขอปรึกษาด้วยนะครับ
หากพ่อจะยกที่ดินให้ตอนยังมีชีวิตอยู่ที่เรียกว่า ให้โดยเสน่หาทำได้เลยหรือเปล่า แล้วค่าธรรมเนียมเท่าไรครับ แล้วหากขอใส่ช่ื่่อลูกลงในโฉนดของพ่อ โดยยังมีชื่อพ่ออยู่ได้ไหม แล้วเสียค่าธรรมเนียมแบบเดียวกันไหมครับ ช่วยอธิบายหน่อยนะครับ พอดีไม่ค่อยมีเงินน่ะครับ


โดย: เบิร์ด IP: 202.149.25.234 วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:14:59:35 น.  

 
การยกให้ทั้งแปลงในขณะมีชีวิตอยู่ก็ทำได้เลย การยกให้โดยให้่มีชื่ออยู่ด้วยก็ทำได้ เขาเรียกว่า "จดทะเีบียนกรรมสิทธิ์รวม" คือให้คนอื่นเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมกัน พ่อคุณให้คุณเท่าไรก็ได้ ระบุไว้ในโฉนดเลย เช่น ให้มีส่วนครึ่งนึงก็อาจเขียนว่า ให้นาย...ถือกรรมสิทธิ์รวม 50 ส่วน ใน 100 ส่วน

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ไปถามสำนักงานที่ดินจะได้ตัวเลขชัดเจนเพราะมันขึ้นอยู่กับราคาประเมินที่ดิน บอกไปก็ต้องไปคำนวณดูก่อนอยู่ดี คือปกติพ่อให้ลูกค่าธรรมเนียมร้อยละห้าสิบสตางค์


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 16 มีนาคม 2553 เวลา:9:42:51 น.  

 
ขอบพระคุณมากค่ะคุณหมอที่ดิน

อันที่จริงดิฉันและพี่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายและอยากให้คุณแม่มาอยู่ที่บ้านกทม.กับดิฉันและพี่(บ้านที่ช่วยกันซื้อสามคนแม่ลูก)

โชคดีจริงๆที่ท่านและภรรยาจะโอนให้..
ถือเป็นรางวัลชีวิตของพวกเราค่ะ



โดย: BdoubleO IP: 203.144.144.164 วันที่: 16 มีนาคม 2553 เวลา:20:18:04 น.  

 
รบกวนสอบถามค่ะ
ถ้าที่ดินแปลงหนึ่งมีเจ้าของรวมหลายคน และมีเจ้าของรวมคนหนึ่งเสียชีวิต มีทายาทคนเดียวคือลูก แต่ตอนนี้ลูกติดคุกอยู่ ถ้าต้องการจะขายที่ดินแปลงนี้ต้องดำเนินการอย่างไรบ้างค่ะ กรณีนี้ถ้าลูกที่ติดคุกอยู่จะมอบอำนาจให้ใครมาดำเนินการรับโอนมรดกได้หรือไม่ และไปขอรับโอนที่สำนักงานที่ดินได้เลย หรือว่าต้องร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกก่อนค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: auumi IP: 115.67.136.206 วันที่: 27 มีนาคม 2553 เวลา:16:53:47 น.  

 
ไม่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำขอประกาศและรับโอนมรดกได้ และก็มอบให้ทำขายได้ด้วยเช่นกัน แต่่การมอบอำนาจในขณะอยู่ในคุกควรให้ผู้บัญชาการเรือนจำรับรองการมอบอำนาจมาด้วย(คือเคยเห็นว่ามีการทำอย่างนี้) เพราะการทำหนังสือเข้าออกน่าจะต้องผ่านทางเรือนจำมาก่อน อีกอย่างหนึงจะต้องมีทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนตัวจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินด้วย จะเอาตัวถ่ายเอกสารมาให้ดูไม่ได้ เพราะต้องการป้องกันการปลอมแปลง


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 28 มีนาคม 2553 เวลา:9:21:06 น.  

 
ถามคะ
มีที่ดิน 4 ไร่คะ เป็นชื่อปู่ที่เสียชีวิตแล้ว ย่ายังมีชีวิตอยู่
คำถาม 1. ประสงค์อยากให้ที่ดิน 4 ไร่เป็นชื่อย่า
2. เมื่อที่ดิน 4 ไร่เป็นชื่อย่า ย่าจะโอนให้หลานอายุ 19 ปี :ซึ่งเป็นลูกของบุตรชายคนโตของย่าและปู่
ปรึกษาท่านว่ามีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง
โดยบุตรของย่า จำนวน 5 คน ไม่คัดค้าน
ขอบคุณล่วงหน้าคะ


โดย: คุณหนู IP: 115.67.189.65 วันที่: 6 เมษายน 2553 เวลา:22:10:34 น.  

 
ขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด่วน เพื่อจะได้ตอบได้ถูกต้องเหมาุะสมที่สุด

บุตรชายคนโตยังมีฃีวิตอยู่หรือว่าตายแล้ว ถ้าตายแล้ว ตายก่อนปู่หรือว่าตายหลังปู่


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 14 เมษายน 2553 เวลา:18:13:22 น.  

 
กราบขอความอนุเคราะห์ด้วยครับ
คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ได้รับมรดกเป็นที่ดินแต่ยังไม่ได้ไปรับโอนทรัพย์มรดก
คุณพ่ออยากจะยกให้เป็นชื่อของผมโดยการไปทำนิติกรรมในคราวเดียวกันเลยจะได้หรือไม่(รับโอนมรดกและโอนให้ผมเลย)
กรณีนี้หากคุณพ่อไม่ไปด้วยตนเองแต่มอบอำนาจไปจะได้หรือไม่และค่าธรรมเนียมการโอนจะต้องเสียสองขั้นตอนหรือไม่ครบ

ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ


โดย: ปราโมทย์ IP: 58.9.77.248 วันที่: 16 เมษายน 2553 เวลา:17:44:44 น.  

 
ให้พ่อไปดำเนินการยื่นคำขอประกาศรับโอนมรดกและ
จัดการรับโอนมรดกให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาประกาศ 30 วัน หลังจากรับโอนมรดกแล้วถึงจะทำการยกที่ดินให้คุณได้

การเสียค่าธรรมเนียมโอนต้องเสียสองครั้ง ช่วงพ่อคุณรับโอนมรดก และช่วงคุณรับให้จากพ่อ

สามารถมอบอำนาจไปดำเนินการได้ทั้งสองประเภท แต่ต้องเขียนให้ถูกต้อง


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 17 เมษายน 2553 เวลา:12:43:13 น.  

 
ขอบพระคุณอย่างสูงครับ คุณหมอที่ดิน



โดย: ปราโมย์ IP: 58.9.85.87 วันที่: 17 เมษายน 2553 เวลา:16:06:37 น.  

 
ผมอยากรู้ว่า ถ้าพี่สาวให้แม่โอนบ้านให้เป็นชื่อพี่สาว
โดยที่ผมไม่รู้ แล้วพี่สาวเอาที่บ้าน ไปกู้เงินจากธนาคาร
ตอนนี้พี่สาวเขาจะขายบ้าน บ้านหลังนี้ก็มีชื่อผมอยู่ด้วย
ผมจะพอมีหนทางไม่ให้เขาขายได้ไหมครับ


โดย: กิตติพัทธ์ IP: 119.31.109.128 วันที่: 18 เมษายน 2553 เวลา:20:31:18 น.  

 
ที่บอกว่าบ้านมีชื่อคุณอยู่ มันคืออะไร แค่มีชื่ออาศํยในทะเบียนบ้านหรือว่าคุณมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดใบเดียวกับพี่สาวใช่ไหม

ปกติธนาคารไม่ชอบรับจำนองที่ดินเฉพาะส่วน พี่จะเอาที่ดินที่มีคนอื่นเป็นเจ้าของร่วมไปจำนองทั้งแปลงไม่ได้แน่นอน จะทำได้ก็เฉพาะส่วนของเขา

พี่สาวขายเฉพาะส่วนของเขาได้ไม่มีใครห้ามได้ แต่ถ้ามีคนอื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่บ้านเดียวกันคนซื้อคงไม่อยากได้



โดย: หมอที่ดิน วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:13:43:29 น.  

 
ขอถามคุณหมอที่ดิน ตามนี้ครับ

ปู่ กับ ย่า มีที่ดินอยู่หลายแปลง ปู่ ย่า มีลูก2คน คนโตคือพ่อผม และคนน้อง(น้าสาว) เมืื่อสมัยมีชีวิตอยู่ ปู่ย่า ได้แยกกันอยู่ ย่าได้นำลูกสาว(น้าสาว)ไปเลี้ยงดู และปู่ได้นำลูกชาย(พ่อผม)ไปเลี้ยงดู หลังจากนั้นต่างคนก็มอบที่ดินของตัวเอง ย่ามอบให้ลูกสาว(น้าสาว) พ่อมอบให้ลูกชาย(พ่อผม) เมื่อปู่ย่าเสียชีวิตลง และไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆไว้ อยู่ดี วันดีคืนดี น้าสาว จะมาเอาที่ดินของปู่ ที่ได้ให้ไว้กับพ่อผม โดยที่ทางพ่อไม่ได้ไปยุ่งกับที่ดินที่ทางย่าให้น้าสาวเลย

ขอถามเป็นข้อดังนี้น่ะครับ
1.น้าสาวมีสิทธิ์ทำแบบนี้หรือเปล่าครับ ถ้ามีทางพ่อก็มีสิทธิ์ในที่ดินที่ย่าให้กับน้าสาว ด้วยใช่หรือเปล่าครับ
2.ถ้าจะมีการแบ่งที่ดินแปลงที่ปู่ให้กับพ่อ ต้องทำยังไงบ้างครับ
3.จากข้อ2ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเท่าไหร่ และ มีค่าอะไรบ้างครับ
4.แล้วถ้าพ่อจะโอนที่ดินแปลงนี้ให้ลูกๆ จะต้องทำยังไงบ้างครับ

ขอบคุณมากครับ


โดย: ทอมมี่ IP: 125.26.231.144 วันที่: 21 เมษายน 2553 เวลา:9:03:37 น.  

 
คำว่ามอบที่ดินหมายความว่าปู่ย่าไปทำยกให้ีที่สำนักงานที่ดิน
เรียบร้อยแล้วใช่ไหม ถ้าเป็นอย่่างนั้นก็ถือว่าให้กันไปแล้ว ไม่มีที่ดินมรดกเหลือแล้ว เพราะเป็นของพ่อกับน้าไปหมดแล้ว

แต่หากยังไม่ได้ยกให้ ยังมีชื่อปู่ย่าอยู่อีก ตามกฎหมายพ่อกับน้าก็มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงเท่า ๆ กัน(อันนี้ไม่นับเรื่องซับซ้อนว่าตายมานานเท่าใด อายุความมรดก ใครครอบครองมรดกอยู่บ้าง)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 22 เมษายน 2553 เวลา:18:24:34 น.  

 
ขอรับมรดกจากมารดา(เสียชีวิตตุลาคม 2552) ส่วนบิดาก็เสียชีวิตประมาณปี 2529หรือ 2530 (ไม่แน่ใจเพราะทั้งสองหย่าร้างกันอีกทั้งตัวดิฉันยังเยาว์มาก) แต่รับโอนไม่ได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่แจ้งเอกสารไม่ครบทั้งๆ ที่ออกประกาศครบ30วันแล้วแต่สงสัยทำไมต้องมีใบรับรองการตายของบิดาเพราะที่ดินนี้บิดาให้มารดาและพี่สาวปี2519 แล้วบิดากับมารดาได้หย่าร้างกันปี 2520 ซึ่งทั้งสองได้สมรสใหม่และจดทะเบียนสมรสใหม่ปี2528(มารดา)ส่วนบิดาสมรสใหม่ปี2529 ทำไมทางเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องมีหนังสือรับรองการเสียชีวิตของบิดาเพราะถึงแม้บิดายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมียินยอมไม่รับมรดกในที่ดินนี้ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าหากเจ้าของมรดกเสียชีวิตแล้วที่ดินนี้ต้องย้อนกลับคืนไปแก่ผู้ให้ ทั้ง ๆที่ใบสัญญาการให้ตั้งแต่บิดาโอนที่ดินให้มารดาและพี่สาวในปี 2519 นั้นยังมีหมายเหตุว่าให้ที่ดินด้วยความเสน่หาไม่มีข้อเรียกร้องใดๆเป็นกรณีสามีให้ภรรยาและบิดาให้บุตร ทำไมดิฉันก็ค้นหาทะเบียนการจดหย่าร้างให้แต่เจ้าหน้าที่ยังยืนยันให้ทางปลัดท้องที่รับรองการตายให้ได้ ซึ่งดิฉันไม่เข้าใจช่วยไขข้อปัญหาและขอคำแนะนำด่วนด้วยคะเพราะจะต้องไปทำให้เรียบร้อยในวันจันทร์ที่ 25/4/53 อีกทั้งครบกำหนดประกาศและเอกสารไม่ครบก็ยังประกาศตามปกติและไม่มีการแจ้งดิฉันและพี่สาวให้ทราบดิฉันติดตามเรื่องเองในวันที่ 19/4/53 ตามประกาศขอรับมรดก 23/2/53 ขอบคุณมากค่ะ


โดย: วรฤทัย IP: 118.172.145.219 วันที่: 23 เมษายน 2553 เวลา:1:46:38 น.  

 
ใบรับรองการตายของตามัง ไม่ใช่ของพ่อคุณ เพราะหย่ากันแล้วไม่มีสิทธิรับมรดกหรอก และที่บอกว่าที่ดินจะกลับคืนไปสู่พ่อนั้นก็ประหลาดมาก ไม่ใช่อย่างน้้น เจ้าหน้าที่คงระดับล่างให้ไปถามหัวหน้าดีกว่า เจ้าหน้าที่่แบบนี้สงสัยไม่รู้กฎหมาย เพิ่งทำงานมัง

สำหรับสามีใหม่ของแม่เขามีสิทธิรับมรดกของแม่นะ

สรุป ไม่ต้องไปเอาใบตายของพ่ออีก เพราะหย่าร้างไปแล้ว ให้เอาใบหย่าไปแสดง ถ้ามีอะไรให้ไปถามตัวหัวหน้าที่ดินเลย ไม่ต้องสนใจระดับล่างอีก ถ้ายังไม่ยอมทำให้ร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดเพราะอยู่ไกล้ คุมสำนักงานที่ดินอีกทีหนึ่ง
หรือจะร้องเรียนไปกรมที่ดินโดยตรงก็ได้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 23 เมษายน 2553 เวลา:9:25:58 น.  

 
คุณตาได้โอนที่ดินทั้งแปลงให้น้าชายไปเกือบ 10 ปี ตอนนี้คุณตายังมีชีวิตอยู่ น้าชายแต่งงานแล้วมีลูก 2 คนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว มีปัญหาว่าตอนนี้น้าชายมีภรรยาน้อย คุณตาจึงต้องการได้ที่ดินคืนเพื่อโอนให้หลานแทน(ลุกน้าชาย)เพราะเกรงว่าน้าชายจะมีบุตรเกิดกับภรรยาน้อยในอนาคตเพราะตอนนี้น้าชายประกาศกร้าวจะไม่ยกอะไรให้ลูกและภรรยาที่จดทะเบียน แต่ตอนนี้ภรรยาน้อยยังไม่ตั้งครรภ์ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณตาสามารถริบคืนที่ดินที่โอนมรดกให้น้าชายไปได้ไหมคะ ช่วยกรุณาด้วยค่ะ เพราะตอนนี้น้าชายทุบตีภรรยาและลุกสาวแทบทุกวัน ส่วนภรรยายังทนไม่อย่าเพราะต้องการให้คุณตาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ ดิฉันสงสารน้องค่ะ


โดย: สุภัทรา IP: 10.6.133.156, 202.28.183.10 วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:21:34:41 น.  

 
เมื่อยกที่ดินให้ใคร การจะเอาคืนปกติทำไม่ได้ นอกจากว่าคนรับให้จะเนรคุณคนให้ การเนรคุณก็อย่างเช่น ทำร้ายคนให้เป็นความผิดอาญา หมื่นประมาทคนให้ ไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงฃีวิตในให้ ตอนที่คนให้ยากไร้และคนรับให้ยังสามารถจะให้ได้

แต่จะเอาคืนไม่ได้ถ้าเข้ากรณีแบบนี้ ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา ให้ในการสมรส ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดแท้ ให้สิ่งที่มีคาภารติดพัน

ดูๆ แล้วกันว่าเข้าเงื่อนไขที่บอกมาหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็เอาคืนไม่ได้ ให้แล้วให้เลย


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 28 เมษายน 2553 เวลา:8:42:00 น.  

 
ดิฉันมีปัญหาเหมือนคุณ วรฤทัยค่ะ เจ้าหน้าที่เรียกเอาใบรับรองการตายของพ่อ ซึ่งหย่ากับแม่หลายสิบปีแล้วทั้งที่มีใบหย่าให้ดู
ดิฉันก็สงสัยจังว่ามันจำเป็นตรงไหนที่เราจะรับมรดกของแม่ ต้องเอาใบตายของพ่อมาแสดงด้วย ทั้งที่พ่อหย่ากันนานแล้ว


โดย: นัยนา IP: 112.142.59.60 วันที่: 30 เมษายน 2553 เวลา:0:40:17 น.  

 
คุณลุงพึ่งเสียชีวิต และได้ทำพินัยกรรมเมือง ยกที่ดินทั้งหมดให้สามี ก่อนหน้า3 ปีแล้ว ลุงมีน้องอีก สองคน อยากถามว่าน้องเขาสามารถฟ้องร้องอะไรได้บ้าง ถ้าฟ้องแล้วเราจะชนะรึเปล่า เพราะเรามีพินัยกรรม และเป็นผูจัดการมรดกทั้งหมด
ขณะที่เราทำเรื่องโอนมรดก แล้วต้องประกาศ 30 วัน ถ้าเกิดมีการคัดค้าน จากญาติ ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ พินัยกรรมจะช่วยเราได้บ้างรึเปล่า
ที่ดินหนึ่งแปลงมีชื่อ ของแม่สามีและลุงที่พึ่งเสียชีวิต สามีก็ได้รับส่วนของแม่ซึ่งเป็นลูกคนเดียว และของลุงที่ทำพินัยกรรมไว้ให้ จะทำเป็นชื่อของสามี ได้พร้อมกันเลยได้หรือไม่ ต้องทำรังวัดก่อนรึเปล่า เสียค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่
พ่อซึ่งอย่ากับแม่สามี ไปมีภรรยาใหม่แต่ไม่ได้จดทะเบียนกัน ไม่มีทายาท พ่อเสียชีวิตนานแล้ว ถ้าพ่อมีที่ดินอยู่ ฝ่ายทางแม่ใหม่ เขาจะยักย้ายถ่ายเท ได้หรือไม่ เพราะทางโน้นระแวงมาก ว่าทางสามีจะไปทวง เพราะเคยโทรไปถามถึงใบรับรองการตายของพ่อ เขาเปลี่ยนเบอร์โทรไม่ให้เราติดต่อได้
ถ้าตอบได้ข้อไหนรบกวนตอบด้วยค่ะ เพราะไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ



โดย: นัยนา IP: 112.142.59.60 วันที่: 30 เมษายน 2553 เวลา:1:01:02 น.  

 
ถ้าลุงทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ใครคนนั้นก็ได้สิทธิไป คนอื่นถือว่าถูกตัดไปหมดในส่วนที่ทำพินัยกรรมนั้น พี่น้องไม่มีสิทธิได้ในส่วนที่ยกให้สามีคุณ

กรณีประกาศรับมรดก ทายาทอื่นมีสิทธิคัดค้านได้ ทางเจ้าพนักงานที่ดินจะพิจารณาแล้วจะมีคำสั่งให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร นั่นคือดูว่าคนตายทำพินัยกรรมให้ใครก็จะสั่งให้โอนมรดกให้คนนั้น คนคัดค้านที่ไม่พอใจก็ต้องไปฟ้องร้องเอา

การรับโอนมรดกทีมีคนตายสองคน จะทำคำขอสองฉบับ รับโอนมรดกคนตายทีละคน ไม่ต้อง
มีการรังวัดใดๆ รับโอนได้เลย ค่าธรรมเนียมโอนมรดกจากพ่อแม่คิดร้อยละ 50 สตางค์จากราคาประเมิน ส่วนที่รับมรดกจากลุงร้อย 2

ภรรยาน้อยไม่จดทะเบียนสมรสไม่มีสิทธิรับมรดกที่ดิน
การรับมรดกที่ดินต้องมาโอนที่ดิน ภรรยาน้อยไม่มีทางมาโอนทางทะเบียนได้เลย จึีงไม่มีทางยักย้ายที่ดินได้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 2 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:40:16 น.  

 
คุณปู่คุณย่าเสียชีวิตแล้ว มีคุณพ่อของสามี และคุณอาเป็นทายาท คุณอาเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล คุณพ่อและคุณอายินยอมยกที่ดินให้แก่สามี แต่สามีไม่มีเวลาไปดำเนินการรับโอน ถามว่าสามีจะมอบอำนาจให้ดิฉันเป็นผู้ดำเนินการแทนได้หรือไม่ ถ้าได้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง


โดย: แสงแข IP: 125.27.43.201 วันที่: 6 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:57:30 น.  

 
สามีคุณไม่ได้เป็นทายาท ผู้จัดการมรดกจะจดทะเีบียนโอนมรดกให้สามีคุณไม่ได้ แม้ทายาทจะยินยอมก็ตาม ต้องโอนโดยวิธีอื่นเช่น ทำขายเพื่อเอาไปแบ่งปันระหว่างทายาท หรือขายเพื่อใช้หนี้ของเจ้ามรดก จะทำยกให้ก็ไม่ได้ เพราะผู้จัดการมีหน้าที่โอนมรดกกับใช้หนี้กองมรดก หรือทำขายเพื่อเอาเงินไปแบ่งกันระหว่างทายาท

สามีมอบอำนาจให้ทำรับโอนโดยการขายได้ ให้ดูวิธีการทำหนังสือมอบอำนาจในหัวข้อวิธีเขียนหนังสือมอบอำนาจด้านซ้ายมือ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 7 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:17:46 น.  

 
ขอบคุณที่เขียนบล็อกนี้ขึ้นมาค่ะ มีประโยชน์และเป็นที่พึ่งได้จริงๆ
ญาติกำลังมีปัญหาเรื่องสามีแยกตัวออกไปอยู่ต่างหาก
และกำลังจะหาเรื่องฟ้องร้องต่อศาล จะทำเรื่องขอหย่า

มีปัญหาที่จะเรียนถามดังนี้คือ

1 บ้านที่อยู่เป็นชื่อของสามีได้มาก่อนสมรส ถ้าขอโอนเป็นชื่อของลูก อายุ 5 ขวบ จะได้หรือไม่

2 เมื่อเป็นชื่อของลูก และมีข้อตกลงหลังการหย่า ว่าเด็กอยู่ในความปกครองของมารดา
มารดาจะนำไปให้ผู้อื่นเช่า เพื่อนำมาเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่

3 ถ้ามีเหตุจำเป็นสุดวิสัยจริงๆ มารดาจะนำไปขายได้หรือไม่

ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: rose IP: 118.174.20.243 วันที่: 9 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:21:46 น.  

 
เวลาแบ่งสินสมรสต้องแยกว่าอะไรเป็นสินส่วนตัว อะไรเป็นสินสมรส อะไรได้มาก่อนสมรสก็เป็นสินส่วนตัว

บ้านมีอยู่้ก่อนสมรสจะเอามาแบ่งกันเนืองจากการหย่าไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นสินสมรส

แต่สามีสามารถโอนให้ลูกอายุ 5 ขวบได้ โดยพ่อแม่ที่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทำการแทนลูกได้

แต่การยกที่ดินให้ลูกแล้วต่อมาจะทำอะไรเกี่ยวกับที่ดิน เช่น เอาไปขาย จำนอง หรือให้เช่าเกินสามปี ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 10 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:22:38 น.  

 
ก่อนอื่นข้อขอบคุณท่านที่เขียนบทความนี้อยางสูงค่ะ
มีประโยชน์มากมายเหลือเกินเพราะขณะนี้ดิฉันมีปัญหา
เรื่องเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกพอดี

1.คุณพ่อเป็นบุตรคนเดียวของเจ้าของมรดก(คุณปู่)
2.คุณย่า(ภรรยาใหม่)เป็นผู้จัดการมรดก ที่จดทะเบียนสมรสกับคุณปู่
3.ทั้งคุณปู่และคุณย่าเสียชิวิตแล้ว
4.ลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อ(อา)ได้ดำเนินการต่างๆโดยที่คุณพ่อไม่ทราบเรื่องคือ
4.1ให้คุณย่าทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งหมดให้โดยไม่ได้ดูโฉนดโดยละเอียดโดยนึกว่าที่เป็นชื่อของคุณย่าแล้ว
คือที่หลังโฉนด
-ชื่อคุณปู่ยังเป็นเจ้าของที่ดิน
-คุณย่าเป็นแค่ผู้จัดการมรดก
4.2คุณอาไปร้องศาลขอเป็นผู้จัดการมรดก ต่อจากคุณย่า
และศาลมีคำสั่งมาให้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว

ขอถามคำถามนะคะ
1.คุณพ่อสามารถยื่นข้อรับมรดกจากกรมที่ดินได้เลยหรือไม่ คุณพ่อจำเป็นต้องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่
2.คุณอายังมีสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่
3.กรณีนี้ถือว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่


ขอขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างยิ่ง

กรรณิกา
15 พค.53


โดย: กรรณิกา IP: 180.180.99.216 วันที่: 15 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:21:35 น.  

 
คุณย่าจะยกที่ให้ผมซึ่งเป็นหลานจะต้องมีค่าใช่จ่ายอะไรบ้างครับ คือคุณพ่อไม่ได้อยู่ที่บ้านนานๆจะกลับมา ย่าเลยจะยกที่ให้ผมเพื่อปลูกบ้านครับ ขอบคุณครับ


โดย: Eak IP: 112.142.20.57 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:28:39 น.  

 
ค่าใช้จ่ายก็มีค่าธรรมเนียม ภาษีอากร แต่รายละเอียดบอกไม่ได้เพราะต้องมีข้อมูลอีกหลายอย่าง

ขอให้ไปติดต่อสอบถามสำนักงานที่ดินจะดีกว่า
เพราะต้องรู้ราคาประเมินที่ดิน และข้อมีข้อมูลอีกหลายอย่าง
เช่น ได้ที่ดินมาอย่างไร ครอบครองมากี่ปี ที่ดินในเขตนอกเขตเทศบาล อบต ฯลฯ

คือหลักการของผมจะไม่มีการตอบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ตามเหตุผลข้างต้น


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:40:16 น.  

 
ขออนุญาต เรียนถามต่อนะคะ
จากข้อมูลที่เคยให้ไว้โดย(กรรณิกา วันที่15 พ.ค. 53)

1.โฉนดยังเป็นชื่อคุณปู่ อยู่เลยค่ะ

2.ย่าทำพินัยกรรมให้อาเป็นทั้งผู้จัดการมรดกและรับมรดกทั้งแปลง(ยกให้ทั้งโฉนด)

3.กรณีที่ทำพินัยกรรม ยกให้ทั้งแปลงพินัยกรรมจะเป็นโมฆะหรือไม่ค่ะ

4.อายังมีสิทธิในที่ดินส่วนคุณย่าหรือไม่คะ ถ้ายังมีสิทธิ์และ

5.อาไม่ขอรับส่วนของอาที่ต้องได้คุณพ่อต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ

ขอบคุณค่ะ
กรรณิกา 23 พ.ค. 2553


โดย: กรรณิกา IP: 125.25.9.153 วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:03:42 น.  

 
ปู่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ปู่มีลูกกี่คนทุกคนก็มีสิทธิรับมรดกเท่าๆ กัน

ย่าก็มีสิทธิรบมรดกด้วยในฐานะภรรยา แต่ไม่มีสิทธิรับทั้งแปลง
ต้องรับร่วมกับลูกปู่ทุกคน

การที่ย่าเป็นผู้จัดการมรดกของปู่่ แต่ไม่ได้ทำการโอนให้ทายาทย่าก็ตายไป อำนาจผู้จัดการมรดกจึงหมดไป

การทำพินัยกรรมให้อา จึงมีผลเพียงส่วนที่ย่ามีสิทธฺรับมรดกจากปู่เท่านั้น ไม่รวมถึงส่วนลูกปู่

ตอนนี้ลูกปู่สามารถไปยื่นคำขอรับโอนมรดกจากปู้ได้โดยตรง
เพราะเหตว่าอาเป็นผู้จัดการมรดกของย่าเท่าันั้น ไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกของปู่แต่อย่างใด (คือย่าเป็นผู้จัดการมรดกปู่ก็จริงแต่ไม่ได้โอนมรดกให้กับตัวย่า ดังนั้นเมื่อย่าตายไปอำนาจจัดการมรดกที่ย่ามีอยู่จึงหมดไป ที่ดินก็ยังเป็นของปู่อยู่ตามเดิม)

ส่วนอานั้นสามารถจัดการมรดกของย่าได้เท่านั้น ซึ่งก็คือส่วนที่ย่าได้รับจากปู่ แต่ไม่มีสิทธิจัดการมรดกของปูเลย เว้นแต่ว่าเขาไปขอเป็นผุ้จัดการมรดกของปู่ด้วยแล้ว)

พินัยกรรมของย่าส่วนที่ยกที่ดินให้อานั้นมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย

ถ้าอาจะไม่เอามรดกส่วนที่ย่ายกให้ก็ต้องทำการสละมรดก
ให้ไปที่อำเภอสละมรดกทั้งหมดที่จะได้

แต่ถ้าจะเอาบางส่วนไม่เอาบางส่วนโดยตกลงกับทายาทอื่นๆ
ก็ควรทำสัญญาประนีประนอมกับทายาทอืื่นเพื่อตกลงกันว่าคนไหนจะเอาทรัพย์มรดกอะไร ใครจะเอาหรือไม่เอาอะไร

เมื่อตกลงกันแล้วก็พาำักันไปยื่นคำขอรับโอนมรดกที่สำนักงานที่ดิน ให้ไปพร้อมกันทั้งอาและพ่อคุณ รวมถึงทายาทอื่นที่ตกลงกัน

วิธีการรับมรดกก็ทำตามคำแนะนะที่ให้ไว้ มีข้อสงสัยให้ถามเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินที่ไปติดต่อ



โดย: หมอที่ดิน วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:10:57 น.  

 
ขอบคุณสำหรับความรู้ที่มอบให้ค่ะ







โดย: beery IP: 10.0.136.66, 58.136.5.43 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:55:24 น.  

 
วันนี้ไปที่ สนง.ที่ดินค่ะเพื่อไปทำเรื่องขอโอนที่มรดก
และได้นำประกาศไปตามที่ ที่เจ้าหน้าที่สนง.ที่ดินบอกแล้ว

และได้เลยไปดูที่ตามโฉนดที่ไปร้องขอโอนไว้ปรากฎว่ามีผู้มาปลูกบ้านอยู่ในที่หลายหลัง ซึ่งแต่เดิมมีเจ้าเดียวคือผู้ที่เช่าที่ทำนาอยู่ ถ้าที่ดินได้โอนมาเป็นของเราแล้วเราต้องจัดการกับผู้เช่านา และผู่ที่มาปลูกบ้านอยู่อย่างไรค่ะ

***ถามคนแถวนั้น ได้ความว่าบ้านที่มาปลูกเพิ่มภายหลัง มาปลูกอยู่ประมาณ4-5 ปี แล้วค่ะ

ที่ไม่เคยทราบเลยว่ามาผู้มาปลูกบ้านอยู่เพราะเพิ่งได้รับแจ้งจากญาติเรื่องมรดกค่ะ

ขอถามว่า
1.เราจะเสียที่ดินไปในกรณี ครอบครองปรปักษ์หรือไม่ค่ะ
2.ผู้เช่านาเดิมเราสามารถทำสัญญาเช่าใหม่ได้หรือไม่ค่ะ
3.ถ้าจะแบ่งที่ขาย เราต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆให้กับผู้เช่านา หรือไม่ค่ะ
4.ผู้เช่านาสามารถต่อรอง หรือบ่ายเบี่ยงในกรณี เปลี่ยนสัญญาเช่านาได้หรือไม่ค่ะ

ขอบคุณค่ะ

กรรณิกา


โดย: กรรณิกา IP: 125.25.46.88 วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:19:25:11 น.  

 
การเข้ามาแย่งการครอบครองที่ดินมีโฉนดจะต้องใช้เวลาครอบครองสิบปีจึงจะได้กรรมสิทธิ์(เจ้าของเดิมเสียสิทธิ)

กรณีนี้ไม่ถึง 10 ปี จึงไม่มีทางเสียสิทธิ

จะต้องฟ้องขับไล่ออกไปโดยเร็ว

การแบ่งขายไม่เกี่ยวกับผู้เช่านา

แต่ผู้เช่านามีสิทธิได้ทำนาต่อไปตามสัญญา ตามกฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อคุณจะขายนาจะต้องให้โอกาสคนเช่าได้ซื้อก่อน

การเปลี่ยนสัญญาเช่านาได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสัญญาเดิม
และการทำสัญญาใดๆ ก็ต้องอยู่ในบังคับกฎหมายการเช่าฯ
ดังกล่าว

สำหรับตัวบทกฎหมายดังกล่าวให้ไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ ตามลิ้งค์นี้

//web.rid.go.th/law/rule/prb2524.pdf


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 28 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:57:37 น.  

 
รบกวนสอบถามครับ
ได้รับโอนที่มรดกของพ่อที่เสียไปเมื่ปี45 โดยที่ดินมี2ผืน ผืนแรกตกแก่น้องชายตามที่ตกลงกันก่อนพ่อเสีย อีกผืนเป็นของผมและพี่ชายร่วมกัน เมื่อไปรับโอนต้องรับโอนทั้ง3คนร่วมกันเพราะน้องชายยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งตอนนี้บรรลุแล้วและพร้อมโอนคืนให้พี่ทั้ง2คน อยากรบกวนถามว่า
1 ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างในการไปโอน
2 ถ้าพี่อีกคนยินยอมโอนให้เหลือเป็นชื่อของเราพร้อมกัน
เลยสามารถทำได้หรือไม่
3 แต่ถ้ายังเป็นชื่อของ2คนสามารถนำไปทำธุรกรรม
อื่นๆได้หรือไม่ เช่น จำนอง ให้เช่า หรือขาย และ
ต้องมีวิธีการอย่างไร
ขอบพระคุณมากครับ


โดย: ทรงยศ IP: 124.120.4.40 วันที่: 16 มิถุนายน 2553 เวลา:17:47:33 น.  

 
เป็นเรื่องการยกให้ธรรมดา สามารถทำได้เสมอ
เพราะคนยกให้บรรลุนิติภาวะแล้ว

เอกสารก็เอาโฉนด ทะเบียนบ้านบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อสำนักงานที่ดิน

โฉนดมีืฃื่อกี่คนก็ตามแต่ละคนสามารถจัดการขายจำนอง ให้เช่าส่วนของตนได้ โดยอีกคนไม่ต้องให้ความยินยอม

แต่ถ้าจะขายหรือจำนองทั้งแปลงก็ต้องไปดำเนินการพร้อมกัน ในสัญญาเดียวกัน


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 17 มิถุนายน 2553 เวลา:8:56:27 น.  

 
สวัสดีครับ
ขอเรียนสอบถามครับ
มีปัญหาเรื่องมรดกที่ดินและบ้านครับ
แม่เสียไปแล้วประมาณ 4 ปีกว่า ไม่ได้มีพินัยกรรมไว้
สิทธิในการขอรับมรดกของลูกๆจะมีตลอดไปหรือเปล่าครับ
แล้วต้องรีบไปโอนรับมรดกหรือไม่ครับ

ขอบคุณครับ


โดย: เกียรติชัย IP: 202.91.19.194 วันที่: 17 มิถุนายน 2553 เวลา:21:51:34 น.  

 
สิทธิในการรับมรดกเป็นเรื่องหนึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงแต่ละเรื่อง

แต่การจะทำให้สิทธิของตนปรากฎในโฉนดก็ต้อง
ทำการยื่นคำขอรับโอนมรดกก่อน

ให้รีบไปดำเนินการยื่นคำขอรับโอนมรดกโดยเร็ว
โดยทำตามที่แนะนำไว้

การปล่อยทิ้งไว้ไม่เป็นการดี อย่างน้อยราคาประเมินก็จะสูงขึ้นเรื่อย ทำให้เีสียค่าธรรมเนียมมากกว่าเดิม



โดย: หมอที่ดิน วันที่: 18 มิถุนายน 2553 เวลา:12:43:56 น.  

 
ขอสอบถามว่า ที่ดินมรดก ซึ่งมีผู้รับมรดกร่วมกันสามราย ถ้าจะแบ่งที่ดิน แต่ตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะได้ส่วนไหน แม้ว่าจะแบ่งแต่ละส่วนเท่ากันกันตามราคาประเมินแล้ว

กรณี้ที่ตกลงกันไม่ได้ จะต้องทำอย่างไรครับ ฟ้องศาลเพื่อให้ศาลสั่งนำขายทอดตลาดหรือเปล่าครับ แล้วเองเนมาแบ่งกัน


โดย: ที IP: 58.8.106.31 วันที่: 21 มิถุนายน 2553 เวลา:23:29:01 น.  

 
การแบ่งที่ดินไม่ว่ากรณีใดๆ
จะทำได้ต่อเมื่อตกลงกันให้ได้
หากตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งไม่ได้
จะต้องฟ้องร้องกัน

และยุ่งยากมาก
ควรตกลงกันให้ได้
ไปหาผู้ใหญ่ที่ทุกคนนับถือช่วยพูดให้

หรือไม่ก็ขายแล้วแบ่งเงินกัน
แนะนำได้แค่นี้แหละ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 22 มิถุนายน 2553 เวลา:14:11:55 น.  

 
แม่ดิฉันเสียไปเมื่อสองปีกว่าแล้ว แม่มีที่นา1แปลง และที่บ้าน1แปลง ทั้ง2แปลงเป้นชื่อแม่ ที่นาเขียนว่า บ.ท.5 ส่วนพื้นที่บ้านไม่ทราบแน่ชัดว่ามีชื่ออย่างไร ดิฉันมีพี่น้อง7คน ก่อนแม่ตาย พ่อกับแม่บอกว่าจะยกให้ดิฉันกับน้องสองคน แม่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ใบมรนบัตรของแม่มีค่ะ ดิฉันกับน้องจะไปยื่นขอโอนเลยได้ไหมค่ะ ส่วนพี่ๆทั้งห้าพวกเขายินยอมค่ะ เรียนถามหน่อยนะค่ะต้องทำยังไงบ้าง มีหลักฐานอะไรบ้างที่ต้องไปแสดง พ่อกับแม่จดทะเบียนสมรสกันค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: ปารวีย์ IP: 118.175.185.77 วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:57:22 น.  

 
ที่ดินที่จะยื่นคำขอรับโอนมรดกที่สำนักงานที่ดินได้
จะต้องเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3 ที่ดิน ภบท 5
ไม่สามารถจดทะเบียนโอนมรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้

ถ้าหากที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญใดๆ เลย ก็ให้คุณกับพี่น้องก็ครอบครองใช้ประโยชน์ต่อไป แต่การจะมีสิทธิหรือไม่ ไม่อาจรับรองได้ ขึ้นอยู่กับว่าเดิมได้ที่ดินมาอย่างไร อาจเป็นการบุกรุกแผ้วถางเอาเอง อาจบุกรุกป่า ที่สาธารณะ ถ้าเป็นลักษรณะนั้นก็ไม่ได้สิทธิ และอาจมีความผิดด้วยซ้ำไป


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:33:24 น.  

 
จากกระทู้ที่ดิฉันได้ตั้งไว้ //www.pantip.com/cafe/home/topic/R9425574/R9425574.html

มีคำถามค่ะ

หนังสือยินยอมให้จัดการมรดกของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก (ให้พี่สาวเป็นผู้จัดการมรดก) จำเป็นต้องให้ทายาทเซ็นต์รับรองหรือไม่อย่างไรค่ะ (เพราะพี่สาวตั้งตัวเองเป็นทายาท คุณพ่อก็ยินยอมค่ะ เหลือแต่ดิฉันที่อยู่ต่างประเทศ)

ถ้าต้องเซ็นต์ยินยอม ต้องทำหนังสือเอง หรือทำที่สถานฑูต (โดยให้สถานฑูตเป็นพยาน) หรือไม่อย่างไรคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: ปัทมา IP: 80.109.28.86 วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:13:49:54 น.  

 
ให้อ่่านคำแนะนำการรับโอนมรดกใหม่ให้ละเอียด
จะเห็นว่ากรณีนี้ปกติก็ไม่จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกเลย

ในระเบียบเกี่่ยวกับการรับโอนมรดก แม้ในวันประกาศรับโอมรดกไม่ได้โฉนดที่ดินมาในวันยื่นคำขอประกาศรับมรดก
เจ้าหน้าที่ก็สามารถทำเรื่องประกาศรับมรดกได้

เมื่อประกาศครบกำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ทำหนังสือแจ้งให้
ธนาคารส่งมอบโฉนดมาจดโอนมรดกได้
กรณีของคุณหนี้จำนองก็หมดไปแล้ว ธนาคารไม่ต้องกลัวว่าจะมอบโฉนดให้ผิดคน(ไมใช่ทายาท) เพราะได้ดำเนินการประกาศรับมรดกทางสำนักงานที่ดินแล้ว ถ้าไม่มีคนคัดค้านก็จดทะเบียนได้เลย ในประมวลกฎหมายที่ดินให้
อำนาจเ้จ้าพนักงานที่ดินเรียกโฉนดที่อยู่กับคนอื่นมาจดทะเบียนโอนมรดกได้(ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 81)

เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกเลย ให้พี่สาวไปยื่นคำขอประกาศรับมรดกโดยตรง และให้พ่อ และคุณทำหนังสือว่าคุณไม่รับมรดก ยินยอมให้พี่สาวรับมรดกไปได้ตามที่ยื่นคำขอไว้ (เขาเีรียกไว่าไม่รับมรดก ไม่ใช่สละมรดกนะ เป็นคนละเรื่องกัน)

แต่ปัญหาใหญ่ของคุณคือในทะเบียนบ้านมีชื่อคนอื่นเป็นลูกด้วย ตรงนี้เจ้าหน้าที่จะไม่เชื่อคุณว่าไม่ใช่ลูก ก็เลยแนะนำให้ไปตั้งผู้ัจัดการมรดก เมื่อศาลตั้งผู้ัจัดการมรดกแล้วก็สามารถโอนมรดกได้ตามที่ผู้จัดการมรดกต้องการโอนมรดกให้ไป (คือข้นตอนนี้เจ้าหน้าที่จะดูเพียงว่าคนที่จะรับโอนเป็นทายาทจริงหรือไม่เท่านั้น หากเป็นทายาทก็จะจดโอนให้ แต่จะไม่ดูว่ามีทายาทอื่นอีกหรือไม่ เพราะเรืองนั้นให้ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รับผิดชอบไป หากทายาทอื่นเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็ฟ้องผู้ัจัดการมรดกเอง เจ้าหน้าที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย

ส่วนปัญหาเรื่องทำหนังสือยินยอมเพื่อให้นำไปแสดงต่อศาลนั้น ปกติถ้าคุณทำหนังสือยินยอมโดยในหนังสือไม่ส่อพิรุธอะไรเลย ศาลก็คงไ่ม่สงสัยในเรื่องความถูกต้อง แค่คุณเซ็นในแบบฟอร์มทำหนังสือและส่งมาให้ ก็ควรจะจบแล้ว คือไม่มี่ประเด็นให้ต้องสืบไปถึงความไม่แท้จริง

สำหรับวิธีการทำหนังสือยินยอมที่สถานทูตนั้นผมไม่ทราบวิธีการ ให้คำแนะนำไม่ได้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:08:13 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำตอบและคำแนะนำดี ๆ นะคะ

ได้เคยทำการแย้งพี่สาวไปครั้งนึงแล้วค่ะ เรื่องโอนมรดก แต่พี่สาวยืนยันว่าธนาคาร กับที่ดิน ให้ทำผู้จัดการมรดก

แต่จะลองแย้งอีกครั้งนึง แล้วจะส่งลิงค์นี้ให้พี่สาวอ่านค่ะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: ปัทมา IP: 80.109.28.86 วันที่: 2 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:45:36 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ดิฉันกรรณิกาค่ะถามคำถามต่อจากที่เคยถามไว้นะคะ

จากเมื่อวันที่ 24พ.ค.53

ถ้าเราทำเรื่องประกาศ30วันเรียนร้อยแล้วไม่มีผู้คัดค้าน

แต่หัวหน้ากรมที่ดินไม่ยินยอมให้โอนที่ดินเป็นของคุณพ่อ

ค่ะ บอกว่าให้ไปเอาใบมรณะบัตรของพ่อกับแม่ของคุณย่า

มาแสดงว่าเสียชีวิตแล้วจริงและไม่มีทายาทอื่นๆ (ซึ่งถ้ามีชีวิตอยู่ก็คงเกือบๆ150 ปีแล้ว)

แล้วเราจะไปตามหาทายาททางคุณย่าจากที่ไหนเพราะคุณ

ย่าแต่งงานมาอยู่กับคุณปู่และไม่มีลูก เช่นนี้ต้องตามหาพี่-

น้องของย่า ว่ามีลูกหลานมาแบ่งมรดกหรือไม่ค๊ะ

และที่สำคัญครอบครัวเราไม่เคยรู้จักครอบครัวของพวก

คุณย่าเลย แล้วจะไปเอาที่ไหนมาแสดงให้เค้าดูค่ะ

วันนี้คุณพ่อชำระเงินค่ารับโอนไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ

แต่ผู้เป็นหัวหน้าให้ไปทำเรื่องขอรับเงินคืนและไม่ให้คุณ

พ่อเป็นผู้รับมรดกโดยอ้างความข้างต้นค่ะ

เราจะต้องทำอย่างไรบ้างค่ะงง จริงกับเจ้าหน้าที่ที่ดินวัง

น้อย

ขอบพระคุณอย่างสูง

กรรณิกา


โดย: กรรณิกา IP: 125.25.50.198 วันที่: 8 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:24:46 น.  

 
จากกรณีข้างต้น

ถ้าเจ้าหน้าที่ยอมให้โอนเป็นชื่อคุณพ่อแล้ว

ในวันเดียวกัน ถ้าคุณพ่อจะยกที่ดินให้ดิฉัน กับน้องชาย

สามารถโอนอีกทอดต่อมาให้ดิฉันและน้องชายได้เลยหรือ

ไม่ ค่าใช้จ่าย(ค่าธรรมเนียม)คิดอย่างไรค่ะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: กรรณิกา IP: 125.25.50.198 วันที่: 8 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:46:45 น.  

 
สวัสดีครับ ขอปรึกษาครับ

แม่ได้แบ่งที่ดินให้กับลูก 2 คน เท่าๆกัน ลูกคนโตได้ไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่มีลูก 2 คน ทีนี้เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2543 ภรรยาได้ไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกในฐานะคู่สมรสและตัวแทนของบุตร (รับมรดก) เมื่อปี 2546 ต่อมาปี 2551 ได้ขายที่ดิน เพื่อใช้หนี้ที่สามีก่อไว้และเป็นค่าเล่าเรียนของลูกทั้ง 2 มาเมื่อปีที่แล้วปี 2552 แม่ของผู้ตาย(สามี)ทราบข่าวว่าลูกสะไภ้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวก็ฟ้องเอาส่วนแบ่ง อยากถามว่า
1.แม่สามียังมีสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่
2.ลูกสะไภ้ไม่อยากมีเรื่องราวจึงเสนอเงินให้ 2 แสน แม่สามีก็ไม่เอายืนยันจะฟ้องเอาส่วนแบ่ง
3.การเรียกร้องสิทธิ์ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่
4.ประมวลความทางกฎหมายแพ่งเริ่มตั้งแต่เมื่อใด อายุความกี่ปี กี่เดือน

ขอบคุณมากครับ


โดย: บุญ IP: 117.47.41.74 วันที่: 9 กรกฎาคม 2553 เวลา:9:05:37 น.  

 
ตอบคุณกรรณิกา
ในกรณีย่าตายหลังปู่ และยังไม่ได้ทำการโอนที่ดินส่วนที่จะตกแก่ย่ามาเป็นชื่อย่า ย่าก็ตายไปอีก ลักษณะนี้เป็นการตายซับซ้อนเป็นมรดกซับซ้อน ในแง่กฎหมายถือว่าส่วนที่ตกกับย่านั้นเป็นของย่าแล้วแต่เพียงแต่ยังไม่ได้ โอนมาเป็นชื่อของย่า

ในลักษณะเช่นนี้พ่อแม่ของย่าก็มีสิทธิรับมรดก ส่วนที่ตกเป็นของย่าด้วย แต่เมื่อพ่อแม่ย่าตายไปก่อนย่าแล้ว ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกเพราะตายไปก่อน(ไม่ีมีตัวอยู่ในตอนย่าตายนั่นเอง) นอกจากพ่อแม่ของย่าแล้ว ลูกของย่าก็มีสิทธิด้วย แต่ในเมื่อย่าไม่มีลูกเลย คนที่มีสิทธิลำดับต่อไปคือพี่น้องร่วมบิดามารดากับย่า เขาก็มีสิทธิรับโฮนมรดกส่วนที่ตกแก่ย่าด้วยที่ดินก็จะตกไปแก่พี่น้องของย่า ถ้ามีก็ให้เขา(หรือลูกเขา)รับไป

ปัญหานี้เป็นเรื่องทางปฏิบัติ คือไปต้องหามรณบัตรพ่อแม่ของย่า ถ้าไม่มีก็ต้องไปขอหนังสือรับรองการตายของพ่อแม่ย่ามา เรื่องนี้อาจทำได้โดยเอาพยานที่เป็นคนแก่ ที่รู้เรืองการตายไปหาอำเภอหรือเทศบาลให้ออกใบรับรองการตาย แต่ถ้าหากย่ามีอายุมากพ่อแม่ก็ต้องอายุมาก
ถ้ามากเกินเป็นร้อยห้าสิบปีอย่างที่คุณบอก
เ้จ้าพนักงานที่ดินก็แค่ใช้เหตุผลว่าไม่ต้องไปหาเอกสารนั้นมาก็ได้ เพราะในโลกไม่มีใครมีอายุ 150 ปีแน่ๆ

ส่วนที่หาทายาทอื่นมาไม่ได้นั้นถ้าไม่มีทายาทอื่นคุณก็ยืนยันว่าไม่มีจะไปหาส่วนที่ไม่มี ย่อมทำไม่ได้อยู่แล้ว
คุณ ต้องรับรองเอาเองในบัญชีเครือญาติว่าครบถ้วนถูกต้องแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่บอกยังมีอีกก็ให้เขาพิสูจน์ไปหามาเองว่ามีอยู่ ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่จะไม่ทำอย่างนั้น เขาจะถือตามที่คุณให้การยืนยัน และทำการประกาศไป หากไม่มีใครคัดค้านก็ทำตามประกาศ

คือในกรณีที่ คุณบอกว่ามีน้องย่า มีพี่ย่า อย่างนี้คุณต้องไปเอามรณบัตรคนเหล่านี้มา แต่ถ้าคุณไม่ได้แสดงในบัญชีเครือญาตว่ามีพี่หรือน้องย่า เขาก็ไม่เรียกร้องให้นำเอกสารใดๆ มาแสดง เพราะคุณรับรองว่าย่าไม่มีพี่น้องอีกแล้ว มันก็จบแค่นั้น ถ้าพี่นอ้งย่าคนไหนตายก็ต้องบอกว่าคนที่ตายมีลูกอีกหรือเปล่า และให้คนเหล่านั้นมารับมรดกแทน

สรุปเรื่องนี้ต้องไปเอาใบรับรองการ ตายของพ่อแม่ของย่านั้้นถูกต้องแล้ว แต่คุณสามารถแย้งว่าตอนย่าตายย่าอายุร้อยปี (อาจ 90 ปี) และพ่อแม่ย่าถ้าอยู่ก็ต้องอายุ 110 หรือ
120 ซึ่งถ้ามีอยู่จริงก็ต้องดังทั่วไทยแล้ว (อาจดังระดับโลก)
เพราะ ฉะนั้นให้ใช้สามัญสำนึกว่าต้องตายไปแล้ว ประเด็นหนังสือรับรองการตายของพ่อแม่ย่าจึงน่ายุติได้ไม่ยาก ใช้สามัญสำนึกธรรมดานี่เอง

กรณีมีปัญหาการรับโอนมรดกก็ร้องให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก
จะดีกว่า เมื่อตั้งผู้จัดการมรดกแล้วก็สามารถโอนมรดกได้
ตาม ที่ผู้ััจัดการมรดกแสดงความประสงค์จะโอน โดยต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าคนรับโอนเป็นทายาทจริง โดยผูจัดการมรดกจะไม่โอนให้แก่ทายาทอื่นก็ทำได้เจ้าหน้าที่จะไม่คัดค้าน แต่ผู้จัดการมรดกอาจโดนทายาทคนอื่นนั้นฟ้องร้องเอาได้ (คืออันนี้พูดในแง่เจ้าหน้าที่ คือถ้าเป็นการโอนโดยผู้จัดการมรดกแล้วเขาจะดูเพียงว่าคนรับโอนเป็นทายาทหรือ ไม่เท่านั้้น แต่จะไม่ดูว่าการโอนเป็นธรรมแก่ทายาทอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทายาทอืนต้องไปฟ้องร้องกันเอาเอง ไม่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เลย)

ในแง่การรับโอมรดกที่ดินนั้น จะรับโอนมรดกบางส่วนก็ได้ไม่รับโอนไปทั้งแปลง คือจะให้พ่อคุณรับเฉพาะส่วนที่พ่อมีสิทธิ ส่วนของย่าไม่่ไปแตะต้อง เมื่อพ่อคุณรับโอนมรดกแล้ว จะยังมีชื่อปู่เป็นเจ้าของร่วมกับพ่อของคุณ

ส่วนที่จะตกเป็นของย่าก็ให้ทายาทของย่าไปรับกันเอาเองทีหลัง ซึ่งไม่เกียวกับคุณ

ขอให้กลับไปอ่านเรื่องการรับโอนมรดกบางส่วนในคำแนะนำให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง


ส่วนเมื่อรับโอนมาเป็นชื่อพ่อแล้วก็สามารถทำเรื่องยกให้แก่คุณกับน้องได้ไม่ีมีปัญหาอะไร ค่าโอนคุณก็ถามเจ้าหน้าที่ได้เลยเพราะไปหาแล้ว ผมบอกไม่ได้มันมีข้อมูลหลายเรื่องที่ผมไม่รู้เ่ช่น ราคาประมเมิน


สุดท้ายผมขอแนะนำว่า ในกรณีใดที่เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้ทำในเรื่องที่คุณเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ให้ร้องเรียนไปยังที่ดินจังหวัด หรือไปร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดได้ หรือแม้แต่ฟ้องต่อศาลปกครองได้โดยไม่ต้องว่าจ้างทนายความแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่่แต่ละคนไม่ใช่ว่ารู้เรื่องดีไปทุกแง่มุม
บางกรณีก็ตัดสินผิดในแง่่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย
แม้แต่ศาลยังตัดสินผิด เพราะฉะนั้นให้ไปพบผู้บังคับัญชาสูงขึ้นไปอีก ถ้าเป็นที่วังน้อย คุณก็ไปร้องเรียนที่ตัวจังหวัด ถ้าเห็นว่าจังหวัดทำไม่ถูกอีกก็ร้องเรียนไปกรมที่ดินเลย ทำหนังสือหรือไปร้องเรียนด้วยปากเล่าเรื่องให้ดี
บอกข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน และให้เจ้าหน้าที่ทำเป็นหนังสือคำสั่งว่าให้ทำอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรเลย
ผมขอแนะนำว่าเรื่องบางเรื่องถ้าหากคุณให้เหตุผลดีๆ
และแข็งขันยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ทุกคนจะยอมรับฟัง และกลัวว่าตัวเองจะผิดด้วยซ้ำไป(ถุ้าหากเขาทำผิดจริงๆ)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 11 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:28:01 น.  

 
ตอบคุณ บุญ

ใครก็ตามที่ตายไปถือเป็นเจ้ามรดก และ
พ่อแ่ม่ ลูก สามีภรรยาของเจ้ามรดกถือเป็นทายาท
มีสิทธิรับมรดกตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้

กรณีนี้เมื่อลูกคนโตตายไป แม่ของเขาก็มีสิทธิรับมรดก
เมื่อมีการตั้งผู้จัดการมรดก หน้าที่แรกจะต้องชดใช้หนี้ของเจ้าหน้ามรดกก่อน ทรัพย์สินที่เหลือจึงจะเอามาแบ่งให้ทายาทตามสัดส่วนในกฎหมาย

การเอาที่ไปขายเพื่อใช้หนี้เพราะไม่มีทรัพย์สินอื่นแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ไม่ผิดอะไร

เมื่อใช้หนี้แล้วก็ต้องแบ่งให้ทายาทตามสัดส่วน คือต้องให้แม่เจ้ามรดกส่วนหนึ่ง และแบ่งให้ลูกและภรรยาด้วย
หากไม่แบ่งให้จะถือว่าทำผิดหน้าที่ผู้ัจัดการมรดก

กาารจะอ้างเอาเงินไว้ส่งเสียให้การศึกษานั้นอ้างไม่ได้
ผู้จัดการมรดกแค่แบ่งเงินให้ลูกและแบ่งเงินให้แม่เจ้ามรดกด้วย ก็จบเรื่องไป

แต่แม่เจ้ามรดกคงไม่สามารถคัดค้านได้ นอกเสียจากจะเอาเงินมาใช้หนี้แทนและรับส่วนที่เป็นที่ดินไปแทนในสัดส่วนที่ตนควรได้ ก็เท่านั้น

ส่วนเรื่องอายุความมรดกนั้นปกติต้องฟ้องในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทรู้การตายของเจ้ามรดก

แต่ในกรณีมีผู้จัดการมรดก กฎหมายแพ่ง
มาตรา 1733 ห้ามทายาทฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง

ปัญหานี้จึงอยู่ที่ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อใด ต้องดูตามข้อเท็จจริง

ต้องดูว่าแบ่งมรดกเสร็จเมื่อไร การแบ่งทรัพย์ต้องดูการแ่บ่งมรดกทั้งหมด อาจมีเรื่องเงิน รถ ที่ดิน ปืน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องที่ดิน อาจแบ่งจบไปนานแล้วคือเช่น ให้แม่เ้จ้ามรดกเอาเงินไปส่วนหนึ่ง แล้วพอใจแค่นั้น แต่ที่ดินให้เมียและลูก แต่ถ้าไม่แบ่งให้จบไปก่อนนั้น เพิ่งเอาที่ดินมาขายในนามผู้ัจัดการมรดกเลยอย่างนี้ก็คิดว่ายังไม่เกินห้าปีนะ เพราะเพิ่งขายใช้หนี้ในปี 52

แต่คุณบอกว่าแม่เจ้ามรดกฟ้องแล้ว ก็ให้ทนายของคุณทำเรืองสู้คดีซิ หรือไม่ก็ประนีประนอมกันในศาลไปเลย
ไม่ต้องจ้างทนายหรอก ไปศาลตามที่ศาลนัด ปกติศาลไกล่เกลี่ยก่อนอยู่แล้ว หาทนายอาสาช่วยหน่อยไม่ถึงกับจ้างหรอกหากว่าคุณอยากประนีประนอมกับแม่เจ้ามรดก
ไม่ต่อสู้เต็มรูปแบบ

เรื่องมรดกนี่ผมว่าเมื่อมันชัดแจ้ง ไม่ลับลมคมในอะไร
หากไม่ไปหลงกลทนายอ้างว่าชนะแน่ๆ แต่รับฟังกลางๆ ถามคนหลายๆ คน ก็จะรู้ว่าควรสู้หรือไม่สู้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 11 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:53:22 น.  

 
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

ที่ให้คะแนะนำที่ชัดเจนและกระจ่างแจ้งเป็นที่สุด

เพราะถามหลายท่านหลายที่ คำตอบที่ได้ไม่ครอบคลุม

จริงๆ แต่สำหรับที่นี่ดิฉันได้รับคำตอบที่ดีที่สุด

กรรณิกา



โดย: กรรณิกา IP: 118.172.195.137 วันที่: 15 กรกฎาคม 2553 เวลา:8:19:33 น.  

 
ผมว่าเรื่องนี้ถ้าจะให้พ่อคุณทำเรื่องรับมรดกเฉพาะส่วนที่พ่อมีสิทธิไปตามลำพังก็ทำได้ โดยทำเรื่องรับมรดกประเภทรับมรดกบางส่วน โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วนที่ตกกับย่าแต่อย่างใด ส่วนที่ย่ามีสิทธิจะรับมรดกจากปู่ ก็ให้ทายาทของย่าไปทำเรื่องรับส่วนนั้นเอาเองตามสิทธิ มันจะเป็นคนละคำขอกับพ่อของคุณก็ทำได้

ส่วนถ้าหากอารับมรดกส่วนที่ตกได้กับย่าเรียบร้อยแล้ว
และอยากยกให้พ่อคุณ ก็ให้มาทำเรื่องยกให้กันได้
ไม่ีมีข้อห้ามอะไร หรือจะทำขายกันก็ได้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 15 กรกฎาคม 2553 เวลา:18:58:10 น.  

 
มีเรื่องปรึกษาดังนี้ค่ะ
ดิฉันและสามี(ไม่จดทะเบียน) ซื้อบ้านร่วม(ชื่อกรรมสิทธิ์ร่วม)กัน ปี44 ต่อมาเลิกกัน(แยกกันอยู่) ดิฉันเป็นคนไปไถ่ถอนและโอนเป็นชื่อดิฉันคนเดียว(โดยตอนแรกสามียินยอมเซ็นต์โอนให้แต่โดยดี ) แต่ต่อมาสามีไปฟ้องร้องศาลให้โอนเป็นชื่อลูก3คน(อายุ 14-10-7 ปี) ดิฉันก็ตกลง ปรากฎว่าขณะนี้ ลูกๆและดิฉันต้องการซื้อบ้านใหม่ จึงต้องไปร้องต่อศาลปกครอง ขอทราบว่าต้องดำเนินอย่างไรบ้าง และใช้เวลานานหรือไม่ เพราะว่ามีคนสนใจจะซื้อบ้านหลังนี้แล้ว มีบางคนบอกว่าถ้าเหตุผลไม่เพียงพอ ศาลจะไม่อนุญาต (ดิฉัน เป็นผู้เลี้ยงลูกเองทั้งหมด ค่าใช้จ่ายกินอยู่ เรียน ดิฉันรับผิดชอบคนเดียว พอมีพอกิน แต่อยากได้บ้านหลังใหม่ ไม่ขายก็ซื้อใหม่คนเดียวไม่ไหว) จึงเรียนปรึกษาค่ะ


โดย: กันยา กฤษดาฯ IP: 119.46.132.210 วันที่: 23 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:22:49 น.  

 
ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ตอบช้า เป็นเพราะมีปัญหาการเข้าใช้ิอินเทอร์เน็ท

เรื่องการร้องขอศาลเพื่อขายที่ดินของผู้ยังไม่บรรลุนิติิภาวะ
ต้องไปร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดตามปกติ ศาลจะอนุญาตหรือไม่
ขึ้นอยู่กับเหตุผล การร้องขอต่อศาลแบบนี้ไม่ใช่เรื่องพิพาทกัน
ไม่มีโจทก์จำเลย เป็นเรื่องที่ไม่ยาก ไม่ต้องไปจ้างทนายก็ได้แต่ให้ไปติดต่อที่ศาล
หรือที่สำนักงานอัยการจังหวัด หรือไปติดต่อสภาทนายความ
เื่พื่อขอความช่วยเหลือก็ได้ เขาจะแนะนำเรื่องการยื่นคำร้อง
การเขียนต่างๆ (รวมเหตุผลที่คิดว่าควรใส่ไว้)

ปกติเขาจะไม่โอนที่ดินให้เด็กๆ (นอกจากเลี่ยงไม่ได้) ก็เพราะว่าบางกรณีมีความจำเป็น
ต้องขายหรือจำนองที่ดิน ทำให้ต้องไปร้องขออนุญาตต่อศาลก่อน
ทำให้เสียเวลา แต่ตามปกติแล้วการร้องขอแบบนี้เป็นเรื่องง่ายๆ
ไปทำด้วยตนเองก็ได้ โดยไปติดต่อขอคำแนะนำอย่างที่บอก

ส่วนจะต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนบอกไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับจำนวน
คดีความในศาลที่ไปยื่นเป็นสำคัญ


โดย: หมอที่ดิน IP: 118.174.209.129 วันที่: 30 กรกฎาคม 2553 เวลา:13:37:12 น.  

 
เรียนคุณหมอที่ดินที่เคารพครับ
ครอบครัวผมมีที่ดินอยู่ 2 แปลง ซึ่งแต่เดิมเป็นชื่อของย่าครับ เมื่อคุณย่าเสียตอนอายุ 94 ปี (ปี2546)ก็ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนหน้านั้น และผู้ได้รับผลประโยชน์ในลำดับต่อมาก็คือ ปู่ ป้า ลุง(เสียชีวิตปี 2511) และ พ่อ และในตอนนั้นปู่ก็ต้องการที่จะเป็นเจ้าของโฉนดแต่เพียงผู้เดียว(กลัวว่าเดี๋ยวลูกหลานจะไม่ดูแล) ซึ่งก็ได้ขอให้ป้าและพ่อของผมเซ็นต์ยินยอมไม่รับมรดก และได้มอบอำนาจให้ผมไปดำเนินการด้านเอกสารที่กรมที่ดินจนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งตอนนั้นทางที่ดินก็ไม่ได้ขอเอกสารที่แสดงว่าลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ และยอมให้สามารถทำเอกสารโอนโฉนดมาเป็นชื่อปู่แต่เพียงผู้เดียว
ต่อมาในปี 2551 ปู่ก็ได้เสียชีวิตลง(อายุ 99 ปี) ซึ่งท่านก็ไม่ได้ทำการโอนมรดกมาให้กับลูกหรือใครๆเลย จนล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันชื่อโฉนดก็ยังเป็นชื่อปู่อยู่ และตอนนี้มีคนมาติดต่อขอซื้อที่แปลงนี้ โดยทางพ่อและป้าก็ตกลงกันว่าจะต้องการขายเพื่อจะได้แบ่งทรัพย์สินโดยเท่าเทียมกัน แต่มีปัญหาอยู่ที่ป้าของผมอาศัยอยู่ต่างประเทศและจะมีเวลากลับมาเมืองไทยในระยะเวลาสัก 1 เดือนเท่านั้นเพื่อที่จะมาทำเรื่องการแบ่งมรดกแปลงนี้
ผมจึงขอเรียนถามคุณหมอที่ดินว่า
1. ในกรณีที่ลุงผมเสียชีวิตไปนานแล้วและทางครอบครัวก็ไม่มีหลักฐานหรือเอกสารใดๆมาอ้างอิงการเสียชิวตของลุง ทางป้าและพ่อสามารถทำการขอรับมรดกต่อจากปู่ได้หรือไม่ครับ
2. ทั้งป้าและพ่อตกลงร่วมกันว่าจะทำการขายที่ดินให้กับผู้ซื้อในคราวเดียวกับที่ทำการโอนรับมรดกไปพร้อมกันได้หรือไม่ครับ หรือมีวิธีการเพื่อให้ง่ายต่อการขายให้กับผู้ซื้อแบบอื่นๆอีก เช่น ต้องมีผู้จัดการมรดก หรือต้องโอนมรดกเป็นชื่อของคนใดคนหนึ่งก่อนเพื่อความสะดวกในการซื้อขายครับ
ขอความอนุเคราะห์ด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ


โดย: สาธิต กุฎีศรี IP: 110.77.145.63 วันที่: 6 สิงหาคม 2553 เวลา:16:31:58 น.  

 
เข้าใจว่าลุงคงตายก่อนย่าโดยที่ลุงก็ไม่มีบุตรภรรยามัง ในสมัยก่อน
เจ้าหน้าที่คงยังไม่เคร่งครัดเรื่องใบมรณบัตรของลุง

ตอนนี้เห็นว่าเข้มงวดเรื่องหลักฐานการตายของทายาทต่างๆ
เพราะฉะนั้นอาจต้องไปหาหลักฐานการตายของลุงให้ได้
หากไม่ได้ก็ต้องไปขอให้ทางอำเภอหรือเทศบาลฯลฯ
ออกหนังสือรับรองการตาย ซึ่งต้องหาพยาน กำนัน
ผู้ใหญ่บ้านไปรับรอง

การรับโอนมรดกแล้วทำขายนั้น ต้องรับโอนมรดกให้เรียลร้อยก่อน
แล้วถึงจะทำการโอนขายได้ คือต้องประกาศการขอรับมรดกเป็นเวลา
30 วันก่อน หากไม่มีใครคัดค้านก็รับโอนตามที่ประกาศไว้ได้
แล้วก็มาจดรับโอนมรดกอีกที ต่อจากนั้นจึงจะทำการขายได้

ส่วนวิธีการประกาศขอรับมรดก ป้ากับพ่อจะมายื่นคำขอด้วยตัวเอง
ทั้งสองคนก็ได้ หรือจะให้ป้ามอบอำนาจให้ใครมายื่นคำขอก็ได้
แล้วก็ทำหนังสือมอบอำนาจให้ขายอีกครั้งหนึ่งก็ได้ (ทำคนละฉบับ
จะดีกว่า)การมอบอำนาจจะต้องมอบทะเบียนบ้านกับบัตรหระชาชน
ตัวจริงให้คนรับมอบมาด้วย

ไม่ควรร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก เพราะเสียเวลามากกว่าไปยื่นคำขอประากศรับโอนมรดก
เสียอีก เพราะต้องรอศาลจัดคิวพิจารณาคดี และก็ต้องประากศหนังสือพิมพ์ด้วย
และเรื่องนี้ก็ตกลงกันได้ไม่ยุ่งยากอะไร

เรื่องไม่มีหลักฐานการตายของลุง คุณลองบอกว่าตอนโอนมรดกมาเป็นของปู่
ตอนนั้นก็ไม่ได้แสดงหลักฐานยังยอมให้โอนไปได้ กรณีนี้ก็เหมือนเดิม
จึงไม่ต้องเอามาแสดง ให้ดูจากหลักฐานเดิม สถานะก็เหมือนกันทุกอย่าง
แต่อย่างไรก็ตาม ให้คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่คนละคน และตอนนี้อาจเข็มงวดกว่าเดิม

สรุป แนะนำว่าให้ดำเนินการเอง ไม่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก



โดย: หมอที่ดิน วันที่: 7 สิงหาคม 2553 เวลา:9:55:03 น.  

 
เรียนคุณหมอที่ดินครับ
ข้อมูลเป็นประโยชน์มากๆ แล้วผมจะลองทำตามที่คุณหมอแนะนำครับ

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง


โดย: สาธิต กุฎีศรี IP: 110.77.145.63 วันที่: 7 สิงหาคม 2553 เวลา:12:06:30 น.  

 
สวัสดีครับ คุณอาหมอดินที่เคารพรัก

รบกวนเรียนถามคุณอาหมอเกี่ยวกับการรับมรดกดังนี้

1.เจ้ามรดกมีที่ดินเป็น น.ส.3 1 แปลง ได้ถึงแก่กรรม มีทายาทโดยชอบธรรมอยู่ 5 คน คือ ก ข ค ง จ ถ้าหาก ก ข ค ทำหนังสือบันทึกถ้อยคำยินยอมต่อหน้าเจ้าหน้าที่พนักงาน ไม่ขอรับมรดกในส่วนของตน ยินดียกส่วนของตนให้กับ ง รับไปเพียงแต่ผู้เดียว บันทึกถ้อยคำดังที่กล่าวมานี้ ง จะสามารถทำเรื่องขอรับโอนมรดกเฉพาะส่วนของตนที่ควรจะได้หรือไม่ (ส่วนของ จ ยังอยู่เหมือนเดิม เพราะ จ ได้เสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก ทายาทของ จ เป็นผู้รับมรดกต่อ)

2. หาก ก ข ค เกิดเปลี่ยนใจ จะขอมรดกส่วนของตนคืนจาก ง จะทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

3. ถ้าหาก ง ต้องการแบ่งที่ดินออกจากส่วนของ จ จะมีหลักการแบ่งอย่างไร พื้นที่ดิน เป็นรูป 4 เหลี่ยมจตุรัส

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ


โดย: ณัฐิวุฒิ IP: 192.168.50.204, 183.89.180.213 วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:21:13:04 น.  

 
ถ้า ง ไปยื่นคำขอรับโอนมรดกทั้งแปลงก็จะทำไม่ได้เพราะว่า
คนที่ยินยอมให้ ง รับโอนไปได้ทั้งแปลงจะมีแค่ ก ข ค แต่ทายาท จ ไม่ได้ยินยอมด้วย กรณีนี้เจ้าพนักงานที่ดินก็จะ
ยกเลิกคำขอรับโอนมรดกทั้งแปลงไป


โดยหลักการ ถ้า ง ไปทำคำขอรับโอนมรดกบางส่วน คือทำคำขอรับ
เฉพาะสิทธิที่ตนเองมีอยู่ ก็สามารถทำได้ แต่ไม่สามารถนำส่วนของคนอื่นมารวมด้วย

แต่ถ้าคนอื่นไปยื่นคำขอรับโอนมรดกบางส่วน(เฉพาะที่ตัวเองมีสิทธิจะได้)
เมื่อรับโอนแล้วจะมาทำยกให้แก่ ง ก็ได้ แต่ก็เสียค่าธรรมเนียมภาษีอากร
เหมือนกรณียกให้ทั่วๆ ไป

ในแง่กฎหมาย ก ข ค ง สามารถทำสัญญาประนีประนอมกันว่าให้ที่ดินส่วนที่จะตกแก่ ก ข ค ตกได้แก่
ง เพียงคนเดียว ส่วนทรัพย์อื่นๆ ที่จะตกแก่ ง ก็ให้ ก ข ค เอาไปแบ่งกันก็ได้
แล้วให้ ง นำสัญญาประนีประนอมนั้นมายื่นคำขอรับโอนมรดกบางส่วนก็ได้
ในกรณีนี้ ง จะมีได้สิทธิที่ ก ข ค ทำสัญญาประนีประนอมด้วยโดยอัตโนมัติ
ไม่ต้องให้ ก ข ค ไปรับโอนมรดกก่อนก็ได้ เพราะการเป็นการที่ ง รับส่วนที่ตนจะได้จากการทำสัญญาประนี้ประนอมกับพี่น้องนั่นเอง ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับมรดกให้้ทำได้ (แม้แต่ ก ข ค ทำสละมรดกก็ยังได้
แต่ส่วนที่สละจะตกได้แก่ทายาท จ เพิ่มด้วย เพราะการสละไม่ใช่เป็นการยกาให้ ง โดยตรง)


การให้แล้วจะเปลี่ยนใจไม่ได้

การแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกัน จะต้องตกลงกันให้ได้ทุกคน
ถ้าคนใดไม่ยอม หรือตายไปก่อน ก็ทำไม่ได้ ต้องให้รับโอนมรดกให้หมดก่อน และมาตกลงแบ่งกัน
ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องฟ้องศาลขอแบ่ง หรือเอาไปขายแล้วแบ่งเงินกัน


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 10 สิงหาคม 2553 เวลา:10:24:58 น.  

 
ครุฑดำ เป็นเอกสารสิทธิ์อะไรค่ะ มีคนมาถามขายให้ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ดินแบบไหน แต่ต้องติดประกาศก่อน 1 เดือน ช่วยตอบด่วนด้วยนะคะ


โดย: กุ้ง IP: 180.180.167.46 วันที่: 26 สิงหาคม 2553 เวลา:14:57:52 น.  

 
เวลาซื้อขายที่ดินไม่ใช่ให้ดูครุฑแดงครุฑดำครุฑเขียว
แต่ให้ดูืชื่อหนังสือสำคัญเกี่ยวกับที่ดิน เ่ช่น คำว่า โฉนดที่ดิน(น.ส.4)หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3) น.ส. 3.ก

จะมีบอกอยู่ในตัวหนังสือเกี่ยวกับที่ดินอยู่้แล้ว
ถ้าเป็นน.ส 3 ธรรมดา เวลาซื้อขายต้องประกาศก่อน 30 วัน
ตอนนี้ น.ส. 3 แบบนี้มีน้อยลงมากแล้วเพราะเปลี่ยนเป็นโฉนดกัน
ไปมากแล้ว(ไม่รู้มีเหลือเท่าไรนะ)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:5:52:52 น.  

 
สวัสดี ครับ
ผมขอรบกวนถามว่า ผู้เยาว์อายุ 19 ปี แต่จดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถรับโอมมรดกที่ดินได้ไหมครับ และต่อจากนั้นสามารถโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้มีชื่อสามีด้วยได้หรือไม่ (เป็นเจ้าของที่ดินสองชื่อ)


โดย: ภานุวัฒน์ IP: 125.26.163.175 วันที่: 11 ตุลาคม 2553 เวลา:22:06:57 น.  

 
การรับโอนมรดก(เจ้าของที่ดินตายไปและที่ดินตกทอดแก่ทายาท) ทายาททุกคนมีสิทธิรับโอนโดยไม่จำกัดอายุ

การให้กัน(คนหนึ่งยกที่ดินให้แก่อีกคนหนึ่งโดยเสน่หา)
ก็ สามารถยกให้กันได้ไม่จำกัดอายุคนรับให้ (เป็นเ็ด็กก็รับให้ได้แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กมากก็ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองทำการแทนแต่ก็ลงชื่อเ็ด็กในโฉนดไม่ใช่ชื่อผู้ปกครอง)

ถ้าคนหนึ่งรับโอนมรดกมา แล้วจะทำอะไรต่อไปก็มีสิทธิทำได้เต็มที่ จะยกให้สามีทั้งแปลงก็ทำได้ จะให้ลงชื่อร่วมกันรวมเป็นสองชื่อก็ทำได้

แต่ถามหน่อยเถอะการรับโอนมรดกมาน่ะถือเป็นสินส่วนตัว
แล้วทำไมจะไปยกให้สามีมีชื่อร่วมกันล่ะ

ปกติผู้หญิงควรได้จากสามี ไม่ใช่สามีมาขอมีเอี่ยวด้วย
ทรัพย์สินส่วนตัวก็ควรเก็บไว้ เืผื่อผู้ชายความประพฤติไม่ดี
เรื่องมรดกที่ได้จากพ่อแม่ ปกติคู่สมรสไม่ควรมายุ่งอยู่แล้ว กฎหมายเขาก็ช่วยเหลือให้เป็นสิทธิส่วนตัวอยู่แล้ว
ทำไมจะเอาไปให้คนอื่น ไม่งั้นเขาจะมีของหมั่นกับสินสอดทำไม


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 12 ตุลาคม 2553 เวลา:10:12:18 น.  

 
เรียนคุณหมอที่ดิน

ขอรบกวนสอบถามดังนี้
คุณแม่มีที่ดินและเกิดกรณีพิพาทกับที่ดินข้างเคียง
เรื่องทางภาระจำยอม

ผู้ที่เป็นโจทย์ฟ้องคุณแม่อยู่ในฐานะผู้จัดการมรดก
ขอสอบถามว่าผู้จัดการมรดกสามารถเป็นโจทย์ฟ้องได้หรือไม่
และมีกฏหมายอะไรรองรับ
กรุณาแนะนำลิงค์ให้ด้วย
ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับคำตอบ


โดย: yut IP: 203.155.246.157 วันที่: 7 ธันวาคม 2553 เวลา:23:00:46 น.  

 
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิจัดการทรัพย์สินมรดกทุกอย่าง
มีอำนาจโอนทรัพย์มรดกได้ทายาท มีหน้าที่ชำระหนี้สินของเจ้ามรดก มีสิทธิฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินมรดก เช่นเรียกให้ส่งมอบทรัพย์จากผู้ยึดถือไว้โดยไม่ชอบ

และย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเพื่อดูแลรักษาคุ้มครองทรัพย์มรดก
ซึ่งย่อมรวมถึงฟ้องขับไล่ หรือจัดการทรัพย์สินเพื่อให้สามารถนำมาโอนให้ทายาท หรือชำระหนี้เจ้ามรดกได้ ซึ่งก็ต้องพิจารณาไปเป็นเรื่องๆ ตามสมควรแก่เหตุ

แต่การสมควรหรือไม่สมควรก็ขึ้นอยู่กับทายาทว่าเขาต้องการให้ฟ้องก่อนเลย แล้วจึงทำการโอนมรดก แต่ถ้าเขาอยากรับโอนก่อนแล้วจึงจะทำการฟ้องร้องเอง ก็เป็นเรื่องระหว่างเขา
แต่การฟ้องคนอื่น คนอื่นคงอ้างว่าไม่มีอำนาจก็คงยากหน่อย
เพราะเป็นสิทธิของเขาว่าจะอยากทำกันอย่างไร เพราะการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนทำการโอนให้ทายาท
บางครั้งมันก็แก้ปัญหาได้ดีกว่าให้ทายาททำกันเอง เพราะทายาทอาจทะเลาะกัน ไม่ลงรอยกันสู้ให้ผู้จัดการมรดกจัดการให้เรียบร้อยก่อนไม่ได้ (อย่างกรณีจำเป็นต้องแบ่งแยกที่ดินก่อน
หากให้แบ่งกันเองก็จะทะเลาะกันจนแบ่งไม่ได้ หรือถ้าโอนไปก่อนก็ต้องมีโจทก์หลายคน คือสรุปว่ามันแล้วแต่เรื่อง ดูเป็นเรื่องๆ ไป)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 8 ธันวาคม 2553 เวลา:12:48:07 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณหมอดิน ดิฉันขอรบกวนสอบถามเรื่องการโอนที่ดินของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว
พอดีดิฉันได้ไปทำเรื่องการโอนที่ดินมาค่ะ(วันที่ 7/12/53)รายละเอียดนะคะ
ที่ดินผืนที่จะโอนนี้มีชื่อคุณพ่อเป็นเจ้าของ พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2535 (ตอนเสียชีวิตอายุ 40ปี) ปู่เสียตั้งแต่พ่อยังเล็กๆ(ไม่สามารถหาเอกสารใบมรณะบัตรได้) ย่าเองก็เสียปี 2536 พ่อไม่มีพี่น้องที่ไหน แม่กับพ่อจดทะเบียนสมรสกันค่ะ พอวันที่ไปโอนที่ จุดแรกจะมีหัวหน้านิติกรเป็นคนตรวจเอกสาร เค้าบอกว่าพ่อเสียตอนอายุ 40 ให้ไปเอาใบมรณะบัตรของปู่กับย่า มา ของย่ามี แต่ของปู่ไม่มีก็แจ้งกับหัวหน้านิติกรท่านนี้ว่าคงไม่สามารถหาใบมรณะบัตรของปู่ได้ เค้าไม่แนะนำอะไรเลยได้แต่บอกว่าเค้าช่วยได้โดยการให้เค้าทำเรื่องฟ้องเป็นผู้จัดการมรดกให้โดยคิดค่าดำเนินการ 6,000 บาท ด้วยความที่ไม่รู้ก็ยอมจ่ายไป ซึ่งเค้าได้นัดโอนประมาณ เดือนมีนาคมนี้ค่ะ ตอนนี้ก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็คงต้องตามนั้นเพราะเพิ่งมาได้ความรู้จากคุณหมอดินหลังจากที่ไปโอนมาแล้ว
แต่ที่จะปรึกษาเป็นจริงๆมี2ข้อค่ะ
1.ตอนนี้แม่มีสามีใหม่จดทะเบียนแล้ว ที่ดินของพ่อถ้าโอนมาเป็นชื่อแม่ สามีใหม่ของแม่ก็จะมีสิทธิ์ในที่ดินตรงนี้ด้วยใช่ไหมคะ
2.ยายต้องการโอนที่ดินให้แม่(ยายมีลูก 4 คนแต่ยายต้องการให้แม่คนเดียวเพราะแม่เป็นคนเลี้ยงดูยายมาตลอด)ถ้ายายโอนที่ให้แม่ตอนนี้สามีใหม่ของแม่ก็มีสิทธิ์ในที่ดินของยายนี้ด้วยใช่ไหมคะ
ที่อยากรู้เพราะที่ดิน 2 แปลงนี้ไม่ใหญ่แต่มีความสำคัญกับลูก-หลานมากเป็นบ้านเกิดของครอบครัวเรา คือแม่แก่แล้วอายุ 62 ค่ะ แต่สามีใหม่แม่ อายุ 50 บอกตรงๆว่ากลัวแม่เป็นอะไรไปก่อนสามีใหม่แม่ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปภายภาคหน้า
ขอขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงค่ะ


โดย: จิรวรรณ IP: 203.121.172.119 วันที่: 14 ธันวาคม 2553 เวลา:15:34:57 น.  

 
สามีใหม่ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินเลยเพราะแม่ได้ที่ดินโดยรับมรดก
และจากการรับให้จากยาย ซึ่งตามกฎหมายให้ถือว่าเป็นสินส่วนตัวของแม่คุณ เมือรับมาแล้วแม่ก็มีสิทธิจัดการคนเดียว จะยกให้ใครจะทำพินัยกรรมให้ใครก็ได้ ไม่มีใครมีสิทธิห้ามหรือคัดค้านได้เลย

สามีใหม่จะมีสิทธิก็ต่อเมื่อแม่คุณตายไปก่อนเขา ทรัพย์สินส่วนตัวรวมทั้งสินสมรสส่วนของแม่ที่ได้มาระหว่างจดทะเบียนสมรสกัน ก็จะตกเป็นมรดกซึ่งสามีใหม่มีสิทธิได้รับมรดกด้วย แต่จะต้องแบ่งกันกับทายาทอื่นๆ อีก ซึ่งถ้าทายาทอื่นมีหลายคน เขาก็จะไ้ด้ไปเพียงบางส่วน

ถ้าจะให้ดีควรทำพินัยกรรมให้ลูกหลายไว้เท่านั้น ควรไปทำที่อำเภอ เสียค่าธรรมเนียมดูเหมือนแค่ร้อยกว่าบาทเอง จะเป็นหลักฐานมั่นคงกล่าวหาว่าปลอมแปลงไม่ได้

จำไว้อย่างหนึ่งว่าเอกสารเกี่ยวกับตัวบุคคลต้องเก็บไว้ตลอดกาล
อย่างคิดว่าไมใช้แล้ว เพราะบางทีก็จำเป็นต้องใช้ แต่เราไม่เข้าใจเอง

เรื่องเจ้าหน้าที่นั่นเขาทำผิดพลาด ปกติการสอบถามเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายควรสอบถามจากหลายๆ คน และไปถามเจ้าหน้่าที่ที่อื่นดูก็ได้ หากไม่แน่ใจ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:18:35:41 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ..สำหรับคำแนะนำที่ดีๆ และเป็นประโยชน์สำหรับครอบครัวดิฉันเป็นอย่างมาก


โดย: จิรวรรณ IP: 203.121.172.103 วันที่: 16 ธันวาคม 2553 เวลา:9:54:46 น.  

 
ขอสอบถามถึงแบบฟอร์ม"หนังสือให้ความยินยอม"นี่มีมั้ยคะ ถ้ามีจะสามารถหาได้จากที่ไหนคะ หรือว่าใช้"หนังสือมอบอำนาจ"แล้วจะมีความหมายแทนกันได้หรือเปล่า และขอขอบคุณสำหรับบทความที่คุณเขียนค่ะ มีประโยชน์มากจริงๆ ขอบคุณค่ะ


โดย: piggytoon IP: 124.122.146.139 วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:11:27:43 น.  

 
ไปยื่นคำขอที่สำนักงานที่ดินแล้วเขาจะมีตัวอย่างให้ดู
บางกรณีเขาก็มีแบบพิมพ์ที่สำนักงานที่ดินนั้นทำไว้เพื่อให้ไปเซ็นยินยอมที่บ้านให้ด้วย (เป็นเฉพาะบางสำนักงานที่ผู้รับผิดชอบเป็นนักบริการ) แต่หากไปเซ็นที่สำนักงานที่ดินละก้อเขามีเตรียมไว้แล้วแน่นอน ไม่จำเป็นต้องทำในรูปหนังสือมอบอำนาจเลย


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 25 มกราคม 2554 เวลา:19:16:53 น.  

 
อยากถามว่า น้าเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 5 ไร่ และจะโอนที่ดินให้กับหลาน 6 งานจะเสียภาษีเท่าไร?


โดย: โต้ง IP: 202.41.167.241 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:17:11:56 น.  

 
จะคิดภาษีได้จะต้องมีข้อมูลหลายอย่าง
เช่น ได้ที่ดินมาอย่างไร(ซื้อ รับมรดก หรือรับให้)
ถือครองมาแล้วกี่ปี ราคาประเมินเท่าใด ปกติแล้วจะไม่ตอบเรื่องนี้เพราะมีข้อมูลไม่ครบถ้วน

ลองไปศึกษาดูได้ที่นี่ //www.rd.go.th/publish/3554.0.html

//rdsrv2.rd.go.th/landwht/landwht06_2.asp

แล้วคลิกไปตามลิ้งค์ต่างๆ ที่อยู่ในนั้น


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:9:06:57 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความครับ


โดย: ต้อง IP: 124.121.232.111 วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:12:00:36 น.  

 
อยากถามหน่อยครับ..
แม่ผมมีที่ดินอยู่ใช้ทำนาอยู่ดีดี.
แต่แล้วลุงอยากได้ที่ แล้วก้เอาดินมาถมทำเป้นที่ปลูกผัก..(ประมาณ 1 ไร่)
แต่ว่าชื่อโฉนดก็เป็นชื่อของแม่..
ยังงี้แม่ผมจะเสียที่ไปไหมครับ.


โดย: nantawat IP: 110.164.40.220 วันที่: 7 เมษายน 2554 เวลา:16:16:41 น.  

 
ที่ดินมีโฉนดอาจมีคนอื่นได้กรรมสิทธิ์โดยการทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์(ก็คือพวกที่ดิน)ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปี ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์"

ถ้าลุงเขาเข้ามาถมมาทำกินในที่ดินโดยเข้าหลักเกณฑ์ที่บอกไว้ในข้างต้น ลุงก็ได้กรรมสิทธิ์ส่วนที่ครอบครองนั้น แต่การเข้ามามันก็เป็นการบุกด้วย มันก็ผิดอาญาฐานบุกรุกได้
ก็แจ้งความให้ดำเนินคดีได้เลยไม่ต้องรีัรอ(หรือให้เขารีบออกไป) หากนานเกินไปมันก็หมดอายุความ และเขาอาจได้กรรมสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้วเรื่องแบบนี้ต้องไม่ปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบดำเนินการให้เขาออกไป หรือให้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือ


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 7 เมษายน 2554 เวลา:19:18:30 น.  

 
เนื่องจากคุณพ่อ เจ้าของมรดก เสียชีวิตแล้ว
คุณแม่มีชีวิตอยู่ มีลูกที่มีชีวิตอยู่ 4 คน ชาย 3 หญิง 1 ซึ่งน่าจะมีปัญหาเรื่องการเซ็นยินยอม เนื่องจากคุณแม่มีความประสงค์ยกที่ดินให้กับลูกสาวคนเดียวที่อยู่เลี้ยงดูกันมา
จึงอยากขอคำแนะนำในการดำเนินการค่ะ แต่มีประเด็นคือว่า ลูก 2 คนใน 4 คน น่าจะมีปัญหาในการยินยอม แต่มีอีก 2 คนที่ยอม และ รวมทั้งคุณแม่ด้วย มีผลหรือไม่ค่ะ เนื่องจากการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องยาก รบกวนคุณหมอที่ดินด้วยค่ะ


โดย: ขอคำแนะนำเรื่อง มรดกค่ะ IP: 61.47.27.194 วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:11:30:48 น.  

 
ขอถามเพิ่มเติม
ที่ดินมีชื่อพ่อเป็นเจ้าของคนเดียวหรือแม่มีชื่อด้วย
แล้วพ่อกับแม่จดทะเบียนสมรสกันหรือเปล่า
โฉนดตอนนี้ใครเก็บไว้ ติดจำนองหรือเปล่า

ลูกทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่



โดย: หมอที่ดิน วันที่: 20 เมษายน 2554 เวลา:14:02:56 น.  

 
- ที่ดินเป็นชื่อพ่อคนเดียวค่ะ
- แม่จดทะเบียนสมรสกับพ่อค่ะ
- โฉนดอยู่กับลูกสาวที่อยู่ด้วยกัน ไม่ได้ติดจำนองค่ะ
- ลูกๆ ทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้ว

** ผู้เป็นพ่อเสียชีวิตมาประมาณ 7-8 ปีแล้วค่ะ


โดย: ตอบเพิ่ม หมอที่ดินค่ะ IP: 61.47.27.194 วันที่: 20 เมษายน 2554 เวลา:14:18:37 น.  

 
ในแง่กฎหมายถ้าพ่อได้ที่ดินมาโดยการซื้อหลังจากจด
ทะเีีบียนสมรสกับแม่ ที่ดินนี้จะเป็นสินสมรสซึ่งแม่มีสิทธิครึ่งหนึ่งทันที และแม่ยังมีสิทธิรับมรดกในส่วนที่เป็นของพ่ออีก
โดยแบ่งกับลูกๆ เท่ากันทุกคน มีลูก 4 คน มีแม่หนึ่ง
ก็จะได้ส่วนแ่บ่งในครึ่งของพ่อคนละ 1 ในห้าส่วน

แต่ส่วนต่างๆ ที่พูดถึงนี่มันไม่มีเขียนไว้ในโฉนด เป็นเพียงหลักกฎหมายซึ่งสามารถใช้อ้างอิงเมื่อเป็นคดีความกันได้

หากไม่มีคดีเรืื่องสัดส่่วนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ในตอนนี้ก็ถือว่าเป็นของพ่อไปก่อนตามโฉนด ส่วนการรับมรดกนั้น หากแม่และพี่น้องคนไหนเต็มใจยกให้คนอื่นก็มีวิธีการสองแบบ

1 ให้ทุกคนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ(มันเป็นเพียงแค่ชื่อสัญญาไม่ใช่เป็นคดีอะไร อย่าไปงงกับชื่อ) ตกลงกันว่าใครจะเอาใครจะไม่เอา ส่วนที่ใครไม่เอานั้นให้ตกกับใคร เขียนไว้ให้ชัดเจนลงชื่อ วันเดือนปี แล้วนำสัญญา(กับหลักฐานอื่นๆ) ไปติดต่อรับโอนมรดกที่สำนักงานที่ดิน ให้เอาสัญญานี้แนบไปกับคำขอ วิธีการนี้มันไม่ปรากฎในโฉนดว่าใครยกให้ใคร แต่จะมีอยู่ในเรื่องราวคำขอรับโอนมรดก

2. ให้แม่และลูกทุกคนไปยื่นคำขอรับโอนมรดกพร้อมกัน
โดยไม่ต้องทำสัญญาอะไร และให้ทุกคนลงชื่อรับมรดก เมื่อรับมรดกแล้ว ให้แม่กับพี่น้องคนที่เต็มใจยกให้อีกคน ไปยื่นคำขอยกให้แก่กัน มันจะมีหลักฐานการจดทะเบียนยกให้เป็นที่ชัดเจน แต่ข้อเสียอยู่ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และอากรการโอน บางกรณีก็เสียภาษีด้วย(แม่ยกให้ลูกไม่เสียภาษี) ซึ่งจะมากน้อยก็อยู่ที่ราคาประเมินที่ดิน

โฉนดที่ดินให้เก็บรักษาไว้เองอย่าให้คนอื่นเอาไปไว้ เพราะจะแกล้งกันได้ในเวลาจำเป็นต้องใช้งาน แต่หากเขาต้องการใช้ก็ให้เรานำไปมอบที่สำนักงานที่ดิน และกำชับเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อเขาจดทะเบียนแล้วให้มอบคืนให้เรามาเก็บตามเดิม ห้ามมอบให้อีกคน เพราะถือว่าเราเก็บไว้มาแต่ต้น


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 21 เมษายน 2554 เวลา:8:16:14 น.  

 
ถามหน่อยนะครับ พอดีว่า ที่ดิน เป็นชื่อพ่อผมครับ
แต่เอกสาร ผมไม่รู้อยู่ที่ใหน(โฉนดที่ดิน)แล้วผมจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ จึงจะได้เป็นผู้กรรมสิท,ผู้ครอบครอง,เจ้าของ เพราะว่าผมไม่มีหลักhttps://www.bloggang.com/emo/emo38.gifฐานโฉนดที่ดิน แต่ผมมีใบมรณะบัติของพ่อครับ


โดย: น้องเจนกะป๋าแจ๊ค IP: 125.26.73.39 วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:17:30:27 น.  

 
ก็ให้ทบทวนดูว่าที่ดินของพ่ออยู่ที่จังหวัดอำเภอไหน
(ก็ถามพี่น้องพ่อดู ค้นหาเอกสารต่างๆ ให้ดีก่อน)
แล้วไปติดสำนักงานที่ดินที่มีอำนาจควบคุมจดทะเบียนที่ดินแปลงนั้นก็จังหวัดที่ที่ดินตั้งอยู่นั้นแหละ เพื่อยื่นคำขอตรวจสอบหลักฐานที่ดินต่อไป(ต้องเอาหาโดยใช้ชื่อพ่อถ้าเปลี่ยนชื่อก็ต้องเอาชื่อเก่าด้วยไม่งั้นหาไม่ถูก) และดำเนินการขอรับมรดกต่อไป ในการค้นหาบางสำนักงานก็หาง่ายบางแห่งก็หายากเพราะขึ้นอยู่กับการจัดทำ
ทะเบียนที่ดินว่าที่นั่นใช้คอมพิวเตอร์หรือไม่ได้ใช้

ส่วนวิธีการขอรับมรดกก็อ่านตามคำแนะนำให้ดีเพราะบอกไว้ละเอียดแล้ว ติดขัดอย่างไรแล้วมาถามต่อ
เพราะข้อมูลที่ให้ไม่พอตอบมากกว่านี้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:13:27:01 น.  

 
คุณพ่อและผมได้ซื้อที่ดินมาเมื่อต้นปี2552 และผมได้นำมาปลูก
สร้างบ้านเรียบร้อยแล้ว และคุณพ่อจะโอนให้ที่ดินเป็นชื่อของผมคนเดียว แต่คุณพ่อมาเสียชีวิตก่อน ตอนนี้เหลือแม่ (จดทะเบียนสมรส) และน้องอีก2คน (คุณพ่อให้ที่ดินที่อื่นกับน้องๆแล้ว)
อยากทราบว่าผมต้องดำเนินการอย่างไรในการที่จะโอนที่ดิน
ผืนนี้เป็นชื่อของผมคนเดียว


โดย: ณัฐวุฒิ IP: 58.9.111.95 วันที่: 27 มิถุนายน 2554 เวลา:10:00:06 น.  

 
ก็ง่ายๆ แค่ให้คุณไปยื่นคำขอรับมรดกและให้แม่และพี่น้องทุกคนไปเซ็นยินยอมให้คุณรับโอนมรดกจากพ่อ
คนเดียว คนอื่นไม่เอา วิธีการก็อ่านจากที่อธิบายไว้ข้างบน แค่เอาเอกสารที่ต้องทำไป โฉนด และพากันไป
ก็จัดการประกาศรับมรดกได้แล้ว ประกาศ 30 วันไม่มีคนคัดค้าน ก็รับโอนมรดกได้ (อย่าลืมใบตายปู่กับย่าด้วย)


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 29 มิถุนายน 2554 เวลา:6:36:04 น.  

 
คุณตาได้เซ็นต์มอบที่ดินมรดกให้กับคุณแม่ แต่คุณแม่ไม่ได้ไปเซ็นต์รับในตอนแรก ผ่านมากว่า 30ปีแล้ว ตอนนี้คุณตาก็เสียชีวิตแล้วด้วย ตอนนี้ได้ไปทำเรื่องขอรับมรดก ทางกรมที่ดินแจ้งว่ารับมอบไม่ได้แล้ว เนื่องจากระยะเวลานานมากแล้ว ให้นำน้องๆ ของแม่มามาเซ็นต์ยินยอมไม่รับมรดกก่อน (แม่เป็นลูกคนแรก) หรือ ให้จัดหาทนายดำเนินการให้ (อันนี้ไม่ต้องให้น้องๆ แม่มาเซ็นต์ยินยอม) ถ้าจัดหาทนายดำเนินการให้สามารถทำได้โดยไม่ต้องให้น้องๆ ของแม่มาเซ็นต์ยินยอมจริงหรือเปล่าคะ โฉนดเป็นชื่อคุณตา แต่เอกสารการเสียภาษีประจำปีเป็นชื่อของแม่ค่ะ จะสามารถดำเนินการต่ออย่างไรได้บ้างคะ


โดย: อนัญญา IP: 101.108.79.158 วันที่: 15 สิงหาคม 2554 เวลา:17:22:30 น.  

 
ถ้าแม่จะรับโอนมรดกคนเดียวก็ต้องให้ทายาทอื่นเซ็นยินยอมให้รับโอนไปคนเดียว

แต่ถ้าให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกแล้วในทางปฏิบัติ
ก็ทำการโอนให้แม่คนเดียวได้ แต่ในแง่กฎหมายนั้นคนอื่นอาจฟ้องผู้จัดการมรดกได้ว่าไม่โอนให้เขา

สรุปแล้วในแง่กฎหมายทายาทอื่นก็ต้องยินยอมด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ในกรณีมีผู้จัดการมรดก
ก็ไม่ต้องให้ไปเซ็นยิมยอมที่ที่ดิน เพราะทางที่ดินเขาไม่ต้องการใบยินยอมก็ให้โอนไปได้ โดยให้ผู้จัดการมรดกรับผิดชอบเอาเอง อันนี้เป็นทางปฏิบัติมานานแล้ว เหตุผลคือผู้จัดการมรดกสิทธิโอนมรดกให้แก่ทายาท หากเป็นทายาทแน่นอนเขาก็ทำการโอนให้ได้ แต่คนอื่นจะฟ้องผู้จัดการมรดกก็เป็นเรื่องของคนอื่น


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 16 สิงหาคม 2554 เวลา:10:54:03 น.  

 
ความจริงหากมีคนไม่กี่คนก็พากันไปเซ็นยินยอมได้ง่ายๆ ไม่ควรไปร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดกให้เสียเงินเสียเวลาเลย อย่างที่อธิบายไว้ในบทความแล้ว
กลับไปอ่านดู


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 16 สิงหาคม 2554 เวลา:10:56:45 น.  

 
รบกวนถาม เรื่องการโอนที่ดิน ซึ่งเป็นชื่อของตา ได้เสียชีวิต(2553) ตาบอกไว้จะยกให้หลาน ซึ่งยายยังมีชีวิตอยู่
และมีลูกแค่คนเดี่ยวคือ แม่ ซึ่งตัวดิฉันเป็นหลาน
เป็นที่บ้านพร้อมที่ดิน อีกแปลเป็นที่สวน ซึ่งดิฉันได้ไปติดต่อที่สำหนักงาน ทางที่ดินให้ไปขอใบรับรองการตายของ
พ่อแม่ของผู้เสียชีวิต (ตา)พ่อแม่ของตาเสียชีวิตหมดแล้ว ประมาณ 25 ปี ที่แล้วซึ่งไม่มีเอกสารในการเสียชีวิต ถ้าได้มาแล้วจึงจะสามารถโอนได้ อยากขั้นตอนการขอหนังสือรับการตายของพ่อแม่ผู้ตาย ต้องทำอย่างไร และค่าใชจ่ายในการโอนอยุ่ที่ประมาณเท่าไร รบกวนด้วยค่ะ


โดย: จิราพร IP: 118.173.250.229 วันที่: 23 สิงหาคม 2554 เวลา:11:17:32 น.  

 
ถ้าตาไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้หลาน กรณีนี้หลานไม่มีสิทธิรับมรดกจากตาเลย คนที่มีสิทธิรับมรดกจากตาก็มีแค่ยายกับแม่ของคุณ ต้องให้แม่รับมรดกจากตาก่อนแล้วถึงเอามายกให้กับคุณอีกต่อหนึ่ง หากยายจะไม่รับมรดกก็ไปเซ็นว่าไม่รับมรดก มรดกส่วนของยายก็จะเป็นของแม่คนเดียว

ส่วนเรื่องใบรับรองการตายก็ต้องไปติดต่อทางทะเบียนราษฎร์ เขามีวิธีของเขาไปติดต่อดู ปกติก็ต้องเอาพยานคนแก่ที่รู้จักพ่อแม่ตาไป(บางทีก็ใช้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน) หรือลองไปค้นเอกสารเก่าๆ (ลองไปติดต่อหน่วยงานราชการหรือที่ไหนก็ได้ที่เคยเอาสำเนาการตายไปแสดงแล้วขอถ่ายมาก็ได้)ให้ดีว่ามีอยู่หรือเปล่า เอาไปให้เจ้าหน้าที่ดูเขาก็จะเชื่อ

ทางที่ดินเขาไม่รู้เรื่องการออกหนังสือรับรองการตายเขาจะให้ทางทะเบียนราษฎร์(ก็พวกอำเภอเทศบาลหรืออบต ที่พ่อแม่ตาอยู่ในเขตรับผิดชอบเป็นคนออกให้) ต้องจำไว้ว่าเอกสารเกี่ยวกับตัวบุคคลต้องเก็บไว้ตลอดกาลจะทิ้งไม่ได้ มีคนจำนวนมากไม่เก็บเอกสารเก่าๆ เพราะคิดว่าไม่ต้องใช้แล้ว จริงๆ มันไม่ใช่เลย (โดยเฉพาะเรื่องมรดก เรื่องบำเหน็จตกทอด
การได้สิทธิต่างๆ ที่สืบเนื่องจากการตาย)

ค่าธรรมเนียมโอนมรดกแม่รับจากตาก็แค่ร้อยละ 50 สตางค์จากราคาประเมินของทางราชการ เวลาไปติดต่อควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้หมดทุกเรื่อง
เพราะคนอื่นจะไม่รู้ราคาประเมินที่ดินนั้น ตอบไม่ได้


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 24 สิงหาคม 2554 เวลา:7:47:54 น.  

 
ขอยุติการตอบปัญหาในทุกเรื่อง รวมถึงอีเมลด้วย


โดย: หมอที่ดิน วันที่: 25 สิงหาคม 2554 เวลา:16:13:56 น.  

 
ดิฉันอยากทราบว่า แม่ของดิฉันเสียเมื่อดิฉันอายุ 14ปี ดิฉันเป็นลูกคนเดียว

แม่มีที่ดิน และ มีโฉนดเป็นชื่อแม่ ตอนนี้ดิฉันอายุ23ปี จะไปขอรับมรดก

ต้องทำอย่างไรคะ คุณตาและคุณยายรวมทั้งพ่อของดิฉันเสียไปนานแล้วคะ

ที่ดินนี้คุณตาเป็นคนโอนไห้แม่ของดิฉันคะ แต่แม่ของดิฉันเสียก่อนและคุณตา

เสียทีหลังดิฉันไม่มีใบมรณะบัตรของคุณตา ต้องทำอย่างไรคะ


โดย: บุษบา IP: 49.49.129.21 วันที่: 3 ธันวาคม 2554 เวลา:14:59:55 น.  

 
เรื่องมีอยู่ว่าคุณปู่แกเสียแล้วครับ แต่ก่อนเสียแกได้บอกลูกๆทุกคนว่าจะยกที่ดินตรงนี้ให้แก่หลานคนหนึ่ง ซึ่งลูกๆทุกคน(ลุงป้าน้าอาของหลาน)ไม่มีใครขัดข้อง แต่ไม่มีการทำพินัยกรรมใดๆไว้นะครับ พอคุณปู่เสียเลยสงสัยครับว่าหลานจะได้ที่ดินโดยวิธีการยังไงได้บ้างครับ จะต้องไปติดต่อที่ดินยังไง เพราะลูกๆที่เป็นทายาททุกคนต่างก็ยินยอมยกให้หลานโดยดี หลานจะมีวิธีการดำเนินการยังไงบ้างครับ


โดย: หลานน้อย IP: 203.114.104.114 วันที่: 30 ธันวาคม 2554 เวลา:14:40:11 น.  

 
ได้ความรู้ดีมาก ขอบคุณจริง ๆ


โดย: จักร IP: 125.26.178.167 วันที่: 11 มกราคม 2555 เวลา:12:48:19 น.  

 
แม่เพิ่งเสียชีวิตไปมีที่ดินเป็นชื่อแม่หลายแปลงและชื่อพ่อหนึ่งแปลงพ่อเสียชีวิตไปก่อนหน้าแม่หลายปีแต่ยังไม่ได้เปลียนเป็นชื่อแม่แม่กับกับพ่อจดทะเบียนสมรสกันผมมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันห้าคนเสียชีวิตก่อนหน้าแม่ไปน้องผมที่ตายมีลูกสองคนคนหนึ่งอายุ18 อีกคนอายุ8ปีกรณีนี้ผมต้องดำเนินการอย่างไรในการไปขอรับมรดกจากแม่ที่ตายสำหรับพี่น้องผมที่เหลืออีก4คนครับช่วยตอบมาที่
wicyut@hotmail.comจะสะดวกมากครับ


โดย: วิชยุตม์ IP: 119.42.67.42 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:14:07:58 น.  

 
มีปัญหาขอถามหน่อยครับ คือ มีที่ดินอยู่ 1 ไร่เศษอยู่ติดถนนใหญ่ ชื่อในโฉนดมีชื่อทั้งคุณพ่อและคุณแม่ เมื่อ ปี2536 คุณพ่อได้เสียชีวิตลง และคุณแม่เป็นผู้จัดการมรดก รับโอนมาในนามของคุณแม่คนเดียวทั้งแปลง ต่อมา ปี 2546 คุณแม่ก็เสียชีวิตลง โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ และมีลูกอยู่ทั้งหมด 7 คนและใน ปี 2520 ลูกเสียชีวิตไป 1 คน ขณะที่เสียชีวิตยังเป็นโสด
เรียนถามว่า
1. ถ้าจะขอรับโอนมรดกเพื่อที่จะนำไปขายเพื่อที่จะนำเงินมาแบ่งกันทั้ง 6 คนที่เหลือ โดยขอรับในนามของคนๆเดียว จะต้องทำอย่างไร
2. ถ้าจะไปทำที่สำนักงานที่ดินจังหวัดที่ตั้งอยู่ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับทางศาล จะได้หรือไม่
3. เอกสารต่างๆที่ต้องใช้ประกอบ มีอะไรบ้าง อย่างละกี่ชุด
4. ค่าใช้จ่ายในการโอนประมาณเท่าไหร่
5. ระยะเวลาที่บอกว่าประกาศ 30 วัน นับจากวันที่ยื่นเรื่องที่สำนักงานที่ดินหรือว่าเรื่มนับจากวันไหน
6. มีวิธีการอื่นๆอีกหรือไม่ที่จะทำให้สะดวกและรวดเร็ว
ขอความกรุณาตอบด้วยนะครับเพราะขณะนี้มีคนพร้อมที่จะซื้ออยู่แล้วแต่ไม่สามารถที่จะทำการขายได้ และพี่ๆน้องๆกว่าจะยินยอมพร้อมใจกัน ใช้เวลาเกือบ 3 ปี


โดย: ไพรัช IP: 182.52.219.98 วันที่: 6 มีนาคม 2555 เวลา:19:07:48 น.  

 
สอบถามครับ แม่แฟนเสียชีวิต เมื่ออายุ 35 แต่งงานกับพ่อแฟน มีลูกด้วยกัน 7 คน โฉนดที่ดินเป็นชื่อพ่อกับแม่แฟน กรณีพ่อแฟนสามารถรับเป็นเจ้าของที่ดินนี้ได้เลยหรือไม่ครับ


โดย: สุชาติ IP: 118.174.19.46 วันที่: 12 พฤษภาคม 2555 เวลา:16:41:02 น.  

 
ขอความกรุณาค่ะ
รบกวนถามว่า เจ้าของที่ดิน ขายที่ดิน สปก.มาประมาณ2ปีแล้ว ซึ่งได้เซ็นเอกสารการขายไว้ให้ แต่อยู่ๆ เจ้าของที่ดินเสียชีวิตลง ลูกหลานสามารถเอาที่ส่วนนี้คืนได้หรือไม่ค่ะ ถ้าเอาคืนได้เจน จะมีสิทธิทำยังไงได้บ้างค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: เจน IP: 27.130.111.157 วันที่: 1 มิถุนายน 2555 เวลา:15:22:18 น.  

 
ขอความกรุณาค่ะ
รบกวนถามว่า เจ้าของที่ดิน ขายที่ดิน สปก.มาประมาณ2ปีแล้ว ซึ่งได้เซ็นเอกสารการขายไว้ให้ แต่อยู่ๆ เจ้าของที่ดินเสียชีวิตลง ลูกหลานสามารถเอาที่ส่วนนี้คืนได้หรือไม่ค่ะ ถ้าเอาคืนได้เจน จะมีสิทธิทำยังไงได้บ้างค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: เจน IP: 27.130.111.157 วันที่: 1 มิถุนายน 2555 เวลา:15:22:18 น.  

 
ขอเรียนถามครับ
เรื่องแบ่งที่ดินกรรมสิทธิ์รวม...ที่ดินมีโฉนดเป็นชื่อของนาย 1, 2, 3, 4และ 5 (ไม่มีการแบ่งกรรมสิทธิ์ไว้ชัดเจน) ปรากฏ นาย 2 ตายโดยหาทายาทไม่เจอ และเช็คแล้วว่าไม่มีการตั้งผู้จัดการมรดก แต่เจ้าของที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมซึ่งมีชีวิตอยู่ต้องการแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าว จะต้องทำยังไงดีครับ ระหว่าง ร้องจัดการมรดกของ นาย 2 หรือ ไปฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ...............................ขอบคุณครับ


โดย: พี IP: 125.27.126.48 วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:15:20:46 น.  

 
ขอเรียนสอบถามเรื่องมรดกในที่ดินครับ
ตอนที่คุณยายยังไม่เสียชีวิตได้มีการแบ่งที่ดินให้ลูกๆทุกคน(จดทะเบียนการให้)ไปหมดแล้วคงเหลือแต่คุณแม่ของผมที่คุณยายยังไม่ได้จดทะเบียนยกให้ต่อมาคุณยายเสียชีวิต ลูกๆทุกคนที่คุณยายแบ่งที่ดินให้แล้วต้องการที่ดินที่คุณยายจะยกให้คุณแม่(ที่ดินมีประมาณ 1 ไร่ เศษ) ไม่ทราบว่าจะมีทางแก้อย่างไรครับ


โดย: ผู้รู้น้อย IP: 101.51.43.37 วันที่: 12 กันยายน 2555 เวลา:16:18:29 น.  

 
ผมมีที่ดินตั้งอยู่ที่อำเภอไทรน้อย นนทบุรี ประมาณเก้าไร่เศษเมื่อเร็วๆได้มีนายทุนได้ทำการขุดหน้าดินขายใกล้กับที่ของผมและดินในที่ดินผมได้สไลท์ลงไปในที่ที่มีการขุดหน้าดินเป็นจำนวนสองไร่ผมจะฟ้องร้องได้ที่หน่วยงานใดเพื่อเรียกค่าเสียหายราคาประเมินที่ดินไร่ละหกแสนแปด
ขอบคุณที่ให้คำแนะนำครับ


โดย: วิชยุตม์ IP: 182.52.102.134 วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:16:12:28 น.  

 
ขอเรียนถามค่ะ
ืคุณปู่เสียชีวิตแล้วมีลูก 4 คน ต้องการแบ่งที่ดินโดยมีคุณอาคนที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก ตอนนี้คุณอาได้ส่วนของเขาไปแล้วซึ่งได้มากกว่าคนอื่นพร้อมทั้งได้แบ่งในส่วนของคุณย่าไปแล้ว กำลังจะไปโอนให้คุณอาที่ 1 2 และคุณพ่อ คุณพ่อต้องการให้คุณอาโอนให้ลูกเลยทำได้หรือเปล่าแล้วทำได้วันเดียวเลยไหมค่ะ หรือว่าต้องให้คุณพ่อรับโอนก่อนแล้วค่อยโอนให้ลูกต่อถ้าทำแบบนี้ทำได้วันเดียวเลยไหมค่ะ แล้วถ้าคุณอา 1 2 และคุณพ่อไม่ยอมที่คุณอาคนที่ 3 ได้ที่ดินมากกว่าสามารถฟ้องได้ไหมค่ะ กรณีที่ไม่มีพินัยกรรมระบุ


โดย: จิราพร IP: 58.9.57.145 วันที่: 14 มกราคม 2556 เวลา:14:46:43 น.  

 
หนูทำงานอยู่กรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้วแม่เสีย เลยมีปัญหาเรื่องที่ดินที่แม่ยังไม่ได้โอน แถมเป็นหนี้ ธกส.อีก ที่นาประมาณ 52 ไร่ ค่ะ ที่ทำไร่อีก 42 ไร่ (แต่ที่ไร่แม่ได้โอนลอยไว้ให้พี่สาวไว้เพื่อที่จะให้พี่สาวได้เป็นสมาชิก ธกส.)
แม่มีลูก 2 คน เมื่อประมาณปี 2554 ได้ปรับโครงสร้างหนี้เปลี่ยนชื่อเป็นดิฉันรับใช้หนี้แทนแม่เพราะแม่อายุมากแล้ว และพี่สาวก็เป็นหนี้อีกก้อนที่ ธกส. เหมือนกัน หนี้ทั้งหมดเป็นหนี้ที่พี่สาวเอามาซื้อไถนา ประมาณ 7 แสนกว่าบาท กู้มาเมื่อปี 47 แม่พี่สาวไม่เคยชำระหนี้เลย หนูไม่รู้จะทำอย่างไรดี
- มีวิธีไหนบ้างที่จะให้พี่สาวช่วยชำระหนี้ (ที่ดินยังไม่ได้โอน ยังเป็นชื่อแม่อยู่)
- หนูจะขอโอนที่มาเป็นชื่อหนูไว้ก่อนได้มั้ย เพื่อประกันให้พี่ช่วยจ่ายแล้วค่อยโอนเป็นชื่อพี่ตอนแบ่งที่
- แล้วมีหนี้ติดอยู่ ธกส. อย่างนี้จะโอนได้มั้ย
- กรณีนี้จำเป็นมั้ยที่จะต้องมีผู้จัดการมรดก
- แล้วต้องจ้างทนายมั้ยค่ะ ในการขอเป็นผู้จัดการมรดก ค่าทนายแพงมั้ยค่ะ
- แล้วจะขอเป็นผู้จัดการมรดกเองได้มั้ย หนูอายุ 29 ปี
- มีวิธีไหนบ้างค่ะที่เราจะไม่ต้องใช้หนี้คนเดียว ทั้งๆที่หนี้เราไม่ได้เป็นคนยืมมา
- แล้วที่ดินที่แม่โอนลอยให้พี่ไว้ หนูจะมีสิทธิทำอะไรได้บ้างมั้ยค่ะ
- พี่สาวเอาที่ให้คนอี่นเช่าบางส่วน บางส่วนจำนอง หนูจะทำอย่างไรได้บ้างค่ะ จะขอทำไร่ปลูกอะไรเค้าก็ไม่ให้ทำ เราจะเอาสิทธิอะไรไปเรียกร้องค่ะ
***ช่วยแนะนำและหาทางออกหน่อยค่ะ เพราะหนี้เยอะขนาดนี้หนูคงไม่มีปัญญาใช้หมด (อ้อ พี่ไม่ยอมขายที่ใช้หนี้ค่ะ เคยคุยแล้ว)
ขอขอบคุณทนายล่วงหน้านะค่ะ


โดย: pikulrat IP: 110.77.136.250 วันที่: 28 มีนาคม 2556 เวลา:11:33:20 น.  

 
ขอบคุณค่ะ กำลังจะรับมรดกที่ดิน จากบุพการี สรุปต้องเสียค่าธรรมเนียม0.5 ของราคาประเมิน เข้าใจล่ะค่ะ


โดย: คนใจจริง IP: 124.120.188.125 วันที่: 29 สิงหาคม 2556 เวลา:9:51:13 น.  

 
ดีมากครับให้ความรู้เรื่องที่ดินมรดกมาก


โดย: ประหยัด IP: 49.230.84.139 วันที่: 10 กรกฎาคม 2557 เวลา:14:52:59 น.  

 
นับแต่เขียนบทความเรื่องนี้มาก็หลายปีแล้ว ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้อัพเดทเนื้อหาเลย ที่เห็นอัพเดทนั่นก็เป็นเพียงเรื่องพิมพ์ผิดหรือแก้ไขเล็กน้อยมาก ยังไม่ได้ทบทวนกับระเบียบหรือข้อหารือของกรมที่ดินแต่อย่างใด บางอย่างอาจไม่ทันสมัยแล้ว
คิดว่าจะต้องมาทบทวนใหญ่สักครั้งหนึ่ง


โดย: conveyancer วันที่: 13 สิงหาคม 2557 เวลา:10:58:34 น.  

 
โอ ดีมาก ๆ ค่่ะ หาอ่านความรู้แบบนี้ไม่ได้อีกแล้วในสามโลก
ขอบคุณกราบขอบคุณหัวใจผู้เขียน ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งช่วยให้คนตา
สว่าง จากความมืด ความกลัว ความไม่รู้ ขอให้ท่านผุ้เขียนจง
มีแต่ความสุขการให้แสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ผู้ค้นหา ขอให้ท่านผู้เขียนพบแต่สิ่งดี ๆ ความดี สนองคืนสู่ท่านและครอบครัว เทอญ

ดิฉันยังอยากขอติดต่อกับท่านผู้เขียน เรื่อย ๆ อยู่ในวงจรท่าน
ขอเป็นหนึ่งในสมาคม หรือสังคมที่ดีตรงจุดนี้ แลกเปลี่ยนด้วยใจด้วยสิ่งที่ดิฉันมี ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในเรื่องอื่น ๆ ได้บ้าง
ไม่มากก็น้อย ไม่อยากเป็นคนได้รับอะไรมาเปล่าประโยชน์ตอบแทน หรือไร้ประโยชน์ของผู้เขียน
ขอติดต่อท่านผู้เขียน จะอนุญาต ให้ติดต่อได้ อย่างไร
กรุณาแนะนำ อยากมีส่วนร่วมในการแชร์ และทำงานตรงจุดนี้
ฐานะ เป็นผู้รับรู้ ผู้ได้ประโยชน์ และผู้ที่จะทำ จะสาน จะใช้ความรู้จากท่านผู้เขียนให้เป็นประโยชน์ทั้งส่วนตัว ส่วนรวมต่อไป


โดย: วัด IP: 49.230.149.100 วันที่: 16 สิงหาคม 2557 เวลา:11:39:33 น.  

 
ติดต่อที่ morteedin@yahoo.com


โดย: conveyancer วันที่: 16 สิงหาคม 2557 เวลา:15:06:25 น.  

 
อยากทราบเกี่ยวกับใบมรณบัตรจากอเมริกาจะต้องทำอย่างไรที่จะเอาไปใช้ในการที่จะขอเป็นผู้จัดการมรดกคะ
ขอบคุณค่ะ
กุ้ง


โดย: คุณกุ้ง IP: 115.87.78.107 วันที่: 8 มิถุนายน 2559 เวลา:0:01:46 น.  

 
แม่ก่อนตายพี่สาวได้ให้แม่โอนโฉนดที่ทั้งหมดเป็นของตัวเอง (ให้) เพื่อจะมาแบ่งให้น้องอีกสองคน แต่ที่ย้งอยุ่ธกสทั้งหมดเลยไม่ได้แบ่ง พี่สาวเอาไปกู้แล้วมาบอกขายส่วนของตัวเองให้น้องไปใช้หนี้ให้น้องก๊ใช้แต่พี่สาวตายกะทันหัน แล้วคนใช้หนีทั้งหมดเป็นคนน้องแล้วผัวพี่สาวเขาบอกว่าที่ทั้งหมดนี้เราหมดสิทธ์รับแล้วในโฉนดมันคือชื่อพีาสาว แล้วดิฉันจะต้องทำยังไง


โดย: ชไมพร รจนพิสิทธ์ IP: 1.46.194.85 วันที่: 14 กันยายน 2560 เวลา:12:57:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

my contributions
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 141 คน [?]




อัพเดทข่าวอสังหาริมทรัพย์ ทุกวัน DDproperty.com
[Add my contributions's blog to your web]