หากมีปัญหาด้านการเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันภัย ควรทำอย่างไร
เมื่อผู้เอาประกันภัยประสบปัญหาทางด้านการเงินในการชำระเบี้ยประกันภัยหลังจากที่ได้ทำประกันชีวิตไปแล้ว มีวิธีการแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

1. การลดจำนวนเงินเอาประกันภัย จะช่วยให้เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระลดลง โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องไปติดต่อที่บริษัทหรือสาขาของบริษัทที่ได้ทำประกันชีวิตไว้

2. การขอเปลี่ยนแบบการประกันชีวิต แบบการประกันชีวิตที่มีเงื่อนไขการจ่ายเงินผลประโยชน์มาก ๆ เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละงวดจะมีจำนวนมากด้วย การขอเปลี่ยนเป็นแบบที่มีเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ที่น้อยลง จะทำให้เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละงวดจะมีจำนวนน้อยลง โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องไปติดต่อที่บริษัทหรือสาขาของบริษัทที่ได้ทำประกันชีวิตไว้

3. การขอยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมกรมธรรม์ประกันภัย เช่นสัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น สัญญาเพิ่มเติมดังกล่าวส่วนมากจะมีระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองเพียงหนึ่งปี การขอยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมออกไป จะลดจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จะต้องชำระในแต่ละงวดได้ โดยแจ้งให้บริษัททราบและไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติมนั้นต่อไป

4. การขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกันภัย ถ้าการชำระเบี้ยประกันภัยของแบบการประกันชีวิตที่ทำไว้เป็นรายปี ก็สามารถขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกันภัยจากรายปี เป็นราย 6 เดือน หรือราย 3 เดือน หรือรายเดือน เพื่อแบ่งจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละครั้งให้น้อยลง

5. การขอเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จหรือขยายเวลา เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยมาแล้วจนมีมูลค่าเวนคืนเงินสดเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยสามารถไปติดต่อบริษัทหรือสาขาของบริษัทที่ทำประกันชีวิตไว้ เพื่อแปลงเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จหรือขยายเวลา

“กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ” คือการแปลงกรมธรรม์ที่ทำให้ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์เดิมหรือตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ โดยยังคงมีระยะเวลาความคุ้มครองเท่าเดิม แต่จำนวนเงินเอาประกันภัยลดลง

“กรมธรรม์ขยายเวลา” คือการแปลงกรมธรรม์เดิมเป็นกรมธรรม์แบบชั่วระยะเวลาที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยเท่าเดิม แต่ระยะเวลาความคุ้มครองลดลง ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ขยายออกไป ผู้รับประโยชน์ก็จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย แต่ถ้าผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนครบระยะเวลาที่ขยายออกไป กรมธรรม์ก็จะสิ้นผลบังคับโดยที่จะไม่ได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย หรืออาจจะมีมูลค่าเงินบางส่วนคืนกลับมาให้ (ถ้ามีระบุไว้ในกรมธรรม์)

6. การขอกู้ยืมเงินโดยมีกรมธรรม์ประกันภัยเป็นประกัน เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือกรมธรรม์มีมูลค่าเวนคืนเงินสดเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยสามารถกู้ยืมเงินได้โดยจำนวนเงินที่กู้ได้ไม่เกินมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์



Create Date : 07 ตุลาคม 2550
Last Update : 22 มีนาคม 2551 10:43:54 น.
Counter : 7514 Pageviews.

ฉันคือกรมธรรม์ของท่าน
ท่านกับฉันต่างก็มีเป้าประสงค์ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วคล้ายกันมากทีเดียว หน้าที่ของท่าน คือการจัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย การศึกษา ยารักษาโรค และอีกหลายอย่างแก่คนที่ท่านรัก ท่านทำอย่างนี้ในขณะที่ฉันนอนพักอยู่เงียบ ๆ

ฉันต้องมีศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวท่าน ส่วนหนึ่งของรายได้ของท่านจะถูกกันไว้เป็นค่าบำรุงรักษาฉัน ในช่วงเวลานี้ ฉันเป็นเหมือนอะไรบางอย่างที่ดูไม่มีคุณค่าใดสำหรับท่าน แต่สักวันหนึ่ง (ใครจะรู้ว่าเมื่อใด) ท่านกับฉันจะเปลี่ยนที่กัน

เมื่อท่านล้มลง ฉันจะลุกขึ้น และทำหน้าที่แทน ฉันจะจัดหาอาหาร เสื้อผ้า ที่พักอาศัย การศึกษา ยารักษาโรคและสิ่งอื่น ๆ ที่ยังคงจำเป็นสำหรับครอบครัวของท่าน อย่างที่ท่านกำลังทำอยู่ตอนนี้

ถ้าท่านยังอยู่และดูแลครอบครัว ฉันยังคงทำงานให้ท่านอยู่ดี เมื่อท่านมาถึงวัยทองของการเกษียณอายุ ฉันจะเริ่มทำงานโดยจัดสรรเงินที่จำเป็น ขณะที่ท่านทำงานไม่ได้แล้ว

เมื่อใดที่ท่านรู้สึกเป็นภาระในการดูแลฉัน โปรดระลึกว่าฉันจะทำเพื่อท่านและครอบครัวมากกว่าที่ท่านเคยทำเพื่อฉัน ถ้าท่านทำหน้าที่ของท่าน ฉันรับประกันว่าจะทำหน้าที่ของฉันอย่างแน่นอน



Create Date : 07 ตุลาคม 2550
Last Update : 8 ตุลาคม 2550 23:54:14 น.
Counter : 604 Pageviews.

การประกันชีวิตคืออะไร
การประกันชีวิต คือการที่บุคคลผู้หนึ่งเรียกว่า "ผู้เอาประกันภัย" ได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเรียกว่า "เบี้ยประกันภัย" ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา (กรมธรรม์) ให้กับบริษัทประกันภัย เพื่อซื้อความคุ้มครองตามที่ระบุเป็นเงื่อนไขไว้ในกรมธรรม์ อาทิ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ หรือมีอายุยืนยาวจนครบกำหนดตามที่ระบุไว้ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเรียกว่า "จำนวนเงินเอาประกันภัย" ให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัยแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เงื่อนไขความคุ้มครองจะมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการเลือกซื้อตามความเหมาะสมของผู้เอาประกันภัยเป็นหลัก



Create Date : 07 ตุลาคม 2550
Last Update : 7 ตุลาคม 2550 0:39:25 น.
Counter : 452 Pageviews.

การประกันชีวิตมีประโยชน์อย่างไร
ประโยชน์ของการประกันชีวิต คือ

1. ช่วยสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ผู้เอาประกันภัยและครอบครัว เช่น หากผู้นำครอบครัวทำประกันชีวิตไว้แล้วเกิดเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เงินประกันชีวิตที่ได้รับจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้ระยะหนึ่ง หรือหากทำประกันชีวิตเพื่อการศึกษาของลูกไว้ ลูกก็จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อการศึกษาได้ต่อไปเป็นต้น

2. ช่วยให้เกิดการออมทรัพย์อย่างมีวินัยและต่อเนื่อง เพราะการประกันชีวิตเป็นสัญญาระยะยาวและผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวด บางรูปแบบของการประกันชีวิตจะมีส่วนของการออมทรัพย์อยู่ด้วย แต่จะไม่เหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร เนื่องจากการทำประกันชีวิตเป็นการซื้อความคุ้มครองเป็นหลัก ดังนั้นหากมีการยกเลิกกรมธรรม์ในปีใดก็ตามระหว่างอายุสัญญา เงินที่ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนจะไม่เท่ากับจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยที่จ่ายให้บริษัท เพราะส่วนหนึ่งต้องจ่ายเป็นค่าซื้อความคุ้มครอง ส่วนดีก็คือ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินผลประโยชน์ตามจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งมากกว่าจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จ่ายบริษัทไปแล้ว

3. การประกันชีวิตเป็นการระดมเงินทุนในรูปของเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งบริษัทสามารถนำไปลงทุนประกอบธุรกิจอื่นได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน การจ้างงาน ฯลฯ และนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศ นอกจากนั้นผู้เอาประกันภัยยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิต สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัยไม่ต่ำกว่า 10 ปี ไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ไม่เกิน 50,000 บาท



Create Date : 07 ตุลาคม 2550
Last Update : 7 ตุลาคม 2550 13:10:22 น.
Counter : 468 Pageviews.

การประกันชีวิตแตกต่างกับการฝากเงินไว้กับธนาคารอย่างไร
ขณะนี้การประกันชีวิตได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประชาชนได้มองเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการประกันชีวิต แต่ปรากฏว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าการประกันชีวิตเหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร ประกอบกับรูปแบบการเสนอขายในปัจจุบันของตัวแทนประกันชีวิต อาจจะมีการชี้แจงไม่ครบถ้วน และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ซึ่งโดยลักษณะที่แท้จริงแล้ว การประกันชีวิตและการฝากเงินไว้กับธนาคารนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้

1. การฝากเงินไว้กับธนาคาร ถ้าผู้ฝากเงินเสียชีวิต ทายาทก็จะได้รับเงินฝากพร้อมดอกเบี้ย ส่วนการทำประกันชีวิต ถ้าผู้ทำประกันชีวิตเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไข ถึงแม้ชำระเบี้ยประกันมาเพียงงวดเดียว ผู้รับประโยชน์ก็จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น ถ้านาย ก ฝากเงินไว้กับธนาคาร ปีละ 10,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี เมื่อนาย ก ถอนเงินคืนหรือ นาย ก เสียชีวิต นาย ก หรือทายาทจะได้รับเงิน 30,000 บาท รวมกับดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากนาย ก ทำประกันชีวิต โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันภัยปีละ 10,000 บาท เมื่อนาย ก เสียชีวิตในปีที่ 3 ผู้รับประโยชน์ของนาย ก จะได้รับเงิน 100,000 บาท แม้ว่านาย ก จะจ่ายเบี้ยประกันภัยไปเพียง 30,000 บาท

2. การฝากเงินกับธนาคารจะฝากเมื่อใดก็ได้ตามที่ท่านต้องการ แต่การทำประกันชีวิตท่านต้องชำระเบี้ยประกันภัยตามงวดการชำระเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นกรมธรรม์ของท่านจะสิ้นผลบังคับ เบี้ยประกันภัยที่ท่านได้ชำระไปแล้วจะไม่ได้คืนกลับมาเลยในปีแรก เพราะบริษัทได้คิดเป็นค่าคุ้มครองการเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายของท่านแล้ว ขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ

3. การฝากเงินกับธนาคารนั้น ท่านสามารถถอนเงินหรือปิดบัญชีเมื่อใดก็ได้ ท่านก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย (ถ้ามี) แต่การทำประกันชีวิตเมื่อท่านต้องการยกเลิกสัญญาประกันชีวิต ท่านจะไม่ได้รับเงินที่ท่านชำระเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวน โดยในปีแรกถ้าท่านยกเลิกสัญญาท่านจะไม่ได้รับเงินคืนเลย แต่เมื่อกรมธรรม์มีอายุครบ 2 ปีขึ้นไป จึงจะมีเงินเหลือคืนให้ แต่จำนวนเงินที่ได้คืนนี้จะน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่ได้ชำระไปแล้ว เมื่อปีต่อ ๆ ไป เงินจำนวนนี้จะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกรมธรรม์ครบกำหนดก็จะได้เท่ากับจำนวนเงินอาประกันภัย



Create Date : 07 ตุลาคม 2550
Last Update : 7 ตุลาคม 2550 13:12:01 น.
Counter : 373 Pageviews.

1  2  3  4  

หมีพูหมูพี
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]



บริการแผนประกันที่คุ้มค่า

ติดต่อ : CHAIJIT@hotmail.com
โทร. : 086-3914220
Web : http://CHAIJIT.blogspot.com
All Blog