นินทา

พอคนเราอยู่ด้วยกันได้สักพักหนึ่ง ก็จะมีการนินทาลับหลังกันเกิดขึ้น


เคยมีเพื่อนผู้ชายมาบอกฉันว่า เธอเป็นเพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่เราคุยด้วย เพราะเราไม่เคยเห็นเธอพูดนินทาใคร


ไม่ได้อวดนะ ตอนนั้นไม่เคยสังเกตเลยจริง ๆ ว่าตัวเองไม่นินทาใคร ฉันแค่รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนินทาคนอื่น ในเมื่อทำไปแล้วเขาก็ไม่พัฒนา จิตใจเราและคนที่ฟังก็ไม่ได้พัฒนา


สรุปคือการนินทากันไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นสักหน่อย


หลัง ๆ มานี้เพื่อน ๆ เริ่มนินทาเพื่อนด้วยกันเอง ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ในชมรมพี่ใหญ่ ๆ ในชมรมก็นินทากัน ฉันไม่เห็นด้วย แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะเคารพรุ่นพี่ ถ้าพวกพี่เขากำลังสนุกปาก ฉันก็ไม่อยากจะขัด ได้แต่เงียบฟัง (ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย ฉันไม่อยากรับฟังเรื่องที่ไม่ดีต่อคนอื่น ไม่เจริญหู) แต่พอเพื่อนระดับเดียวกันนินทากัน ฉันก็จะพยายามชวนเพื่อนพูดอย่างอื่น บางครั้งก็หักหน้าพูดใส่ไปเลยว่าจะมาพูดเรื่องนี้ทำไม ตูไม่อยากฟังเฟ้ย


เพื่อนก็จะรู้ตัว แล้วก็จะรู้สึกผิด (บางคน บางคนก็โกรธ แต่ฉันไม่ค่อยสนใจ)


การนินทากันนี่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกใบนี้ เป็นหนึ่งในโลกธรรม8 ซึ่งยังง้ายยยังไงก็ต้องเจอแหล่ะสักวัน ฉันแค่คิดว่า วันนี้คนนี้ที่นินทาคนอื่นกับเรา วันหน้าเขาก็อาจจะนินทาเราได้เหมือนกัน


ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยคิดว่า ถ้าเราทำตัวเราให้ดีแล้ว ไม่ว่าในแง่จิตใจ ในแง่อะไรก็ตาม เราก็จะไม่ถูกนินทา และถึงแม้จะถูกนินทา เราก็จะไม่เจ็บใจ เพราะสิ่งที่เขานินทานั้นคงไม่ใช่เรื่องจริง หรือถ้าหากเป็นเรื่องจริง เราก็จะน้อมรับความผิดพลาดนั้น แล้วเอาไปแก้ไขพัฒนาให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้น


แต่สุดท้ายก็โดนอยู่ดี ในเรื่องที่เราไม่ได้ตั้งใจจะทำด้วย แล้วก็มาเสียใจนั่งร้องไห้


ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ยังร้องไห้ออกมาจนได้ ก็เลยคิดว่าปลงเสียเถอะ มีคนนินทาก็ต้องมีคนสรรเสริญบ้างเหมือนกัน




Create Date : 04 กรกฎาคม 2555
Last Update : 4 กรกฎาคม 2555 6:05:12 น.
Counter : 549 Pageviews.

0 comment
ได้อะไรมาบ้าง

ฉันอยู่ในวงคอรัสของมหาลัย


จริง ๆ จะพูดว่า พึ่งอยู่มาได้เพียงแค่สองสามเดือนก็คงไม่ผิด เพราะความจริงสมาชิกภาพของชมรมนี้จะเริ่มต้นจริง ๆ ก็เมื่อผ่านไปแล้วหนึ่งปี


ฉันหมายความว่า ตอนแรกชมรมจะรับสมาชิกเข้ามาโดยการ Audition เรารับทุกคนไม่จำกัดจำนวน (Audition จัดขึ้นเพื่อคัดคนที่หูเพี้ยนออกไป) แต่ชมรมก็ยังคงเป็นชมรม เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการคัดเลือกทางธรรมชาติ ทำให้เด็กหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฉันอยู่สามชมรม ก็เป็นอย่างนี้ทุกชมรม


อย่างพาร์ทฉัน ฉันอยู่โซปราโน่ เมื่อแรกเข้ามารุ่นฉันมีเด็กอยู่ 30 กว่าคน ตอนนี้เหลืออยู่แค่หกคน


เด็กปีหนึ่งที่เข้ามาจะไม่ได้ออกงานอะไรทั้งนั้น ทางชมรมจะจัดการ Voice Train ให้ก่อน คือสอนวิธีร้องเพลงแบบคอรัสให้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉันเหมือนกัน ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าการร้องเพลงต้องอาศัยเทคนิคอะไรมากมายขนาดนี้


คนส่วนใหญ่ที่หายหัวไป เจอ Voice Train ซึ่งจัดหลังเลิกเรียนอาทิตย์ละสองสามครั้ง รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาร้อง โออา โออา โยยา ไม่เป็นคำอยู่ทุกอาทิตย์ เขาไม่คิดว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตเขา ไม่สนุกเพราะไม่ได้ร้องเพลง หรือไม่ก็ไม่สามารถที่จะแบ่งเวลาของเขามาให้ชมรมได้ เขาไม่กลับมา


บางคนก็สละเวลามาไม่ได้ ขี้เกียจเดินมา เพราะห้องชมรมอยู่ไกล เพราะมาซ้อมแล้วกลับบ้านดึก ฯลฯ


จริง ๆ แล้วมันเป็นการคัดเลือกคน เพราะว่าถ้าหากว่าคุณไม่สามารถที่จะสละเวลามาชมรมเพียงอาทิตย์ละสามครั้งได้ ต่อไปเวลามีงาน ต้องซ้อมกันจริง ๆ จัง ๆ ขาดซ้อมไม่ได้ คุณจะสามารถมาซ้อมกับเพื่อนจนครบได้ยังไง พูดง่าย ๆ คือ มันเป็นการคัดคนที่ไม่สามารถจะสละเวลามาได้ออกไป


มีหลายครั้งเหมือนกันที่การซ้อมของชมรมตรงกับงานอื่น ๆ อย่างเช่นเพื่อนจะเลี้ยงวันเกิดตอนบ่าย ฉันก็ไม่ได้ไป เพราะต้องมาซ้อมที่ชมรม ฉันถือว่าเป็นหน้าที่ เป็นการฝึกความรับผิดชอบ ถ้าหากว่าชีวิตคิดจะมีแต่เรื่องสนุก มันก็ไม่ได้พัฒนาสักที


อีกประเภทคือหายไปเพราะไม่พอใจที่ถูกดุ


เวลาทำงานด้วยกัน ถ้าอยากให้งานออกมาดี ก็ต้องมีการติชมกันเป็นเรื่องธรรมดา การตินั้นมีเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่บางคนคงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ พอโดนคอนดักเตอร์ดุครั้งหนึ่ง ก็เคือง มาบ่นอุบอิบ ๆ ให้ฉันฟัง บอกว่าจะไม่มาชมรมอีกแล้ว เพราะคอนดักเตอร์พูดไม่ดีใส่เขา คำพูดของเขาก็ฟังดูมีเหตุผลดี แต่ฉันคิดว่าทำไมความคิดของเธอถึงได้เด็กอย่างนี้ ถ้าหากโดนดุแค่นี้ก็ถอยห่าง ต่อไปในอนาคตได้ไปใช้ชีวิตทำงานจริง ๆ เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่นและออกจากงานเพียงเพราะไม่พอใจที่หัวหน้าดุ ฉันคิดว่าเพื่อนคนนี้อยากจะให้ชมรมปรับตัวเข้าหาเธอ แต่เธอไม่ยอมที่จะปรับตัวเข้าหาชมรม ตอนนั้นฉันไม่ได้พูดอะไรออกไปหรอก ขี้เกียจทะเลาะกัน


แต่คนประเภทนี้ฉันก็ไม่อยากได้มาเป็นเพื่อนร่วมงานนักหรอก


จริง ๆ แล้วฉันเสียดายคนที่หายไประหว่าง Voice Train มาก ๆ เขาอยู่ไม่ถึงงานปฐมนิเทศน์


คือว่าหลังจาก Voice Train จบลง จะมีตารางซ้อมงานปฐมนิเทศน์ เป็นงานแรกของกรรมการชมรมชุดใหม่ทุกคน หลัก ๆ คือเป็นงานแรกของหัวหน้าพาร์ทที่จะต้องโทรหานักร้องว่ามีใครอยากร้องออกงานนี้บ้าง หัวหน้าพาร์ทต้องไล่โทรตั้งแต่รุ่นแรกจนรุ่นปัจจุบัน ถามพี่คะ จะมาร้องหรือเปล่า


เวลาจะซ้อมทุกครั้งก็ต้องโทรเรียกนักร้อง ต้องมีการเช็คชื่อ ใครมาไม่ได้หัวหน้าพาร์ทต้องบอกเหตุผลกับหัวหน้าวงได้ว่าทำไมเขาขาด


เรามีการซ้อมสองสามเดือน เพลงละอาทิตย์ อาทิตย์ละสี่วัน ก็คือเพลงละสี่ครั้ง งานปฐมนิเทศน์ร้องหกเพลง


ตอนซ้อมไม่ค่อยมีอะไรหรอก ความสนุกมันอยู่ที่วันงาน


วันออกงาน ทางมหาลัยจะจัดห้องพักให้เรา พอถึงเวลาก็จะมาเรียกออกไปเข้าแถว เดินออกไปร้อง แล้วก็มาพัก รอร้องรอบต่อไป ตอนพักสนุกมาก วันนั้นเป็นวันที่ฉันประทับใจมาก ๆ ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตเลยนะ


มันเป็นวันที่นักร้องครบ แล้วเหมือนได้ใช้เวลาร่วมกันในการทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ร้องเพลง อย่างเช่นเล่นไพ่ = =" หรือว่าถ่ายรูป หรือว่าร้องเพลง


พี่เก่า ๆ ถ้าอยู่ครบพาร์ทเขาก็จะร้องเพลงให้น้องในชมรมฟัง มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่ ๆ ในห้องจู่ ๆ ก็ประสานเสียงร้องเพลงขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมายกัน บางคนก็อยู่ในวงเล่นไพ่ บางคนก็นั่งคุยกับเพื่อนอยู่ บางคนก็อ่านหนังสืออยู่บนพื้น พูดง่าย ๆ คือพอมีคนหนึ่งร้องเพลงขึ้นมา คนอื่นก็หยุดกิจกรรมที่กำลังทำ แล้วร้องเพลงร่วมไปกับเพื่อน


ตอนนั้นน้อง ๆ ก็หยุดเหมือนกัน หยุดฟังพี่ ๆ ร้องเพลง ทุกคนในห้องนิ่ง แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหว


มันเป็นการร้องด้วยความสุข ความรู้สึก ฟังจบไปสามเพลงแทบจะร้องไห้ มันไพเราะมาก ฉันไม่รู้ว่าในสายตาของคนอื่นเขาจะมองยังไง แต่ฉันประทับใจช่วงนั้นที่สุดแล้วในวันนั้น


นั่นแหล่ะงานปฐมนิเทศน์ แต่ไฮไลท์มันอยู่ที่งานปริญญา


แทบจะทุกปี หลังจากวันรับปริญญาจะมีการสอบมิดเทอมของภาคไทย ซึ่งถ้าคุณแบ่งเวลาไม่เป็น ก็คงไม่สามารถจะมาซ้อมได้แน่นอน ซึ่งมันเป็นปัญหาอยู่ ณ ช่วงนี้ เพราะว่านักร้องหลายคนถอดใจไปแล้ว เพราะติดอ่านหนังสือสอบนี่แหล่ะ


คือฉันคิดว่ามันคงเป็นด่านสุดท้ายน่ะ ถ้ามี Spirit จริง ๆ เราจะต้องสละเวลามาชมรมได้ ใกล้สอบก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น ฉันว่าบางทีมันจะทำให้เราได้อ่านมากขึ้นอีก เพราะถ้าคิดว่าโอ้ย ๆ ไม่มีเวลาอ่านเลย โดดซ้อมดีกว่า แล้วกลับบ้านไปอยู่บ้านทั้งวัน แล้วไม่อ่าน มันก็จะไม่ได้อ่านเลย กับการที่คิดว่า เฮ้ย ตอนเย็นมีซ้อม ต้องรีบอ่านหนังสือตอนนี้ อย่างไรมันก็จะได้อ่านบ้าง คือว่าได้อ่านแน่นอน ถ้าคุณมีวินัยเพียงพอ


ปีนี้น่าจะบอกน้องว่า ถ้านักร้องไม่ได้ร้องออกสองงานนี้ ก็จะไม่มีสิทธิ์เป็นสมาชิกชมรมโดยสมบูรณ์ ฉันคิดว่าคงจะพอรักษาเด็ก ๆ ไว้ได้บ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ






Create Date : 03 กรกฎาคม 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 6:47:28 น.
Counter : 447 Pageviews.

0 comment
การเมืองไทย

เมื่อคืนฝันร้าย


วันนี้มี Presentation สำคัญที่เก็บคะแนนเยอะมาก 20 คะแนนดิบ ฉันฝันว่าฉันลืมพูดสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ไปแล้วมัวแต่พะวงกับการจะกลับไปพูดหัวข้อนั้นก็เลยผิดพลาดและโดนหักคะแนน ที่เครียดคืองานนี้เป็นงานกลุ่ม ฉันโดนหัก เพื่อนอีกห้าคนก็เลยซวยไปด้วย


วิชานี้เรียนเกี่ยวกับการเมืองไทย ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ พอได้มาเรียนก็เลยต้องหาหนังสือมาอ่านเยอะมาก จะได้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก่อนสอบ ฉันได้หนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อเรื่อง "ประวัติศาสตร์การเมืองไทย" จำชื่อคนเขียนไม่ได้แล้ว เขาอธิบายดีมากเลย อ่านแล้วรู้สึกว่าสนุกและรักชาติขึ้นมามากมาย


จริง ๆ แล้วอยากให้คนไทยรู้เรื่องประวัติศาสตร์มากกว่านี้ หลายอาทิตย์ก่อนเคยเจอคุณยายคนนึงบนรถไฟ แกชวนฉันคุยแล้วก็บ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์เอาซะเลย ก็เลยไม่ค่อยจะรักชาติกันเท่าที่ควร ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจ แต่พอได้อ่านประวัติศาสตร์การเมืองจริง ๆ จัง ๆ แล้ว ก็เห็นด้วยกับคุณยายคนนั้น มีเรื่องมากมายในหนังสือเล่มนั้นที่ฉันควรจะรู้ตั้งนานแล้ว และจะได้รู้ว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่น่าสงสารมาก พอคนดี ๆ พยายามจะช่วยเหลือประเทศ ก็ดันโดนสกัดดาวรุ่งตลอด ฯลฯ ฉันไม่ได้ว่าใครในสมัยนี้นะ เพราะฉันก็ยังคงไม่ค่อยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาอยู่ดี แต่เรื่องสมัยก่อนที่ฉันอ่านมาน่ะ เป็นอะไรแบบนี้


ฉันไม่อยากให้ตัวเองและเพื่อน ๆ วัยเดียวกันคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องห่างไกลตัวเหมือนฉันในสมัยก่อน เพราะว่านี่คือประเทศของเรา อำนาจปกครองอยู่ในมือของเราทุกคน เพียงแต่ว่าเราต้องส่งต่อมันให้กับคนที่อาสาขึ้นไปใช้อำนาจนั้นในการทำให้ประเทศดีขึ้น ถ้าทุกคนคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ประชาธิปไตยของประเทศนี้ก็จะไม่มีวันสมบูรณ์


ฉันเห็นเพื่อนฉันหลายคนไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนี้จริง ๆ ฉันก็พึ่งรู้เมื่อไม่นาน ยังรู้ไม่เยอะด้วย แต่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่าอยากรู้เรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ไทยอีกเยอะ ๆ การศึกษาไทยควรจะสอนเรื่องเหล่านี้ให้ดี สังคมประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสนุกนะ ถ้าได้ฟังเป็นเรื่องเล่า ไม่ใช่ให้ชีทรายงานมาตอบคำถามตลอดสามปีหกปีที่ฉันเรียนในระดับมัธยม แบบนั้นน่าเบื่อและสิ้นเปลืองทรัพยากรโลกสิ้นดี


อยากจะรู้ว่าถ้าถึงรุ่นฉันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ประเทศไทยจะมีคนแบบไหนขึ้นไปปกครองกันนะ แล้วเขาจะเป็นคนที่ทำเพื่อประเทศชาติจริง ๆ ได้สำเร็จหรือเปล่า หรือจะโดนขัดแข้งขัดขาจากคนอื่นจนทำอะไรไม่ได้เหมือนในอดีต




Create Date : 02 กรกฎาคม 2555
Last Update : 2 กรกฎาคม 2555 6:51:02 น.
Counter : 895 Pageviews.

0 comment
เปลี่ยนแปลง

โลกนี้มันไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนจริง นั่นแหล่ะ


ตอนเด็ก ฉันเป็นคนที่บุคลิกแตกต่างจากตัวเองในตอนนี้มาก ตอนจะอายุครบ 13 ฉันจำได้ว่าเคยเขียนในไดอารี่ว่า หนูไม่อยากเป็นวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ใจร้อน วู่วาม ชอบทะเลาะกับพ่อแม่ บลา บลา บลา


แต่พอถึงตอนนี้คือเหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะพ้นความเป็นวัยรุ่น ก็รู้สึกว่าการได้เป็นวัยรุ่นก็ไม่เลวเหมือนกัน มีเพื่อน มีชีวิตอิสระมากขึ้น มีเรื่องสนุกเยอะแยะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ที่ตอนเป็นเด็กคงไม่มีทางได้สัมผัส


จริง แล้วการวู่วาม ทะเลาะกับพ่อแม่ มันเป็นลักษณะนิสัยของคนต่างหาก หลายคนก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียหน่อย ความจริงฉันก็ประหลาดใจอยู่เหมือนกันที่ฉันก็ไม่ได้ผ่านช่วงที่ใจร้อนอะไรอย่างนั้น อาจจะมีตัดสินในผิดพลาดจนเสียใจบ้าง แต่ฉันคิดว่านั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์


พอได้เป็นวัยรุ่นใหม่ ตอนนั้นตั้งปณิธานอย่างแรงกล้าไว้ว่า ฉันจะไม่แต่งหน้าตลอดชีวิต เพราะตอนเด็ก คิดว่าผู้หญิงแต่งหน้าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี แต่พอถึงตอนนี้ฉันก็ดูรีวิวเครื่องสำอางแทบจะทุกวัน คิดถึงตัวเองตอนนั้นก็ตลกดีเหมือนกัน คือผู้หญิงแต่งหน้าที่ฉันเห็นน่ะส่วนใหญ่จะเป็นนางร้ายในละคร ซึ่งแต่งหน้าหนาน้าาาหนา แต่นางเอกแต่งหน้าบาง เด็กไม่รู้เรื่องก็เลยคิดไปว่านางเอกไม่ได้แต่งหน้า ก็คงเหมือนผู้ชายหลาย คนที่แยกไม่ออกระหว่างการแต่งหน้าบาง กับหน้าที่ไม่ได้แต่งอะไรเลย


โตขึ้นมาสิวก็ขึ้นเยอะขึ้น ยิ่งตอนหลังมาอยู่ในกรุงเทพ ไม่รู้เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนหรือเพราะมลภาวะในสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ฉันสิวขึ้นเยอะกว่าปกติ ตอนอยู่มัธยมสิวขึ้น ฉันก็แกะ แกะเสร็จมันก็หายไป แบบหายไปจริง ไม่เคยทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย ฉันก็เลยแกะตลอด แต่พอมาอยู่กรุงเทพ แกะสิวแล้วมันเริ่มทิ้งรอยดำ = =" ซึ่งนานมากกว่าจะหายไป เลยต้องระมัดระวังมากขึ้นเวลาจะทำหน้าตัวเองแต่ละที


ตอนวัยรุ่นโต๊ะเครื่องแป้งมีแต่ของอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการดูแลรูปร่างหน้าตา หรือถ้ามีก็ไม่เคยใช้เลยจนมันหมดอายุ ฉันเคยซื้อครีมทาหน้ากระปุกราคาสองร้อยกว่าบาทมา ใช้ทาครั้งสองครั้ง แล้วก็ไม่เคยเปิดใช้อีกเลยจนมันหมดอายุ ต้องทิ้งไป เสียดายมากมาจนถึงวันนี้ ครีมกันแดดไม่เคยทา ทั้ง ที่โรงเรียนฉันให้นั่งตากแดดทุกวันตอนเข้าแถวหน้าเสาธง ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ารังสียูวีในแดดมันอันตราย ฉันยังแอบคิดว่าพวกที่ชอบหลบแดดนี่ทำไปเพื่ออะไร ขาวไปก็คงไม่ได้่ช่วยให้เรียนดีขึ้นหรอก ฯลฯ แต่เดี๋ยวนี้ฉันก็ทาครีมกันแดดทุกวัน แล้วก็รู้สึกดีทีเห็นตัวเองขาวขึ้น


คล้ายกับว่ามันถึงเวลาแล้วที่ฉันพ้นจากการเป็น 'เด็กกะโปโล' เริ่มกลายเป็น 'ผู้หญิง' สักที ฉันก็ได้แต่หวังว่าฉันจะโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่ดี มีแต่สร้างความสุขความสบายใจให้แก่คนที่อยู่รอบข้าง เป็นคนที่มีเหตุผลคุยกับผู้ชายรู้เรื่อง ที่สำคัญคือพึ่งพาตัวเองได้ และฉลาดรู้ทันคน ประหยัดมัธยัสถ์


ถ้ามีใครสักคนมารัก ก็ขอให้ฉันเป็นคนที่ทำให้โลกของเขาสวยงามขึ้นด้วยเถอะ




Create Date : 01 กรกฎาคม 2555
Last Update : 1 กรกฎาคม 2555 22:55:46 น.
Counter : 378 Pageviews.

0 comment
1  2  

BlogGang Popular Award#17



Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com