creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
what is the world made of?

โลกสร้างจากอะไร? เหตุใดหลายสิ่งหลายอย่างในโลกช่างมีอะไรคล้ายๆ กัน ผู้คนเริ่มค้นพบว่าสสารในโลกล้วนถูกสร้างมาจากองค์ประกอบพื้นฐานเพียงไม่กี่ชนิดในธรรมชาติ

คำว่า "พื้นฐาน" (fundamental) นี่แหละที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ ดังนั้นคำว่าองค์ประกอบพื้นฐานจึงหมายถึงสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดและไร้โครงสร้าง นั่นคือสิ่งที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานต้องไม่ถูกสร้างมาจากสิ่งอื่นใดอีก



จะใช่ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือไม่? เดโมคริตุสรู้ว่ามีบางสิ่งที่พื้นฐานยิ่งกว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นก็คือ อะตอม (atom)

By convention there is color,
By convention sweetness,
By convention bitterness,
But in reality there are atoms and space.
- Democritus (c. 400 BCE)


ผู้คนคิดว่าอะตอมเป็นเหมือนลูกบอลที่มีประจุไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อยฝังอยู่รอบๆ



อะตอมเป็นอนุภาคพื้นฐานจริงหรือ? ต่อมาไม่นาน ก็มีคนค้นพบว่าสามารถจัดเรียงอะตอมเหล่านี้เป็นหมวดหมู่ได้ โดยอาศัยคุณสมบัติทางเคมีที่คล้ายคลึงกัน (เช่นตารางธาตุ) สิ่งนี้เท่ากับบอกเป็นนัยว่าอะตอมยังต้องประกอบจากสิ่งอื่นที่พื้นฐานยิ่งกว่า และสิ่งพื้นฐานยิ่งกว่าที่มาประกอบกันเป็นอะตอมนี่เองที่เป็นตัวทำให้คุณสมบัติทางเคมีของอะตอมแตกต่างกันและสามารถจัดเป็นกลุ่มได้



หลังจากนั้นเมื่อมีการทดลองเพื่อจะมองเข้าไปภายในอะตอม นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าอะตอมมีลักษณะที่ประกอบด้วยนิวเคลียส (nucleus) ซึ่งเป็นประจุบวกอยู่ตรงกลาง และกลุ่มหมอกของอิเล็กตรอน (electron) ซึ่งมีประจุลบปกคลุมอยู่รอบนอก



นักวิทยาศาสตร์คิดว่านิวเคลียสนี่แหละที่เป็นอนุภาคพื้นฐาน เนื่องจากมันมีลักษณะเล็ก แข็ง และความหนาแน่นสูง แต่ต่อมาก็ได้ค้นพบว่านิวเคลียสยังประกอบไปด้วย โปรตอน (proton) ซึ่งมีประจุบวก และนิวตรอน (neutron) ซึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้า



โปรตรอนกับนิวตรอนจะใช่อนุภาคพื้นฐานหรือไม่? นักฟิสิกส์ค้นพบต่อไปอีกว่าโปรตรอนและนิวตรอน ยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กกว่า เรียกว่า คว๊าก (quark) เท่าที่ความรู้ในปัจจุบันไปถึง คว๊ากก็เหมือนกับจุดในเรื่องของเรขาคณิต นั่นคือมันไม่ได้ประกอบจากสิ่งอื่นอีก



หลักจากผ่านการทดสอบทุกวิถีทาง (เท่าที่ทำได้) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คว๊าก และ อิเล็กตรอน คืออนุภาคพื้นฐาน



อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นวงรอบนิวเคลียส โดยมีโปรตอนและนิวตรอนสั่นอยู่ภายในนิวเคลียส ส่วนคว๊ากก็สั่นอยู่ภายในโปรตอนและนิวตรอน รูปที่แสดงอยู่นี่ค่อนข้างผิดจากความเป็นจริง เพราะว่าถ้าเราวาดภาพอะตอมที่รักษาสัดส่วนของมัน โดยให้โปรตอนและนิวตรอนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. ขนาดของอิเล็กตรอนและคว๊ากก็จะมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม และเส้นผ่านศูนย์กลางของทั้งอะตอมก็จะมีความยาวมากกว่าความยาวของสนามฟุตบอล 30 สนามที่เรียงต่อกัน หมายความว่า 99.999999999999% ของปริมาตรอะตอมคือพื้นที่ว่าง

นิวเคลียสมีขนาดเล็กกว่าอะตอมประมาณ 10,000 เท่า ส่วนอิเล็กตรอนและคว๊ากก็มีขนาดเล็กกว่านิวเคลียสประมาณ 10,000 เท่า ขนาดที่แน่นอนของอิเล็กตรอนหรือคว๊ากนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ พวกมันถูกนิยามให้มีขนาดเล็กว่า 10 -38 บางทีพวกมันอาจจะเป็นจุดก็ได้ ยังไม่มีใครรู้



ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เช่นกันที่อิเล็กตรอนและคว๊ากจะไม่ใช่อนุภาคพื้นฐาน ถ้ามันประกอบจากสิ่งอื่นๆ อีก บรรดานักฟิสิกส์ต่างจับตามองหาอนุภาคใหม่ๆอย่างไม่ลดละ เมื่อพบ เขาจะจำแนกประเภทของมันและพยายามที่จะหารูปแบบเพื่อทำความเข้าใจว่าอนุภาคพื้นฐานในเอกภพเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร?



ทุกวันนี้เราค้นพบอนุภาคมากกว่า 200 ชนิด (ส่วนใหญ่ยังไม่ใช่อนุภาคพื้นฐาน) อนุภาคที่ค้นพบเหล่านี้จะถูกตั้งชื่อเพื่อใช้เรียกขานด้วยอักษรกรีกและโรมัน ดังนั้นอย่ากังวลใจกับชื่อเรียกของมันมากนัก ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือเรื่องแปลกเลยที่ใครสักคนจะมีปัญหาในการจำชื่อเหล่านี้ เพราะลำพังแค่ชื่อเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆเท่านั้นในทฤษฎีทางฟิสิกส์ ครั้งหนึ่งนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ Enrico Fermi ได้บอกกับลูกศิษย์ของเขา Leon Lederman (ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบล) ว่า "นี่เธอ ถ้าชั้นจำชื่อของอนุภาคได้หมดละก้อ ชั้นไปเป็นนักพฤกษศาสตร์ดีกว่า"

ทฤษฎี The Standard Model เป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่าโลกคืออะไร และอะไรที่ยึดมันไว้ด้วยกัน มันเป็นทฤษฎีที่เรียบง่ายและสรุปอนุภาคนับร้อยรวมถึงแรงปฏิกิริยาระหว่างกัน
สรุปแล้วทุกอย่างไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้อีกแล้ว

1. คว๊าก 6 ชนิด (6 quarks)
2. เล็พตอน 6 ชนิด (6 leptons) ชนิดที่รู้จักกันดีที่สุดก็คืออิเล็กตรอน
3. อนุภาคที่นำพาแรง (force carrier particles) อย่างเช่นโฟตอน (photon อนุภาคแสง)

ดังนั้นสสารก็คือการประกอบกันของคว๊าก และเล็พตอน โดยที่มีอนุภาคขนส่งแรงเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างกัน ทฤษฎี The Standard Model เป็นทฤษฎีที่ดีทฤษฎีหนึ่ง และผ่านการพิสูจน์การทำนายที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่นการค้นพบอนุภาคใหม่ที่ถูกทำนายไว้ก่อนโดยทฤษฎีนี้ แต่ทฤษฎีนี้ก็ไม่ได้อธิบายได้หมดทุกสิ่ง อย่างเช่นแรงดึงดูดเนื่องจากมวลก็ไม่ได้ถูกนำเข้าไปพิจารณาร่วมในทฤษฎี สำหรับอนุภาคสสารทุกชนิดที่มีการค้นพบ เรายังได้ค้นพบสิ่งที่เรียกว่าปฏิสสาร (antimatter) หรือปฏิอนุภาค (antiparticle) ที่เป็นคู่ของมันอีกด้วย ปฏิอนุภาคมีลักษณะและพฤติกรรมส่วนใหญ่เหมือนกับอนุภาค ยกเว้นเพียงมีประจุตรงข้ามกันเท่านั้น ตัวอย่างเช่นโปรตอนมีประจุบวก ปฏิโปรตอนก็จะเหมือนโปรตอนทุกประการเว้นแต่มันมีประจุลบ สนามโน้มถ่วง (หรือแรงดึงดูดเนื่องจากมวล) จะส่งผลกระทบต่อสสารหรือปฏิสสารไม่แตกต่างกัน เพราะสนามโน้มถ่วงขึ้นอยู่กับมวลเท่านั้น (มวลของสสารกับปฏิสสารเท่ากัน) ไม่ขึ้นอยู่กับประจุ



เมื่อสสาร และปฏิสสารมาพบและรวมตัวกันจะได้เป็นพลังงานบริสุทธิ์ (pure energy) คว๊ากเป็นอนุภาคสสารชนิดหนึ่ง สสารส่วนใหญ่รอบตัวเรานั้นส่วนใหญ่ประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ซึ่งทั้งคู่ก็ประกอบขึ้นมาจากคว๊าก มีคว๊ากอยู่ 6 ชนิด หรือ 3 คู่ up/down, charm/strange และ top/bottom แต่ละชนิดก็จะมีปฏิอนุภาคของมัน หรือ antiquark



สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือพวกคว๊ากมีค่าประจุเป็นเศษส่วน ไม่เหมือนกับโปรตอนที่มีประจุ +1 และอิเล็กตรอนมีประจุ -1 คว๊ากตัวแรกที่จับตัวได้คือ top quark ในปี 1995 โดยที่ก่อนหน้านั้นได้มีการทำนายการมีอยู่ของมันด้วยทฤษฎีไว้ล่วงหน้าถึง 20 ปี

ย้อนกลับไปในปี 1964 Murray Gell-Mann และ George Zweig สังเกตพบว่าบรรดาอนุภาคต่างๆ นับร้อยชนิดที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนั้น สามารถนำมาเขียนใหม่ได้ในรูปการรวมกันของอนุภาคพื้นฐานยิ่งกว่า 3 ชนิด Gell-Mann เรียกชื่ออนุภาคพื้นฐานพวกนี้ว่า "quarks" โดยเอาคำนี้มาจากคำในวรรณกรรมของ James Joyce เรื่อง Finnegan's Wake: "Three quarks for Muster Mask!"

ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับผลการสังเกต คว๊ากจำเป็นต้องกำหนดให้มีค่าประจุเป็นเศษส่วน นั่นคือ 2/3 และ -1/3 ซึ่งค่าประจุประหลาดๆแบบนี้ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคว๊ากไม่เคยอยู่ลำพังตัวเดียว และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือคว๊ากในสมัยนั้นยังเป็นได้แค่นิยายคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง แต่จากการทดลองและค้นพบในเวลาต่อมา ก็พบหลักฐานการมีอยู่ของคว๊าก ไม่ใช่แค่พบว่ามันมีอยู่เท่านั้น ยังพบด้วยว่ามันมีถึง 6 ชนิด ไม่ใช่เพียงแค่ 3



คว๊ากที่มีเบาที่สุด 2 ตัวคือ up และ down



คว๊ากตัวที่ชื่อ strange ได้ชื่อนี้มาจากการมีอายุยืนผิดปกติ (strangely long lifetime) ของอนุภาค K (K-particle) ซึ่งเป็นอนุภาคตัวแรกที่พบว่ามีเจ้าคว๊าก strange เป็นองค์ประกอบ



ส่วนคว๊าก charm (ตั้งชื่อไปงั้นแหละ) ถูกค้นพบในปี 1974 โดย Standford Linear Accelerator Center (SLAC) กับ Brookhaven National Laboratory พร้อมๆ กัน อีก 2 ตัวที่เหลือ เมื่อก่อนเราเรียกกันว่า "สัจจะ" (truth) และ "ความงาม" (beauty) นักฟิสิกส์คงคิดได้ว่าชื่อมันออกจะน่ารักเกินไปเลยเปลี่ยนเสียใหม่



คว๊าก bottom (bottom quark) ถูกค้นพบครั้งแรกโดย Fermi National Lab (Fermilab) ในปี 1977 ซึ่งพบว่ามันซ่อนตัวอยู่ในอนุภาคอั๊พสิลอน (upsilon)



ตัวสุดท้าย คว๊าก top เป็นตัวที่สุดท้ายที่เจอโดย Fermilab เช่นกันในปี 1995 และเป็นคว๊ากที่มีมวลมากที่สุด และถูกทำนายก่อนล่วงหน้าถึงการมีคว๊ากชนิดนี้เมื่อนานมาแล้ว

คว๊ากก็เหมือนกับคนขี้เหงาที่ไม่ชอบอยู่ตามลำพัง ต้องอยู่กับคว๊ากตัวอื่นเสมอ เราเรียกอนุภาคที่เกิดจากคว๊ากรวมกลุ่มกันว่า "แฮ๊ดดรอนส์" (hadrons) ดังนั้นพวกคว๊ากที่มีประจุเป็นเศษส่วนทั้งหลายเมื่อรวมกันเป็นแฮ๊ดรอนแล้วจะได้ผลรวมเป็นประจุที่มีค่าเป็นจำนวนเต็ม แฮ๊ดดรอน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

1. แบรีออน (Baryons)
2. เมซอน (Mesons)



Baryons คือ hadron ที่เกิดจากการรวมกันของคว๊าก 3 ตัว (qqq) โปรตอน ก็เป็น แบรีออน เพราะมันประกอบด้วย up quark 2 ตัว และ down quark 1 ตัว (uud) นิวตรอน ก็เป็น แบรีออน (udd)



Mesons คือ hadron ที่มีคว๊าก 1 ตัว และ ปฎิคว๊าก (antiquark) 1 ตัว ตัวอย่างอนุภาคเมซอน เช่น ไพออน (pion) ซึ่งเกิดจาก up quark 1 ตัว และ down antiquark 1 ตัว ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับ ปฏิอนุภาคของอนุภาคเมซอนก็คือ อนุภาคซึ่ง คว๊าก และ ปฏิคว๊ากสลับกันนั่นเอง ดังนั้น ปฏิไพออน (antipion) จึงประกอบด้วย down quark 1 ตัว และ up antiquark 1 ตัว ด้วยเหตุผลที่ว่า เมซอน ประกอบด้วย อนุภาค และปฏิอนุภาค ดังนั้นมันจึงเป็นอนุภาคที่ไม่ค่อยมีความเสถียร แต่คงต้องยกเว้น เคออน เมซอน (K - kaon meson) ที่มีอายุยืนยาวอย่างแปลกประหลาดเมื่อเทียบกับอนุภาคเมซอนอื่น นี่จึงเป็นที่มาของชื่อคว๊าก strange ซึ่งเป็นคว๊ากตัวหนึ่งใน เคออน เมซอน

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง (และค่อนข้างแปลกพอควร) สำหรับแฮ๊ดดรอนก็คือ มวลของแฮ๊ดดรอน แทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับมวลของคว๊ากที่ประกอบกันเป็นแฮ๊ดดรอนเลย ยกตัวอย่างเช่นโปรตอนประกอบด้วย uud ดังนี้



จะเห็นว่าผลรวมมวลของคว๊าก ไม่เท่ากับมวลโปรตอน ทั้งนี้ก็เพราะว่ามวลที่เราสังเกต (วัด) ได้ของแฮ๊ดดรอนนั้นมาจากพลังงานจลน์และพลังงานศักย์ของมัน ซึ่งพลังงานเหล่านี้มีการเปลี่ยนรูปไปเป็นมวลให้กับแฮ๊ดดรอนตามสมการความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานของ Einstein, E=mc2

อีกกลุ่มอนุภาคพื้นฐานนอกจากคว๊ากก็คือเล็พตอน (leptons) เล็พตอนมี 6 ชนิด 3 ชนิดเป็นแบบมีประจุไฟฟ้า ส่วนอีก 3 ชนิดไม่มีประจุไฟฟ้า เล็พตอนที่เรารู้จักกันดีก็ได้แค่อิเล็กตรอน ส่วนอีก 2 ชนิดที่มีประจุได้แก่ มิวออน (muon) กับ เทา (tau) ทั้ง 3 นี้มีค่าประจุเท่ากัน (คือ -1) เพียงแต่มิวออนกับเทามีมวลมากกว่า ส่วนเล็พตอนที่เหลืออีก 3 ซึ่งเป็นชนิดไม่มีประจุ มีมวลน้อยมาก และจับตัวยาก ได้แก่ นิวตริโน (neutrios) นิวตริโนมี 3 ชนิด ข้อแตกต่างระหว่างเล็พตอนกับคว๊ากประการหนึ่งคือ เล็พตรอนชอบอยู่อย่างสันโดษ ไม่ชอบเข้าสังคมอย่างคว๊าก เราอาจจะนึกภาพจำลองเล่นๆ ว่า เล็พตอนที่มีประจุก็เป็นเหมือนกับแมวตัวหนึ่ง อยู่ร่วมกับนิวตริโนซึ่งเป็นเหมือนตัวหมัดที่ไม่ค่อยโผล่ออกมาให้เราเห็น



เล็พตอนก็เช่นเดียวกับอนุภาคอื่นๆ คือจะต้องมีปฏิเล็พตอนเป็นของคู่กัน ในกรณีของอิเล็กตรอน เรามีชื่อเรียกเฉพาะให้กับ antielectron ว่า โพสิตรอน (positron) สำหรับสสารธรรมดานั้นเราไม่ค่อยพบ มิวออน และเทา (ซึ่งเป็นเล็พตอนที่หนัก) เนื่องจากเล็พตอนที่หนักเมื่อถูกสร้างขึ้นมาแล้วจะสลายตัวอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็เปลี่ยนรูปไปเป็นเล็พตรอนที่เบากว่า บางครั้งเทาก็สลายตัวไปเป็นคว๊าก ปฏิคว๊าก และเทานิวตริโน สำหรับอิเล็กตรอนและนิวตริโนนั่นค่อนข้างเสถียรภาพ ดังนั้นเราจึงพบเห็นมันได้บ่อย เมื่อเล็พตอนหนักมีการย่อยสลาย อนุภาคชนิดหนึ่งที่ต้องเกินขึ้นด้วยเสมอก็คือนิวตริโนของเล็พตอนตัวนั้น ส่วนอีกตัวอาจจะเป็นคว๊ากและปฏิคว๊าก หรือไม่ก็เล็พตอนตัวที่เบากว่ากับปฏิอนุภาคของมัน

นักฟิสิกส์สังเกตพบว่าเล็พตอนบางชนิดสามารถสลายตัวได้ แต่บางชนิดก็ไม่สามารถ เพื่อที่จะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว นักฟิสิกส์แบ่งเล็พตอนออกเป็น 3 ตระกูล

1. อิเล็กตรอน และ อิเล็กตรอน นิวตริโน
2. มิวออน และ มิวออน นิวตริโน
3. เทา และ เทา นิวตริโน

ต่อไปเราจะใช้ หมายเลขอิเล็กตรอน (electron number) หมายเลขมิวออน (muon number) และหมายเลขเทา (tau number) ในการอ้างถึงเล็พตอนแต่ละตระกูล อิเล็กตรอน และ อิเล็กตรอน นิวตริโน มีหมายเลขอิเล็กตรอนเท่ากับ +1 โพสิตรอน และ โพสิตรอน นิวตริโน มีหมายเลขอิเล็กตรอนเท่ากับ -1 อนุภาคอื่นที่ไม่ได้อยู่ในตระกูลนี้ มีหมายเลขอิเล็กตรอนเท่ากับ 0

กรณีของหมายเลขมิวออน และหมายเลขเทา ก็มีการจัดสรรแบบเดียวกัน โปรดจำไว้ว่า แม้เล็พตรอนจะรักอิสระ (ไม่เหมือนคว๊าก) แต่มันก็ภักดีต่อตระกูล หมายความว่า หมายเลขอิเล็กตรอน หมายเลขมิวออน หมายเลขเทา ต้องเป็นค่าคงที่เสมอในการสลายตัวของอนุภาคเล็พตอน (หมายเลขประจำตระกูลก่อนสลายตัว = หมายเลขตระกูลหลังสลายตัว) ตัวอย่างการสลายตัวของมิวออนเป็นมิวออนนิวตริโน อิเล็กตรอน และ อิเล็กตรอนปฏินิวตริโน



จากการกำหนดการอนุรักษ์หมายเลขตระกูลนี่เองที่ทำให้เราเชื่อว่า นี่น่าจะเป็นเหตุผลอธิบายการสลายตัวของเล็พตอน

นิวตริโนเป็นเล็พตอนชนิดหนึ่งที่ไม่มีประจุ และแทบไม่ทำปฏิกิริยากับอนุภาคอื่นเลย นิวตริโนส่วนใหญ่ก็เดินทางสู่โลกโดยมันไม่สุงสิงกับใครแม้แต่อะตอมเดียว นิวตริโนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปฏิกิริยาด้วยกัน อย่างหนึ่งซึ่งเพิ่งกล่าวถึงไปก็คือการสลายตัวของอนุภาค หรือแม้แต่จากการแผ่กัมมันตรังสี ตัวอย่างเช่น



1. ในการแผ่รังสีของนิวเคลียส นิวตรอนที่อยู่นิ่ง (โมเมนตัมเป็นศูนย์) จะสลายตัวปล่อยโปรตอนและอิเล็กตรอน



2. จากกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม อนุภาคที่ถูกปล่อยออกมาต้องมีโมเมนตัมรวมเท่าเดิม (คือศูนย์) แต่จากการสังเกตพบว่าโมเมนตัมของโปรตอนและอิเล็กตรอนไม่สามารถหักล้างกันเป็นศูนย์ได้



3. ดังนั้นมันน่าจะมีอนุภาคอีกชนิดหนึ่งหลุดรอดออกมาด้วย เพื่อให้ผลรวมของโมเมนตัมเป็นศูนย์



4. นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าสิ่งที่ปล่อยออกมาด้วยก็คือนิวตริโน และผลจากการทดลองก็สนับสนุนสมมติฐานดังกล่าว



ในเอกภพมีนิวตริโนอยู่มากมาย พวกมันไม่เคยทำปฏิกิริยาใคร แม้มันจะมีมวลน้อยๆ แต่ด้วยปริมาณที่มหาศาล บางที่มันนี่แหละที่เป็นตัวคุมอำนาจของมวลทั้งหมดในเอกภพอยู่ก็ได้ และอาจจะเป็นนิวตริโนนี่แหละที่ส่งผลต่อการขยายตัวของเอกภพ



จากภาพ Generations of Matter สสารที่เราเห็นได้ในเอกภพทั้งหมด ถูกสร้างจากอนุภาคใน Generation แรกเท่านั้น (up quark, down quark และ อิเล็กตรอน) เพราะว่า Generation ที่ 2 และ 3 อนุภาคไม่เสถียร จะสลายตัวไปโดยเร็ว


แปลโดย ศล จาก particleadventure.org




Create Date : 08 มิถุนายน 2550
Last Update : 11 มิถุนายน 2550 17:50:41 น. 1 comments
Counter : 2164 Pageviews.

 
วันนี้มาเรียนรู้เรื่องอะตอม พื้นฐานของโลก


โดย: coming soon (The Yearling ) วันที่: 12 มิถุนายน 2550 เวลา:11:12:22 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.