Group Blog
 
All Blogs
 

ทำไม AIDs ยังหลงเหลืออยู่

มีอยู่เรื่องนึง ที่ยังค้างคาใจ
หรือว่าเรายังรักในการ "สำส่อน" และ "ความอยาก" ไม่เคยปราณีใคร
ผมว่ามันไม่ใช่นะ.. การศึกษา ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ถ้า "สามัญสำนึก" ไม่ได้รับการเยียวยา รึปล่าว?

หลายๆ เรื่อง เมื่อเกิดขึ้น ก็จะมีหลายๆ หน่วยงานตื่นเต้นตาม
ในฐานะของเจ้ากระทรวง ที่ต้องรับผิดชอบ ตามอำนาจหน้าที่

เคยสังเกตไหม ว่าค่านิยม "ไปถึง" มันยังมีอยู่ในหัว และบางเสี้ยวของความคิด
เพื่ออะไรล่ะ? ไม่อยากขายหน้า กลัวเสียเชิง(ปลากราย) หรือไง?
ไม่ว่าจะ ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง ก็มีส่วนร่วมในพฤติกรรม "สำส่อน" ทั้งนั้นแหละ
ไม่ว่าจะมีความคิดระดับ ผู้ปกครอง ผู้ใช้แรงงาน ผู้ดูแลอะไรต่อมิอะไร
ความอยาก มันบังหูบังตา หรือว่า เรื่องแบบนี้ฆ่าได้ แต่มาหยามกันไม่ได้ งั้นฤา?

ยังอดแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไม "แหล่งบริการทางเพศ" มีอยู่ทุกแห่งหน ทั่วโลก
ทุกประเทศ และทุกจังหวัด ทุกอำเภอ .. เออเว้ย! แปลกไหมล่ะ?

แล้วที่แปลกไปกว่านั้น ข่าวเรื่องเป็น AIDs ตาย
ข่าวเรื่องข่มขืน ข่าวเรื่องผู้หญิงแย่งผู้ชาย ผู้ชายยิงกันตายเพราะแย่งผู้หญิง
ยังขึ้น "หน้าหนึ่ง" ของหนังสือพิมพ์รายวันได้ทุกฉบับ
แต่นักข่าว นักเขียนข่าว เจ้าของหนังสือพิมพ์ ไม่เคยสอดแทรก โทษและภัย
เพื่ออะไร .. เขียนข่าวไว้ขายก็พอแล้ว .. งั้นหรือ?

มีน้องอยู่คนนึง เป็นอาจารย์สอนพยาบาล อยากให้เขียนบทความเรื่อง
"ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาและอัตราความเสี่ยงกับการติดโรคAIDs"

เรื่องนี้พิมพ์ไปแล้ว คิดและไตร่ตรองแล้ว และไม่ส่งให้เผยแพร่ เพราะอะไรเหรอ?
เพราะยิ่งตีแผ่ความจริง เราจะยิ่งพบว่า วิวัฒนาการที่เติบโตขึ้น
ยิ่งกดดันให้คนคิดน้อยลง แล้วกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวมากขึ้น


เราพบความจริงที่ฟ้องความเป็นไทยว่า
"เรื่องหน้าตา ชื่อเสียง" มันสำคัญยิ่งกว่าชีวิต และความอยู่รอด

คิดเอง พิมพ์เอง อ่านเอง รู้สึกสะอิดสะเอียนเกินไป
เลยยอมให้น้องมันว่า "พี่เนี่ย รับปากแล้วไม่ทำ"

พี่อ่านแล้วเศร้าเกินกว่าจะเผยแพร่ให้ใครเอาไปทำต่อ ..
ชีวิตที่ผูกติดกับความคิดของคนอื่น .. มันก็ว่าน่าสงสารแล้ว
ชีวิตที่ผูกติดกับความคิดของตัวเอง...มันก็น่าสงสารกว่า
ชีวิตที่ผูกติดไปกับรอยเท้าที่ผ่านมา และเท้าของคนอื่นที่จากไป ยิ่งน่าสงสารที่สุด


ผมกำลังบอกว่า "ความอยู่รอด" และ "ความเข้มแข็ง"
ไม่ได้เกิดจากกำลังของคนหมู่มาก
ไม่ได้เกิดจากคำสั่งของผู้นำประเทศ
ไม่ได้เกิดจากครอบครัวที่อบอุ่นแต่อย่างใด

มันเกิดจากตัวเอง
ตัวเองที่รักตัวเอง และหวังดีช่วยเหลือคนอื่นด้วยการทำดีกับคนอื่น
เมื่อทำได้ทีละคน และค่อยๆทำต่อทีละคน .. ทุกอย่างก็จะดีขึ้นทีละคน


เหมือนลุงดาบวิชัย ที่ตั้งหน้าตั้งตาปลูกต้นไม้ในที่ของคนอื่น
มุ่งมั่นที่จะทำ ทั้งๆที่หลายคนคิดว่า "อีตานี่สังสัยจะบ้า"
แกปลูกมากี่ปีกี่ต้นไม่มีใครสน แต่ดอกผลของต้นไม้ที่แกปลูก
กลับทำให้หลายๆ ครอบครัวมีอาชีพ และมีรายได้

ผมก็หวังว่า หลายๆคน คงไม่กลับไปตั้งหน้าตั้งตาปลูกต้นไม้เหมือนลุงดาบวิชัย แกหรอก
แค่คิดดี ทำดี แล้วเผื่อแผ่ให้คนอื่น คิดดี และโน้มน้าวให้คนคิดดี ตามที่เป็นด้วย

มีคำคมๆ ประโยคนึง ได้มาจากเกมส์ Street Fighter บอกไว้ว่า
"คนดี หากมันมัวแต่คิด แล้วไม่ทำอะไร ไม่ลงมืออะไร มันก็เหมือนปิศาจตนหนึ่งเหมือนกัน"




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2548    
Last Update : 17 สิงหาคม 2548 20:43:10 น.
Counter : 138 Pageviews.  

หมอกับยา...การบำบัดรักษาด้วยความศรัทธา

หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ที่บ้านเราเมืองไทย ใช้ความศรัทธานำหน้าความเป็นจริง
ไม่งั้น "ไอ้ฟัก" คงไม่ได้ตายไปกับความสมเพช และความสะอิดสะเอียนของชาวบ้าน

"หมอ" ที่เราๆ รู้จักกัน ตั้งแต่เล็กจนโต บางคนได้พบกับ "หมอ" หลายๆแบบ
ไม่ว่าจะเป็น หมอยา หมอดู หมอฟัน หมอดิน หมอนวด ... อ๊ะ! ถือว่าเป็นหมอละกัน
แล้วก็ หมอสัตว์ หรือ สัตว์แพทย์

แต่สิ่งที่ผมอยากจะปลดปล่อย ความคิดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบก็คือ
"หมอคน" หมอคนที่เรารู้จัก มีหลากหลายตำราอีกตังหาก
เช่น หมอสมัยใหม่ ที่เรียกกันว่าแพทย์
ซินแส หรือหมอจีน ก็แตกแขนงไปอีกเช่น ซินแสฝังเข็ม ซินแสจ่ายยา
หมอคน อีกทางนึงก็คือ แก่บ้าน หรือ หมออาคม เสกน้ำมนต์ ให้กิน อาบ ฯลฯ
และอีกอาชีพ ที่ขาดหายไปไม่ได้เลย ก็คือ "หมอตี๋" จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม
ก็มักจะได้ยินประโยคคุ้นๆ ที่ว่า "เอายานี่ไปเหอะ รับรองว่ายานี้แรงกว่ายาโรงพยาบาล"


อ่านเกริ่นนำไปซะ 3 ย่อหน้า ... ชักแม่น้ำทั้งห้า แล้วก็มาลงลึกกันเลยดีกว่า

"หมอ" ที่เราๆ รู้จัก จะผ่านสมมติฐานในใจอยู่เสมอแล้วว่า
หมอต้องเก่ง และเก่งมากพอที่จะรักษาคนให้หายดี
หมอต้องทุ่มเท หาทางรักษาโรคร้ายที่เป็นอยู่ ให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้
สมมติฐานที่ว่าน่ะ มันไม่ถูกต้องทั้งหมดหรอก

หมอเป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อศรัทธา และความเชื่อว่าเก่งหรือ "ห่วย"
ถ้ารักษาแล้วไม่ "สมใจอยาก" หรือรักษาแล้วไม่ถูกใจเลย
ก็คงรู้ๆ กันว่าจะมีการเอาไป บอกต่อ จะเป็น เล่าให้ฟัง หรือว่าให้เสียหายไปซะอย่างงั้น

แต่อยากจะบอกว่า มาตรฐานของหมอ ก็มีเหมือนกัน
หมอก็มีจรรยาบรรณในอาชีพ และมีความรับผิดชอบ อยู่ในระดับเดียวกัน

แต่ความคาดหวัง และศรัทธาในความสามารถ มีไม่เท่ากัน
พูดภาษาชาวบ้านก็บอกว่า "ฝีมือของหมอไม่เท่ากัน"

คำพิพากษาของชาวบ้าน คนไข้ หรือญาติของคนไข้ ล้วนแต่ต้องการสนองความ
"พึงพอใจ" ทั้งนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีหมอคนไหนในโลกนี้ รักษาทุกโรคได้หายขาด

ข่าวร้อนๆ เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ปีนี้ มีอยู่เรื่องนึงที่สร้างความวิตกกังวลให้กับ
วงการหมอๆ ยาๆ ในเมืองไทย นั่นคือ กลุ่มธุรกิจยารายใหญ่ระดับข้ามชาติ
ได้ลงมาเจาะตลาดล่าง ธุรกิจ หมอๆ ยาๆ ในเมืองไทย เนื่องจากมีระดับความสามารถ
ในการทำกำไรสูง ภาษานักบริหารเรียกว่า High Potential

ความตื่นตัวของบรรดา หมอยา เมืองไทยจึงถึงระดับ แหกขี้หูขี้ตา ลุกขึ้นมาโวยวาย
พยายามปกป้องตลาดล่าง หรือตลาดซื้อง่ายขายคล่องที่สุด ที่มีอยู่ในมือตอนนี้

เพราะอะไรน่ะหรือ .. ความสงสัยในใจตอนแรกที่ผมมี ก็คงเหมือนๆ กับผู้อ่านนี่แหละ
แต่ถ้าลองทบทวนดูดีๆ เราจะพบคำตอบที่ โค-ตร ง่าย

นั่นคือ ธุรกิจ หมอและยา ในบ้านเรา ถูกสืบทอดด้วย ระบบตระกูล ระบบครอบครัว
บ้านไหนขายยา รับรองว่าบ้านนั้นต้องมีอาตี๋หรืออาหมวย มานั่งขายยาต่อ และต้อง
ผลิตลูกหลาน มานั่งขายยาต่อๆ ไป
หรือบ้านไหนมีพ่อหรือแม่เป็นหมอ ก็จะมีลูกหลานพยายามให้เรียนหมอ
และจบมาได้เป็นหมอ เพื่อจะได้เป็นหมอใหญ่ประจำอำเภอ จะได้เปิดคลีนิคใกล้ๆ บ้าน
เพราะเชื่อว่าลูกค้าก็จะเป็นคนในท้องถิ่น ในหมู่บ้าน เป็นลูกค้าที่มีศรัทธา เชื่อถือ

แล้วเมื่อวันนี้มาถึง บริษัทข้ามชาติ ที่มีทั้งเงินทุน และ"สื่อโฆษณาที่มือถึง"
เข้ามายุ่มย่ามตลาดล่างที่มีฐานลูกค้าค่อนข้างหนาแน่น และซื่อสัตย์ต่อหมอใกล้บ้าน
(Brand Royalty) จะเท่ากับว่า รายได้ของหมอประจำตำบล หมู่บ้าน
จะถูกแย่ง ถูกแบ่งให้กับบริษัทรายใหญ่ ที่ลงมาปันส่วนของลูกค้า (Market Share)

ความเดือดร้อนก็จะลุกลามใหญ่โต เพราะความเป็นมาตรฐานจากต่างชาติ
เข้ามาปลุกระดม ชวนเชื่อ ให้ความรู้ระดับล่าง ว่าการบำบัดรักษาจากแพทย์ใกล้บ้าน
หรือคลีนิกประจำตำบล หมู่บ้าน เป็น "การรักษาที่ขาดมาตรฐาน"

แรงไปหรือปล่าว? แต่ผมมองในมุมนี้จริงๆ ที่บรรดา "หมอยา" ออกมาตื่นเต้นตกใจ
ว่าจะมีฝรั่งอั้งม๊อ เข้ามาแย่งฐานลูกค้า แย่งรายได้ และแย่งศรัทธาไปจากตัว
เรื่องแบบนี้ มันพอจะเป็นไปได้หรือปล่าวล่ะ?

ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มองหมอในมุมที่ว่า
ขอแค่รักษาให้หาย ก็พอแล้ว ไม่อยากได้อะไรมากไปกว่านี้ ...
เมื่อรักษาได้สมใจอยาก เป็นที่ต้องการของตัวแล้ว .. ก็จะชมหมอว่า เก่ง
ความสามารถเทียมฟ้า ปานเทวดา มาจุติ
แล้วถ้ามีโอกาสได้คุย ได้เล่าให้ใครฟัง ก็จะขุดเอาคุณสมบัติเด่นๆ ของหมอ
มาเผยแพร่ โดยเต็มใจและชักชวนให้มารักษากับ "หมอคนนี้"
กลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก (Buzz Marketing)

ผมเดาไว้ว่า ต้องมีการลุกฮือ ออกมาปกป้องส่วนแบ่งรายได้แน่นอน
และต้องมีการตอบโตกลับไปอย่างที่รุนแรงพอสมควร
แต่ก็ต้องรอดูหน่อยนะ ..เพราะตอนนี้ ทิศทางลม ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย

การศึกษาทำให้คนอ่านออกเขียนได้จริงๆ
แต่บางที เหมือนจะ...จริงๆ นะ....
หยุดการพิมพ์ดีกว่า ...

ไว้โอกาสหน้า ผมจะมาเล่าใหม่




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2548    
Last Update : 17 ตุลาคม 2548 19:46:00 น.
Counter : 156 Pageviews.  

พี่เมียหลีก... Premiere League เป็นพิษ!!

สำนักข่าว รอยร้าว เรียบเรียงเสียงประสานออกมาแล้วว่า
ฟุตบอลจากอังกฤษ หรือ Premiere Ship เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเครียดกระทันหัน

Match แรกผ่านไปในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม
มีการถ่ายเทผู้เล่น และเปลี่ยนผู้จัดการทีม
ผลก็คือบรรดานักดูฟุตบอล เกิดอาการเครียดจัด ควบคุมระบบประสาทไม่ได้
ความประพฤติเปลี่ยนไป มองอะไรก็เบลอๆ ตัดสินใจฟันธงไม่ได้เลย
กินข้าวตามร้านอาหารดีๆ ไม่ได้ ต้องลดระดับลงมากินข้างทาง
เพื่อสะสมต้นทุนไว้ประทังชีวิตและกำลังใจต่อไป

นพ.ใหญ่ ประจำ รพ.ประสาท เชียงใหม่ แนะนำไว้ว่า
"เวลาดูบอล ควรดูเป็นคู่ๆ ไป อย่าดูเป็น Step มันจะทำให้เกิดความคาดหวังสูงเกินไป"




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2548    
Last Update : 17 สิงหาคม 2548 20:41:10 น.
Counter : 143 Pageviews.  

สวัสดี ชาวบ้าน....

กว่าจะใช้ Blog ในพันทิพเป็น
ก็ปาเข้าไป หลาย....นาที
พยายามสร้างความเป็นมิตรกับทุกท่าน
แต่จริงๆ อยากสร้างศัตรูทางความคิดมากว่า หุๆ


เชิญเสพรสชาติ จะเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็แล้วแต่จะกรุณา นะครับ ทุกท่าน




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2548    
Last Update : 17 สิงหาคม 2548 20:30:23 น.
Counter : 147 Pageviews.  

1  2  

คนสีซอ
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผู้แก้ผู้เฒ่าเคยทักผมว่า อย่าไปจริงจังกับมันเลย
ดนตง ดนตรีอะไรนี่ เต้นกินรำกิน

ตั้งใจเรียนให้เก่ง จบมาแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน

ถึงเวลานี้แล้ว ผมกลับเล่นดนตรีเอาเรื่องเลยแฮะ
แต่ก็ว่าสิ ไม่ได้เป็นเจ้าคนนายคน ซํกที
Friends' blogs
[Add คนสีซอ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.