creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
นาม-รูป กับ นามธรรม-รูปธรรม

พอดีเปิดบล็อกไปอ่านเจอบทความของอาจารย์ท่านหนึ่ง (อ่านเจอจากไหนจำไม่ได้แล้วนะครับ) บอกว่า "วิญญาณไม่เป็นนามธรรม" เห็นชื่อหัวข้อทีแรกผมคัดค้านนะ แต่พออ่านรายละเอียดและการให้เหตุผลแล้วก็พอยอมรับตามเหตุผลนั้นได้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยทุกอย่าง เพราะประเด็นปัญหามันอยู่ที่ความหมายของคำที่เปลี่ยนไปเมื่อบริบทหรือโลกทัศน์มันเปลี่ยนไป

ใจความเป็นแบบนี้ครับ พอพูดว่าวิญญาณเป็นนามธรรมนี่นะ ผู้เขียนบทความดังกล่าวเชื่อว่าคนจะตีความคำว่านามธรรมว่าเหมือนถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ อันเป็นคำตรงกันข้ามกับคำว่ารูปธรรม เช่น ความรัก เป็นนามธรรม คนรัก เป็นรูปธรรม เป็นต้น ตรงนี้คือให้ความหมายของคำว่า "นามธรรม" กับ "รูปธรรม" แบบความหมายของภาษาไทย ผู้เขียนบทความนั้นกลัวว่าพอเข้าใจเช่นนี้ไปนาน ๆ คนจะพาลเข้าใจว่าวิญญาณหรือจิตไม่มีตัวตน ไม่มีจริง แสดงว่าการให้ความหมายของคำไม่เท่าเทียมกันแล้วล่ะ

แต่ผมก็ยังเชื่ออีกแบบ คนส่วนใหญ่แยกออกนะว่าเมื่อพูดถึงคำว่า "นามธรรม" ในบริบทของพุทธศาสนาหรือในโลกทัศน์แบบพุทธ เราจะให้ความหมายแบบพุทธ คือ นามธรรมได้แก่ธรรมที่เป็นนาม จริงอยู่ว่าในพระไตรปิฎกเราไม่พบคำนี้โดยตรง แต่เรามีคำว่า รูปิโน ธมฺมา ซึ่งแปลว่า ธรรมที่เป็นรูป หรือจะเรียกว่า รูปธรรมก็ได้ กับ อรูปิโน ธมฺมา แปลว่า ธรรมที่ไม่เป็นรูป หรือเป็นอรูป ซึ่งอรูปนี่ก็คือนาม ฉะนั้นผมก็เห็นว่าจะเรียก นามธรรมก็ไม่ผิดวิสัยตรงไหน (ทีสังขตธรรมกับอสังขตธรรมยังเรียกได้ การใช้คำรูปธรรม/นามธรรมก็มีอาการอย่างเดียวกัน) แต่สาระสำคัญที่ห้ามผิดเด็ดขาดคือความหมายของมัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำว่าอารมณ์ ผมว่าคำนี้ชัด อารมณ์ภาษาไทย กับอารมณ์พุทธศาสนาแตกต่างกัน ซึ่งคำที่มีความหมายจำเพาะในเรื่องหนึ่ง ๆ หรือขอบเขตวิชาหนึ่ง ๆ นี่ก็มีกันทุกแขนงอยู่แล้ว อย่างคำว่า entropy ในวิชา communication technology กับ thermodynamics ก็คนละเรื่องกัน (และยิ่งเป็นคนละเรื่องเมื่อมีหมอฟันบางคนจับมาโยงว่า entropy นั้นคือความเสื่อมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ) คำว่า relation ในคณิตศาสตร์กับจิตวิทยาก็คนละเรื่องกัน เป็นต้น

คราวนี้มีอีกประเด็นที่ผมอาจจะจับประเด็นมาผิดนะครับ คือคำพูดว่า นาม เป็น รูปที่ละเอียดประณีต ตรงนี้ผมว่าไม่ใช่ เพราะนิยามของนามนั้นชัดและน่ารักมาก นาม = อรูป อะไรที่ไม่ใช่รูปเป็นนามทั้งหมด (นิพพานก็เป็นนาม เพียงแต่นิพพานมิได้ตกอยู่ในสามัญลักษณะของสังขตธรรม เพราะมันมีลักษณะของอสังขตธรรม) คำว่า รูป นิยามของมันคือ ธรรมที่แตกสลายได้ด้วยปัจจัยที่เป็นข้าศึก แต่นามไม่ใช่ เพราะการเกิด-ดับของมันเป็นวิเสสลักษณะของมันอยู่แล้ว ส่วนรูปไม่ว่าจะหยาบ ละเอียด หรืออย่างไรก็เป็นรูปอยู่นั่นเอง

เสริมปิดท้ายเรื่องคำอีกสักนิด เพราะว่าแม้ในขอบเขตของพุทธศาสนาเอง คำ ๆ เดียวกันก็ไม่ได้แปลแล้วหมายถึงอย่างเดียวกัน อย่างเช่น คำว่าทุกข์ในอริยสัจกับทุกข์ในไตรลักษณ์ก็ไม่แปลเท่ากัน หรือแม้แต่ทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทก็ไม่เหมือนกับทุกข์สองตัวแรกทีเดียว หรือคำว่าสังขาร พอเป็นขันธ์มันเป็นแค่เจตสิก 50 ดวง พอพูดในแง่ของธรรม ธรรมที่เป็นสังขารนั้นได้แก่สังขตธรรม คือ ทุกสภาวะยกเว้นนิพพานและบัญญัติ ฉะนั้นในการศึกษาเรื่องอะไรก็ตาม ผมคิดว่าด่านแรกที่ต้องยึดและระลึกไว้ให้ดีคือคำ ๆ นั้นมีนิยามหรือความหมายแค่ไหนในโลกทัศน์สำหรับเรื่องนั้น ๆ




Create Date : 02 กรกฎาคม 2552
Last Update : 2 กรกฎาคม 2552 12:51:13 น. 0 comments
Counter : 1074 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.