creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Is Justified True Belief Knowledge?

ความรู้คือความเชื่อที่เป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับความเชื่อดังกล่าวนั้นจริงหรือ (ถ้าใช้ภาษาอังกฤษอาจจะเข้าใจง่ายกว่า คำถามคือ Is Justified True Belief Knowledge?) อันนี้เป็นชื่อบทความสั้น ๆ ของโปรเฟสเซอร์ Edmund Gettier ซึ่งแกยกตัวอย่างแย้งว่า ความคิดที่ว่า ความรู้คือ justified true belief (ความเชื่อที่เป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับความเชื่อดังกล่าวนั้น) นั้น เป็นความคิดที่มีจุดอ่อน

คำถามสำคัญในญาณวิทยาคำถามหนึ่งคือ เมื่อไรเราจะพูดได้ว่าใครบางคนรู้อะไรบางอย่าง สมมติว่าใครบางคนคือ S และอะไรบางอย่างคือ P ดังนั้น คำถามก็คือ เมื่อไร เราจะพูดได้ว่า S รู้ว่า P

คำตอบต่อคำถามนี้อาจอยู่ในฟอร์ม (a) S รู้ว่า P ก็ต่อเมื่อ 1. P เป็นจริง, 2. S เชื่อว่า P และ 3. S มีเหตุผลรองรับความเชื่อ P, นั่นเท่ากับพูดว่า เงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงในการที่จะพูดว่า S รู้ว่า P และบทความของ Gettier จะยกตัวอย่างแย้งให้เห็นว่า เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราพูดได้ว่า S รู้ว่า P

เครื่องมือหลักของแกมี 2 อย่าง หนึ่ง เป็นได้ที่คนเราจะมีเหตุผลรองรับความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งที่จริง ๆ แล้วความเชื่อนั้นเป็นเท็จ และ สอง สำหรับ P ใด ๆ ก็ตาม ถ้า S มีเหตุผลรองรับในความเชื่อ P และ P ทำให้เกิด Q ตามมาเป็นผลสืบเนื่อง และ S ได้อนุมาน Q จาก P เราก็พูดได้ว่า S มีเหตุผลรองรับความเชื่อ Q

แกจะใช้เครื่องมือสองอย่างนี้ พร้อมกรณีตัวอย่าง 2 กรณีในการแย้ง

ตัวอย่างแย้งที่ 1: สมมติว่าสมิธกับโจนส์สมัครงานที่หนึ่ง และสมมติว่าสมิธมีหลักฐานมากพอที่จะเชื่อว่า (1) "โจนส์ได้งานนี้แน่ และโจนส์มีเหรียญอยู่ 10 เหรียญในกระเป๋า" (หลักฐานของสมิธคือ ประธานบริษัทเป็นคนบอกเค้าเองว่าโจนส์จะได้งาน และเมื่อสิบนาทีที่แล้ว เขานับจำนวนเหรียญในกระเป๋าของสมิธ) ทีนี้ ผลที่สืบเนื่องจาก (1) คือ (2) "คนที่จะได้งานมีเหรียญ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋า" จากเครื่องมืออย่างที่สองในย่อหน้าที่แล้ว เราพูดได้ว่า สมิธเชื่อว่า (2) เป็นจริงแบบมีเหตุผลรองรับ

ทีนี้ลองจินตนาการว่า ตอนประกาศผล สมิธต่างหากที่เป็นคนที่ได้งาน ไม่ใช่โจนส์ (แต่สมิธไม่รู้นะครับ) และบังเอิญว่าสมิธเองก็มีเหรียญ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋า (เจ้าตัวเองไม่รู้อีกเหมือนกัน) ในกรณีนี้ (2) เป็นจริง แต่ (1) เป็นเท็จ ลองจัดเข้าฟอร์ม (a) จะได้ 1. (2) เป็นจริง, 2. สมิธเชื่อว่า (2) เป็นจริง และ 3. สมิธมีเหตุผลรองรับความเชื่อ (2), ตอนนี้เราจะได้กรณีที่เงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ แต่ถามว่าสมิธรู้ว่า (2) เป็นจริงมั้ยครับ? สมิธรู้รึเปล่าว่าตัวเอง (=คนที่ได้งาน) มีเหรียญ 10 เหรียญอยู่ในกระเป๋า ((2) เป็นจริงเพราะสมิธมีเหรียญในกระเป๋า 10 เหรียญ) ฉะนั้น มีเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อแต่เขากลับไม่รู้ แปลว่า การมีเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้เพราะเงื่อนไขข้อที่ 2. เป็นไปตามเครื่องมืออย่างแรกของ Gettier สมิธเชื่อว่า (2) เป็นจริงจากการนับเหรียญในกระเป๋าของโจนส์



ตัวอย่างแย้งที่ 2: สมมติว่าสมิธมีหลักฐานพอที่จะเชื่อว่า (3) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด" (หลักฐานของสมิธคือ ที่ผ่านมาเขาจำได้ตลอดว่าโจนส์มีรถคันหนึ่งและเป็นรถฟอร์ด และล่าสุด โจนส์เพิ่งขับรถฟอร์ดไปส่งสมิธที่บ้าน) ทีนี้สมมติว่าสมิธมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อบราวน์ ซึ่งคุณบราวน์ตอนนี้อยู่ไหนก็ไม่รู้ สมิธสุ่มเลือกชื่อเมืองขึ้นมา 3 เมือง แล้วสร้างข้อความสามข้อความ

(4) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือไม่ก็ บราวน์อยู่ในบอสตัน"
(5) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือไม่ก็ บราวน์อยู่ในบาร์เซโลน่า"
(6) "โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือไม่ก็ บราวน์อยู่ในเบรสต์-ลิตอฟ"

ข้อความ (4) - (6) เป็นผลสืบเนื่องจาก (3), เท่ากับพูดว่า "ถ้า (3) แล้ว (4)" เป็นจริง, "ถ้า (3) แล้ว (5)" เป็นจริง, "ถ้า (3) แล้ว (6)" เป็นจริง, จากเครื่องมือสอง เราพูดได้ว่า สมิธเชื่อใน (4), (5) และ (6) แบบมีเหตุผลรองรับ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าบราวน์อยู่ไหน

ทีนี้สมมติกรณีว่า โจนส์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถฟอร์ด ไอ้รถคันที่เขาขับนั่นนะเป็นรถเช่า และบังเอิญว่าบราวน์อยู่บาร์เซโลน่า (สมิธไม่รู้นะครับ) ในกรณีนี้ เราจับเข้าฟอร์ม (a) ได้ว่า 1. (5) เป็นจริง, 2. สมิธเชื่อว่า (5) เป็นจริง และ 3. สมิธมีเหตุผลรองรับความเชื่อ (5), เรามีครบทั้ง 3 เงื่อนไข แต่สมิธไม่รู้ว่า (5) เป็นจริง เพราะหลักฐานที่ใช้ประกอบความเชื่อ (5) ซึ่งสืบเนื่องมาจาก (3) นั้นมาจากประสบการณ์ของสมิธเกี่ยวกับเรื่องรถของโจนส์ สมิธไม่รู้ว่าบราวน์อยู่บาเซโลน่า ซึ่งข้อนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่ทำให้ (5) เป็นจริง

ในบทความ นอกจาก (a) ยังมี (b) กับ (c) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของ Chisholm กับ Ayer ตามลำดับ ซึ่งทั้งคู่สามารถตีความให้เข้ากับ (a) ได้ ในกรณีที่ตีความเช่นนี้ ทั้งคู่ก็มีจุดอ่อนจุดเดียวกัน


Create Date : 06 ธันวาคม 2556
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 23:01:15 น. 0 comments
Counter : 2411 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.