creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
The (Honest) Truth about Dishonesty (2)

ความเดิมตอนที่แล้ว: The (Honest) Truth about Dishonesty (1)

16 พฤษภาคม 2556

ขอเล่าการทดลองสนุก ๆ ของ Dan ใน The (Honest) Truth ... ต่ออีกสักตอน



คำถาม การใช้ของมียี่ห้อดัง ๆ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนเราอย่างไร แล้วการใช้ของปลอมล่ะ ส่งผลอย่างไร?

การทดลองนี้ดำเนินการโดย Francesco Gino, Mike Norton (โปรเฟสเซอร์ที่ Harvard) และ แดน เขาแบ่งนักศึกษาเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก บอกว่าจะได้ทดสอบแว่นกันแดด Chloé ของแท้, กลุ่มที่สอง บอกว่าจะได้ทดสอบแว่นกันแดด Chloé ของปลอมที่เหมือนของจริงทุกประการ, กลุ่มที่สาม ไม่บอกอะไรเกี่ยวกับแว่นเลย

ภารกิจคือให้นักศึกษาไปเดินดูโปสเตอร์ต่าง ๆ บ้าง มองนอกหน้าต่างบ้าง เพื่อประเมินคุณภาพของแว่น เสร็จแล้ว ก็ขอให้ทำแบบทดสอบ matrix test โดยที่ยังสวมแว่นอยู่นะครับ แน่นอน ผลเดิม ๆ คือ โดยเฉลี่ยแล้วทุกคนโกง แต่จะโกงกันในระดับเท่าไร? พบว่า กลุ่มแรกโกงประมาณ 30% กลุ่มที่สองโกงประมาณ 74% ตรงนี้อาจตีความได้ 2 แบบ ถ้าเราถือว่าปัจจัยอื่น ๆ เป็นปัจจัยสุ่มทั้งหมด ยกเว้น การรู้ว่าตัวเองใส่แว่นจริงหรือใส่แว่นปลอม คือ 1. การรู้ว่าใส่ของแท้ทำให้โกงน้อยลง หรือ 2. การรู้ว่าใส่ของปลอมทำให้โกงเพิ่มขึ้น จะเป็น 1. หรือ 2. นั้น เราดูได้จากผลลัพธ์ของกลุ่มที่สามครับ คือ โกง 42% นั่นเท่ากับ 2. มีน้ำหนักกว่า 1.

แดนสรุปว่า การรู้ว่าใช้ของปลอมจะทำให้กรอบทางศีลธรรมของเราหลอมว่าเดิมในบางระดับ ทำให้เราเลือกเดินทางเส้นทางโกงง่ายขึ้น น่าสนใจนะ แต่ผมคิดว่า ยังสรุปเป็นกรณีทั่วไปไม่ได้จนกว่าทดลองข้ามวัฒนธรรม และชนิดของผลิตภัณฑ์เองอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญ

29 พฤษภาคม 2556

เป็นธรรมชาติของพวกเราแหละครับ พวกฉันรู้อยู่แล้ว รู้ตั้งนานแล้วเนี่ย



29 พฤษภาคม 2556



"เราอาจไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเราถึงทำอย่างที่เราทำ เลือกสิ่งที่เราเลือก หรือรู้สึกแบบที่เรารู้สึก ทกครั้งไป แต่ก็ใช่ว่าความไม่รู้ชัดเกี่ยวกับแรงจูงใจที่แท้จริงดังกล่าวจะยับยั้งมิให้เราสร้างเหตุผลที่ฟังสมเหตุสมผลและเหมาะเจาะลงตัวมาอธิบายการกระทำ การตัดสินใจ และความรู้สึกของเรา"

30 พฤษภาคม 2556

แดนเล่าการทดลองหนึ่ง ในบทที่ 8 หนังสือเล่มใหม่ของเขา น่าสนใจครับ การทดลองนี้ทำที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon เพื่อศึกษาธรรมชาติการติดเชื้อโกง คณะผู้วิจัยประกอบด้วย Francesca Gino, Shahar Ayal กับแดน

รูปแบบ ใช้ matrix test เหมือนตอนเก่า ๆ ที่เคยเล่า แต่คราวนี้เวลาจ่ายตังค์ จะใช้วิธีวางซองใส่เงินไว้พร้อมกับข้อสอบนะ ทำเสร็จแล้ว ตรวจ หลังจากรู้คะแนนก็หยิบเงินออกจากซอง และเอาเงินที่เหลือในซองมาคืน พบว่า

     ⊕ ในกลุ่มควบคุม (คือกลุ่มที่ไม่เปิดโอกาสให้โกง) จะแก้ปัญหาได้ประมาณ 7 ข้อจาก 20 ข้อ
     ⊕ ในกลุ่มที่มีเครื่องทำลายเอกสาร (เปิดโอกาสให้โกงได้) จะอ้างว่า แก้ปัญหาได้ 12 ข้อ

ซึ่งผลดังกล่าวก็เหมือนกับการทดลองก่อนหน้านั่นแหละครับ

ทีนี้ ในกลุ่มที่ 3 ซึ่งแดนเรียกว่ากลุ่มเงื่อนไขแบบ Madoff (ตามชื่อ Bernard Madoff อดีตประธาน NASDAQ คนดัง ผู้ต้องโทษจำคุก 150 ปี!) นอกจากเป็นกลุ่มที่เปิดโอกาสให้โกงได้แล้ว เขายังมีคนหนึ่งเป็นหน้าม้าซึ่งปลอมเป็นผู้เข้าร่วมการทดลองด้วย พอกรรมการให้สัญญาณเริ่มทำข้อสอบ ผ่านไปแป๊ปเดียว หน้าม้าคนนี้ก็ยกมือบอกว่า "ฉันทำเสร็จแล้ว" แน่นอน ทุกคนรู้ว่ามันโกหกและโกงล่ะ เพราะแป๊ปเดียวจริง ๆ ยังไม่มีใครทำเสร็จข้อแรกกันเลย กรรมการตอบ "งั้นก็เอากระดาษคำตอบไปที่เครื่องทำลายเอกสารหลังห้องสิ หักเงินส่วนที่เธอทำถูกออกไป แล้วเอาซองใส่เงินที่เหลือมาคืน" หน้าม้าถามอีกว่า "ฉันทำได้ทุกข้อ ไม่มีเงินส่วนที่เหลือ ให้ทำไง" กรรมการตอบ "งั้นก็เอาซองเปล่ามาคืน" คุณคิดว่าผลลัพธ์ของกลุ่มนี้เป็นอย่างไรครับ

     ⊕ ในกลุ่ม Madoff จะอ้างว่าแก้ปัญหาได้ 15 ข้อ

โอเค ถึงตอนนี้ เรารู้ว่ากลุ่มที่สามโกงมากขึ้น คำถาม โกงมากขึ้นเพราะอะไร? แดนคิดว่าคำตอบเป็นไปได้ 2 แนว คือ 1. แนววิเคราะห์ต้นทุน-กำไร (ซึ่งหนังสือปฏิเสธแนวนี้มาโดยตลอดว่าพฤติกรรมโกง-ไม่โกงของคนไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ต้นทุน-กำไร) นั่นคือ หน้าม้าเป็นตัวส่งข้อมูลบอกคนอื่น ๆ ว่า โกงได้ ไม่มีบทลงโทษ พอคนอื่น ๆ วิเคราะห์ต้นทุน-กำไรจากการกระทำแล้ว จึงตัดสินใจโกง เพราะโกงได้ ไม่มีผลสืบเนื่อง, 2. แนวการส่งสัญญาณให้กับเพื่อนร่วมสังคมเดียวกันว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนในสังคมนี้เขาทำกัน มันยอมรับได้

เพื่อจะตอบคำถามว่า คำอธิบาย 1. หรือ 2. ที่เป็นไปได้มากกว่ากัน จึงมีกลุ่มทดลองอีก 2 กลุ่มครับ กลุ่มแรก พอกรรมการบอกเริ่มทำข้อสอบได้ หน้าม้าจะแค่ยกมือขึ้นถาม (กลุ่มนี้จึงเรียกชื่อว่า กลุ่มมีเงื่อนไขคือการตั้งคำถาม) "ขอถามหน่อยสิฮะ" กรรมการเงยหน้าขึ้นมอง "อะไรหรือ" หน้าม้าถาม "แบบนี้ถ้าผมจะบอกว่าทำได้ทุกข้อแล้วเอาเงินไปหมดเลย จะเป็นไรมั้ยฮะ" กรรมการนิ่งไปพักหนึ่งก่อนตอบ "แล้วแต่สิ จะทำไรก็เรื่องของเธอ", คุณคิดว่าผลเป็นไง?

     ⊕ ในกลุ่มมีเงื่อนไขคือการตั้งคำถาม จะอ้างว่าแก้ปัญหาได้ 10 ข้อ

เอาล่ะ ตอนนี้แดนตัด 1. แนววิเคราะห์ต้นทุน-กำไรทิ้งได้ พร้อมกับได้หลักฐานสนับสนุนข้อสรุปเก่าเพิ่มขึ้นอีก ถ้าคุณกระตุ้นให้คนคิดถึงเรื่องศีลธรรมก่อนที่จะมีการกระทำ การกระทำที่ผิดศีลธรรม (หรือการโกงในที่นี้) จะลดลง (10 < 12) แต่ก็ยังมีปัญหาที่การทดลองกับกลุ่มนี้ตอบไม่ได้ คือ ความเป็นเพื่อนร่วมสังคม ฉะนั้นจึงมีกลุ่มที่ห้า เรียกว่าเป็นกลุ่ม Madoff ที่เป็นคนนอก

เมืองพิตซ์เบิร์กนี่นะครับ มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอยู่ 2 มหาวิทยาลัย แน่นอน ย่อมหมายถึงการเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้วล่ะ คือ คาร์เนกีเมลลอน กับ ม.พิตซ์เบิร์ก ดังนั้น ในกลุ่ม Madoff ที่เป็นคนนอก หน้าม้าของแดนจะแต่งชุดนักศึกษา ม.พิตซ์เบิร์ก นอกนั้นรูปแบบการทดลองเหมือนกลุ่ม Madoff กรณีแรก, ผล?

     ⊕ ในกลุ่ม Madoff ที่เป็นคนนอก จะอ้างว่าแก้ปัญหาได้ 9 ข้อ

ผลอันนี้ตอกตะปูฝาโลงฝัง 1. ได้เลยจริง ๆ และดูเหมือนความเป็นคนจากกลุ่มสังคมเดียวกันจะเป็นปัจจัยสำคัญ

อ่านจบการทดลองทั้งชุด ผมนึกถึงมงคลสูตรข้อแรกแฮะ อเสวนา จ พาลานํ เพราะการทดลองของแดนบอกเราว่า การประเมินศีลธรรมของเราได้รับอิทธิพลจากเพื่อนร่วมสังคมของเรา และมันติดต่อกันได้ล่ะ



1 มิถุนายน 2556



ชอบคำ "altruistic cheating" โกงนี้เพื่อเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครนะครับ และแดนเขียนในบทที่ 9 collaborative cheating หนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า มนุษย์เรามีจุดอ่อนเรื่องนี้แหละ เราโกงมากขึ้น เมื่อเรารู้ว่าคนอื่นได้รับผลประโยชน์จากการโกงนั้น

แกใช้ matrix test เหมือนเดิม ภายใต้เงื่อนไขแบบมีเครื่องทำลายเอกสาร แต่คราวนี้ ก่อนที่จะเดินมาบอกคะแนนกับกรรมการและรับเงิน นักศึกษาจะได้รับแจ้งว่า แต่ละคนมีคู่นะ และเงินที่จะได้ จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินรวมของตัวเองกับของคู่ สมมติคุณเป็นนักศึกษาที่ร่วมทดลอง พอหมดเวลาทำแบบทดสอบกรรมการก็ประกาศว่าคู่ของคุณคือ x (คุณไม่รู้จัก x มาก่อน) และเงินที่คุณจะได้จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินรวมระหว่างคุณกับ x, แดนพบว่าภายใต้เงื่อนไขนี้ ทุกคนจะโกงมากขึ้น อันนี้คือผลลัพธ์ที่ได้ แต่แดนโยนความผิดไปให้ altruism แล้วบอกว่าเป็นด้านมืดของ altruism ทันทีนี่ อ่านเจอทีแรกผมแอบคาใจนิด ๆ นะ

ข้อโต้แย้งถึงตัวการอื่นของผมเป็นแบบนี้ครับ เราไม่อยากให้เงินสุทธิของตัวเองลดลง ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่คู่ของเราทำข้อสอบได้น้อยกว่าเรา ฉะนั้นเราจึงโกงมากขึ้น ถ้าเหตุผลนี้มีน้ำหนัก มันก็ไม่ใช่ความไม่เห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียวล่ะ ความเห็นแก่ตัวด้วย ทั้งสองอย่างร่วมมือกัน คุณเห็นด้วยมั้ยครับ?

กลับมาต่อที่แดน, ยังมีกลุ่มเงื่อนไขอีกแบบ คือ มีคู่เหมือนเดิม และไม่รู้จักคู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ตอนที่เราทำข้อสอบ คู่จะจับตาดูเรา และตอนที่เราหมดเวลาแล้ว คู่ของเราเป็นฝ่ายทำข้อสอบบ้าง เราก็จะจับตาดูคู่ของเรา ผลลัพธ์คือ ไม่มีการโกงเกิดขึ้น!

ทีนี้ แดนอยากรู้ว่าในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของการทำงานร่วมเป็นทีม ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์แบบกลุ่มทดลองที่แล้ว จะเป็นยังไง เพราะเราไม่ได้จับตาดูสมาชิกในทีมอย่างคนที่ไม่รู้จักกันใช่มั้ยครับ ดังนั้น ในกลุ่มใหม่ เขาก็ยังให้ผลัดกันทำผลัดกันจับตาดูเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เพิ่มบทพูด บทสนทนา คำถามคำตอบให้ทั้งคู่คุยกันด้วย ซึ่งก็เป็นบทที่มีจุดประสงค์ให้เกิดความเป็นมิตรต่อกัน ผลลัพธ์? พบว่า โกงมากกว่ากรณีแรกที่ไม่มีการจับตาดูและไม่รู้จักกันเสียอีก

เอาล่ะ มาถึงกลุ่มสุดท้าย ซึ่งการทดลองกับกลุ่มนี้จะตอบคำถามที่ผมบอกว่าคาใจได้ และชี้ให้เห็นว่า altruism เป็นตัวการที่มีอำนาจมากกว่า ความเห็นแก่ตัว คือ กลุ่มที่คู่ของเราเท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์จากการโกงของเรา เราไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการโกงเลย ในกลุ่มนี้ แดนพบว่า จะมีการโกงเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกกรณี คำอธิบายที่เสนอคือ ในกรณีที่เราได้ผลประโยชน์จากการโกง ความเห็นแก่ตัวจะเป็นปัจจัยหนึ่ง และมันช่วยยับยั้งให้เราโกงในระดับที่ไม่ทำให้เราดูเป็นคนโกง (ฟังแล้วงงมั้ยครับ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความเห็นแก่ตัวทำให้เราขาดเหตุผลดี ๆ ที่จะใช้อ้างกับตัวเองเวลาโกง) ส่วนในกรณีที่โกงเพื่อเธอ และเราไม่ได้ผลประโยชน์ ความเห็นแก่ตัวมิใช่ปัจจัย เราจะโกงมากขึ้น ทำไมล่ะ? ก็ตอนนี้เรามีเหตุผลดี ๆ แล้วนี่

แดนเขียน "In the end---and very sadly---it may be that the people who care the most about their coworkers end up cheating the most."


Create Date : 31 พฤษภาคม 2556
Last Update : 1 มิถุนายน 2556 1:12:22 น. 0 comments
Counter : 8921 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.