เช็คข้อมูลน้ำในคืนฝนถล่ม กทม. : เราจะเตรียมตัวหลังฝนหยุดอย่างไร โดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร



จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 13-14 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายจุดในกรุงเทพมหานครประชาชนต้องเผชิญกับปัญหามากมายอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

โดยเฉพาะความเสียหายต่อยานพาหนะที่จอดใต้ถุนอาคารหรือบนพื้นราบ ทรัพย์สินและบ้านเรือน รวมทั้งปัญหาการเจราจรในเช้าวันรุ่งขึ้น

คุณกัมพล ปั้นตะกั่ว นักวิจัยทีดีอาร์ไอ ได้ตรวจสอบระบบตรวจวัดข้อมูลต่างๆ ในช่วงคืนวันที่13 – 14 .. จาก เว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ กทม. พบว่าปริมาณฝนสะสมเกินกว่า 100มิลลิเมตรใน 32 เขต และข้อมูลจากสถานีวัดน้ำท่วมบนถนน 101 แห่งทั่ว กทม. พบว่ามีถนนอย่างน้อย 13 สาย ที่มีระดับน้ำท่วมกว่า 20 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่ารถยนต์ขนาดเล็กจะสัญจรได้

คำถามสำคัญ คือ กรุงเทพมหานคร เริ่มระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อไร และประสิทธิภาพการระบายน้ำเป็นอย่างไร

ข้อมูลของ กทม.ช่วยตอบคำถามได้ เพราะ กทม.มีข้อมูลทันเวลา (เกือบ real time) เกี่ยวกับระดับน้ำบนถนนสายหลักและในคลองต่างๆ รวมทั้งสถิติการระบายน้ำในคลองต่างๆ ที่เป็นจุดรับน้ำฝนที่ระบายจากถนนผ่านท่อระบายน้ำ

สถิติดังกล่าว แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของเขตต่างๆ ใน กทม. เริ่มสูบน้ำออกจากคลองหลังจากที่ฝนเริ่มตกหนักแล้ว สถานีสูบน้ำส่วนใหญ่เริ่มสูบน้ำหลังเวลาตีหนึ่งของวันคืนวันที่ 13 ตุลาคม(หรือ ชั่วโมงแรกของวันที่ 14 ตุลาคม) ข้อมูลนี้แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของเขตต่างๆ มีความรับผิดชอบสูง และมีพนักงานที่ดูแลเครื่องสูบน้ำตลอดเวลา

แต่เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักมากที่สุดในรอบ 25 ปี ตามคำแถลงของผู้ว่าราชการ กทม.และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กทม. น้ำจึงท่วมหนักในหลายพื้นที่จนเกิดความเสียหายหนักเพราะข้อมูลแสดงว่าระดับน้ำในคลองต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น อย่างรวดเร็วระหว่าง เวลา 21.40 – 01.50 . ดังตัวอย่างรูปภาพกราฟแสดงระดับน้ำในคลองบริเวณรอบถนนในจุดที่น้ำท่วมสูงสุด 3 จุด

คือ (ภาพที่ 1) ถนนวิภาวดีขาออก ได้แก่ คลองนาของ คลองบางซื่อ คลองสามเสน  (ภาพที่2) ถนนประชาสุขและประชาสงเคราะห์ ได้แก่ คลองนาของ คลองห้วยขวาง และ (ภาพที่ 3)ถนนรัชดา-ลาดพร้าว ได้แก่ คลองบางซื่อ คลองห้วยขวาง และ คลองน้ำแก้ว แต่กว่าการสูบน้ำจะสามารถลดระดับน้ำในคลองลงสู่ระดับที่ทำให้ระดับน้ำบนถนนและซอยต่างๆลดลงจนพอสัญจรได้ หรือเข้าสู่ระดับปกติก็ต้องใช้เวลา 6-36 ชั่วโมง เพราะขีดความสามารถในการพร่องน้ำจากคลองต่างๆ ไม่เท่ากัน คลองบางคลองสามารถพร่องน้ำให้ลดลงได้เพียง 3-4เซ็นติเมตรในเวลา 24 ชั่วโมง เช่น คลองภาษีเจริญ/คลองราชมนตรี เป็นต้น

นี่คือประเด็นหลักที่ทีมจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะ ทีดีอาร์ไอ ชวน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ มาสนทนา เพื่อให้มุมมองต่อสถานการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะประเด็นเรื่องกลไกและระบบการเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่อาจจะเกิดฝนตกหนักผิดปกติ เช่น ฝนในรอบ 25 ปี (หรือฝนพันปีในยุคผู้ว่ากทม.พลเอกจำลอง ศรีเมืองพร้อมข้อเสนอถึงอนาคต เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเชิงระบบและป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครต่อไป

เมื่อฝนตกใน กทม. มีการติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำกันอย่างไร และระบบข้อมูลที่มี ถือว่ามีประสิทธิภาพดีพอต่อการจัดการหรือยัง?

ดร.นิพนธ์ – กรุงเทพมหานครมีการลงทุนในเรื่องระบบข้อมูลดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขสถิติเรามีระบบการติดตามดีขึ้นกว่าในปี 54 ค่อนข้างเยอะ มีการเตรียมตัวที่ดี ถึงแม้ว่ามีปัญหาเรื่องเทคโนโลยีนิดหน่อย แต่ระบบดีขึ้น มีเซนเซอร์ในถนนวัดระดับน้ำบนถนน วัดระดับน้ำในคลอง ขณะนี้จุดที่วัดระดับน้ำมีเยอะมาก เรามีสถานีวัดน้ำท่วมบนถนน 101 แห่ง สถานีวัดน้ำท่วมในอุโมงค์ 8 แห่ง สถานีวัดน้ำฝน 131 แห่ง สถานีวัดระดับน้ำ 151 แห่ง บางเขตมีสถานีวัดน้ำฝนถึง 5-6 แห่ง เราลงทุนเรื่องข้อมูลค่อนข้างมาก

นอกจากนั้น กทม. ก็ทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำที่บางซื่อ และพระรามเก้า กทม.มีคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีคันป้องกันน้ำด้านตะวันออก สถานีสูบน้ำ 174 แห่งประตูระบายน้ำ 227 แห่ง ฯลฯ

แต่ระบบข้อมูลมีจุดอ่อนบางประการ คือ ข้อแรก เราเน้นแค่ถนนไม่ได้เน้นพื้นที่เสี่ยงในซอยที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก ข้อสอง ในช่วงวันที่ 13-14 ตุลาคม สถานีสูบน้ำบางแห่งไม่มีข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่งสันนิฐานว่ามีปัญหาด้านการส่งสัญญาณ และยังมีปัญหาการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลระหว่างสำนักระบายน้ำกทม. กับเว็บไซต์ Thaiwater.net ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและเกษตร ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก และนิยมเข้าไปสืบค้นข้อมูล ทำให้ไม่มีข้อมูลแบบกึ่ง real time

จุดอ่อนอีกประการหนึ่ง คือ ที่ตั้งของจุดวัดระดับน้ำบางแห่งในกทม. บน Google Map ก็ผิดเช่น คลองมหาสวัสดิ์แผนที่กลับแสดงว่าอยู่ที่ฝั่งพระนคร เป็นต้น

สรุปแล้วระบบข้อมูลของเราดี พร้อมแล้ว
แต่ที่ยังขาดอยู่คือการดึงข้อมูลเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเตรียมการรับมือ

แต่ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ในเขตต่างๆ หลังฝนตกระดับน้ำจะสูงสุดตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง สถานีสูบน้ำจะเปิดสูบน้ำ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ตื่นมาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง แต่ว่ามันสายเสียแล้ว เพราะฝนตกหนัก จนสูบไม่ทัน สถานีวัดระดับน้ำบางแห่งมีขีดความสามารถต่ำ เช่นเขตภาษีเจริญ คลองราชมนตรี ฝั่งธน สูบได้วันละ 3 ซม.

แต่ข้อบกพร่องใหญ่ที่สุด คือ เราไม่มีการเตรียมพร่องน้ำล่วงหน้า เรื่องนี้โทษเขตต่างๆไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องการเตรียมตัวป้องกันล่วงหน้าในภาพรวม ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กทมต้องโทษรัฐบาลที่ไม่มีการวางระบบเตือนภัยเลย ทั้งๆที่ เรามีกฎหมาย ป้องกันสารตรณภัยที่กำหนดระดับภัยพิบัติไว้ชัดเจน (ดูเพิ่มเติมด้านล่าง) แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เราไม่ได้ทำอะไร เพิ่มเติมทั้งเรื่องการพยายากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า

เมื่อฝนตกหนักอย่างในคืนวันที่ 13 – 14 .. คนกรุงมักตั้งคำถามต่อการระบายน้ำผ่านอุโมงค์ยักษ์ ดังนั้นในส่วนการเตรียมรับมือด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานการระบายน้ำของ กทม. มีการเตรียมการอย่างไร และยังมีจุดไหนที่ควรปรับปรุง?

ดร.นิพนธ์ – เรามีอุโมงค์ยักษ์แต่ใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ ก็เหมือนเวลาเราสร้างเขื่อนใหม่ประโยชน์น้อยมากเพราะไม่มีคลองไส้ไก่ ส่งน้ำเข้าไปตามพื้นที่ต่างๆของเกษตรกร เช่นเดียวกันอุโมงค์ยักษ์จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีคลองและท่อส่งน้ำเข้าไปในอุโมงค์ เชื่อมต่ออุโมงค์กับท่อและคลองจากจุดสำคัญต่างๆ ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน

เพราะมีอุโมงค์แต่ไม่มีท่อส่งน้ำเข้ามา อุโมงค์จึงไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร เรื่องนี้กทม.ต้องทำเพิ่มเติม นอกจากนั้นอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีมาก่อนปี 2550 จำนวน 6 แห่ง ก็น่าจะมีปัญหาประสิทธิภาพการระบายน้ำ เช่น แม้ถนนสุขุมวิทและพญาไทจะมีอุโมงค์ใหญ่เพื่อใช้ระบายน้ำ 4 แห่ง แต่ก็มีปัญหาน้ำท่วมหนักจนเกิดความเสียหาย ซึ่งร่วมทั้งรถของอดีตนายกรัฐมนตรี

แต่หากดูแยกเป็นฝั่ง ระบบระบายน้ำแถวฝั่งตะวันออกหลังสุวรรณภูมิไป ทำไว้แล้วดีมาก โดยมีท่อส่งน้ำยักษ์ลงทะเล แต่เมื่อปี 2554 มีปัญหาการเมืองทำให้ส่งน้ำไปไม่ได้

ขณะนี้เราลงทุนเรื่องเหล่านี้แล้ว แต่ไม่มีระบบเชื่อมให้น้ำส่งไป อย่างคลองที่จะส่งน้ำเข้ามาน้ำกลับส่งไปไม่ได้ เพราะมีการบุกรุกคูคลอง ทิ้งขยะในคูคลอง มีผักตบชวา เราก็สูบน้ำลงทะเลไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการวางระบบการรักษาความสะอาดในคูคลอง แม้ กทม.จะพยายามแก้ปัญหาการบุกรุกคูคลองตามแนวทางของ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) แต่ก็ยังมีข้อจำกัดมาก ฉะนั้นเมื่อเรามีระบบอยู่เท่าเดิม แต่น้ำไม่เท่าเดิมมันมามากกว่าเดิม น้ำก็ต้องท่วมแน่ๆ

ส่วนฝั่งตะวันตก เรื่องการวางท่อและระบบสูบน้ำยังสูบได้ช้ามาก ขีดความสามารถต่ำเราอาจจะต้องมีการปรับปรุงกันขนานใหญ่

ฝนถล่ม 13 – 14 .. อาจเรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินสำหรับประชาชน เพราะไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ ดังนั้นระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการที่ดีควรจะเป็นอย่างไร?

ดร.นิพนธ์ – คนอาศัยในกรุงเทพเริ่มชินถ้ากลางวันเห็นฝนตกก็เตรียมตัวเตรียมใจได้ แต่ถ้าตกกลางคืนหนักๆ คาดการณ์ไม่ได้ และกทม. มักเตือนภัยแต่บนถนน แต่จริงๆคนไม่ได้เดือดร้อนแค่บนถนน แค่รถติด ยังมีบ้านเรือน คอนโดที่เสียหาย รัฐบาลและกทม.ต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนในการจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพราะระบบดังกล่าวต้องใช้ทั้งข้อมูลความรู้ และการสร้างขีดความสามารถในการพยากรณ์อากาศที่ต้องใช้เวลานานนับปี

กทม. มีเครื่องมือ มีคลอง มีระบบวัดน้ำ แต่เราไม่มีระบบเตือนภัย ในคืน วันที่ 13-14ได้พิสูจน์แล้วว่าเราไม่เคยวางระบบเตือนภัยเลยตั้งแต่ปี 54

ทั้งที่เรามีกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ระบุขั้นตอนการประกาศภาวะฉุกเฉินแบ่งระดับการเตือนภัยพิบัติ 3 ระดับ คือภัยในจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแล หรือถ้ากระทบหลายจังหวัด อำนาจจะอยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หากใหญ่กว่านั้นก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

แต่ที่เราไม่เคยวางระบบเพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถประกาศเตือนภัย และภาวะฉุกเฉินตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติก็เพราะ เราไม่เคยมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบเรื่องเตือนภัยพิบัติและวางแผนป้องกัน หน่วยงานนี้จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลด้านอากาศและภัยพิบัติต่างๆจากหน่วยงานรัฐ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพยากรณ์ภูมิอากาศ รวมทั้งนำผลวิเคราะห์ส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รมว.มหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรีประกาศเตือนภัยล่วงหน้า

กรณีน้ำท่วม หากเราสามารถเตือนภัยให้ประชาชนรู้ตัวล่วงหน้าเพียง 6-12 ชั่วโมง ก็สามารถความเสียหายและความสูญเสียต่างๆเป็นมูลค่าจำนวนมาก ตัวอย่างรูปธรรม คือ อำเภอหาดใหญ่มีกลไกเตือนภัยล่วงหน้า นอกจากสงขลาจะลงทุนในระบบโทรมาตร และเตรียมแผนป้องกันภัยของหมู่บ้านต่างๆแล้ว มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ยังรับผิดชอบทำพยากรณ์ปริมาณน้ำที่ไหลจากอำเภอสะเดา เข้ามาสู่หาดใหญ่ ในปี 2555 และส่งข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศเตือนภัยล่วงหน้า 3-4 ชั่วโมงทำให้ประชาชนในหาดใหญ่สามารถเก็บของขึ้นที่สูง ลดความเสียหายได้

กรุงเทพขณะนี้มีความเสี่ยงที่จะฝนตกหนักมากขึ้น[1] ดังนั้นการพยากรณ์เรื่องนี้ต้องมีรายละเอียด ไม่ใช่ให้คำพยากรณ์แบบกว้างๆ เหมือนปัจจุบัน เช่น ฝนจะตกหนัก 70% ของพื้นที่แต่ต้องเป็นการให้คำพยากรณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นว่าฝนจะตกหนักระดับใด พายุจะเคลื่อนผ่านเขตใดในกทม. โอกาสสูงหรือต่ำเพียงใด ดังตัวอย่างการพยากรณ์การเกิดเฮอร์ริเคนที่สหรัฐ จะมีการพยากรณ์จากหลายสำนักว่าจะเกิดที่ไหน พอมีข้อมูลเรื่องนี้ คนในพื้นที่ก็พร้อมจะเตรียมตัว แต่ตรงนี้เราไม่มี เราไม่สร้างระบบเตือนภัยขึ้นมา เราปล่อยให้หน่วยงานต่างๆทำงานตามปกติ เรามีเครื่องมือมีอุปกรณ์ แต่ใช้ประโยชน์จากมันแค่ 10 เปอร์เซ็น

ที่ผ่านมาเราไม่กล้าใช้คำพยากรณ์มาเตือนภัยเพราะการพยากรณ์มีการผิดพลาดค่อนข้างเยอะ แต่เราต้องไม่กลัว เราต้องกล้าทำ การคาดคะเนผิดไม่เป็นไร ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ ปรับแบบจำลองไปเรื่อยๆ การพยากรณ์จะค่อยๆดีขึ้น

ในวันเกิดเหตุ สสนก.(สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร) คาดคะเนว่าจะตกกลางวัน แต่ไปตกกลางคืน ซึ่งไม่เป็นไร ถ้าทำและติดตามไปเรื่อยๆ ปรับแบบจำลองไปเรื่อยๆนอกจากกรมอุตนิยมวิทยาจะต้องปรับปรุงแบบจำลองของตนแล้ว รัฐบาลก็ควรให้ทุนวิจัยสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ทำแบบจำลองพยากรณ์หลายๆแบบจำลองแข่งกับกรมอุตุฯ เหมือนกับ NOAA ของสหรัฐอเมริกาที่จ้างสถาบันวิจัยหลายแห่งช่วยกันทำแบบจำลองพยากรณ์ ในที่สุดผลการพยากรณ์จะค่อยๆดีขึ้น และจะช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้คุ้มกับเงินงบประมาณ

เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำรอยน้ำท่วม กทม.จากฝนถล่ม เราควรแก้ปัญหาในระยะสั้น และในระยะยาวอย่างไร และใครควรทำอะไรบ้าง?

ดร.นิพนธ์ – ในระยะสั้น คือ เรื่องการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เรามีหน่วยงานที่มีข้อมูลอยู่แล้วมากมาย รวมทั้งมี สสนก. ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล แต่เราขาดบุคคลากรที่จะเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาว เพื่อวางแผน วิเคราะห์ และสร้างระบบเตือนภัย

เราต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน และเราขาดหน่วยงานวิชาการส่วนกลาง ต้องมีหน่วยงานอิสระที่ทำงานภายใต้สำนักนายกฯ เก็บข้อมูลน้ำท่วมวันนี้เพื่อนำไปทำแผน สรุปว่าพลาดตรงไหน มีแบบจำลองตรงไหนที่พลาด เพื่อปรับปรุง เตรียมรับมือครั้งต่อไป และข้อมูลเก่าจะช่วยให้เราสามารถสร้างระบบเตือนภัยได้ แล้วยังประโยชน์ต่อการวางแผนโลจิสติกส์ เมื่อทำในกรุงเทพได้แล้ว เราก็ขยายไปต่างๆจังหวัด ไปภาคเกษตรได้

อีกอย่างคือ ขณะนี้เราเฝ้าดูน้ำแต่ในถนน เรามีเซนเซอร์ แต่เราไม่รู้ว่าซอยไหนบ้างที่เสี่ยง เราต้องมีข้อมูลแผนที่ภูมิประเทศแสดงเส้นชั้นความสูงว่าพื้นที่ในกทม.แต่ละท้องที่มีความสูงต่ำเพียงใด (digital elevation model)  ถ้าจะลงทุนต้องดูว่าจุดไหนที่สำคัญ อย่างจุดที่น้ำท่วมชั้นใต้ดินคอนโด เพราะแต่ก่อนพื้นที่เป็นคลอง ต่อมาถมคลอง ทำถนน สร้างตึก พอฝนตกลงมาจากเดิมที่ไม่เสี่ยงมันจะเสี่ยง เพราะไม่มีพื้นที่รับน้ำ เป็นปัญหาการใช้ที่ดินในระยะยาว ถ้าฝนตกน้ำก็ไหลลงถนนไหลลงท่อระบายน้ำ ต่อให้ท่อระบายน้ำใหญ่แค่ไหนก็รับไม่อยู่ ยิ่งฝนตกหนักแบบปีนี้ที่เราเห็นแล้ว เมื่อมีข้อมูลพื้นที่เสี่ยงต่างๆ กทม. ก็สามารถวางแผนควบคุมการก่อสร้างอาคารได้ในระยะยาว เช่น การบังคับให้อาคารใหญ่ต้องมีบ่อพักน้ำไว้รองรับน้ำฝน ไม่แข่งกันระบายลงท่อระบายน้ำในช่วงที่ฝนกำลังตก เป็นต้น

คนไทยไม่มี sense ของการป้องกันภัย เราจะเห็นได้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ชอบพูดถึงเรื่องฝน 25 ปีฝนพันปีที่นานๆทีจะเกิด มันทำให้ไม่รู้สึกตัวว่าต้องระวังภัย

สิ่งที่ผู้บริหาร กทม.พูดไม่ผิด แต่เราควรเปลี่ยนทัศนคติ ผมเสนอว่าแทนที่เราจะมานั่งคอยแก้ตัวว่าเป็นพายุฝนพันปี เราหันมาสร้างระบบเตือนภัยเพื่อช่วยลดความเสียหายจะดีกว่า

จากเหตุการณ์ฝนถล่มมัน พิสูจน์แล้วว่าเราต้องมีระบบเตือนภัย ทำแผนล่วงหน้า ต้องมีการดึงข้อมูลจากหลังฝนตกมาวิเคราะห์ต่อ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครผิด แต่เป็นเรื่องระบบการจัดการที่ต้องปรับปรุง

เรื่องสำคัญในระยะยาวอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการบรรเทาสาธาณภัย ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย รัฐบาลใช้วิธีตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจรับผิดชอบ โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งสั่งการที่หัวโต๊ะ มีรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงนั่งเป็นกรรมการ พอวิกฤติจบลง ต่างคนต่างก็แยกย้ายกลับกรมกองของคน ไม่มีการสร้าง “ความจำของสถาบัน” ไม่มีการรวบรวมข้อมูล ความรู้ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและบริหารจัดการมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางป้องกันและการบรรเทาสาธารณภัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 นายกรัฐมนตรีได้ใช้มาตรา 44 จัดตั้งสำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงควรมีการจัดโครงสร้างเรื่องการจัดการอุทกภัยและภัยพิบัติแบบรวมศูนย์อย่างจริงจัง นอกจากนี้รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานที่เป็นข้าราชการมืออาชีพและมีความชำนาญในการจัดการด้านภัยพิบัติเป็นผู้รับผิดชอบ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายอำนาจให้สั่งงานด้านกรมกอง และกระทรวงต่างๆได้ไม่ควรให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง เพราะจะเกิดปัญหาการแทรกแซงเพื่อปกป้องเฉพาะพื้นที่ในเขตของนักการเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ในปี 2554ที่ทำให้มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่อาจไหลผ่านเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกของ กทม.ที่มีระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ลงสู่ทะเล ทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อฝั่งตะวันตกของ กทม. และจังหวัดที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2560    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2560 17:17:52 น.
Counter : 27 Pageviews.  

TAXI OK ดีเดย์ 9 พ.ย.กรมขนส่งเร่งให้แท็กซี่จดทะเบียนใหม่ทุกคันต้องพร้อมอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อความปลอด



ดีเดย์!!! ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถแท็กซี่จดทะเบียนใหม่ทุกคันต้อง ผ่านหลักเกณฑ์ภายใต้โครงการ TAXI OK ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยให้ครบ ทั้งGPS Tracking และอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับ มาตรค่าโดยสาร ปุ่มฉุกเฉินสำหรับผู้โดยสาร กล้องบันทึกภาพภายในรถแบบ Snap Shot โดยทั้งหมดต้องเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบ Real-time

 

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่กรมขนส่งทางบก นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ TAXI OK และ TAXI VIP เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบการให้บริการของแท็กซี่ ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้มีความสะดวกสบาย ภายใต้การควบคุม กำกับ ดูแลจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป กำหนดให้รถแท็กซี่จดทะเบียนใหม่ทุกคันต้องมีความพร้อมและติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนดในโครงการ TAXI OK ครบถ้วน ประกอบด้วย การติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ มาตรค่าโดยสาร ปุ่มฉุกเฉินสำหรับผู้โดยสาร (Emergency) อย่างน้อย 1 จุด ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้และใช้งานสะดวก และกล้องบันทึกภาพภายในรถแบบ Snap Shot โดยอุปกรณ์ทั้งหมดต้องเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้แบบ Real-time เพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการสื่อสารรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) ของผู้ประกอบการทั้งที่เป็นนิติบุคคล สหกรณ์ ศูนย์วิทยุแท็กซี่ในปัจจุบัน ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการระบบให้บริการรถแท็กซี่ให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ให้บริการและมีส่วนสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ และจัดส่งข้อมูลให้ศูนย์บริหารจัดการรถแท็กซี่ของกรมการขนส่งทางบก (DLT TAXI CENTER) ทั้งข้อมูลสถานะของรถแท็กซี่ทุกคันในโครงการ TAXI OK ทั้งตำแหน่งพิกัดสถานะของรถ ข้อมูลสถานะของมิเตอร์ ข้อมูลผู้ขับรถ ข้อมูลแสดงความเร็วของรถ สถิติการให้บริการ ข้อร้องเรียนต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับกำหนดแนวทางพัฒนาการให้บริการแท็กซี่อย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนารูปแบบการให้บริการแท็กซี่ทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรมและตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคดิจิตอล กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาระบบเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น TAXI OK บนโทรศัพท์ Smart Phone ที่เปิดกว้างให้เรียกใช้บริการรถแท็กซี่ในโครงการ TAXI OK ได้ทุกคัน ทั้งยังสามารถร้องเรียนการให้บริการ รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของค่าบริการ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับความปลอดภัย ได้รับการคุ้มครอง พร้อมการช่วยเหลือยามที่เกิดปัญหาได้อย่างทันที โดยจะเปิดให้ใช้ระบบเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นได้เต็มรูปแบบภายในเดือนธันวาคม 2560

อย่างไรก็ตามในระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านระบบแอพพลิเคชั่นรถแท็กซี่ OK ที่จดทะเบียนเรียบร้อยแล้วสามารถนำไปวิ่งให้บริการได้เหมือนรถแท็กซี่ทั่วไปทันที และผู้ใช้บริการสามารถเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ OK ได้ในอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 35 บาท เหมือนรถแท็กซี่ทั่วไป โดยสังเกตสัญลักษณ์รถแท็กซี่ OK จากโป๊ะไฟบนหลังคาซึ่งจะมีลักษณะคล้ายรูปรถ แสงไฟสีขาว ระบุอักษรภาษาอังกฤษ “TAXI” และมีสัญลักษณ์ “APP” ในวงกลมสีแดง และสัญลักษณ์ “GPS” ในวงกลมสีเหลือง รวมถึงที่กระจกกันลมหน้ารถจะมีสัญลักษณ์แสดงสถานะติดตั้งกล้องบันทึกภาพภายในรถ “CAMERA” ในพื้นวงกลมสีน้ำเงิน ทั้งนี้ นอกจากรถแท็กซี่จดทะเบียนใหม่ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ TAXI OK แล้ว รถแท็กซี่ปัจจุบันที่ยังคงเหลืออายุการให้บริการ กรมการขนส่งทางบกให้สิทธิในการเข้าร่วมโครงการในภาคสมัครใจ เพียงติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ และเข้าเป็นสมาชิกในระบบศูนย์บริการสื่อสารรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) ของภาคเอกชน ซึ่งจะได้รับสิทธิในการเชื่อมโยงกับระบบรับงานของแอพพลิเคชั่น TAXI OK โดยให้นำรถที่ติดตั้งอุปกรณ์ครบถ้วนแล้ว เข้าตรวจสภาพและทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก หากผ่านเกณฑ์จะได้รับสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์โครงการ TAXI OK ติดหน้ารถเพื่อเป็นทางเลือกในการใช้บริการของประชาชน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า สำหรับรูปแบบการให้บริการแท็กซี่ OK ทันทีที่มีการรับจ้างเกิดขึ้นข้อมูลจากรถแท็กซี่จะถูกส่งไปยังศูนย์บริการสื่อสารฯ และจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์ DLT TAXI CENTER ของกรมการขนส่งทางบก แบบ Real-time ดังนี้ เมื่อกดเปิดมาตรค่าโดยสาร ระบบจะจัดส่งข้อมูลตำแหน่งและเวลาที่รับผู้โดยสาร พร้อมภาพถ่ายภายในรถจากกล้องบันทึกภาพ และเมื่อส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทาง มีการกดปิดมาตรค่าโดยสาร ระบบจะจัดส่งข้อมูลตำแหน่งและเวลาที่ส่งผู้โดยสาร ระยะทาง ระยะเวลาการเดินทาง ค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร และภาพถ่าย ส่วนในกรณีที่มีการกดปุ่มฉุกเฉิน ทุกระบบจะทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติเพื่อแจ้งเหตุไปยังศูนย์บริการสื่อสารฯ และศูนย์ DLT TAXI CENTER หรือหน่วยงานที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยกล้องจะบันทึกภาพและส่งข้อมูลอัตโนมัติจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ หรือตรวจสอบว่าเป็นการใช้ปุ่มฉุกเฉินโดยไม่ได้เจตนา ทั้งนี้ สำหรับรถแท็กซี่แบบพิเศษ หรือ TAXI VIP เป็นทางเลือกในการให้บริการแท็กซี่ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สะดวกสบายมากขึ้นมีมาตรฐานอุปกรณ์ส่วนควบไม่น้อยกว่ารถตามโครงการ TAXI OK ผู้ประกอบการต้องขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ซึ่งจะต้องมีการเสนอแผนการประกอบธุรกิจ โครงสร้างองค์กร แผนการตลาดและแผนความปลอดภัย และกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2560    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2560 2:14:09 น.
Counter : 28 Pageviews.  

สมเด็จพระเทพฯเสด็จพิธีบวงสรวงสังเวยการจัดทำเครื่องสดประดับจิตกาธาน



สมเด็จพระเทพฯเสด็จพิธีบวงสรวงสังเวยการจัดทำเครื่องสดประดับจิตกาธานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 

เมื่อเวลา 09.01 น. วันที่ 19 ต.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังสระปทุมไปยังโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง ในพิธีบวงสรวงสังเวยการจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมี นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง นางนภาพร เล้าสินวัฒนา ผู้อำนวยการกองศิลปกรรม นางพัฒนา เกตุกาญจโน ผู้อำนวยการโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ กรมศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ ช่างฝีมือและจิตอาสา เฝ้าฯ รับเสด็จ

จากนั้น เสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงคม เสด็จฯไปทรงเจิมโองการบวงสรวงสังเวยช่างเครื่องสดราชสำนัก เสด็จฯไปยังโต๊ะสังเวย จากนั้นทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ที่โต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหางปักที่เครื่องสังเวย (ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย สังข์ แตร พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์) ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงคม จากนั้นประทับพระราชอาสน์ นายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม นายช่างศิลปกรรม ผู้ประกอบพิธีอ่านโองการบวงสรวงและนำกล่าวบทบูชาครูช่างเครื่องสด จบแล้ว (ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย สังข์ แตร พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์)

ต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงสุหร่ายที่เครื่องมือ เครื่องใช้ในการทำเครื่องสดพระจิตกาธาน และทรงเจิมเทวดาประดับจิตกาธาน (ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย สังข์ แตร พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์) เสด็จฯไปทรงคมที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา เสด็จฯไปทรงคมที่หน้าโต๊ะสังเวย และเสด็จฯ กลับในเวลาต่อมา

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2560    
Last Update : 21 ตุลาคม 2560 10:13:54 น.
Counter : 96 Pageviews.  

รศ.ดร.สมชาย ปฐมศิริ ผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์เป็นอธิการบดีคนใหม่ของ มทร.



ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เลือก รศ.ดร.สมชาย ปฐมศิริ คนหนุ่มไฟแรงเป็นอธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ตะวันออก หวังแก้ปัญหาธรรมาภิบาลและพัฒนามหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้า

 

 วันนี้(19 ต.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) โดยมีศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเป็นประธาน และพลตำรวจเอกชาญวุฒิ วัชรพุกก์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มทร.ตะวันออก กล่าวว่า

ในวันนี้คณะกรรมการสรรหาฯ ได้เสนอรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหาฯ จำนวน 3 คน จากผู้ผ่านการสรรหาและมีคุณสมบัติตามที่กำหนด 12 คน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์กับ 3 รายชื่อที่เสนอ จากนั้นได้เปิดให้ทั้ง 3 คนได้นำเสนอแผนกลยุทธ์ในการบริหาร มทร.ตะวันออก พร้อมตอบข้อซักถามก่อนที่จะมีการลงคะแนน ปรากฎว่าต้องมีการลงคะแนนถึง 2 รอบ เนื่องจากการลงคะแนนรอบที่ 1 ไม่มีใครได้คะแนนเสียงข้างมาก จนรอบที่ 2 มีผู้ที่ได้คะแนนเสียงข้างมากคือ รศ.ดร.สมชาย ปฐมศิริ

ด้านศ.ดร.สุนทร กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา 3 คนนั้นถือว่าเป็นคนเก่งทั้งหมด รวมทั้งมีวิสัยทัศน์และแนวโน้มที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของมทร.ตะวันออกได้ดี แต่ที่เลือกรศ.ดร.สมชาย เนื่องจากได้รับคะแนนเสียงข้างมากที่สุด และคิดว่าน่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆของมทร.ตะวันออกได้ดี เช่น ปัญหาธรรมาภิบาล ปัญหาการจัดการเรียนการสอน สามารถพัฒนามหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าพัฒนาและเป็นหนุ่มที่มีศักยภาพ เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากนี้จะมีการนำเสนอรายชื่อดังกล่าวเพื่อดำเนินการโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมทร.ตะวันออกต่อไป

ประวัติ รศ.ดร.สมชาย ปฐมศิริ ถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่ง การจราจรและโลจิสติกส์ การศึกษาจบปริญญาตรีเกียรตินิยมคณะวิศวกรรมโยธา  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโท M.Eng. (Transportation and Traffic Engineering)จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA (หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง)จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จบปริญญาเอก Ph.D. (Transportation Systems Engineering and Planning) จาก University of Maryland at College Park, สหรัฐอเมริกา เป็นวุฒิสมาชิกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2560    
Last Update : 21 ตุลาคม 2560 6:58:37 น.
Counter : 168 Pageviews.  

อธิบดีกรมจัดหางานชี้คนต่างดาวเป็นล่ามแปลภาษาได้



อธิบดีกรมจัดหางานชี้แจงความเข้าใจที่ตลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจ้างคนต่างด้าวเป็นล่ามแปลภาษา คนต่างด้าวถือบัตรสีชมพูสามารถทำงานเป็นล่ามหรือผู้ประสานงานด้านภาษาได้

 

เมื่อวันที่ 19ต.ค.60 นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวว่าจากการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ทำให้ไม่สามารถจ้างพนักงานสาธารณสุขต่างด้าวเป็นล่ามแปลภาษาและช่วยประสานงานเมื่อออกชุมชนได้นั้น ขอเรียนว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ทำได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ได้กำหนดให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมากลุ่มบัตรสีชมพูสามารถทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาว หรือเมียนมาได้เพิ่มจากงานที่อนุญาตคือ งานกรรมกร งานรับใช้ในบ้านและช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล

โดยผู้ว่าจ้างต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขคือ ประกาศรับสมัครและว่าจ้าง  ให้คนไทยเข้าทำงานก่อนอย่างน้อย 15 วัน หากพ้นเวลาดังกล่าวไม่มีคนไทยสมัครทำงาน นายจ้างสามารถจ้าง

 คนต่างด้าวเป็นผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาว หรือเมียนมาได้ 1 คนต่อการจ้างคนต่างด้าว 100 คน ส่วนกรณีนายจ้างเป็นหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ หรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์ไม่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมสามารถจ้างได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

กระทรวงแรงงาน จึงขอประชาสัมพันธ์ให้นายจ้าง/สถานประกอบการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ หรือองค์การอื่นๆที่ไม่แสวงหากำไรทราบว่า หากประสงค์จะว่าจ้างแรงงานต่างด้าวกัมพูชา ลาว และเมียนมา ทำงานเป็นล่ามหรือผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาว และเมียนมาสามารถทำได้ ตามมาตรา 63 (2) ประกอบมาตรา 145 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 กำหนดไว้ว่ากฎหรือคำสั่งใดๆ ที่ได้ออกหรือสั่งโดยพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกำหนดนี้

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2560    
Last Update : 20 ตุลาคม 2560 9:44:32 น.
Counter : 104 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.